บัวศศินิตย์ แซ่ลิ้ม ก้าวข้ามความกลัวด้วยความกล้าบนเส้นทางสายมะเร็ง 

บทสนทนาแสนเรียบง่ายของเรากับพี่บัวศ์ – บัวศศินิตย์ แซ่ลิ้ม เกิดขึ้นในร้านกาแฟย่านนครปฐม ไม่ไกลจากบ้านพักของผู้หญิงแกร่งคนนี้ เธอเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาเมื่อราว 2 ปีก่อนว่าเป็นช่วงเวลาที่หินไม่น้อยสำหรับเธอเอง เพราะหลังจากการตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrioid Carcinoma, Figo Grade 2) ที่กำลังขยับจากระยะที่ 2 สู่ระยะที่ 3 ทำให้ชีวิตของเธอต้องเจอกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากการรักษา ภาวะแทรกซ้อนและโรคร่วมที่มาพร้อมกับมะเร็ง การกลับมาเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกครั้งที่ 2 ไปจนถึงการต้องหยุดพักจากงานที่เป็นรายได้หลักซึ่งเธอใช้ดูแลตัวเองและครอบครัวลงชั่วคราวเพื่อกลับมารักษาตัวให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้น พี่บัวศ์บอกกับเราว่า ยาชูกำลังที่ทำให้เธอยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้ นอกจากครอบครัว เพื่อนฝูง และทีมแพทย์แล้ว อีกสิ่งสำคัญคือสติและหัวใจที่ตั้งมั่นของตัวเอง นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ไม่เพียงจะสร้างกำลังใจ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจที่ดีไม่ว่าคุณจะอยู่ในวิกฤตใดของชีวิตก็ตาม 

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก 1 ใน 5 มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง 

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือ Endometrium Cancer ถือเป็นชนิดมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นลำดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศตะวันตก รองมาจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะที่ประเทศไทยเอง มะเร็งชนิดดังกล่าวนับว่าพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง โดยมักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งมีสาเหตุใหญ่จากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน 

“จริงๆ พี่เริ่มเห็นสัญญาณที่แปลกไปของร่างกายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 แล้ว โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือการมีประจำเดือนเยอะ และเริ่มมีเลือดปนหนองออกมา รวมทั้งการเกิดฝีขึ้นบริเวณหัวหน่าว แต่ได้มาตรวจแบบจริงๆ จังๆ คือกุมภาพันธ์ ปี 2565 กระทั่งได้รายงานการแพทย์ออกมาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ในปีเดียวกันว่าพี่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 2 ที่กำลังจะลามเป็นระยะ 3 

“ด้วยโครงสร้างของผนังกล้ามเนื้อของมดลูกจะมีทั้งหมด 3 ชั้น ของพี่เกิดจากกล้ามเนื้อมดลูกชั้นลึกสุดที่เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) แล้วค่อยๆ ขยายออกมาชั้นกลาง คือ เปลือกกล้ามเนื้อของผนังมดลูก (Myometrium) และผนังมดลูกชั้นนอกสุด (Perimetrium) ซึ่งถ้าทะลุส่วนนี้ออกมาคือการลามออกนอกปากมดลูก โดยสามารถลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ม้าม ถุงน้ำดี ไต กระเพาะปัสสาวะได้ พอเป็นในระยะนี้ คุณหมอไม่อยากให้รอ พี่จึงถูกกำหนดวันผ่าตัดช่วงเดือนมีนาคมเลย เป็นการรักษาแบบผ่าตัดแบบตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน ท่อนำไข่ รังไข่ทั้งสองข้าง และเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานทั้งสองข้าง (Total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo-oophorectomy; TAH c BSO) ที่เชื้อมะเร็งจะไปแพร่ได้ออกให้หมด

“หลังจากอยู่โรงพยาบาลประมาณเกือบ 2 สัปดาห์ จนแผลดีขึ้น ของเสียและน้ำเหลืองถูกขับออกจนเหลือน้อยที่สุด คุณหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านมาพักฟื้นหลังผ่าตัดได้ประมาณ 30 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการรักษาขั้นต่อไป นั่นคือการฉายแสง 28 แสง เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ ต่อด้วยฝังแร่อีก 2 ครั้ง และมีการติดตามผลด้วยการ CT-scan และตรวจภายในเป็นระยะๆ เพื่อเช็กว่ายังมีอะไรผิดปกติอีกไหม ปรากฏว่าเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 ผล CT-scan พบก้อนมะเร็งที่โตขึ้นอยู่ใกล้บริเวณที่ผ่าตัด คุณหมอส่งไป MRI อีกรอบหนึ่งเพื่อตรวจให้ละเอียดขึ้นจนยืนยันว่าก้อนมะเร็งโตขึ้นจริงๆ คราวนี้ คุณหมอใช้การรักษาโดยการให้เคมีบำบัด ซึ่งก่อนการให้เคมีบำบัด คุณหมอจะเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพี่ก่อน เพราะระหว่างทางการทำเคมีบำบัดนั้น ภูมิต้านทานในร่างกายจะต่ำลง มีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ แล้วกิจกรรมการเตรียมความพร้อมก็บังเกิดทันที ทั้งฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ทำฟัน ถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน ต้องจัดให้ครบ โปรแกรมเคมีบำบัดที่คุณหมอวางแผนไว้จะเป็นการให้เคมีบำบัด 6 ครั้ง ช่วงห่างแต่ละครั้ง 3 สัปดาห์ กินเวลา 6 เดือน พี่บัวศ์เริ่มรับเคมีบำบัดครั้งแรกช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2566 และครบไซเคิลสุดท้ายเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน ถ้านับจากวันที่ผ่าตัดครั้งแรกจนถึงวันนี้ก็ราว 2 ปีกว่าได้แล้วค่ะ ระหว่างทางพี่เองได้มีโอกาสเก็บประสบการณ์ความตื่นเต้น สนุก เร้าใจ เขย่าขวัญ ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลุ้นผลเลือดทุกรอบก่อนว่าผ่านหรือไม่ เรื่องเคมีรั่วออกมาจากเส้นเลือดในไซเคิลที่ 2 และ 3 เรื่องความไม่พร้อมของอุปกรณ์ทำให้หายใจเร็วจนเกือบจะหยุดหายใจไป ต้องวิ่งหาออกซิเจนด่วน ในไซเคิลที่ 4 เรื่องค่าไตไม่ผ่าน เกร็ดเลือดต่ำเกินไปต้องรับเลือดก่อนให้เคมีบำบัดในไซเคิลที่ 5 และ 6 สำหรับพี่ นี่ถือเป็นประสบการณ์แบบครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว (หัวเราะ)”  

ดีเอ็นเอนักสู้

“ระหว่างการรักษาพี่เจอความท้าทายอยู่ตลอดอย่างที่เล่าไป รวมถึงการได้รับผลกระทบจากการฉายรังสีซึ่งมีผลต่อระบบขับถ่าย ไม่ว่าจะเป็นอุจาระหรือปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยแบบทุกๆ ครึ่งชั่วโมง อุจจาระเยอะ หรือหลังจากการผ่าตัดมะเร็งออกไป ก็ได้โรคความดันโลหิตสูงมาอีกหนึ่งโรค เรียกว่าต้องไปโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ พอช่วงคีโม พี่โชคดีที่มีอาการแพ้ไม่มาก กินอะไรได้หมด ขับรถไปให้คีโมเองได้ แต่ระหว่างทางของการให้คีโมก็มีเรื่องตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน อย่างไซเคิลที่ 2 ด้วยความที่เราเป็นคนที่เส้นเลือดเล็กมาก เลยมีเคมีรั่วซึมออกจากเส้นเลือดระหว่างให้คีโม ทำให้มีอาการบวมแดง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนถึงจะดีขึ้น หรือบางครั้งเส้นเลือดตัน ซึ่งเป็นชีวิตปกติของคนให้คีโม 

“แต่สิ่งที่ยากที่สุดคงเป็นเรื่องของการทำใจยอมรับ คิดว่าเป็นความโชคดีของตัวเองที่ได้อยู่กับธรรมะมาตลอด พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง อย่างแรกที่ธรรมะเข้ามาช่วยคือการตั้งสติและทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกัน พี่คิดว่า ช่างเถอะ คนเราเกิดมาไม่ว่าใครก็ต้องตาย แล้วด้วยความที่เป็นหัวหน้าครอบครัวด้วย เลยยิ่งต้องกลับมาตั้งสติหนักๆ เลยว่าจะต้องทำอย่างไรให้อยู่รอดได้ เพราะพี่มีทั้งแม่และน้องที่ต้องดูแล ซึ่งคนเป็นแม่ ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไหร่ ท่านจะเป็นห่วง เวลาเห็นลูกป่วย เห็นพี่อาเจียน แน่นอนว่าท่านอยากดูแลให้ดีที่สุด แต่พี่จะบอกแม่ให้หมดห่วงว่า ‘ไม่เป็นไรเดี๋ยว 10 นาทีก็ผ่านไปได้แล้ว’ ดังนั้น พี่จึงพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดและเลือกที่จะทำทุกอย่างที่ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ให้ใครมาทำให้รู้สึกว่าป่วยจนกลายเป็นความเฉาและหมดกำลังใจ เช่น พี่จะขับรถไปหาหมอเอง ซึ่งโชคดีที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นได้ พี่พยายามทำอะไรให้ปกติเหมือนคนไม่ป่วยเพื่อที่ครอบครัวและเพื่อนๆ จะได้สบายใจ ส่วนอะไรที่จะมากระทบใจ พี่จะหลีกเลี่ยงไปก่อน 

“หลังจากตั้งสติได้และดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว พี่เริ่มมาสำรวจว่า แล้วตอนนี้มีอะไรบ้างที่กังวลใจอยู่บ้าง ตอนนั้น พี่เลี้ยงน้องหมาอยู่ตัวหนึ่ง อยู่ด้วยกันมา 16 ปี แล้ว และเขาเป็นหมาที่ป่วยติดเตียง เป็นโรคไตระยะสุดท้าย ต้องให้ยาและน้ำเกลือทุกวัน ตัวพี่กังวลใจเรื่องนี้มากเพราะถ้าต้องไปนอนโรงพยาบาลหลายๆ วัน จะไม่มีใครดูแลเขา คุณแม่และน้องไม่สบายอยู่ด้วย จึงไม่อยากทิ้งภาระให้คนในครอบครัว พี่จึงไปปรึกษากับทางสัตวแพทย์ ซึ่งคุณหมอแนะนำว่า โรคที่เขาเป็นไม่มีทางรักษาแล้วนะ ขณะเดียวกัน คุณหมอเองก็ให้หลักการมา 3 เรื่อง ข้อหนึ่ง ให้ยึดตัวเราเป็นหลัก อย่าให้เขาเป็นภาระกับเรา ขัอสอง อย่าให้เราเป็นภาระกับเขา และข้อสุดท้ายคือ เขาเป็นโรคที่รักษาไม่ได้แล้ว อยู่ประคับประคองรอวันที่จากไป สุดท้ายและท้ายสุด สิ่งที่ยากที่สุดอีกเรื่องก็เกิดขึ้น คือการต้องตัดสินใจทำการุณยฆาตให้เขาหลับไป คุณหมอบอกกับเราว่าต้องทำใจนะ เพราะไม่อย่างนั้น ทั้งเราและเขาจะเป็นภาระซึ่งกันและกัน และนั่นจะยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก นี่คืออีกจุดที่ยากมากๆ แต่เมื่อเราตัดความกังวลออกจากตัวได้ มันทำให้เราไปผ่าตัดได้แบบสบายใจขึ้น และแม้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่ 16 ปีที่ผ่านมาคือความทรงจำที่ดีระหว่างเราทั้งคู่ (ยิ้ม)” 

ประตูสู่การเติบโตของชีวิต  

“2 ปีที่ผ่านมา ทุกเรื่องราวสอนพี่ในฐานะการเป็นมนุษย์เยอะเลย หนึ่งในนั้นคือ การปล่อยวาง พี่พบว่าพอปล่อยวางได้ พี่แทบจะไม่เครียดเลยนะ อย่างตอนที่มารู้ว่าเป็นมะเร็งรอบสอง พี่ไม่ได้ตกใจว่ามะเร็งกลับมา แต่แอบจะมีต่อรองกับคุณหมอนิดหนึ่ง เพราะด้วยอารมณ์และความเชื่อแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการรักษาตัวการรับคีโม บวกกับฟังคนที่หวังดีเล่ามา พี่เลยไม่อยากรับเคมีบำบัด แต่โชคดีมากๆ ที่คุณหมอเจ้าของไข้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ยาเคมีบำบัดถูกพัฒนาไปไกลมาก ไม่ต้องกังวล แถมยังให้กำลังใจ แนะนำ และหาวิธีป้องกันอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการรับเคมีบำบัดเพื่อให้พี่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดด้วย 

“แต่ก่อนพี่เป็นคนทำงานหนักมาก เรียกว่าอะไรที่เป็นเงินจะทำหมด แต่เดี๋ยวนี้พี่ช่างมันและปล่อยได้มากขึ้นเยอะ ถามว่า 2 ปีที่ไม่ได้ทำงานเลย พี่คิดว่าคนส่วนใหญ่คงจะเครียดว่า แล้วฉันจะเอาอะไรกิน พี่เองก็เครียดนะแต่มองว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวรอหายก่อนแล้วค่อยทำก็ได้ แล้วพอไม่มีรายได้ พี่เลือกใช้วิธีคิดง่ายๆ คือกินและใช้เท่าที่มี อะไรที่ไม่จำเป็นจะไม่ทำ ไม่สร้างเงื่อนไขกับตัวเอง พอทำแบบนี้ พี่เลยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเยอะ 

“นอกจากนี้ การมีครอบครัวและกัลยาณมิตรที่ดีก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่มีกำลังใจที่ดีมากๆ จนถึงวันนี้ พี่ได้เห็นน้ำใจและความห่วงใยส่งมาให้ตลอด ทั้งหยูกยา อาหารเสริมที่จะมาช่วยให้เราแข็งแรง อีกอย่างที่บอกไป พี่คิดว่าตัวเองโชคดีที่อยู่กับธรรมะและการทำจิตอาสามาก่อนหน้า เวลามีอะไรไม่สบายใจ พี่จึงมีที่พึ่งทางใจ นั่นคือการสร้างกำลังใจที่มาจากตัวเองได้ แล้วที่มาช่วยเสริมทัพที่ทำให้ผ่านวันยากๆ ไปได้อีกอย่างคือการดูซีรีส์ ตอนนี้พี่เป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ทั้งจีนและเกาหลีไปแล้วนะ (หัวเราะ) เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ยังมีพี่บัวศ์ในวันนี้ได้” 

จงเชื่อมั่นว่าฉันทำได้

“ในเรื่องของการรักษา พี่มองว่าการฟังคนอื่นจะได้ประโยชน์ในแง่ของการเป็นแนวทางให้เราได้ เช่น ถ้าเราให้คีโมจะมีอาการอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ เมื่อได้รู้ก่อน เราจะสามารถเตรียมตัวเตรียมใจได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคืออย่ากังวลจนเกินไป เพราะแต่ละคนมีสภาวะร่างกายที่แตกต่างกัน บวกกับเวลานี้วิทยาการด้านการแพทย์ไปไกลมากๆ แล้วอย่างที่บอก รวมไปถึงคุณหมอและทีมรักษาจะมาช่วยเราเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเสมอ ทั้งการตรวจร่างกาย การให้ยาป้องกันเพื่อให้เราได้รับผลกระทบน้อยลง ดังนั้น ถ้าเราทำจิตใจให้ดี เราก็จะมีกำลังใจสู้กับมะเร็งได้ 

“และอย่างที่บอกว่าจุดที่ยากที่สุดคือการยอมรับ ทำใจ และปล่อยวาง จากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าเราปล่อยวางได้เร็ว ได้เยอะ รวมถึงพยายามอย่าให้อารมณ์ความเครียดและวิตกกังวลเข้ามาสุม มองอะไรให้เป็นบวกตลอด จะเป็นตัวช่วยอย่างดีที่ทำให้เราไปต่อได้และไหวในทุกจุดการรักษา สิ่งหนึ่งที่พี่พบว่าดีมากๆ คือการได้แบ่งปันประสบการณ์และให้กำลังใจระหว่างผู้ป่วยมะเร็งด้วยกัน พี่พบว่าวิธีนี้ช่วยตัวพี่เองได้เยอะเลยนะ เหมือนกับว่าเราได้คุยกับคนภาษาเดียวกัน คนที่ผ่านความยากลำบากมาคล้ายๆ กัน จะมีความเข้าอกเข้าใจกัน แต่ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆ ไม่ดีอะไรนะคะ เพียงแค่บางครั้ง มันเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันที่คนไม่ป่วยจะซึมซับถึงความเจ็บปวดของคนที่เป็นมะเร็ง 

“ไม่นานมานี้ พี่มีโอกาสได้เข้าคอร์สกับทาง Art for Cancer ได้ฟังธรรมะจากพระอาจารย์ไพศาล มีหลายๆ สิ่งที่ท่านสอนและเป็นประโยชน์กับตัวพี่มากและอยากแบ่งปันคือ ท่านบอกว่า ‘คนที่เป็นมะเร็ง อันดับแรกที่ท่านอยากแนะนำคือการปรับความคิดให้ค่อยๆ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อใดที่ใจเรายอมรับได้แล้ว ลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขา ไม่ไปต้านกัน และเมื่อเรายอมรับได้ เราจะหาวิธีที่จะรับมือกับมะเร็งที่เราเผชิญอยู่ เมื่อเรารับมือได้ในแนวทางของเรา เมื่อนั้นเราจะทุกข์น้อยลง’ พี่รู้ว่าการยอมรับเป็นเรื่องไม่ง่ายหรอก เพราะพี่บัวศ์เองกว่าจะผ่านมาได้ก็ใช้เวลาไม่น้อยเลย เหมือนที่บอกว่าตอนแรกพี่เองก็ไม่อยากรับการรักษาด้วยคีโม แต่พอยอมรับว่านี่คือกระบวนการรักษาที่จะทำให้หายป่วยได้ แป๊บๆ จากครั้งที่ 1 ก็ไปสู่ครั้งที่ 6 แล้ว พี่จึงอยากให้ใครก็ตามที่ได้อ่านสัมภาษณ์นี้ เชื่อมั่นในความก้าวหน้าของการรักษา เชื่อมั่นในคุณหมอที่รักษาเรา ที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะหายได้ และพี่จะเป็นหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านความท้าทายนี้ไปให้ได้ค่ะ (ยิ้ม)”  

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

ปรีชา คูหาชัยสกุล เปลี่ยนวิธีคิด…ออกแบบชีวิตรับมือมะเร็ง

ปรีชา คูหาชัยสกุล คือผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma) ซึ่งเป็นชนิดของมะเร็งปอดที่พบได้ราว 40% ของผู้เป็นมะเร็งปอดทั้งหมดที่เป็นเพศชายและหญิง ตลอดเส้นทางการรักษากว่า 3 ปีที่ผ่านมา แม้ตัวเขาจะต้องเจอกับบททดสอบยากๆ เข้ามาปะทะอยู่หลายครั้ง ทว่า ด้วยการใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง การใช้ชีวิตด้วยสติ การมีธรรมะเป็นที่พักให้กับหัวใจ ตลอดจนความทุ่มเทและแรงสนับสนุนที่มาพร้อมความรักจากผู้คนรอบกาย ทำให้ปรีชาในทุกวันสามารถอยู่ร่วมโรคและโลกใบนี้ด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม และเขายังคงใช้กำลังกายที่มีอยู่เก็บเกี่ยวความสุขและความอิ่มเอมในทุกๆ วัน เพื่อเป็นพลังในการก้าวผ่านจุดเปลี่ยนของธรรมชาตินี้ก่อนที่ปลายทางชีวิตจะมาเยือน

มะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma 

“ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ผมมีอาการไอเรื้อรัง ไอแบบมีเสมหะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางมีนาคม แล้วอาการก็ดีขึ้น ซึ่งเวลาเดียวกันนั้น โควิดระบาดหนักมากอย่างที่ใครๆ ก็รู้กันดี ผมจึงไม่กล้าไปตรวจ หลังจากนั้นหายป่วย สุขภาพผมปกติดีเลยนะครับ จนเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาตรวจสุขภาพประจำปี ผลจากการเอ็กซเรย์ปอดได้พบก้อนขนาด 4×4 เซนติเมตร ทำให้ผมต้องไปติดตามผลต่อ

“แรกเริ่ม คุณหมอมุ่งไปที่การตรวจหาโรควัณโรคก่อน เพราะว่าครอบครัวผมทั้งคุณพ่อและพี่สาวเคยเป็นมาก่อน เมื่อพบว่าไม่ใช่ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นผมจึงถูกส่งตัวไปทำ CT Scan ผลคือพบก้อนที่ปอด ซึ่งปอดคนเราจะมี 5 กลีบ ฝั่งขวา 3 กลีบ และฝั่งซ้ายอีก 2 กลีบ ผมพบก้อนขนาด 4×4 เซนติเมตร บริเวณปอดขวาด้านบน คุณหมอสั่งตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพิ่มเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งไหม ซึ่งพบว่าเป็นและลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองฝั่งซ้ายมืออีกหลายต่อมแล้ว คุณหมอบอกกับผมว่า ไม่สามารถผ่าตัดได้ เมื่อผ่าตัดไม่ได้ ขั้นตอนต่อไปจึงมี 3 วิธีที่ใช้ในการรักษา นั่นคือเคมีบำบัด ฉายแสง หรือยาพุ่งเป้า ตอนนั้นผมเข้าใจว่าจะได้รับการวินิจฉัยและกำลังจะเข้าขั้นตอนการรักษาได้แล้ว แต่คุณหมอมาจับตัวผม นวดไปนวดมา พบว่าต่อมน้ำเหลืองผมโต การประเมินเบื้องต้นคือผมอาจจะเป็นระยะที่ 4 นั่นคือลุกลามไปทั่วตัว ผมจึงต้องไปทำ PET Scan เพื่อตรวจให้ละเอียดและทราบแน่ชัดว่ามะเร็งลามไปอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น สมอง กระดูก ต่อมหมวกไต ที่ส่วนใหญ่มะเร็งปอดมักจะลามไปถึงหรือยัง จนพบว่าผมเป็นมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma ระยะ 3B ซึ่งไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่ แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนส์ในร่างกาย เพราะฉะนั้น ชิ้นเนื้อที่ส่งไปตรวจ ถ้าพบว่าตรงกับยาพุ่งเป้าชนิดไหน คุณหมอจะใช้ชนิดนั้นเลย ไม่ต้องหาวิธีการรักษาอื่นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อไปตรวจแล้ว ของผมไม่ตรงกับยาพุ่งเป้าตัวใดเลย ขณะที่ผลของ PET Scan ระบุว่ามะเร็งของผมยังไม่ลาม ที่พบก็เพียงต่อมหมวกไตมีสีเข้มขึ้นหน่อย วิธีการรักษาจึงใช้การฉายแสง 33 ครั้ง ร่วมกับคีโม 6 ครั้ง กินเวลาประมาณเดือนครึ่งและจบคอร์ส

“เมื่อจบคอร์สแรก ตอนนั้นมีวิธีการรักษาใหม่เกิดขึ้น นั่นคือการใช้วิธีภูมิคุ้มกันบำบัด แต่ยาชนิดนี้มีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร เนื่องจากเป็นยาชนิดใหม่ ผมจึงถามคุณหมอว่า ถ้าผมใช้ยาตัวนี้ อัตราการรอดชีวิตผมจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คุณหมอส่งรีพอร์ตมาให้ผมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ผมคิดสระตะแล้วจึงตัดสินใจใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพิ่มเติมจากการให้คีโมและฉายแสง โดยยาภูมิคุ้มกันบำบัดนี้ ผลที่ดีที่สุดคือไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับคีโมและฉายแสง แต่ผมไม่สามารถทำได้เพราะผลจากคีโมและฉายแสงทำให้ปอดอักเสบเป็นจุดขาวๆ ทั้งหมดเลย จึงต้องรอ 1 เดือนจึงไปเข้าการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้ 

“ตอนนั้นอยู่มาได้ประมาณ 10 เดือน มะเร็งก็กลับมาใหม่ตรงที่ฉายแสงเดิม เป็นจุดเล็กๆ ขึ้นมา ผมไปทำ PET Scan ใหม่ว่าลามที่อื่นหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่ลาม คุณหมอก็มาบอกว่าจะรักษาแบบย้อนกลับไปใหม่ นั่นคือจะผ่าตัดเอาทั้งกลีบปอดขวาด้านบนออกไปทั้งหมด หลังจากนั้นผ่านไปได้อีกราว 11 เดือน ก็พบว่ามะเร็งกลับมาใหม่อีก 2 ก้อนที่ปอดขวากลีบล่าง คุณหมอผ่าตัดให้ผมอีกครั้งและนำเจ้า 2 ก้อนนี้ไปตรวจว่าตรงกับยาพุ่งเป้าตัวไหนไหม จนพบว่ามียาพุ่งเป้าชนิดที่ตรงกับมะเร็งของผมพอดี จึงเริ่มกินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2566 จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 12 เดือนแล้ว โดยปัจจุบันนี้ ผมรักษาด้วยการกินยาพุ่งเป้าอย่างเดียว และติดตามผลด้วยการทำ CT Scan ทุกๆ 4 เดือน นี่คือวิธีการรักษามะเร็งของผม บอกได้เลยว่าครบทุกอย่าง ตั้งแต่ผ่าตัด ฉายแสง ใช้เคมีบำบัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด และยาพุ่งเป้า จนถึงตอนนี้ ผมอยู่มาได้ 3 ปีกับ 8 เดือน นับตั้งแต่วันที่ทราบว่าเป็นมะเร็งครับ”

รู้โรค รู้รักษา วางแผนชีวิต ลงมือธรรม

“เอาจริงๆ ช่วงที่ยากที่สุดสำหรับผมคือเดือนแรกหลังจากได้รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เพราะเป็นช่วงที่สับสนทางความคิดเป็นอย่างมาก ด้วยพื้นฐานที่มีนิสัยชอบวางแผน ชอบข้อมูล สิ่งที่ผมต้องการคือข้อมูลว่าผมเป็นอะไร ระยะไหน ผมจะอยู่ได้เท่าไหร่เพื่อช่วยในการวางแผน ซึ่งถ้าผมไม่รู้เลย ผมจะเครียด เพราะผมวางแผนไม่ถูก ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นหัวหน้าครอบครัว มีคนที่ต้องดูแลและเป็นห่วง ดังนั้น 1 เดือนของการส่งตัวและตรวจเช็กแบบที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งไหม ถ้าเป็นจะเป็นระยะไหน อยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ ต้องรักษาอย่างไร เสียค่าใช้จ่ายแค่ไหน แล้วคำตอบที่แฝงมาด้วยความห่วงใยว่า จะรู้ไปทำไม เป็นก็รักษาได้ ทำให้ตอนนั้นผมเครียดมาก จริงๆ แล้วผมไม่กลัวตายนะ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือข้อมูลเพื่อวางแผนชีวิตต่อไป เช่น การวางแผนทางการเงินเพื่อให้ครอบคลุมและคุ้มค่าที่สุด ถ้าผมจ่ายเงินไปจำนวนมากแต่อยู่ได้ 2 ปี หรือผมต้องเอาทรัพย์สินส่วนที่จะต้องเดือดร้อนถึงลูกและภรรยาผม ผมจะไม่ทำแบบนั้น ผมยอมเสียชีวิต จนกระทั่งเข้าการรักษาและรู้ว่าเป็นระยะเท่าไหร่ ผมไม่ถามหมออีกเลยเพราะเรามีข้อมูลและสามารถไปสืบค้นเพิ่มเองได้แล้ว 

“ด้วยโรคมะเร็งจะวัดอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 5 ปี ระยะที่ผมเป็นพบว่าประมาณ 80% ของคนไข้กลุ่มนี้จะเสียชีวิตในช่วง 5 ปี และมี 20 คนเท่านั้นที่อยู่ถึง 5 ปี เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 ความเป็นไปได้นี้ แต่จะคิดไว้ก่อนว่าเป็น 80% เพราะเป็นคนไข้เป็นส่วนใหญ่ พอคิดได้อย่างนั้น ผมจึงสบายใจมากขึ้นเยอะเพราะสามารถวางแผนชีวิตได้ว่าจะจัดการเรื่องต่างๆ อย่างไร รวมถึงเรื่องความรู้สึกตัวเองด้วย 

“ส่วนจุดยากหลังจากนั้นจะเป็นความทุกข์ที่มาจากผลจากการรักษาเป็นหลัก เพราะในทุกๆ การรักษาต้องยอมรับว่ามีผลข้างเคียงที่หนักพอสมควร ทั้งผ่าตัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด แม้กระทั่งตอนนี้จากการกินยาพุ่งเป้าก็มีผลเยอะแยะไปหมด การรับมือของผมตอนนี้คือจะพยายามไม่คิดมาก ดำเนินชีวิตเรียบง่ายที่สุด แต่ก่อนหลังจากทำงานเสร็จ ผมไม่เคยดูทีวีเลย ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือ ดูข่าวจากเฟสบุ๊ก ตอนนี้ ผมไปถามลูกว่าใน Netflix มีอะไรดูบ้าง เลยมีโอกาสได้ดูสารคดีเกี่ยวกับผู้คนในมุมต่างๆ ของโลก พอได้ดูเลยได้เห็นชีวิตผู้คนคนมากมายที่มีจุดยากลำบากเช่นกันและไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่เจอกับอุปสรรค นั่นทำให้ผลกลับมาบทวนว่า แล้วอะไรในชีวิตที่ผมโชคดีบ้าง จนพบว่าผมยังมีหนทางที่จะดูแลตัวเองได้ดีอยู่ สามารถเข้าถึงการรักษาทุกอย่างได้นะ มีประกันสุขภาพ มีครอบครัวที่รัก มีทีมแพทย์ที่คอยดูแล นี่คือสิ่งที่หนึ่งที่ช่วยลดความเครียดลงได้

“อย่างที่บอกว่าผมชอบเข้าหาข้อมูล พอเรามีความรู้ เข้าใจข้อมูลที่ได้รับมา และรู้ว่าโรคของเราดำเนินมาจนถึงจุดไหนแล้ว ผมจึงสามารถคาดคะเนอนาคตชีวิตได้ว่าผมน่าจะมีอายุถึงเท่าไหร่ ผมจึงวางแผนชีวิตตัวเองจนถึงวันที่จะไม่อยู่บนโลกนี้แบบที่ไม่ทิ้งภาระให้ใคร พอหมดห่วงตรงนี้ เหมือนเป็นการปลดล็อกความกังวลไปได้อีกหนึ่งเปราะ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนวิธีคิดโดยมุ่งไปทางธรรม เข้าหาการปฏิบัติธรรมมากขึ้น ตอนนี้ความคิดของผมจึงอยู่ปัจจุบันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่คิดนู่นนี่ ไม่คิดย้อนหลัง หรือตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดไปแล้ว แต่จะมองตอนนี้ อยู่อย่างนี้ได้ ให้ทุกข์น้อยลง ตัวผมเองไม่ใช่สุดยอดของผู้ปฏิบัตินะครับ แต่เป็นผู้ที่กำลังเรียนรู้และปฏิบัติอยู่ ผมเองก็เหมือนกับใครหลายๆ คนที่อยากจะตายดี ไม่เป็นภาระของคนอื่นมากนัก ทั้งเรื่องทางด้านการเงิน การดูแล ตอนนี้เลยคิดว่าถ้าเราเตรียมตัวไว้อย่างดี น่าจะทุกข์น้อย ไม่ลำบากคนอื่น และจากไปได้อย่างสงบ ผมจึงวางแผนทุกอย่างไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการเงินที่ดูแล้วจะไม่มีปัญหาอะไร รู้ว่าตัวเองจะรักษาแค่ไหนถึงไม่เดือดร้อน เหลืออยู่เรื่องเดียวที่กำลังทำอยู่คือทำอย่างไรให้ก่อนตายไม่ทรมานมาก จึงมาศึกษาธรรมะที่ทำให้ทุกข์น้อยลง ปรับปรุงตัวเองเพื่อให้เข้ากับโรคได้ ผมเริ่มเรียนการเตรียมตัวตายอย่างมีสติอยู่ และผมหวังไว้ว่าจะทำให้เส้นทางที่จะไปสู่ปลายทางนั้นเรียบง่ายที่สุดครับ” 

ชีวิตใหม่ในโลกใบเดิม

“คุณแม่ผมเสียด้วยโรคมะเร็ง เพื่อนของพี่ก็เป็นมะเร็ง มุมมองต่อโรคมะเร็งคือเป็นแล้วต้องตาย และค่อนข้างจะตายแบบทรมาน คำถามแรกที่ผมถามหมอตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง คือคำถามที่ว่าผมจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ เพราะเราฝังใจว่าจะต้องตายแบบทรมานแน่นอน หลังจากเป็นและเข้าสู่กระบวนการรักษา ไม่ว่าจะฉายแสงที่ไปโดนหลอดลมซึ่งส่งผลต่อการกินแบบที่ถ้ามีการไอขึ้นมา สิ่งที่กินเข้าไปจะออกมาหมด หรือการเจอเรื่องปอดอักเสบในช่วงเวลาที่โควิดรุนแรงแบบที่คนจะเข้าใจผิดเอาง่ายๆ ว่าผมติดโควิดอยู่ หรือการกินยาพุ่งเป้าในทุกวันนี้ซึ่งทำให้ทุกๆ 3 วัน ผมจะท้องเสียใหญ่ครั้งหนึ่ง ผลจากการรักษาต่างๆ รบกวนใจผมมาตลอด รวมตอนที่รู้แล้วว่ามะเร็งของผมจะไม่หายนะ ก็ทำให้ท้อใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผมออกแบบชีวิตปัจจุบันจนถึงปลายทางที่จะไม่รบกวนตัวเองและไม่ทำให้คนอื่นต้องมาลำบากอย่างที่เล่าไป 

“หลังจากเป็นมะเร็ง การใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป ผมเน้นในเรื่องการอยู่ที่ปัจจุบันมากขึ้น คิดถึงแต่เรื่องตัวเองมากขึ้นในแง่ที่ว่าอย่าไปยุ่ง อย่าไปคิดแทนคนอื่นมากนัก ทำให้ตัวเองทุกข์น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่ทุกข์เลยนะครับ แต่ทุกข์น้อยที่สุด เวลาทำงานก็จะมุ่งแต่กับงาน ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อทำสิ่งไหนอยู่ ผมจะทำอย่างเต็มที่ เหมือนเวลาเราดูซีรีส์ เราจะดูได้ทั้งวันทั้งคืน แล้วในช่วงเวลานั้นคุณไม่ทุกข์นะ เพราะเราจดจ่อกับช่วงเวลานั้นแบบที่ไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่น แต่ก่อนถ้าผมคุยกับใคร อาจจะมีโมเมนต์ที่คิดไปเรื่อย หรือมีคนโทรมาระหว่างนั้น จะรับดีไหม เป็นเรื่องอะไรนะ เรื่องด่วนรึเปล่า รวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เราจะต้องทำใจนะ ผมจะยึดคำที่พระท่านสอนว่า ‘สิ่งที่เข้ามา เรารับรู้ได้ทั้งหมด แต่อย่าไปรู้สึกกับมันทั้งหมด’

“ล่าสุดที่ผมเพิ่งประสบมาเมื่อตอนเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ผมมีอาการไอออกมาเป็นเลือด 3 วันติด จึงตัดสินใจไปพบคุณหมอและต้องมารักษาในห้องไอซียูเลย คุณหมอส่งผมไป CT Scan เพื่อดูจุดเลือดออกว่าตรงไหน แต่ไม่ว่าต้นตอที่ทำให้เลือดออกคืออะไร คุณหมอจะทำการอุดเลือดเนื่องจากไม่เห็นเลือดรั่วบริเวณไหนเลย การรักษานี้จะใช้วิธีกึ่งวางยาสลบ คือผมต้องรับรู้ไปด้วย เพราะจะต้องนำหลอดสวนเหมือนกับสวนหัวใจเพื่อหาว่าตรงไหนรั่ว แล้วใช้กาวเข้าไปอุด ระหว่างทำผมเจ็บมาก ณ ตอนนั้นก็นึกขึ้นมาว่าเราเรียนธรรมะมาแล้วนี่ ที่พระท่านพยายามจะบอกว่า ‘เราห้ามความเจ็บไม่ได้ แต่เราทำตัวเป็นผู้มองได้ว่าเรากำลังเจ็บนะ แต่อย่าเอาใจไปอยู่กับความเจ็บนั้น’ ผมสู้ด้วยวิธีนี้ เอามือไปเกาข้างเตียง ตั้งสติ ซึ่งก็สู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็ดีใจว่ามีสติในการสู้ ตอนนั้นเริ่มมีกำลังใจแล้วว่า ตอนกำลังจะตายผมจะสู้แบบนี้แหละ

“การเป็นมะเร็งเปิดโลกอีกมุมหนึ่งให้ผม แต่ก่อนต้องยอมรับว่าผมใจร้อน ไม่ค่อยประนีประนอม พูดตรงๆ มะเร็งทำให้ผมเห็นแก่ตัวน้อยลง เริ่มหันมามองว่าอะไรคือสิ่งที่พอเหมาะพอควรกับตัวเอง ไม่สุดโต่งมาก นึกถึงใจคนอื่น ประกอบกับเราเป็นโรคนี้ คนรอบตัวทั้งหลายจึงปฏิบัติกับเราดีไปด้วย ความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นไปด้วย ความสุขที่ตอนนี้คิดและคาดหวังไว้คือเมื่อถึงระยะติดเตียงก่อนที่จะเสียชีวิตเมื่อไหร่ ผมจะทำให้เวลานั้นเป็นช่วงที่ดี ถ้าคนอื่นเห็นเราตายดี ผมคงจะมีความสุขมากๆ เลย” 

คู่มือออกแบบชีวิตรับมือกับมะเร็ง

“ข้อแนะนำของผมหลักๆ สำหรับคนที่ไม่ป่วยและเป็นมนุษย์เงินเดือน ประกันสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้คุณลดปัญหาทั้งปวง แล้วคุณจะมีชีวิตที่ตัดปัจจัยในเรื่องของการรักษาและการเงินไปได้เลย ไม่เช่นนั้นแล้ว ในวันที่คุณป่วยแบบที่ไม่มีหลักประกันใดๆ นอกจากคุณจะติดห่วงเรื่องนี้แล้ว ครอบครัวของคุณอาจต้องล่มสลายเพื่อนำเงินทั้งหมดมาใช้ในการรักษา โรคอื่นผมไม่ทราบ แต่มะเร็งเป็นโรคเรื้อรังที่คุณต้องเข้าถึงการรักษาเพื่อจะมีชีวิตรอด ว่าง่ายๆ ถ้าคุณมีเงิน เงินจะช่วยยืดชีวิตคุณได้จากการเป็นมะเร็ง เพราะคุณสามารถเข้าถึงการรักษาและยาได้เร็ว แต่หากคุณไม่มี คุณต้องมาศึกษาในเรื่องสิทธิ์การรักษาให้ดี เช่น ประกันสังคม บัตรทอง การมีความรู้แต่เนิ่นๆ จะทำให้เมื่อเวลาฉุกเฉินคุณจะมีความรู้และสามารถจัดการอะไรไปได้ทีละขั้นตอน

“สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผมขอพูดถึงมะเร็งระยะที่ 3 ขึ้นไปนะครับ เพราะในระยะที่ 1 หรือ 2 ในมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับมะเร็งปอดที่ผมเป็น ตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป ข้อเท็จจริงคือไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่จะเป็นการรักษาไปตามอาการของโรคแบบที่จะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ แล้วถ้าคุณยึดมั่นว่าคุณจะหายขาด คุณจะเครียด เพราะฉะนั้นยอมรับความจริงในระยะโรคที่เราเป็นอยู่และรักษาไปตามอาการ รวมถึงวิธีที่เหมาะสมกับเราในช่วงเวลานั้นตามคำแนะนำของแพทย์ สอง – ในเรื่องการรักษา คุณควรเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับผม ผมเลือกการรักษาแผนปัจจุบัน ดังนั้น ผมจะมุ่งกับแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว เพราะจะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพเต็มที่ เว้นแต่ว่าการรักษาที่คุณจะเลือกนั้นคือทางเลือกเดียวที่มีอยู่ สาม – คุณต้องกล้าถามคุณหมอ คุณเรียบเรียงไว้เลยว่าอยากถามอะไร นี่คือชีวิตของคุณ พอคุณมีความรู้ คุณจะไม่กลัวเพราะคุณรู้ว่าคุณเป็นอะไรและต้องทำอย่างไรต่อไป สุดท้ายคืออยู่กับปัจจุบัน ถ้าคุณสามารถฝึกได้ ลองหาวิธีในแบบของตัวเองว่าทำอย่างไรให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าคุณอยู่กับปัจจุบัน คุณไม่มีเวลาไปห่วงกับอะไรมานัก ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ว่าผมอยู่กับปัจจุบันได้ตลอดหรอกนะ เผลอคิดนั่นนี่อยู่บ่อยๆ เพียงแต่พอนึกขึ้นได้ก็กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้านี้ นี่คือคำแนะนำที่ผมจะให้ได้จากประสบการณ์ที่ผมเจอมาครับ”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

พิมพ์ณิกา ลวางกูร เพราะฉันจะไม่ตายด้วยมะเร็ง

พิม – พิมพ์ณิกา ลวางกูร คืออดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด Triple Negative Breast Cancer (TNBC) มะเร็งที่ดุที่สุดท่ามกลางมะเร็งเต้านมทั้งหมดด้วยพยาธิสภาพของโรคที่มีความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการแพร่กระจายที่สูงกว่าและโอกาสของการกลับมาเป็นซ้ำที่มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่ามะเร็งเต้านมชนิดอื่นๆ ในวันที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อ 2562 เธอเองไม่ต่างจากผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ ที่ตกใจ เสียใจ ฟูมฟาย กระทั่งสามีมาเตือนสติว่า ‘มะเร็ง เป็นได้ก็รักษาให้หายได้’ หลังจากวันนั้นเธอเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อโรคและบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันจะไม่ตายด้วยมะเร็ง’ และนั่นเป็นจุดตั้งต้นให้คำถามในชีวิตของเธอเปลี่ยนจากการมองว่ามะเร็งคือโชคร้ายไปสู่คำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้หายจากโรค ตลอดเส้นทางกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เธอศึกษาหาความรู้มากมายเกี่ยวกับมะเร็งและการดูแลตัวเอง ปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำ รวมทั้งดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเพื่อให้เซลล์ดีในร่างกายเธอแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็ง วันนี้เธอหายดีแล้วและเริ่มต้นบทบาทใหม่กับการเป็นที่ปรึกษาด้านมะเร็งและสุขภาพ รวมทั้งทำให้เพจอย่าง ‘สวยสู้มะเร็ง’ ที่เธอก่อตั้งเมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่เพียงเป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวการต่อสู่กับโรคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเท่านั้น แต่คือชุมชนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกำลังใจและแรงบันดาลใจที่พร้อมส่งต่อและสร้างนักสู้โรคที่แข็งแกร่งให้กับโลกใบนี้ 

มะเร็งเต้านมสายพันธุ์ Triple Negative 

ย้อนหลังกลับไปในปี 2562 หลังจากการตรวจสุขภาพที่พิมจะทำเป็นประจำทุกปี เธอพบว่าตัวเองมีก้อนที่เต้านมขวาขนาด 2.5 เซนติเมตร จนกระทั่งคุณหมอที่โรงพยาบาลแห่งแรกแจ้งว่าก้อนเนื้อนั้นคือมะเร็ง เธอตัดสินใจไปขอความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกแห่ง เมื่อคุณหมอทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง ผลทุกอย่างออกมาเหมือนเดิม เป็นการยืนยันได้ว่าเธอเป็นมะเร็งที่เต้านมจริงๆ 

“มะเร็งเต้านมที่เราเป็นคือสายพันธุ์ Tripple Negative (ทริปเปิ้ล เนกาทีฟ) ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดุของมะเร็งเต้านมที่ถ้ากลับมาเป็นซ้ำ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่ข้อดีคือเมื่อเสร็จสิ้นการรักษาแล้วคือเสร็จเลย ไม่ต้องกินยา 5 ปี 10 ปี เพราะมะเร็งชนิดนี้ไม่รับฮอร์โมน สำหรับการรักษาของเรา เริ่มจากการผ่าตัดแบบไม่ต้องตัดเต้า ไม่ต้องตัดต่อมน้ำเหลือง ตัดเพียงก้อนมะเร็งเท่านั้น โดยระหว่างทางของการรักษาเราได้ไปเจอวิธีการบำบัดรักษาแบบ Gerson Therapy (การบำบัดรักษาแบบเกอร์สัน) จากตอนแรกที่ยังไม่เข้าใจและเต็มไปด้วยคำถาม เพราะมันแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยรู้มาก่อน แต่พอเปิดใจศึกษาและทำความเข้าใจงานวิจัยของเขาก็พบว่าแนวทางนี้สมเหตุสมผล เราเลยลองลงมือปฏิบัติ แล้วให้เวลาและวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย วิธีดังกล่าวเป็นการรักษาในระดับเซลล์โมเลกุล โดยการทำให้เซลล์ที่ดีที่ยังไม่เป็นมะเร็งแข็งแรงมากๆ เพื่อล้อมกรอบเซลล์มะเร็งไว้ไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย และทำให้ร่างกายตรงนั้นแข็งแรง ลดภาวะต่างๆ ที่จะเอื้อให้มะเร็งเติบโต ถ้าพูดให้เห็นภาพ พอเซลล์แข็งแรงก็เหมือนกับเรามีประชากรในประเทศเป็นคนดี 90% มีทหารตำรวจที่แข็งแรง คนไม่ดีก็จะถูกล้อมกรอบไว้ โดยเราใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ 

“แม้การผ่าตัดจะผ่านไปด้วยดี แต่ด้วยสายพันธุ์ที่ว่า คุณหมอจึงแนะนำให้เราทำคีโม 4 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งออกให้หมด เมื่อตัดสินใจว่าจะให้คีโม เราเลยต้องลดความเข้มข้นของการบำบัดรักษาแบบเกอร์สันลง ด้วยร่างกายที่ใช้การดูแลแบบเกอร์สันเต็มรูปจะไม่ให้คีโมด้วยความเชื่อที่ว่าคีโมเป็นสารเคมีที่ทำลายเซลส์ดีไปพร้อมกับทำลายเซลส์มะเร็ง เรากลับมากินเนื้อสัตว์และโปรตีนเสริมเพื่อให้ค่าเลือดเราไปต่อได้ รวมถึงการกระตุ้นเซลส์เม็ดเลือดขาว ระบบภูมิคุ้มกัน หลังจากให้คีโม 4 ครั้ง ทุก 3 สัปดาห์ และฉายแสงวันละ 5 นาที เป็นจำนวน 33 ครั้ง โดยใช้ระยะเวลารักษาทั้งหมด 7 เดือน การรักษาจึงเสร็จสิ้น โชคดีของเราคือมะเร็งไม่ลามเลย จะมีก็คือผลจากคีโม เช่น ผมร่วง ผิวแห้ง และเล็บที่มีลักษณะเป็นคลื่นเท่านั้น 

“หลังจากการรักษาที่ยาวจนถึงฉายแสงจบ เราเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่อ้วน ซึ่งถ้าไม่เข้าใจ ก็คงจะรู้สึกว่าดีนะกินอาหารได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกลายเป็นว่าไขมันที่เยอะจะไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งมะเร็งชอบภาวะการอักเสบ คุณหมอเลยบอกให้ลดความอ้วน ซึ่งเราไม่อยากกลับมาเป็นซ้ำเพราะถ้าเป็นซ้ำโอกาสเสียชีวิตสูง ภารกิจใหม่จึงเริ่มขึ้นคือเราห้ามกลับไปอ้วนอีก ถ้าจะมาสรุปก็คือเป้าหมายของการรักษาจะถูกเปลี่ยนทุกระยะ และนั่นเป็นความท้าทายที่เราต้องข้ามผ่านและผ่านมันมาได้แล้ว (ยิ้ม)”

ขั้นบันไดแห่งความท้าทาย

“ความท้าทายแรกคือทันทีที่คุณหมอบอกว่าก้อนเนื้อนั้นคือมะเร็ง เราเข้าใจคำว่าสติแตกเลยว่าเป็นอย่างไร เรารู้สึกสะเทือนใจที่สุด พอก้าวออกมาจากห้องคุณหมอเพื่อไปลานจอดรถ เราทรุดลงไปร้องไห้ฟูมฟาย จนสามีมาแตะบ่าบอกว่า ‘ไม่เป็นไร เป็นแล้วก็รักษา’ เมื่อตั้งสติและยอมรับได้ว่าเป็นมะเร็งนะ ภารกิจถัดไปคือการจัดการสิ่งต่างๆ เริ่มจากการไปบอกกับครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่เพราะท่านแก่แล้ว เรากลัวและกังวลว่าคุณแม่จะเครียดหากรู้ว่าเราป่วย เราปรึกษากับสมาชิกครอบครัวคนอื่นและตกลงกันว่าจะทำให้การป่วยในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติที่สุด และพี่สาวเป็นพยาบาลด้วย คำพูดเลยยิ่งมีน้ำหนัก พอคุณแม่ท่านทราบ ท่านก็เข้าใจและทุเลาความกังวลลงได้ แต่เรารู้แหละว่าท่านยังมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะมันคือมะเร็ง

“ถัดมาคือเรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อพบก้อนมะเร็ง เราได้รับการประเมินค่าใช้จ่ายมาเกือบ 3.5 ล้านบาท เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่เครียด ไหนจะโรคมะเร็งไหนจะค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โชคดีที่สามีกับพี่สาวเรียกสติกลับมา จนเราตัดสินใจว่าจะเลือกไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เห็นความจริงว่าคนป่วยเต็มไปหมด พอได้เจอเพื่อนร่วมโรคทำให้เรารู้ว่าเส้นทางนี้เราไม่ได้สู้เพียงคนเดียว ไม่ใช่เราที่ลำบากอยู่คนเดียว และอย่างที่บอกว่าเราพบว่าคนไข้มะเร็งมีจำนวนเยอะมาก เราเลยได้เห็นอีกมุมจากฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ว่าทำงานหนักมาก ทุกครั้งที่มีนัด เราจะแต่งตัวสวยที่สุดไปโรงพยาบาล เพราะคิดว่า ความสดใสและสดชื่นที่เราพกไปน่าจะเป็นกำลังใจให้คุณหมอและพยาบาลได้บ้าง ขณะเดียวกัน เราอยากเป็นกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าถึงเราจะป่วย แต่เรายังสามารถสดใสและสร้างพลังใจให้ตัวเองได้นะ 

“สุดท้ายคือความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ การจัดการกับความเครียดและความกลัวทั้งตัวโรคและความกลัวว่ารูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปจนอาจทำให้คนใกล้ตัวเราเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามีผู้หญิงหลายๆ คนต้องแยกทางกับคู่ชีวิต ในกรณีของเรา ถือว่าค่อนข้างโชคดีด้วยครอบครัวอยู่เคียงข้าง แต่เราเองเป็นคนชอบวางแผนและชัดเจนกับทุกอย่างอย่างที่บอกไป เราบอกกับสามีอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะต้องแยกจากกันจริงๆ ขอให้เขาบอกเราตรงๆ อย่าให้เราไปรู้จากคนอื่นเพราะเราคงจะเสียใจมาก เราไม่ได้อยากเสียเขาไปหรอก แต่เราต้องวางแผน ถ้าเรื่องไหนที่กังวล เราจะทำให้ทุกอย่างชัดเจน ตกลงกันไว้ก่อน อย่างน้อยจะช่วยลดความกังวลลงได้มากเลยค่ะ”

Cancer Fighter Community ชุมชนสร้างเสริมส่งต่อกำลังใจ 

ระหว่างเวลา 7 เดือนเต็มของการรักษาตัว นอกจากการปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำแล้ว พิมยังใช้เวลาในการหาความรู้เรื่องสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เธอเป็น เริ่มลงมือปฏิบัติ และวัดผลจากสิ่งที่เธอทำเพื่อให้สุขภาพดีแบบองค์รวม พร้อมๆ ไปกับเปิดเพจเฟสบุ๊คของเธอเองในนาม ‘สวยสู้มะเร็ง’ โดยมีเป้าหมายคือการเป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวชีวิตในช่วงเวลาการเป็นมะเร็งของเธอ  เมื่อมีผู้ติดตามมากขึ้น เป้าหมายของเธอถูกขยายไปไกลกว่าเดิมคือการให้ความรู้และการสร้างเครือข่ายนักสู้มะเร็งในบ้านเราให้มากและแข็งแกร่งขึ้น

“ทุกวันนี้ เพจสวยสู้มะเร็งเป็นมากกว่าพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้ แต่เป็นเสมือนชุมชนที่รวมคนหัวอกเดียวกันได้มาพูดคุย ให้กำลังใจ มาร้องไห้และหัวเราะไปด้วยกัน นอกจากความสุขจากการได้รับคำขอบคุณและกำลังใจจากลูกเพจ เรายังได้เรียนรู้และได้ความรู้จากประสบการณ์คนอื่นๆ พร้อมๆ ไปกับมีโอกาสได้ช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งที่เรามี ทั้งข้อมูลของโรคที่เราเผชิญ ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว การสร้างกำลังใจ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นด้วย”

ของขวัญจากมะเร็ง

“หลังจากเป็นมะเร็ง เราเริ่มศึกษาเรื่องการจัดการความเครียด การกำหนดลมหายใจเพื่อลดความเครียด เมื่อก่อนเราไม่เคยรู้ว่าเวลาเครียด ข้างในร่างกายปั่นป่วนขนาดไหน พอได้รู้ เราเลยตั้งโจทย์ว่าจะไม่เครียด ฝึกให้กำลังใจและสะกดจิตตัวเองว่า ‘วันนี้เป็นวันที่ดีของฉัน ฉันจะไม่ตายเพราะมะเร็งนะ’ พอทำแบบนี้บ่อยๆ ก็เหมือนเราได้โฟกัสและจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองไปสู่สิ่งนั้น เช่น ฉันจะเดินไปกดกาแฟดื่มเองนะ ฉันจะออกกำลังกายนะ ฉันจะฟังธรรมะ เดี๋ยวรักษาเสร็จจะกลับไปทำงานแล้วนะ มะเร็งทำให้เราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนิสัย เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น และเห็นความสุข ให้ความสำคัญกับความสุขเล็กๆ ในแต่ละวันมากขึ้น จากแต่ก่อนที่เรานิยามความสุขจากการได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้กระเป๋า ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ กินอาหารดีๆ เป็นคนที่มีความสุขจากการได้รับ เช่น สามีต้องซื้อของให้ สามีต้องทำสิ่งนี้ให้ เราถึงจะมีความสุข แต่เดี๋ยวนี้แค่เดินไปกดกาแฟแล้วเดินมานั่งดื่ม หรือออกกำลังกายเบาๆ นั่นคือความสุขแล้ว เราเปลี่ยนความสุขจากการที่เคยเป็นผู้รับ ไปสู่การเก็บความสุขจากการเป็นผู้ให้มากขึ้น เราพบว่าตัวเองพูดขอบคุณบ่อยขึ้น ทั้งกับตัวเองและคนที่อยู่เคียงข้าง

“ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้บอกเลยว่าเราอยากขอบคุณมะเร็งที่เข้ามาเตือนเราในวันที่เรายังสู้ไหว และอยากขอบคุณตัวเองที่ปรับเปลี่ยน แล้วลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้กับชีวิต วางแผนและดูแลชีวิตตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้มะเร็งกลับมา แต่ก็ยังเตรียมความพร้อมเสมอหากมะเร็งกลับมาว่าเราจะรับมืออย่างไร ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราไม่ได้มองแค่ยอดเขาที่เราจะไปให้ถึง แต่เรายังเก็บดอกไม้ระหว่างทางมาเยอะมาก นั่นคือความสุขและประสบการณ์ และเพราะทุกอย่างไม่แน่นอน เราเลยคิดว่าหากช่วงสุดท้ายของชีวิตเรามาถึง อย่างน้อยเราจะมีภาพความทรงจำดีๆ เยอะมาก

“สำหรับเรา การเป็นมะเร็งเหมือนการปิดตาเดินขึ้นบันไดที่ไม่รู้ว่าบันไดขั้นต่อไปจะเจออะไรบ้าง เช่น ให้คีโมแต่ละเข็มเราจะมีสภาพร่างกายเป็นอย่างไรนะ ในความน่ากลัวที่เราคาดหวังอะไรไม่ได้ ทำให้เราต้องวางแผนดีๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านความท้าทายแค่ละขั้นบันไดของการรักษามาได้ (ยิ้ม)” 

ตั้งสติเพื่อปัจจุบันและอนาคตที่ดีกว่า

“อย่างที่เล่าไปพอรู้แล้วว่าเป็นมะเร็ง เราฟูมฟายอยู่ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่เราค้นพบและเรียนรู้คือ เราต้องยอมรับและย้อนกลับมาดูตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นมาถึงจุดนี้ ดังนั้น สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ให้โอกาสตัวเองได้ฟูมฟายไปเลย เพียงแต่ตั้งสติให้เร็ว อย่าเพิ่งโทษลมฟ้า ส่วนคำถามว่าทำไมเป็นฉัน เราคิดว่าเป็นคำถามนี้ดีนะ ลองใช้คำถามนี้แล้วตอบตัวเองว่าทำไมเป็นเรา เพราะเราใช้ชีวิตบนความเครียด กินอาหารไม่ดี ไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย หรือนอนไม่ดีรึเปล่า เพราะเราเคยเป็นแบบนั้นและคิดว่าการเป็นมะเร็งของตัวเองน่าจะมาจากพฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้ แล้วพอถึงจุดที่ตั้งสติได้ คำถามของคุณจะเปลี่ยนไป นั่นคือจุดพลิกผันที่จะทำให้ความเชื่อและการกระทำเปลี่ยนไปด้วย จากตอนแรกที่กลัวว่าฉันจะตายไหม ถ้าเราตัดสินใจว่าเราจะไม่ตาย เราจะหาทางรอดให้กับตัวเอง 

“จากเส้นทางของเรา มะเร็งไม่เท่ากับตาย แล้ววันนี้เราแข็งแรงกว่าตอนก่อนเป็นมะเร็งด้วย ถ้าคุณท้อแท้ ต้องถามว่าท้อแท้เรื่องอะไร เช่น เรื่องตกงาน เราจะบอกว่ามันจะเป็นแค่ช่วงเวลาเดียว เราผ่านมาแล้ว ตกงานมาแล้วเหมือนกัน แต่เราผ่านมาได้ แล้วพอถึงวันหนึ่งคุณจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตัวเองได้ แสวงหาอาชีพใหม่หรือได้ที่ทำงานใหม่ หายใจลึกๆ วางแผนดีๆ ปรึกษาคนรอบข้าง ยิ่งกลัวยิ่งต้องวางแผนรอ ตั้งหลักให้มั่น แต่ถ้ากลัวแล้วปล่อยให้กลัว ไม่ลงมือทำอะไร ความกลัวจะอยู่ในใจ แล้วพอต้องผ่านในแต่ละขั้นตอนเราจะยิ่งหดหู่ หรือถ้าท้อแท้เรื่องความสัมพันธ์ อย่างที่บอกใจเขาใจเรา กลัวคนที่เรารักจะจากไปใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น ต้องทำให้เขามีความสุข อย่าทำตัวเป็นภาระมากจนเกินไป เราป่วยแค่กาย ไม่ได้ป่วยใจ เราต้องทำให้รู้ว่าเราป่วยนะ แต่เราจะช่วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วเราขอบคุณคนรอบตัวที่อยู่ในทุกๆ ความสัมพันธ์ คนที่อยู่กับเรา ที่ดูแลเรา แนะนำว่าให้เปลี่ยนโฟกัสมาที่การแก้ปัญหา อย่าโฟกัสที่ปัญหา เหมือนเซลล์มะเร็งที่เราพูดถึง อย่าโฟกัสที่มะเร็ง 5% แต่มาโฟกัสอีก 95% และทำให้เซลล์เหล่านั้นแข็งแรงที่สุด

“เคล็ดลับหนึ่งที่เราใช้เสมอคือถ้าท้อ ให้ลองฝึกหายใจ เปลี่ยนจุดสนใจ ไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบ กอดและให้กำลังใจตัวเองให้เป็น ที่เราพูดได้เพราะเราได้ผ่านในจุดยากๆ หลายๆ จุดมาแล้ว เราอยากเป็นกำลังใจให้ และถ้าตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก ลองดูเราเป็นตัวอย่างก็ได้ ที่สำคัญคือเลือกสิ่งที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นค่ะ (ยิ้ม)” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
เพิ่มเติม: BeautifulMindFightCancer 

อจิรภาส์ ประดิษฐ์ ยอมรับ เรียนรู้ เข้าใจ เพื่ออยู่กับมะเร็งอย่างมีสติ

ตุลาคม ปี 2565 คือเดือนที่ แฟน – อจิรภาส์ ประดิษฐ์ คลำพบก้อนเนื้อที่อกฝั่งขวาขนาด 4.5 เซนติเมตร ซึ่งภายหลังได้รับการวินิฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดอยู่เฉพาะที่ (Ductal Carcinoma in Situ: DCIS) ระยะ 3B ที่ลามไปยังต่อมน้ำเหลือง 7 ต่อมจาก 25 ต่อม แฟนบอกกับเราในวันที่คุยกันว่า ในความโชคร้ายของการเป็นมะเร็ง เธอยังโชคดี เพราะระยะของโรคที่เธอเป็น หากได้รับการรักษาอย่างครบขั้นตอนและร่างกายตอบสนองดี จะมีโอกาสรอดชีวิตถึง 85% ในระยะ 5 ปี อีกทั้งชนิดมะเร็งที่เธอเป็นอย่าง ER/PR + Her2 ยังมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำน้อย เมื่อเทียบกับชนิดอื่นๆ อย่าง Her2+ ในระยะ 5-10 ปี แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราขอยกความดีอีกด้านให้กับการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น การเผชิญหน้ากับโรคด้วยความเข้าใจ รวมทั้งการมีสติและใจที่มั่นคงของเธอ ซึ่งกว่า 1 ขวบปีที่ผ่านมา นอกจากการได้รู้จักมะเร็งในตัวเธออย่างถ่องแท้แล้ว ตัวของแฟนเองยังได้เรียนรู้การมีอยู่ของชีวิต ตลอดจนคุณค่าของเวลาในแต่ละวัน และวันนี้เธออยากมาแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการและอยู่ร่วมกับมะเร็ง พร้อมส่งกำลังใจให้ทุกๆ ชีวิตก้าวข้ามพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ของเธอ 

มะเร็งเต้านมชนิด DCIS และเรื่องราวระหว่างทาง

“จริงๆ แล้ว แฟนถือว่าเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรงมากคนหนึ่งเลย ในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเพราะป่วยหนักมาก่อน ถ้ามีก็ไส้ติ่งอักเสบที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร เพราะว่าไม่ได้ใช้ชีวิตบนความเสี่ยง จุดเสี่ยงที่มีน่าจะมาจากกรรมพันธ์ุที่คุณยายเป็นมะเร็งปากมดลูกและคุณน้าที่เป็นมะเร็งเต้านม แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราคิดว่าเราจะเป็น 

“ตอนที่เจอก้อนเนื้อแฟนอายุ 34 เข้า 35 โดยเริ่มสังเกตตัวเองว่าทุกครั้งที่มีประจำเดือน จะเจ็บหน้าอกข้างหนึ่ง ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่าหรืออาการนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ประมาณ 3-4 เดือนก่อนตัดสินใจไปตรวจอย่างจริงจัง แฟนคลำเจอก้อนที่อก เลยติดต่อไปทางโรงพยาบาลเพื่อขอทำแมมโมแกรม เพราะเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปกติแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลตอบกลับมาว่าถ้ายังไม่ถึง 40 ปกติจะไม่ทำแมมโมแกรมกัน 2 อาทิตย์ต่อมา แฟนจึงตัดสินใจไปพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุ พออัลตร้าซาวด์เรียบร้อย คุณหมอพบก้อนเนื้อขนาด 4.5 เซนติเมตร ถ้าเทียบก็ประมาณเกี๊ยวซ่า 1 ลูก และมีอาการต่อมน้ำเหลืองขยายตัว คุณหมอจึงนัดมาเพื่อจะผ่าเจ้าก้อนนี้ออกมา ซึ่งจริงๆ หมอจะผ่าอีก 2 วันเลย แต่ด้วยแฟนต้องเคลียร์งานให้เรียบร้อย จึงขอเวลาเคลียร์งานก่อน โดยระหว่างนั้นก็หาข้อมูลของโรคมะเร็งและรู้แล้วล่ะว่าการที่มีภาวะก้อนเนื้อกับมีต่อมน้ำเหลืองบวม มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งได้ 

“การรักษาในเวลานั้นใช้วิธี Adjuvant หรือการตัดก้อนเนื้อมะเร็งออกไปก่อนการคีโม ซึ่งคุณหมอจะผ่าตัดเต้านมข้างที่มีปัญหาออกโดยผ่า 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อตรวจหา โดยคุณหมอสามารถนำก้อนเนื้อออกไปเกือบหมด 100% ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการผ่าเต้านมออกพร้อมต่อมน้ำเหลือง ซึ่งการผ่าตัดทั้งสองครั้งผ่านไปด้วยดี พอคุณหมอบอกผลว่าเป็นเนื้อไม่ดีนะ คำถามแรกที่ถามออกไปคือจะต้องทำอะไรต่อและขอดูผล จากนั้นแฟนนำผลมาอ่านโดยละเอียดและหาข้อมูลเพิ่มเติม เอาจริงๆ แฟนไม่รู้สึกกังวลอะไร อาจเพราะนิสัยของตัวเองที่ค่อนข้างอยู่กับความจริงมากๆ คิดเพียงว่าถ้าเป็นโรคก็รักษา และเคยคิดว่าการเป็นมะเร็งจะเจ็บปวดกว่านี้ แต่ที่เราประสบเองไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

แฟนเล่าให้เราฟังต่อว่า ในระหว่างทางของการรักษาของเธอ มีเรื่องท้าทายให้เธอต้องก้าวผ่านอยู่เป็นระยะๆ 

“คุณหมอกำหนดวันผ่าตัดว่าจะเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 นะ ก่อนผ่าตัดให้แฟนมาตรวจร่างกายก่อน พอไปอัลตร้าซาวด์ ก็พบว่าที่มดลูกมีก้อนเนื้อประมาณ 8 เซนติเมตรอยู่อีก 1 ก้อน ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย คุณหมอที่ดูแลมะเร็งของเราอ่านผลและบอกคร่าวๆ ว่า ด้วยลักษณะของก้อนเนื้อที่มดลูก ประเมินว่าน่าจะเป็นเนื้องอกธรรมดา คุณหมอจึงแนะนำให้รักษาไปทีละอย่าง เริ่มจากเต้านมก่อน ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าเต้านม คุณหมอมาประเมินร่างกายทุกวันและพบว่าเราแข็งแรงดี จึงนัดเพื่อทำการผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกไปเลย การนอนอยู่ที่โรงพยาบาล 11 วันนั้น เลยได้รักษาทั้งเต้านมและนำเนื้องอกในมดลูกออกไปด้วย

“อีกเรื่องสำคัญของการเป็นมะเร็งที่คนไข้ส่วนใหญ่พบคือผมร่วง ซึ่งตัวเองชิลล์มาก พอผมร่วง เราก็ไปตัดสั้นและเตรียมตัวโกนหัว ระหว่างนั้นก็เลือกใช้วิธีโพกหัว ซึ่งเวลาออกไปทำงาน ถ้าใครไม่ทราบ จะไม่รู้เลยว่าเราเป็นมะเร็ง ระหว่างคีโม แฟนดูแลตัวเองเป็นปกติ มีการปรับการกิน แต่ไม่สุดโต่ง ตอนนั้นจำได้ว่าน้ำหนักขึ้น ดูมีน้ำมีนวล ผิวใสมาก คิดว่าน่าจะเป็นผลจากตัวยาที่ไปทำหน้าที่ลด ER/PR (Estrogen Receptor, ER และ Progesterone Receptor, PR) ในร่างกาย แต่ยังมีสิ่งที่คาดเดาและควบคุมไม่ได้เกิดกับเราอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอาการแพ้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Food Trauma อาการก็คืออะไรที่เรากินในวันให้คีโม แฟนจะรู้สึกไม่อยากกินอยู่นานมาก เหม็นทุกอย่าง หลังจากคีโมเข็ม 5 อาการเริ่มดีขึ้น ผลข้างเคียงมีเพียงผื่นคันและปวดตามข้อต่อ แต่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อาจมีที่ต้องพักระหว่างวันบ้างในวันที่มีอาการเวียนหัว 

“อีกหนึ่งความพีคน่าจะเป็นช่วงก่อนจะได้คีโมเข็มสุดท้าย แฟนตกบันไดที่บ้าน ตอนนั้นรู้สึกว่าปวดมาก คิดในใจว่าขาต้องหักแน่เลย อารมณ์ตอนนั้น ประมาณว่า ‘เอ้อ…อะไรก็เอาวะ’ แล้วก็นั่งหัวเราะกับที่บ้านกับโชคชะตาตัวเอง แต่ไม่ได้เศร้าอะไรขนาดนั้น แฟนเลยมีภาพบันทึกความทรงจำคือการเฉลิมฉลองคีโมเข็มสุดท้ายกับเฝือกที่เท้าเรา ถือเป็น 1 ปีที่ได้ทุกประสบการณ์ชีวิตเลยค่ะ” 

มุมความคิดและชีวิตที่เปลี่ยนไป

“จริงๆ ถ้ามองว่าการเป็นมะเร็งเป็นเรื่องลำบาก ก็ทำได้นะคะ แต่แฟนคิดว่าทัศนคติของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก แฟนยังเขียนโน้ตให้ตัวเองเลยว่า ‘Mission of Remission’ คือ ‘การปลอดจากโรคมะเร็งนี้’ เหมือนเราได้โจทย์การทำงานมา เป็นโจทย์ที่เราต้องแก้ สิ่งที่เราทำคือเราจะพยายามมีชีวิตอยู่ แต่จะไม่หลอกตัวเอง แฟนจึงใช้เวลาเข้าใจในสิ่งที่เป็นว่าคืออะไร มีลักษณะแบบไหน การขยายตัวเร็วหรือช้า ตัวโรคตอบสนองกับอะไรในตัวเราบ้าง อะไรที่เป็นตัวกระตุ้น ในมุมหนึ่งเราอาจเป็นคนโชคร้ายคนหนึ่ง ถ้าให้เหตุผลอะไรไม่ได้ ก็โทษโชคแล้วกัน แต่ในความโชคร้าย เราจะยอมรับมันแบบไหน แก้ไขมันอย่างไร พอพบว่าเป็นและยอมรับได้ เราเลยมองไปถึงขั้นถัดไปเลยว่า แล้วจะรักษาอย่างไรต่อ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหลังจากนี้ นั่นเลยทำให้การไปพบคุณหมอแต่ละครั้ง เราจะฮึดมาก รักษาไปตามกระบวนการอย่างที่คุณหมอแนะนำ ขับรถไปโรงพยาบาลเองตลอดการรักษา ตั้งแต่ผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง ดูแลตัวเองหมดทุกอย่าง ยกเว้นตอนขาหักที่ขับรถเองไม่ได้ แต่พอเข้าเฝือกแล้วก็ขับรถเอง รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องดูแลตัวเอง แฟนใช้ทัศนคติแบบนี้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา 

“การเป็นมะเร็งยังทำให้พบความจริงหนึ่งที่ว่า คนเป็นโรคนี้ไม่จำเป็นต้องเจ็บสาหัสเสมอไป ในกรณีของแฟน อาจเพราะชนิด ระยะ และการตอบสนองต่อการรักษา ทำให้เรายังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ทำเต็มที่กับสิ่งที่เราควบคุมได้ กินของอร่อย ทำงานอย่างที่เคยทำ ไปเที่ยว ไม่สนใจคนอื่นมากนัก อยู่นิ่งๆ กับตัวเอง หรือหลายๆ คนเรียกว่าการเจริญสติ ซึ่งช่วยได้มากเลยค่ะ 

“ก่อนเป็นมะเร็ง ตัวเองเป็นคนที่คิดทุกอย่างไกลมากๆ แบบคิดไว้เลย 5 ปี 10 ปีจะทำอะไร พอไม่สบายปุ๊บ การมองทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกว่าการมองทุกอย่างที่ใกล้เราให้ชัดขึ้น ส่วนอะไรที่ไกลตัวจะมองแบบห่างๆ ไม่ได้พยายามที่จะพุ่งเป้าเพื่อไขว่คว้าแบบแต่ก่อน เข้าใจเลยกับความไม่แน่นอนของชีวิต รู้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ นั่นเลยทำให้แฟนเริ่มเข้าใจว่าการเอ็นจอยกับสิ่งเล็กๆ ในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ แค่หลังจากเอฟเฟ็กต์ของการให้คีโมหายไป แล้วเราได้รสกาแฟแบบเดิม แค่นั้นก็ดีใจแล้ว เราช่างมันได้ดีขึ้น ตกผลึกว่าคนเราเกิดมามีเวลาและหน้าที่ ดังนั้น ใช้เวลาที่มีทำหน้าให้ดีที่สุด มีความสุขกับสิ่งรอบตัว และไม่สนใจอะไรที่มันแย่ๆ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกไม่มีคุณค่า”

เมื่อเข้าใจ ก็อยู่ร่วมกับมะเร็งได้แบบสันติ 

“จากประสบการของตัวเอง ทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ ต่อให้ไม่มีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมาก่อน และการเป็นมะเร็งไม่ต้องมีอาการรุนแรง สามารถเป็นได้เลยแบบไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือ มะเร็งคือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่สามารถรักษาได้และมีแนวทางรักษา ดังนั้น สิ่งที่แฟนอยากจะบอกคือ คุณกลัวได้ ท้อได้ ยอมรับความรู้สึกนี้ได้เลย แต่ต้องกำหนดเวลาว่าเราจะท้อกี่วัน เศร้าจนถึงเมื่อไหร่ หลังจากนั้นมาวางแผนต่อว่าจะกลับมาทำอะไร ที่สำคัญเลยคือต้องมาทำความรู้จักมะเร็งของตัวเอง แม้ว่าเราไม่ใช่เป็นหมอ แต่เราต้องรู้จักสิ่งที่เราเป็น เพราะจะช่วยให้เข้าใจโรคและอาการมากขึ้น แฟนไม่อยากให้ใครกลัวการรักษาโดยเฉพาะการให้คีโม เพราะเทคโนโลยีการรักษาเวลานี้ไปไกลมากๆ แล้วนะคะ

“สำหรับคนที่ยังไม่เป็น แฟนแนะนำให้ตรวจสุขภาพ ตัวแฟนไปเชคสุขภาพครั้งสุดท้ายคือปี 2562 เว้นมา 3 ปีเลยที่ไม่ได้ตรวจเพราะเข้าใจว่าตัวเองแข็งแรง ดังนั้น ถ้าให้ดี อยากให้ทุกคนใส่ใจกับเรื่องนี้และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยตรวจเลือด ตรวจอะไรที่ทำให้เราเจอความผิดปกติเพื่อที่จะเฝ้าระวังสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายเรา 

“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แฟนอยากขอบคุณทุกคนรอบตัว ทั้งเพื่อน เพื่อนร่วมงานที่คอยซัพพอร์ต รวมถึงปรามเราในเวลาที่เราแอคทีฟเกินไปว่าอย่าหักโหม ที่สำคัญเลยคือครอบครัวที่หล่อหลอมและสร้างบรรยากาศของการใช้ชีวิตบนความจริงให้กับแฟน วันที่แฟนไปบอกที่บ้านว่าเป็นมะเร็ง ประโยคแรกที่ได้ยินคือ ‘เป็นมะเร็งก็รักษา ไม่ต้องไปกลัว’ เป็นการให้กำลังใจและให้เราไปต่อด้วยคำที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ปลอบเราด้วยคำหวาน แต่เตือนสติให้เราจัดการทุกอย่างบนความเป็นจริง นอกจากนี้คือทีมแพทย์ผู้รักษาที่ดูแลและเอาใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน สุดท้ายคือที่อยากขอบคุณคือตัวเอง อยากบอกกับตัวเองว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เธอเก่งมาก เก่งจริงๆ แม้ตอนนี้โรคจะสงบลง แต่แฟนจะไม่หลอกตัวเองว่าเราหายแล้ว เพราะโอกาสกลับมาของโรคยังมีอยู่ ดังนั้น ไม่มีวันไหนที่แฟนจะไม่ดูแลตัวเอง รวมถึงไม่ประมาทกับชีวิต สุดท้าย แฟนอยากให้ทุกๆ คนที่อยู่ในช่วงเวลาท้าทายนี้มีกำลังใจและอย่าเพิ่งท้อ แฟนจะเป็นกำลังใจและส่งกำลังใจให้อีกแรงค่ะ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: สราวุฒิ ขันโปธิ

ดูแลด้วยรักและเข้าใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

นุ่นและปอเป็นทั้งคู่รัก คู่ชีวิต เพื่อน และครอบครัวที่อยู่เคียงข้างกันตลอดมา ในวันที่ปอตรวจพบว่าตัวเองเป็น ‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ (ACC – Adrenocortical Carcinoma) เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว การรักษาดำเนินไปหลายเดือนจากการรักษาที่เมืองไทยสู่การตัดสินใจเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยระยะของโรคที่ไม่สามารถทำการรักษาได้แล้ว ทำได้เพียงการรักษาเพื่อประคองอาการ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ขณะที่เดินทางกลับนั้นเอง อาการของปอทรุดลงและจากไปขณะอยู่รอเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศดูไบ

ในวันที่เจอกับนุ่น เธอบอกกับเราว่าวันนี้เธอเข้มแข็งขึ้นแล้ว และพร้อมมาบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งในฐานะของผู้ดูแล การรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักในยามเจ็บป่วย ตลอดจนการเยียวยารักษาใจเธอเองในวันที่ต้องพบกับสัจธรรมของชีวิตอย่างการเจ็บป่วยและจากลาที่ไม่เคยง่ายสำหรับใครเลย 

‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ โรคหายากในไทย

นุ่นและปอเป็นเจ้าของร้านอาหารในอเมริกา หลังจากใช้ชีวิตที่ต่างแดนมาหลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กระทั่งต้นปี 2022 ปอมีอาการปวดท้องคล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อย จึงไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาล จนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ระยะที่ 4 ที่ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว

“ด้วยอาการแรกที่พี่ปอเป็นจะใกล้เคียงกับอาการอาหารไม่ย่อย แต่แตกต่างจากอาการท้องอืดท้องเฟ้อทั่วไปตรงที่เวลากดท้องแล้วจะแข็งกว่าปกติเหมือนเป็นมีลักษณะของก้อนบางอย่างอยู่บริเวณซี่โครง คุณหมอส่งพี่ปอไปทำ CT Scan จนพบว่าเป็น ACC (Adrenocortical Carcinoma) หรือมะเร็งต่อมหมวกไต โดยมะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในประชากร ถ้าดูจากสถิติจะมีอุบัติการณ์ปีละ 1-2 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และมักเกิดในเด็กอายุน้อยมากๆ เช่น 3-4 ปี และผู้ใหญ่วัยกลางคน 

“ปกติแล้ว ต่อมหมวกไตของคนเราจะมี 2 ต่อมอยู่ข้างหลัง ขนาดประมาณ​ 1.5 เซนติเมตร แต่ของพี่ปอมีขนาด 16 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่เท่าลูกเมล่อนเลย แล้วเจ้าก้อนนี้มาเบียดกระเพาะอาหาร พี่ปอเลยมีอาการแบบที่บอกไปว่ารู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย แม้ว่าพวกเราจะตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยมะเร็งชนิดดังกล่าวไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ และโรคนี้ลุกลามค่อนข้างเร็ว ในวันที่ตรวจเจอ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังตับและปอดแล้ว แล้วพอเป็นชนิดของมะเร็งที่หายาก มีคนเป็นน้อยมากในประเทศไทย ยาคีโมที่คุณหมอให้ได้จึงเป็นคีโมแบบครอบจักรวาล เพราะไม่มียาเฉพาะสำหรับการรักษา”

ความทรงจำในวันจากลา

“พอต่อมหมวกไตโต แล้วไม่ใช่แค่ก้อนธรรมดา แต่แปลงเป็นเนื้อร้ายแล้ว มันจึงส่งผลต่อการผลิตและควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งการที่ก้อนมะเร็งผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องความดัน เบาหวาน การเปลี่ยนแปลงระดับเกลือแร่และแร่ธาตุชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะคะ เช่น ถ้าโปแตสเซียมต่ำทำให้หัวใจวายได้ หรือแมกนีเซียมต่ำจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้น พี่ปอจึงมีอาการหลายๆ อย่าง จากไม่เคยเป็นเบาหวานและความดัน ก็กลายเป็นความดันและค่าน้ำตาลสูงขึ้น หรือเวลาให้ยาคีโมที่จะมีสเตียรอยด์ ร่างกายพี่ปอจะอ่อนแอลง เรียกว่าชีวิตของพี่ปอเปลี่ยนไปเลย จากที่เคยแข็งแรง กระฉับกระเฉง ต้องมากินยาเป็นกำ มากินเกลือแร่เพิ่มเพราะระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เกลือแร่และแร่ธาตุในร่างกายเปลี่ยนไปด้วย ระหว่างการรักษาจึงมีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทั้งเราและคุณหมอเรียนรู้ไปด้วยกัน  

“อาการของพี่ปอถือว่าหนักทีเดียว คุณหมอถามเราสองคนว่าจะสู้ไหม ถ้าสู้ เรามาสู้กันสักตั้ง แต่ด้วยความรุนแรงของโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนอยู่แล้วกลับอ่อนแอลงไปอีกหลังการให้คีโม โดยปกติการให้คีโมจะมีช่วงที่คนไข้ภูมิตก แต่ถ้าร่างกายตอบสนองและโรคดีขึ้น คนไข้จะกลับมาแข็งแรงขึ้น แต่กราฟของพี่ปอเป็นกราฟแบบดิ่งลง ตอนนั้นนุ่นไม่อยากให้เขาเจ็บและทรมาน เราเลยทำทุกอย่าง ดูแลเขาทั้งทางร่างกายและทางจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเราไม่เหนื่อยและไม่เสียใจนะคะ แต่นุ่นอยากให้พี่ปอเชื่อมั่นว่าเขาต้องดีขึ้น เราคือกำลังใจของเขา อยากสู้อยู่ข้างๆ เขา หมอพูดกับเราว่าโรคนี้รักษายากนะ และขอให้ทำใจเผื่อไว้ เราเองก็ทำใจ แต่ ณ วันนั้น เราต้องมีความหวังว่าเราจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รอดได้ พี่ปอจะต้องรอด ที่สำคัญ ตัวเขาเองก็เข้มแข็ง อดทน และเป็นนักสู้มากๆ นั่นคือเหตุผลที่เราสู้เพื่อเขาแบบไม่เคยเปลี่ยนมือเลยมาตลอด 6-7 เดือนที่รักษาอยู่ที่เมืองไทย” 

เพราะมะเร็งต่อมหมวกไตส่งผลให้ร่างกายของปอเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายโรค อีกทั้งยังเกิดภาวะบวมน้ำ น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายกิโลกรัมในชั่วข้ามคืน อาการของปอค่อยๆ ทรุดลง หลังจากที่คุณหมอแจ้งว่าคงไม่มีวิธีรักษาแล้ว ที่ทำได้คือการรักษาแบบประคองอาการ เวลาเดียวกันนั้นเพื่อนของนุ่นและปอที่มาบอกว่าที่อเมริกายังมีวิธีการรักษาแบบอื่นๆ นั่นเป็นเหตุผลให้ทั้งสองตัดสินใจเดินทางไปที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 

“เราปรึกษาคุณหมอว่าเราพาพี่ปอกลับอเมริกาได้ไหม เผื่อว่าที่นั่นจะมีทางเลือก ตัวยา หรือโอกาสให้เราได้สู้มากกว่านี้ เพราะหากอยู่เมืองไทย ถ้าหมดคีโม การรักษาก็ไปต่อไม่ได้ ต้องอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ แล้วการให้คีโมเพิ่มก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้อาการดีขึ้น ตอนนั้นร่างกายพี่ปอทรุดลงทั้งจากการให้คีโมและจากตัวโรคเพราะมะเร็งชนิดนี้หนักจริงๆ 

“หลังจากตัดสินใจจะไป เราเตรียมตัวอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วก็บินไปรักษาที่นิวยอร์ก พอไปถึง พี่ปอเริ่มทรุดลง ร่างกายไม่พร้อมเพราะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทำให้ไม่ได้รักษาต่อ เราทำได้เพียงการประคองอาการให้คงที่ที่สุดและพาเขากลับบ้านตามคำขอของพี่ปอ ระหว่างเดินทางกลับไทย เราเจอกับงานหินหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเดินทาง การย้ายผู้ป่วย รวมถึงสภาพร่างกายเขาด้วย พอถึงดูไบ ความดันตัวบนอยู่ 50 ตัวล่าง 30 ซึ่งต่ำมาก ประมาณ 10 วันสุดท้ายเขาแทบกินข้าวและดื่มน้ำไม่ได้แล้ว ก่อนจะเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่ดูไบ”

ในความโชคร้ายที่มีโชคดีซ่อนอยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นุ่นเห็นความเป็นความตายอยู่ใกล้กันนิดเดียว เหมือนเป็นบททดสอบของชีวิตที่หนักมาก เพราะก่อนหน้านั้น นุ่นกับพี่ปอเรียกว่าตัวติดกัน ไปด้วยกันทุกที่ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิตเราสองคนกำลังไปได้สวย และเรามีความสุขกันมาก จนวันนี้ที่พี่ปอไม่อยู่ นุ่นมีคำถามมากมายว่าทำไมคนดีๆ ถึงจากไปเร็วจัง แล้วทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเราถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน คิดถึง และอยากจะกลับไปอยู่ด้วย ตายตามได้ไหม แต่มาวันนี้ วันที่เรานั่งคุยกันอยู่ นุ่นดีขึ้นมาก ส่วนสำคัญคือการได้ไปปฏิบัติธรรมที่ทำให้ใจสงบและมีสติขึ้น ทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

“ทุกวันนี้ความรักที่นุ่นมีให้พี่ปอยังคงอยู่และจะอยู่ไปตลอด ยังคิดถึงเขาตลอด จะไปเที่ยว ไปทำบุญกับเพื่อนๆ นุ่นจะนึกถึงและอุทิศสิ่งที่เราทำให้เขา นุ่นเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราสองคนคงได้เจอกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนุ่นพูดไม่ได้ขนาดนี้นะคะ และแม้นุ่นจะสูญเสียคนที่รัก แต่นุ่นโชคร้ายเรื่องเดียวคือเรื่องนี้ ขณะที่นุ่นโชคดีในอีกหลายๆ สิ่ง ได้เห็นว่าใครที่เป็นเพื่อนแท้ที่อยู่ข้างๆ ในวันที่เราทุกข์และเจ็บปวด ได้รับความหวังดี ความรัก และแรงสนับสนุนจากทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้นุ่นได้ลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ทั้งหมด ตอนนี้นุ่นไม่ยึดติดอะไรอีกแล้ว ชีวิตที่เหลือนุ่นใช้ไปกับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ กลับมาดูแลตัวเอง เริ่มทำอะไรต่างๆ เพื่อตัวเอง ไปทำบุญ ไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา และออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ทำให้ใจเรามั่นคงขึ้น และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างดีที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว นุ่นคิดว่าถ้าเรายิ้มไม่ได้ แล้วเราจะไปส่งยิ้มตัวเองและใครต่อใครได้อย่างไร”

ดูแลด้วยหัวใจและความรัก

“ตอนที่นุ่นดูแลพี่ปอ นุ่นไม่ได้แตะมือใครเลย จากประสบการณ์ นุ่นรู้สึกว่าคนไข้แต่ละคนมีความต้องการเฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันในรายละเอียด ทั้งด้วยนิสัย ความต้องการ อาการของโรค และข้อจำกัดต่างๆ คำแนะนำที่นุ่นจะให้ได้สำหรับผู้ดูแลคือการใส่ใจในรายละเอียดของคนที่เราดูแลอยู่ เขาอยากได้แบบนี้ ต้องการแบบนี้ คุณหมอแนะนำไว้ว่าโรคนี้ต้องระมัดระวังอะไร จากนั้นเราก็ปฏิบัติตามให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ที่สำคัญคือการอยู่เคียงข้างและทำให้เขามั่นใจและอุ่นใจว่าเราจะอยู่ข้างๆ เขาเสมอนะไม่ว่าจะยามทุกข์หรือสุข เพราะสุดท้ายแล้วคนดูแล ครอบครัว และเพื่อนคือกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาสู้ต่อไปได้ในทุกๆ วันกับความยากลำบากของโรคที่เขาเผชิญอยู่ เมื่อวันที่คนที่เรารักจากไป การทำทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความรัก จะทำให้เราไม่เสียใจและเสียดาย เพราะเราได้ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและทำอย่างดีที่สุดแล้วจริงๆ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

อณัญญา อัศวเวทิณ เรียนรู้คุณค่าของชีวิต อยู่กับมะเร็งปอดระยะ 4 อย่างปกติสุข  

จนถึงตอนนี้ การเดินทางต่อสู้กับมะเร็งปอด (Squamous Cell Carcinoma) ระยะที่ 4 ของ โบ-อณัญญา อัศวเวทิณ ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีกับอีก 7 เดือนแล้ว ถือเป็นสังเวียนการต่อสู้ที่ไม่ง่ายไม่ว่าจะกับใครก็ตาม เพราะชนิดของมะเร็งที่เธอเป็นอยู่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด ในเวลานี้จึงทำได้เพียงประคองชีวิตอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ บนเส้นทางการรักษาที่เปรียบเหมือนการว่ายน้ำท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่มีคลื่นลมและกระแสน้ำเชี่ยวกราก โบบอกกับเราว่า เธอได้พบความโชคดี เพราะได้เรียนรู้และเติบโตจากความทุกข์และความกลัว ขณะเดียวกันเธอได้รับความสุขและถูกโอบกอดด้วยความรักจากคนรอบข้างมากมาย ได้เจอเรื่องน่ายินดีและยินร้ายปะปนกันไป ได้สัมผัสกับชีวิตหลากสีสันไม่ใช่แค่ดำกับขาว เธอรู้ดีว่าชีวิตของตัวเองอาจไม่ยาวนานเท่ากับอายุขัยเฉลี่ยของคนทั่วไป นั่นจึงทำให้ผู้หญิงแข็งแกร่งคนนี้ใช้เวลาทุกนาทีที่มีอยู่อย่างมีความสุขและรู้คุณค่าที่สุดกับทั้งตัวเธอเอง คนที่เธอรัก รวมถึงเพื่อนร่วมโรคที่เธอพร้อมเป็นกำลังใจให้พวกเขาเสมอ 

มะเร็งปอด ชนิด Squamous Cell Carcinoma 

“ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2020 โบไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนเป็นปกติ หลังจากช่วงเวลานั้น โบเริ่มมีอาการไอเหมือนเป็นหวัด ซึ่งใกล้กับช่วงที่โควิดกำลังจะระบาดพอดี ตอนแรกคิดว่า…หรือเราจะเป็นโควิดนะ เลยไปหาหมอ 2-3 ครั้ง ได้ยาแก้หวัดมากิน แต่ยังไม่ดีขึ้นและยังไออยู่อย่างนั้น 2-3 เดือน ช่วงนั้นโบเรียนเพิ่มเติมเพื่อมาช่วยงานที่บ้าน ซึ่งการเรียนค่อนข้างหนัก เลยไม่ได้ไปแอดมิดเพื่อรักษาอย่างจริงจัง ไปแค่คลินิกเพื่อรับยา จนจบคอร์สเรียน เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียด ทั้งสแกน เอ๊กซเรย์ และพบว่ามีก้อนที่ปอด 

“ตอนที่เจอ โบอายุ 25 ย่าง 26 คุณหมอดูแนวโน้มว่าวัยประมาณนี้ไม่น่าจะมีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งปอด เพราะมะเร็งชนิดนี้มักพบในผู้ชาย ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง และสัมพันธ์ไปกับการสูบบุหรี่ ซึ่งโบไม่ได้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง แม้ว่าลักษณะก้อนมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งปอดอยู่ 80-90% แต่คุณหมอยังแบ่งใจว่าอาจจะเป็นวัณโรคหรือปอดอักเสบก็ได้นะ จนได้ส่องกล้องเจาะชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจ แต่กว่าจะพบว่าเป็นมะเร็งโบต้องผ่านการตรวจที่ซับซ้อนพอสมควร ต้องพบหมอเฉพาะทางหลายแผนก ทั้งคุณหมอโรคทางเดินหายใจ การปรึกษากับศัลยแพทย์ทรวงอกที่แนะนำให้ผ่าออกเพราะก้อนมีขนาดใหญ่ และยากไปอีกตรงที่ก้อนเนื้ออยู่ติดกับหัวใจ กระบวนการผ่าตัดของโบกินเวลา 15 วันในโรงพยาบาล ผ่าตัดอยู่ 5 ครั้ง โดยคุณหมอพยายามจะรักษาชิ้นเนื้อปอดของเราให้ได้มากที่สุด และพยายามจะตัดแค่ก้อนออกไป ระหว่างที่ผ่าปอดปีกบนด้านซ้ายเพื่อนำก้อนออกก็พบว่าปอดปีกล่างซ้ายของโบแฟบ จึงต้องเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบและจำเป็นต้องผ่าปอดปีกซ้ายออกทั้งหมดเลย ทำให้โบเหลือปอดเพียง 1 ข้าง และยังมีผ่าตัดเล็กด้วยการส่องกล้องอีก 3 รอบ เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว 

“ด้วยคุณหมออยากรู้ถึงต้นตอจริงๆ ว่ามาจากอะไร เพราะอย่างที่บอกว่าชนิดมะเร็งที่โบเป็นมักเกิดกับคนแก่ โอกาสที่จะเกิดกับคนวัยโบที่เป็นผู้หญิง แถมไม่สูบบุหรี่ด้วยค่อนข้างน้อย คุณหมอเลยใช้เวลาและเอาชิ้นเนื้อส่งไปตรวจที่อเมริกา แต่สุดท้ายก็ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งระหว่างรอ มะเร็งของโบลามไปประมาณ 4-5 จุดในร่างกาย ทั้งไต หลอดลม เนื้อเยื้อหุ้มปอด และต่อมน้ำเหลือง ระยะของโรคจึงกลายเป็นระยะ 4 นั่นคือระยะแพร่กระจาย เลยต้องให้คีโม 

“โบเปลี่ยนยามาหลายตัว จากคีโมชนิดแรกที่แพ้ มาเป็นคีโมตัวที่สอง มาเป็นตัวภูมิคุ้มกันบำบัด เชื้อยังมะเร็งลามเยอะ คุณหมอเลยเปลี่ยนมาให้ฉายแสงควบคู่กับทานยาคีโม ซึ่งตอบสนองค่อนข้างดี โบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ คุมโรคอยู่ประมาณเกือบ 1 ปี จนกระทั่งปัจจุบันมีอาการดื้อยาเลยได้เปลี่ยนมาทดลองการรักษามะเร็งด้วยการใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ควบคู่ไปกับการฉายแสง สำหรับยามุ่งเป้าที่โบกำลังทดลองชื่อ Afatinib ซึ่งต้องรอดูผลว่าจะตอบสนองกับยาตัวนี้กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะยาตัวนี้มักจะตอบสนองดีกับยีนส์ที่มีการกลายพันธุ์หรือมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma แต่โบยังมีความหวังและเป้าหมายในการตื่นมาใช้ชีวิตเสมอนะคะ ยิ่งถ้ามีคนที่พร้อมเดินไปกับเรา ทั้งครอบครัวและคุณหมอที่ยังสู้และพยายามหาเส้นทางใหม่ๆ ให้ โบก็จะยังเดินหน้าสู้ต่อไปเหมือนกันค่ะ” 

จังหวะชีวิตที่ช้าลง

“เอาจริงๆ ตอนที่ป่วยแรกๆ โบไม่กลัวเลยนะคะ เพราะตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวโรคมากนัก คิดว่าเดี๋ยวก็คงหาย ไม่เป็นไรหรอก แต่พอเริ่มรู้จักตัวโรคมากขึ้น คุณหมอค่อยๆ หยอดข้อมูลเราในทุกๆ ครั้งที่เจอกันว่าโรคเราไม่มีทางหาย ต้องอยู่กับตัวเราไปตลอดนะ ยิ่งตอนนี้ระยะที่ 4 ด้วย เวลาที่อยู่บนโลกนี้อาจจะไม่ยาวนานนัก ตอนนั้นแหละค่ะที่ทำให้เราเริ่มกลัว แล้วมาเจออาการแพ้คีโมในครั้งที่ 2 แบบที่โบช็อกไปเลย ซึ่งเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนกับชีวิตที่คาบเกี่ยวอยู่บนเส้นของความเป็นและความตาย ครั้งนั้นทำให้โบกลัวการให้คีโมมาตลอด กว่าจะยอมรับและปรับตัวที่จะอยู่กับโรคและการรักษาได้ก็ใช้เวลาเป็นปี 

“แต่พอได้รักษาและได้รู้จักมะเร็งผ่านความกลัว ผ่านเหตุการณ์อะไรต่างๆ มามากมาย ก็ทำให้โบรู้สึกว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นโรคร้าย แต่เรายังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคและใช้ชีวิตได้ตามปกติได้นะ สามารถที่จะไม่เครียดและไม่กังวลกับมันมากเกินไปได้ ยิ่งปัจจุบันที่มียาและวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ไปได้เร็ว โบได้ลองยาใหม่ๆ เยอะมาก ทุกครั้งที่กลับไปโรงพยาบาล โบเห็นวิวัฒนาการแทบทุกครั้ง ซึ่งเป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าสมัยก่อนมากเลย

“ส่วนการใช้ชีวิตก่อนและหลังการเป็นมะเร็ง โบเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ก่อนโบเป็นคนที่คิดมาก ทุกอย่างจะเป็นพลังงานเชิงลบ ชอบกดดันตัวเอง เครียดกับเรื่องงาน อยากประสบความสำเร็จไว ไม่ชอบพัก ไม่ชอบนอน โบรู้สึกว่าการนอนทำให้เสียเวลา โบแค่นอนวันละ 3-4 ชั่วโมงเอง แล้วใช้ชีวิตอย่างนั้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบ แต่ตอนนี้โบใช้ชีวิตด้วยความผ่อนคลายขึ้นมาก ใช้ชีวิตเหมือนคนวัยเกษียณแบบนั้นเลยค่ะ แล้วเป้าหมายในชีวิตตอนนี้ โบไม่ได้ต้องการจะมีเงินเป็นสิบล้าน มีบ้านหลังใหญ่มีอะไรขนาดนั้นแล้ว ขอแค่ตื่นมามีชีวิตอยู่และมีชีวิตที่มีความสุขในแบบของตัวเองก็เพียงพอแล้วค่ะ” 

เบาใจเพราะรู้จักวาง

ในวัย 28 ปี โบยังคงสดใสอยู่เสมอ ปัจจุบัน นอกจากการช่วยธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทอินทีเรียและขายกระเบื้องยาง เธอยังเปิดเพจ Messy Bo ใน facebook และช่องทางโซเชียลอีกมากมาย เช่น Tiktok, IG, Lemon8 โดยใช้ชื่อ username ว่า boanunya เพื่อเป็นแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและเป็นพื้นที่พักใจให้กับผู้ป่วย พร้อมๆ ไปกับการใช้เวลาว่างกับกิจกรรมต่างๆ ที่เธอรัก

“โบทำกิจกรรมเยอะมาก การท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ชอบอยู่ แต่ก่อนเราจะเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย ปัจจุบัน โบเที่ยวแบบสบายๆ เพื่อให้ไม่รบกวนร่างกายมากเกินไป นอกจากนี้ก็จะทำกิจกรรมที่ทำให้สบายใจ เช่น ไปเวิร์กช็อปงานศิลปะต่างๆ เมื่อก่อนโบไม่ค่อยอ่านหนังสือเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับอ่านหนังสือที่ให้พลังบวกมากขึ้น โบยังไปโบสถ์ทุกสัปดาห์เพราะโบนับถือคาทอลิก ขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสได้ฝึกนั่งสมาธิโดยเปิดยูทูปแล้วปฏิบัติตามอยู่ที่บ้านด้วย ทุกครั้งที่เริ่มทุกข์ เริ่มฟุ้งซ่านจากความคิดตัวเอง การนั่งสมาธิทำให้สามารถดึงสติของตัวเองขึ้นมาได้ พอคิดว่าเหตุของทุกข์คืออะไร เราแก้ปัญหาได้ไหม ถ้าแก้ได้โบจะแก้ แต่ถ้าแก้ไม่ได้โบจะใช้สูตรช่างมันและเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่อยากทำแทน

“นอกจากนี้ ทุกๆ วัน โบจะดีท็อกซ์ความคิดตัวเอง โดยจดลงสมุดว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง มีความสุข มีความทุกข์ เจอปัญหาอะไร แล้วสรุปจากข้อความที่เขียนทั้งหมดด้วยเหตุและผลว่า เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มาจากอะไร ผลคืออะไร พอได้ทบทวนตัวเอง ทำให้โบเห็นสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นชัดเจน เหมือนเราได้ถอยหลังมามองภาพกว้างกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ อะไรที่จัดการได้จะจัดการ อะไรที่เหนือการควบคุมก็จะไม่จมอยู่กับทุกข์นั้น โบมองตัวเองว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะพบทั้งความสุขและทุกข์เป็นปกติ เราเป็นมะเร็งก็จริง แต่เราแก้ปัญหาได้หนิ ถึงมะเร็งจะยังอยู่ แต่เราอยู่ด้วยกันได้นะ” 

กำลังใจจากฉันสู่เธอ

“อย่างที่บอกว่าการรักษาของโบทั้งยากและซับซ้อน ซึ่งสิ่งที่ทำให้อยู่กับโรคและการรักษาได้จริงๆ คือกำลังใจจากคนรอบข้าง ตั้งแต่ครอบครัว สามี เพื่อนๆ รวมทั้งทีมแพทย์ที่ดูแลโบมาตลอด โบซาบซึ้งกับความทุ่มเท ใส่ใจ ไม่เคยทิ้งเราไปไหน พร้อมจะสู้ไปกับทุกปัญหาของเรา อยู่กับเราในวันที่มีความสุข โบเห็นพวกเขาอยู่ตรงนี้เสมอโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน โบรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีมากคนหนึ่ง สิ่งที่อยากตอบแทน คือการไม่ทำให้พวกเขาเครียดไปกว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมากังวลถึงอนาคตว่าพรุ่งนี้ฉันจะตายนะ โบจะไม่ทำให้เขาทุกข์ และโบอยากจะบอกตัวเองเราว่าเธอสุดยอดมาก เก่งมากๆ เลย ไม่รู้ว่าจะมีใครเก่งได้ขนาดนี้แล้ว โบชมตัวเองทุกวัน เธอเก่ง เธอสวย ถ้าตรงไหนที่ยังไม่ดี ที่เป็นข้อเสียของตัวเอง โบจะให้อภัยตัวเองได้ไวขึ้นค่ะ

“โบเป็นคนคนหนึ่งที่มีความท้อเหมือนทุกๆ คน แต่โบชอบพูดกับตัวเองว่าท้อเป็นผลไม้ที่มีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน ชีวิตเราเกิดมาก็เป็นแบบนั้น มีหลายรสชาติให้ได้ซึมซับ เรียนรู้ และเข้าใจอยู่ทุกวัน เราท้อได้นะคะ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย แต่โบอยากบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง อย่าคิดล่วงหน้าไปไกลจนลดทอนกำลังใจตัวเอง ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่จะเจอแต่ความสุข เช่นเดียวกัน ไม่มีใครเลยที่จะเจอแต่ความทุกข์ ดังนั้น โบอยากให้ทุกคนสู้เต็มที่ในขีดความสามารถที่ทำได้ อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป และขอให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ากับเวลาที่มีอยู่ ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแบบของเรา และทุกคนจะมีโบเป็นคนหนึ่งที่จะอยู่เป็นกำลังใจให้ตรงนี้เสมอค่ะ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
ภาพเพิ่มเติม: www.facebook.com/messyy.bo  
IG, Tiktok, Lemon8: boanunya

อัครฤกษ์ ไกรฤกษ์ มะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่ต้องรับมืออย่างมีสติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีก่อน ตั้ว – อัครฤกษ์ ไกรฤกษ์ พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple Myeloma) มะเร็งชนิดหายากในประเทศแถบเอเชียที่พบเพียง 1 ใน 100,000 คน การต่อสู้กับมะเร็งของตั้วถือเป็นงานหิน เพราะเขาต้องเปลี่ยนยาไปทั้งหมด 11 สูตร เนื่องมาจากภาวะดื้อยา และใช้วิธีการรักษามาแล้วแทบทุกแบบ ทั้ง Chemotherapy, Targeted Therapy, Immunotherapy, การใช้ Stem Cell Transplant 2 ครั้ง จนถึงปี 2022 ที่นับเป็นช่วงยากอีกครั้งของเขา กระทั่งตั้วได้รับการรักษารูปแบบใหม่อย่าง Antibody Therapy ที่ร่างกายของเขาตอบสนองต่อยาได้ในระดับดีจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ในวันที่เจอกัน เขาบอกกับเราว่าเขาแข็งแรงขึ้นมากและพร้อมที่จะมาเล่าให้เราฟังถึงการสู้ไม่ถอยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เป็นกำลังใจ และเป็นแนวทางของการอยู่ร่วมกับโรค Multiple Myeloma ที่เขาเผชิญอยู่

Multiple Myeloma มะเร็งชนิดหายากในเอเชีย

ตั้วเล่าย้อนเรื่องราวเมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่าตัวเขาเกลียดการตรวจร่างกายมาก กลัวหมอ กลัวเข็มฉีดยา เป็นคนเดียวในบริษัทที่ไม่ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งการเจอรอยโรคเกิดจากการไปเตะฟุตบอล

“2 ปีก่อนจะพบมะเร็ง ผมพบความผิดปกติของร่างกาย จากเดิมที่สามารถเล่นฟุตบอลทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2-3 แมทช์ได้สบายๆ ผมเริ่มแรงน้อยลงเรื่อยๆ จนเหนื่อยมาก กระทั่งวันหนึ่งที่ไปเล่นบอล มีการปะทะระหว่างเล่น ผมถูกกระแทกที่ซี่โครงขวา รู้สึกเจ็บมาก หายใจไม่ทั่วท้อง พออาการดีขึ้นผมกลับไปวิ่งได้บ้าง แต่ยังเหนื่อยอยู่ และมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่เลย หลังจากนั้นผมเป็นร้อนใน 30 เม็ดในปาก และเจ็บซี่โครงมากขึ้นเรื่อยๆ 

“เมื่อมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นและมากขึ้นทุกที ผมตัดสินใจไปโรงพยาบาลหลายแห่ง จนถึงโรงพยาบาลที่ 5 ผมไปพบหมอปอด บอกอาการว่าเจ็บอก คุณหมอวินิฉัยเบื้องต้นว่าอาการคล้ายกับโรคปอดอักเสบ เลยเริ่มจากการเอ็กซเรย์ปอดและพบว่ารูปร่างของกระดูกซี่โครงแปลกมาก ดูบาง ไม่เหมือนซี่โครงทั่วไป เลยสั่งเอ็กซเรย์ใหม่ในท่าพิเศษทำให้พบว่าซี่โครงผมหายไป แล้วมีก้อนเนื้อขึ้นมาแทน หลังจากนั้น คุณหมอส่งผมไปทำ Biopsy เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่ผมเจ็บมาก เจาะไม่ไหว คุณหมอจึงขอผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อตรงนั้นว่าคืออะไรกันแน่ ระหว่างผ่าคุณหมอขอตัดซี่โครง 2 ซี่ทิ้ง แล้วใส่ตะแกรงเหล็กแทน หลังจากนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลออกมาว่าผมเป็นมะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma) 

“ผมโชคดีที่พอเจอแล้ว ก็เริ่มรักษาโดยให้คีโมครั้งแรกเลย แต่มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่มักพบในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และจะเจอหนึ่งในแสนของคนเอเชีย ตอนนั้นผมอายุ 35 เป็นหนึ่งในแสนนั้น นอกจากจำนวนผู้ป่วยที่มีไม่มากในประเทศไทย ทำให้เรามีแนวทางการรักษาให้เจริญรอยตามค่อนข้างน้อย การรักษาเรียกว่ายากเกือบทุกช่วงเลยก็ว่าได้ หนำซ้ำผมยังดื้อยาจนต้องเปลี่ยนยาไป 11 สูตรอีก ดื้อชนิดที่ว่า 3 เดือน 5 เดือน ก็ดื้อแล้ว ฉะนั้น วิธีการของคุณหมอคือการเพิ่มปริมาณตัวยาคีโม หรือเพิ่มยาตัวใหม่เข้าไป ตัวที่สองไม่พอก็เพิ่ม ผมเป็นหนักถึงกับต้องเข้าห้องปลอดเชื้อ ซึ่งต้องเพิ่มยาเพื่อกดให้โรคสงบและเข้าห้องปลอดเชื้อเพื่อปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ การเข้าห้องปลอดเชื้อครั้งแรก เทคโนโลยีตอนนั้นคือการกดตัวโรคของผมให้คงที่  ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ หลังจากอยู่ห้องปลอดเชื้อประมาณ 25 วัน โรคสงบได้ 6 เดือน แต่แล้วก็กลับมาเป็นอีกครั้ง จึงต้องเริ่มต้นให้ยาตัวเดิมใหม่ สักพักมียาตัวใหม่เข้ามาอีก 2 ตัว เพิ่ม ลด ปรับ ทำอยู่อย่างนั้นจนไปเตะ 11 สูตรตลอด 11 ปี 

“ปี 2022 ที่ผ่านมา เรียกว่ายากขนาดที่เกือบจะบ๊ายบายโลกไปแล้วถึง 2 ครั้ง เพราะเป็นปีที่ใช้ยาเยอะที่สุด หลากหลาย ใช้ในปริมาณมาก เป็นปีที่แพ้ยา และเจอกับผลข้างเคียงมากที่สุดก็ว่าได้ แต่เดือนกันยายน 2022 ผมได้รับข่าวดีจากโรงพยาบาลว่ามีการเปิดโครงการสำหรับยาชนิดใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาประเทศไทยที่ชื่อว่า Belantamab Mafodotin เป็นการรักษาแบบ Antibody Therapy  ซึ่งเป็นยาที่ถูกพัฒนาให้มีความจำเพาะและออกฤทธิ์ต่อมะเร็งชนิดนั้นๆ โดยจะไปทำลายเกราะที่ป้องกันมะเร็ง แล้วสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ยาชนิดล่าสุดนี้จะจับที่ตัวมะเร็งมากกว่า จะไม่เหมือนการใช้ยาพุ่งเป้าตัวเก่าที่โดนเซลล์มะเร็งก็จริง แต่ยังไปโดนเซลล์ปกติที่อื่นด้วย ตอนนี้ผมเป็นกลุ่มทดลองในโครงการที่พัฒนาการรักษาด้วยวิธีการนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปริมาณยาอยู่ครับ 

“หากเทียบกัน การรักษาแบบเก่า ผมจะมึนหัว มีความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง คิดช้า พูดช้า แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผมในเวลานี้มีอย่างเดียวคือทำให้ตาพร่ามัว กลางคืนไม่ควรขับรถเพราะตาพร่า ทำให้กะระยะไม่ถูก ตอนนี้ผมยังเห็นดวงจันทร์เป็น 2 ดวงอยู่เลย คุณหมอจึงให้ยาหยอดตาที่ผลิตจากเลือดผมเองมาหยอดทุกๆ 1-2 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการตาพร่า และมียาหยอดตาสเตียรอยด์อีกตัวสองตัว โรคตอนนี้ยังขึ้น-ลง เจ็บหลังบ้าง ตาพร่ามัวจากยาชนิดใหม่ แต่โดยรวมร่างกายตอบสนองต่อยาในระดับดีครับ”


‘แรดแล้วรอด’ เพจสร้างสรรค์และสรรหาวิธีอยู่ร่วมกับมะเร็ง 

“‘แรด’ มีความหมายว่า แข็งแรง อดทน สนุกสนาน ร่าเริง เป็นเพจที่ผมตั้งขึ้นเหมือนเป็นไดอารี่เล่าเรื่องราวและประสบการณ์การป่วยเป็นมะเร็ง การดูแลตัวเอง และการอยู่ร่วมกับมะเร็งตลอดระยะเวลาการรักษา 11 ปีที่ผ่านมา ผมอยากแชร์ข้อมูลของผมเพื่อเป็นแนวทางการอยู่ร่วมกับโรคและให้กำลังใจผู้ร่วมโรค รวมถึงผู้ที่สนใจ เพราะภาพที่คนส่วนใหญ่นึกเวลาพูดถึงผู้ป่วยมะเร็งอาจจะนึกไปถึงคนที่นอนป่วย ติดเตียง ร่างกายอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมสื่อสารในเพจคืออยากให้เห็นว่าผู้ป่วยอย่างตัวผมเองยังมีพาร์ทของการใช้ชีวิตปกติด้วยนะ คนป่วยไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ ไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรที่เราชอบได้ แต่ในลักษณะที่พอดีกับโรคและตัวเรา ตอนนี้ยังคงบันทึกเรื่องราวแต่ละวันที่เกิดขึ้นไว้ เพราะว่ายังอยู่ในขั้นตอนการรักษาครับ”

ดูแลสุขภาพด้วยการฟังเสียงจากร่างกาย

“ผมเจอกับความยากลำบากระหว่างการให้คีโมพอสมควร เช่น ถ่ายไม่ได้ เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ นอนไม่หลับ มีอาการที่เกี่ยวพันกับเรื่องของฮอร์โมนทำให้มีอารมณ์ขึ้นลงบ้าง กินไม่ได้ เลยต้องดูแลร่างกายมากหน่อย เริ่มจากทางกายก่อน แต่ก่อนเป็นผมไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ จะแนวผู้ชายๆ เตะบอล กินเหล้า พอป่วยจะมีแฟนนี่แหละครับที่คอยดูแล ทั้งเรื่องหาข้อมูล เลยทราบว่าโรคนี้ไม่ธรรมดานะ พอหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งข้อมูลจากยุโรปเพราะทางฝั่งเขามีคนป่วยด้วยโรคนี้จึงจะมีกรณีศึกษาให้เราสามารถเจริญรอยตามได้ จึงทราบว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร สำหรับเรื่องกินผมไม่ได้จำกัดมาก จริงๆ อาหารที่เขาห้ามไว้ผมเคยลองมาหมดแล้ว แต่พอกินแล้วท้องอืดเพราะไวรัสและแบคทีเรียเติบโตได้เร็วกับเราเนื่องจากเราผ่านห้องปลอดเชื้อมา ดังนั้น หลักๆ ที่ต้องเลี่ยงคือของดิบ เลี่ยงผักสดหรือสลัด พยายามไม่กินของค้างคืน กินแต่อาหารปรุงสุกใหม่  

“แล้วข้อมูลยังบอกไว้ว่าให้ออกกำลังกายที่ห้ามกระแทก ที่ทำได้เลยจะเป็นเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน สมาธิ นั่งโยคะ เต้นลีลาศ ร้องเพลง รำมวยจีน ผมเริ่มอ่านข้อมูลของการปฏิบัติตัวเหล่านี้ระหว่างอยู่ที่ห้องปลอดเชื้อ พอออกจากห้องปลอดเชื้อก็เริ่มปั่นจักรยาน เพราะเราเล่นฟุตบอลไม่ได้แล้ว เลยไปนั่งดูเพื่อนเล่น แล้วปั่นจักรยาน แต่ผมหยุดปั่นมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วเมื่อไม่มีฝุ่น และเดินเร็วในน้ำบ้าง 

“ในเรื่องจิตใจจะมีช่วงจิตตกเป็นระยะๆ ถ้าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ผมจะเลือกใช้เวลาไปกับการอ่านกรณีศึกษา พอเรามีข้อมูล ได้อ่านเคสต่างๆ เช่น ผู้ป่วยที่สามารถใช้ชีวตได้ปกติ บางคนปั่นจักรยานได้ บางคนไปปีนเขาเอเวอร์เรสกันเลย แต่เขามีหมอไปด้วย นั่นเลยทำให้ผมเห็นเหตุและผล มีที่มาที่ไป และเห็นความเป็นไปได้ เรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นี่แหละที่เป็นแรงผลักดันให้ผมในวันที่ใจผมดาวน์ วันที่เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาการของโรคที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ และผมจะกลับมาฟังร่างกายตัวเอง ว่าตอนนี้ผมเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ร่างกายเป็นอะไรผมจะไม่ทน ถ้าเมื่อยผมจะหาที่นั่ง ง่วงผมจะหาที่นอน โภชนาการผมจะจัดสรรให้ดี นอนให้หลับ จะฮึดโดยกลับมาดูแลที่ร่างกายก่อน พอร่างกายเรากลับมาดี ใจจะดีตามไปด้วย” 

มองโลกได้สวยงามกว่าเดิม

“ก่อนเป็นมะเร็งผมใช้ชีวิตแบบที่ทุกคนบอกว่าใช้ชีวิตล่วงหน้าไปแล้ว คือโหมมากเกินไปทั้งเรื่องงาน เที่ยว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนวันละ 3-4 ชั่วโมง เป็นคนเครียด คิดไม่หยุด คิดตลอด ไม่เคยปล่อยวางอะไรเลย เป็นแบบนั้นเกือบ 10 ปี หลังจากป่วย ทำให้ผมคิดช้าลงและมีการวางแผนชีวิต อ่านหนังสือ ค้นข้อมูลมากขึ้น ผมนิ่งขึ้นและมีสมาธิขึ้นเยอะ อะไรที่ไม่เคยทำ ผมก็กลับมาทำ เข้าร้านออร์แกนิก ดื่มกาแฟบ้าง น้ำผักปั่นบ้าง สลับๆ เอา  เข้าวัด นั่งสมาธิ พอได้ฟังธรรมะบ่อยๆ ก็ได้คติสอนใจมาใช้ในการดำเนินชีวิต ข้อหนึ่งที่ผมจำได้ตลอดคือคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ว่า ‘วาสนานั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นเหมือนคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิตเพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น’ ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างเราสร้างด้วยตัวเราเองและตัวเรานี่แหละที่จะผลักให้ชีวิตเราดำเนินไปทางที่ดี ไปหาความโชคดี สิ่งแวดล้อมที่ดีได้

“มะเร็งทำให้ผมเห็นความรักรอบตัว ผมจึงอยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้างๆ ในวันที่ผมไม่สบาย ขอบคุณในความใส่ใจดูแล เพราะรายละเอียดการรักษาของผมเยอะมาก คนดูแลต้องรักเราจริง เขาจะเครียดและอดทนมากกว่า เพราะต้องคอยเก็บรายละเอียดของเรา พวกเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ และผมอยากขอบคุณตัวเองที่อยู่กับตัวโรคได้ ขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ผมรู้จักโลกอีกมุม ผมว่าโลกใบนี้สวยงามนะ มุมมองการใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่ก่อนผมใช้ชีวิตแบบไม่ได้คิดอะไร แต่ทุกวันนี้ผมจะมองแค่วันนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้มีความสุขเพื่อที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้น จะไม่ฝืน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของร่างกาย เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ผมยังมีเรื่องเครียดเรื่องกดดันเป็นปกติ แต่จะไม่ฝืนชีวิตเยอะจนเกินไป ปล่อยทิ้งไปบ้าง เพราะสมัยก่อนผมอยากได้อะไร จะต้องทำให้ได้ ต้องกดดันจนทำให้ได้ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เรียกว่าชิลขึ้นเยอะเลย (ยิ้ม)”

อย่ากลัวมะเร็ง

“สิ่งที่ผมจะแนะนำได้คือ อย่าเพิ่งกลัวมะเร็ง ให้หาข้อมูล พยายามเอาตัวเองเข้าถึงข้อมูลที่เราอยากรู้ก่อน ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ข้อมูลหาง่ายมาก ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์เพราะคุณจะพบว่ามีข้อมูลจากเคสที่เป็นผู้ร่วมโรคจากทั่วโลกมากมายที่ทำให้เรารู้แนวทางการรักษาว่ามีอะไรบ้าง ผลจากยาที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร อะไรบ้างที่จะเป็นอุปสรรคระหว่างการรักษา วิธีการดูแลตัวเอง แต่ถ้าตัวผู้ป่วยหาไม่ไหว ให้บอกคนข้างๆ ตัวช่วยนะครับ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้จะทำให้เราเข้าใจโรค แล้วพอมีเราหลักการและเหตุผลที่ยืดถือได้ นั่นจะทำให้เรามีสติ มีหวัง และมั่นใจที่จะรักษาตัวให้หาย อย่างมะเร็งที่ผมเป็นอยู่ แม้ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดได้ แต่ถือเป็นโรคที่รักษาได้ มีความเจริญก้าวหน้าในการรักษาอย่างก้าวกระโดด และพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาด้วย  

“ในแง่จิตใจ จากประสบการณ์ของผมนะ คนเป็นโรคนี้มักไม่อยู่เฉยทุกคนเลย ร้อยละร้อยเป็นคนแอ็คทีฟ เพราะก่อนป่วย ทุกคนมีกิจกรรมที่ชอบทำกันหมด แม้จะป่วย ทุกคนก็ยังหากิจกรรมทำ บางคนวาดรูป บางคนเป็นหัวหน้ารำไทเก๊ก บางคนปั่นจักรยาน ผมเลยอยากให้ลองหากิจกรรมที่ตัวเองชอบและออกไปทำ ซึ่งการทำกิจกรรมเราจะได้กลุ่มเพื่อนด้วย และจะทำให้เราคลายความรู้สึกจิตตกได้อย่างดี หรือหาคนที่อายุใกล้เคียงกันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งคนนั้นหรือกลุ่มนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งก็ได้ ใครก็ได้ที่เข้าใจเรา คนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ

“สำหรับคนทั่วไป ผมอยากให้ไปตรวจสุขภาพทุกปี เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการตรวจมะเร็งดีขึ้นมาก ไม่ใช่ว่าเป็นระยะสุดท้ายแล้วถึงจะรู้ แค่ระยะเริ่มต้นก็สามารถตรวจเช็กได้แล้ว ส่วนตัวเราเอง เราต้องหมั่นสังเกตร่างกายด้วยว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้วไม่หายบ้างไหม ถ้ามี อย่ารอ ไปหาคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยดูว่าคืออะไรกันแน่ ถ้าเราพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ จะทำให้การรักษาทำได้ง่าย เสียเงินน้อยลง แป๊บเดียวก็หายแล้วครับ อย่างอื่นที่ทำได้ด้วยตัวเองก็คือกินให้ดี ให้ครบ 5 หมู่ นอนให้หลับ ออกกำลังกาย 

“อีกเรื่องผมจะแนะนำทุกคนเสมอจนถึงตอนนี้ คืออยากให้ทุกคนมี Medical Second Opinion หรือความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ ครั้งแรกที่รู้ผล ผมเองยังงงและไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร การมีความคิดเห็นที่สองจะทำให้เรามีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของเราได้มากขึ้นว่าเราอยากรักษาแบบไหน สูตรยาเหมือนกันไหม โดยเราสามารถนำผลเลือดไปศึกษาได้นะครับเป็นสิทธิ์ของเรา และทำให้เรามีความรู้มากขึ้นด้วยครับ เพราะฉะนั้น กลับมาตั้งสติ แล้วค่อยๆ ลำดับว่าเราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง แน่นอนว่าการรักษาจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากครับ แต่ขอให้อดทนแล้วมันจะผ่านไปได้ เมื่อถึงเวลานั้นร่างกายและจิตใจของคุณจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ผมขอเป็นกำลังใจให้และอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเสมอครับ (ยิ้ม)”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศุภชัย เหล่ากุลรักษ์
เพิ่มเติม: www.facebook.com/แรดแล้วรอด 

ปาลิดา คุ้มสุวรรณ์ ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ในเวอร์ชั่นที่แกร่งกว่าเดิม

ปอย-ปาลิดา คุ้มสุวรรณ์ คือนักกายภาพบำบัดปฏิบติการ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน เธอคือเด็กสาววัย 25 ที่กำลังไปได้สวยกับงานที่เธอรักและสนุกกับการใช้ชีวิต กระทั่งพบก้อนเนื้อบริเวณเหนือเข่าขวา แต่เพราะไม่มีอาการอื่นๆ บ่งชี้ เธอแข็งแรงดี จึงคิดว่าคงเพราะการออกกำลังกาย ไม่ได้มองถึงโรคมะเร็งแม้แต่น้อย วิธีการรักษาในเวลานั้นจึงเป็นแนวทางของนักกายภาพบำบัด ทว่าก้อนเนื้อนั้นไม่เล็กลง หลังจากตัดสินใจไปตรวจอย่างละเอียด เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งกระดูก วิธีการรักษาของเธอคือการผ่าตัดเปลี่ยนต้นขาและเข่าเป็นไทเทเนียม ซึ่งระหว่างทางของการรักษาได้เกิดการติดเชื้อบริเวณเหล็ก ปอยจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 9 ครั้ง ซึ่งไม่มีครั้งไหนง่ายสำหรับเธอ พร้อมๆ กับการต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจากการป่วย จากคนที่ไม่อยากแม้แต่เอ่ยคำว่า ‘มะเร็ง’ ความคิดและความรู้สึกของปอยเปลี่ยนไปเพราะความรักของครอบครัว สามี เพื่อนๆ ทีมแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักที่เธอมีต่อตัวเองที่ทำให้เธอกลับมาสู้อีกครั้ง แถมยังตั้งใจมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ให้คำปรึกษา สร้างแรงบันดาลใจ และส่งกำลังใจให้กับผู้ป่วย เราจึงขอพาทุกคนมาทำความรู้จักผู้หญิงแกร่งที่ชื่อปอยคนนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้กัน

ฮาวทูสู้มะเร็ง

“เอาจริงๆ ตอนนั้นปอยแข็งแรงมากเลยนะคะ เพราะเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ พอเจอก้อนที่หัวเข่าขวาเลยไม่คิดว่าจะเป็นมะเร็ง การรักษาในช่วงแรกจึงเป็นการใช้เครื่องมือทางกายภาพบัดบัด เช่น อัลตร้าซาวด์ เครื่องอบความร้อนคลื่นสั้น (Short Wave Diathermy) เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Therapy) และ การประคบร้อน (Hot Pack) มารักษาที่ก้อนนั้น ทำทุกทางเพื่อให้ก้อนยุบลง ช่วงแรกก้อนดูเหมือนจะยุบลง โดยปอยให้เพื่อนที่เป็นแพทย์แผนไทยช่วยตรวจและให้ผู้ช่วยแพทย์แผนไทยนวดให้ด้วย แต่ผ่านไปไม่เกินเดือน เพื่อนแพทย์แผนไทยสังเกตเห็นว่าเหมือนก้อนไม่ยุบลง ปอยตัดสินใจไปพบคุณหมอในโรงพยาบาลที่ปอยทำงานอยู่ พอเห็นฟิล์ม ปอยคิดในใจว่าแจ็กพอตแล้ว”

หลังจากเข้าสู่กระบวนการตรวจอย่างละเอียด เธอพบว่าเป็นมะเร็งกระดูก แต่เชื้อมะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ การรักษาจึงเป็นการผ่าตัดขาข้างขวาเพื่อใส่ไทเทเนียมแทนกระดูกตั้งแต่ขาส่วนบน (Femur) จนถึงหัวเข่า (Knee Joint) ในวันที่ 16 มกราคม 2560 แต่กว่าการรักษาจะมีบทสรุปอย่างที่เล่ามา การประเมินครั้งแรกของแพทย์ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อรักษามะเร็งกระดูกที่ต้องตัดขาก็ทำให้เธอจิตตกอยู่ไม่น้อย โชคยังดีที่แพทย์ยังส่งตัวปอยไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อประเมินทางเลือกของการรักษาแบบอื่นๆ และสุดท้ายเธอไม่โดนตัดขาเหมือนที่กล่าวมาข้างต้น

“ทางบ้านปอยก็ช็อกเหมือนกันโดยเฉพาะคุณแม่ คุณยาย และคุณพ่อ ซึ่งครอบครัวปอยเป็นครอบครัวข้าราชการที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่คุณพ่อให้กำลังใจมาตั้งแต่ต้นว่า “ถ้าจำเป็นต้องตัดขาก็ไม่เป็นไร กลับมาดูแลกิจการไร่ของที่บ้านเราได้นะลูก” ส่วนแฟนปอย (ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงาน) เขาเองก็ช็อกมากเช่นกันและไม่ได้ทิ้งปอยไปไหน แต่ตัวปอยเองยังทำใจไม่ได้ เลยไม่ยอมและลองคุยกับคุณหมอเพื่อมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ต้องตัดขา จนท้ายที่สุดจึงมารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นอกจากนี้ จากการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกโดยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ค่ามะเร็งของปอยมีระดับ low grade จึงไม่ต้องให้คีโมและใช้การผ่าตัดอย่างเดียว แต่ปรากฏว่าหลังผ่าตัด เกรดของมะเร็งกลายเป็น high grade ปอยจึงต้องให้คีโม 5 ครั้ง แต่เพราะได้รับผลกระทบอย่างหนัก พอให้ถึงครั้งที่ 4 คุณหมออีกท่านบอกว่าครบโดสแล้ว ปอยเลยขอคุณหมอทำคีโม 4 ครั้ง เพราะไม่อยากทรมานแล้ว ซึ่งคุณหมอเจ้าของไข้ถามปอยว่า ถ้าไม่ให้ครั้งที่ 5 แล้วมะเร็งกลับมาอีก คุณจะไม่เสียใจใช่ไหม ตอนนั้นปอยมุ่งมั่นมากว่าไม่เสียใจ แต่นั่นคือสิ่งที่ผิดพลาดเพราะปอยควรจะรับคีโม่เนื่องจากจะครอบคลุมมะเร็งได้มากกว่า”

ทุกอย่างดำเนินไปเป็นปกติ จน 2 ปีหลังจากนั้น เธอขับรถมอเตอร์ไซค์จากบ้านพักในโรงพยาบาลเพื่อจะมาที่แผนกกายภาพบำบัดในช่วงหมดเวลาพักเที่ยง จังหวะรถเอียงเธอใช้ขาขวาไปยันไว้ ขาเธอบิดและรู้สึกเจ็บ และช่วงบ่ายเธอดูแลคนไข้ตามปกติ เวลานั้นปอยปวดเข่าแต่ยังพอทนไหวและเลิกงานกลับบ้านพักตามปกติ แต่ในช่วงดึกของคืนนั้นเอง เธอไข้ขึ้นสูง เข่าบวมแดงจนขยับไม่ได้ ปอยทนความเจ็บปวดนั้นอยู่ 5 วันเต็ม จนตัดสินใจไปโรงพยาบาลและพบว่าติดเชื้ออย่างรุนแรง

“ครั้งนั้นเป็นการติดเชื้อครั้งแรกและหนักหน่วงมาก คุณหมอตัดสินใจผ่าตัดคืนนั้นเลยเพื่อล้างแผลข้างในขาทั้งหมด ถึงปอยจะอยู่สายสุขภาพก็จริง แต่เราทำงานในเชิงฟื้นฟู รักษาอาการปวด เราไม่ทราบเลยว่าคนที่ติดเชื้อต้องนอนโรงพยาบาลนาน 6 สัปดาห์ พอหายจากครั้งแรก ปอยพบว่าความยากในการรักษาของปอยคือเรื่องของการติดเชื้อ และการติดเชื้อครั้งที่ 2 และ 3 ก็ตามมา ปอยยังกำลังใจดีอยู่ถึงแม้ร่างกายจะไม่ไหวแล้วก็ตาม ยิ่งพอมาติดเชื้อครั้งหลังๆ เริ่มมีความยากมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะล้างแผลข้างในเหล็กสะอาดแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงเชื้อโรคนั้นยังไม่หมดไปและรอวันที่จะติดเชื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ ทางอาจารย์แพทย์ท่านเลยตัดสินใจเอาเหล็กออกในครั้งที่ 4 ใส่ซีเมนต์ไว้ที่ขาและดามเฝือกรอค่าการติดเชื้อของร่างกายลดลงเป็นปกติ ครั้งที่ 5 เป็นการผ่าตัดเพื่อใส่ไทเทเนียมอันใหม่ โดยใส่ตั้งแต่ต้นขา (Femur) จนถึงเกือบๆ ข้อเท้า (Tibia) ซึ่งการผ่าตัดในครั้งนี้มีการย้ายกล้ามเนื้อน่องขวา (Muscle Flab) มาปิดบริเวณเข่าเพราะจากการผ่าตัดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดพังผืดบริเวณเข่าจนไม่สามารถเย็บปิดได้และเหล็กก็มีขนาดใหญ่ด้วย คุณหมอจึงทำ Skin Graft (การย้ายผิวหนังไปปลูกถ่ายบริเวณอื่น) ไปปิดแทนที่ที่ตัดน่องมา เป็นการรักษาที่ไม่เคยมีความเจ็บปวดใดจะมากกว่านี้อีกแล้ว หลังจากพักจนอาการดีขึ้น ปอยกลับมาทำงานได้ 3 อาทิตย์ ก็พบว่าติดเชื้ออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ภายในเดือนครึ่งปอยโดนผ่าไปอีก 3 ครั้ง เพื่อเข้าไปล้างเหล็กจากการติดเชื้อ ก่อนออกจากโรงพยาบาลพบว่าแผลที่ผ่าตัดไม่ติด จึงส่งไปให้ทางทีม Advance Wound Care ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นผู้ดูแล อาจารย์หมอท่านให้ปอยเข้าเครื่องไฮเปอร์แบริก (Hyperbaric Oxygen Therapy: HBO) เพื่ออัดออกซิเจนแรงดันสูงเข้าไปในเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อในตัวเราทำงานได้ดีขึ้น รักษาแผล ฟื้นฟูเซลล์เม็ดเลือดขาว ลดการอักเสบ และทำให้แผลเล็กลง แต่ก่อนจะถึงวันนัดเพื่อเข้าอุโมงค์ออกซิเจน ระหว่างนั้นปอยขาหักแบบทราบได้ทันทีโดยไม่ต้องเอกซเรย์ ปอยทนรอวันหมอนัดเพื่อที่จะเข้าไปนอนโรงพยาบาลทีเดียว พอถึงวันนัดอาจารย์ท่านทราบเรื่องจึงผ่าตัดดามส่วนหักก่อนแล้วจึงเข้าอุโมงค์ออกซิเจนต่อ เป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและมีอะไรให้เราได้ตื่นเต้นอยู่ตลอด”

สู้…และสู้เท่านั้น

ในวันที่เราได้พูดคุยกับเธอ (20 มกราคม 2566) รุ่งขึ้นเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมกระดูกที่หัก ซึ่งเป็นครั้งที่ 9 ของเธอ เคสของปอยจึงถือว่าเป็นการรักษาที่หนักหน่วง แต่อย่างที่บอก เธอสู้เสมอ เราจึงถามต่อว่าแล้วเธอผ่านความยากตรงนั้นมาได้อย่างไร

“ตอนที่ป่วย ปอยสู้ทุกครั้ง ทำทุกอย่างเต็มที่ ช่วงผ่าตัดครั้งแรกๆ กำลังใจปอยดีมาก รวมถึงร่างกายเราแข็งแรงเลยฟื้นตัวได้ไว แต่พอมารอบหลังๆ ผ่าตัดเสร็จไปทำงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก ปอยเหมือนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ จากปกติที่ปอยชอบไปทำงาน เพราะได้เจอคนคนไข้ เพราะเป็นห่วงคนไข้เนื่องจากคนไข้ชุมชนที่ปอยไปเยี่ยมตามบ้าน พวกเขาไม่ได้มีเงินพอที่จะมาถึงโรงพยาบาล พอปอยไม่ได้ทำงานก็รู้สึกแย่ ขณะที่การรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว เลยยิ่งทำให้เครียดจนไม่อยากทำงาน ไม่อยากไปเจอใคร ปอยโทษตัวเองจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะคิดว่าทำให้พ่อ แม่ และสามีต้องมาลำบาก พอมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น คุณหมอเลยส่งพบจิตแพทย์ ปรากฏว่าปอยมีภาวะซึมเศร้าซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว หลังจากรับยา ปอยดีขึ้น โดยมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ และมีเพื่อนที่ปอยคุยกับเขาได้ทุกอย่างอยู่เคียงข้าง ในจุดดำๆ ที่ปอยเจอยังมีจุดขาวซ่อนอยู่ นั่นคือความรักของพวกเขา ซึ่งทำให้ปอยกลับมาฮึดอีกครั้งว่ายังตายไม่ได้ เราจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขา อีกบุคคลสำคัญที่เป็นคนที่ดึงปอยกลับมาได้จริงๆ คือจิตแพทย์ คุณหมอบอกกับปอยว่า เราไม่ใช่คนผิด ไม่มีใครอยากให้เกิด ถ้าสมมติพ่อแม่ไม่สบาย ปอยพร้อมจะทุ่มเทเหมือนที่เขาทุ่มเทให้ไหม ปอยตอบได้โดยไม่ลังเลเลยว่าทำแน่ จุดนี้เลยทำให้กลับมาย้อนคิดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราลืมไป สามีพูดแบบเดียวกับปอยทุกวัน ใจความเดียวกันเลย แต่ตอนนั้นปอยคิดไม่ได้ จะมีคำบางคำที่จิตแพทย์สามารถดึงตัวเราออกมาได้ ปอยเลยอยากให้คนที่ท้อหรือไม่สบายใจไปพบจิตแพทย์ ไม่จำเป็นต้องรอจนเราเครียดขั้นสุด เพราะอย่างน้อยๆ คุณหมอสามารถทำให้เราเห็นมุมมุมหนึ่งที่อาจยังมองไม่เห็นว่ามีทางออก และบางทีความเครียดความกังวลนั้นไม่ได้มาจากตัวเรา แต่เป็นสารสื่อประสาทในร่างกายเราที่ไม่สมดุลด้วย”

ขอบคุณเธอ ขอบคุณฉัน และมุมมองที่เปลี่ยนไป

“ปอยอยากขอบคุณครอบครัวที่เชื่อมั่นในตัวปอย ที่ยอมเสียสละเวลาและเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลปอย การผ่าตัดใส่เหล็กครั้งแรกปอยจ่ายค่าเหล็กไปประมาณ 4 แสน และการผ่าตัดใส่เหล็กอันใหม่จ่ายอีกประมาณ 8 แสนบาท ไม่รวมค่าแอดมิดแต่ล่ะครั้ง ค่าเดินทางและหลายๆ อย่าง แทนที่จะได้ไปซื้ออะไรต่างๆ ที่พวกเขาอยากได้ แต่กลับต้องมาลงที่ลูก พ่อพูดกับปอยว่า “ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร พ่อขอแค่ให้ลูกมีชีวิตอยู่” ขอบคุณแม่และคุณยายที่รักและดูแลปอยอย่างดี ขอบคุณสามีที่ไม่เคยทิ้งปอยไปไหน รวมทั้งครอบครัวสามีด้วยที่ทุกคนดีกับเรามากๆ ขอบคุณผู้อำนวยการและหัวหน้าที่เข้าใจและช่วยเหลือในเรื่องงาน แพทย์และพยาบาลที่เมตตาปอย ขอบคุณอาจารย์แพทย์และพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าที่ดูแลและเอ็นดูปอยตลอดมา ขอบคุณเพื่อนที่อยู่เป็นเซฟโซนให้ปอยเสมอ ปอยซึ้งใจและขอบคุณจากใจค่ะ

“กับตัวเอง ปอยต้องบอกว่าปอยทนมากเลย ถ้ามองย้อนกลับไป ปอยไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เราสู้มาถึงขนาดนี้ ทั้งความเจ็บปวดจากคีโม การผ่าตัด การทานยา การกายภาพ รวมถึงการเดินทางไปกลับนครสวรรค์-กรุงเทพฯ ปอยอยู่กับความเจ็บปวดมากเกินไปจนทำให้เรามีภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว ปอยอยากกอดตัวเองแน่นๆ แล้วบอกตัวเองว่าแกเก่งมากๆ แล้ว ขอบคุณตัวเองที่ยอมรักษาและอยากมีชีวิตอยู่ต่อ

“แต่ก่อนปอยเป็นคนหัวรั้น ดื้อ และมุทะลุสุดๆ แต่พอเป็นมะเร็งมุมมองของเราเปลี่ยนไป เรื่องบางเรื่องที่เคยเครียดมากๆ ปอยจะมีคำว่า ‘ช่างมัน’ มากขึ้นเยอะ จากคนที่ทำทุกอย่างเร็ว ซึ่งก็ยังเร็ว แต่ความเร็วลดลงเยอะ ถ้าเมื่อก่อนใครเข้าหาปอย ปอยจะมองในแง่ร้ายก่อน แล้วถ้าเขาเข้ามาดี ปอยถึงเปลี่ยนใจยอมรับ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าปอยมองคนในแง่ดีมากขึ้น มองในมุมดีๆ ของเขาแค่นั้นพอ ปอยเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช้ชีวิตโลดโผน แต่ยังเกิดมะเร็งได้ ปอยเลยมองว่าโรคภัยเกิดได้หมดกับทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร หรือในการดูแลคนไข้ เมื่อก่อนคำพูดของเรากับคนไข้จะห้วนๆ ห้าวๆ พอมาเป็นคนไข้เอง เรารู้แล้วว่าสิ่งที่คนไข้ต้องเจอคืออะไร กลายเป็นว่าการแสดงออกทุกอย่างเปลี่ยนไป เข้าอกเข้าใจคนไข้ และเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้มากขึ้น”

จะอยู่เคียงข้างเสมอ

“เป็นมะเร็งไม่ได้เท่ากับว่าต้องตาย บางคนพอทราบว่าเป็นมะเร็งแล้วก็ใจเสีย จากไปก่อนที่จะได้รักษา แต่ทุกวันนี้มะเร็งรักษาได้แล้ว ปอยเองเจอมาหนักมากยังอยู่ได้จนถึงวันนี้ ปอยเลยอยากให้ทุกคนอย่าเพิ่งท้อ การป่วยทำให้ร่างกายของเราไม่เหมือนเดิมก็จริง แต่เรามีทางเลือกในการรักษาที่มากขึ้นและมีตัวช่วยที่ทำให้เราอยู่ได้ใกล้เคียงเดิม ปอยยอมรับเลยว่าการให้คีโมหนักมากสำหรับปอยแต่มันก็ต้องให้เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตรอดของเรา อยากให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นในการรักษา แพทย์ทุกคนมีความเก่งอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าโรคของเราอยู่ระดับไหน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้ได้ มีความสุขกับปัจจุบันไม่ใช่ความสุขกับอดีตหรืออนาคต แล้วครอบครัวคือพลังใจที่ดีของคนไข้ คือกำลังสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคองให้คนไข้มีชีวิตอยู่ต่อ ปอยเลยอยากให้ครอบครัวของคนไข้เข้มแข็งด้วย ที่สำคัญคือการเชื่อมั่นในตัวเราว่ายังมีโอกาสหาย เพื่อนที่ปอยบอกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยของปอย เขาไปเรียนคอร์สจิตวิทยา เขาบอกว่าให้เราคิดเสมอว่าเราหายแล้ว แล้วความคิดจิตใต้สำนึกของเราจะเป็นตัวกำหนดให้เราไปได้ถึงจุดนั้นได้ ปอยทำตามดูและพบว่ามุมมองแบบนี้ทำให้ปอยรู้สึกดีขึ้นมาก ปอยจะต้องผ่าตัดพรุ่งนี้ ตอนนี้ปอยชิลล์มาก ไม่ได้กลัว ไม่ได้กังวลกับการผ่าตัดพรุ่งนี้เลยค่ะ ผ่าก็ผ่า ผ่าเถอะ มันปวดค่ะคุณหมอ

“ตอนนี้ปอยดีขึ้นจนสามารถมาแบ่งปันรื่องราวของปอยให้กับผู้คนได้แล้ว แต่ก่อนปอยไม่อยากคุยเลยนะคะ เพราะเครียด แต่พอมองมุมกลับกัน ปอยเจอในสิ่งที่คนอื่นควรระวัง ยิ่งมะเร็งกระดูกที่พบน้อยในผู้ใหญ่ ส่วนมากจะเกิดในเด็กและไม่แสดงอาการออกมา ไม่มีก้อนหรือว่าอาการปวด ต้องไปดูฟิล์มถึงจะเห็น เพราะฉะนั้น ไกด์ไลน์ก่อนหน้าไม่ได้มีให้เราเห็นมากเท่ามะเร็งชนิดอื่นๆ ในฐานะผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากทุกคนรอบข้างและทำงานด้านสุขภาพด้วย เราควรจะคืนสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปให้สังคมบ้าง ปอยเลยอยากมาแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประสบการณ์ของเราเป็นแนวทางให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้เขาระมัดระวังมากขึ้น ไม่ต้องมาเจอแบบเรา และเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอื่นได้ตระหนักถึงภาวะของคนที่เป็นโรคนี้ รวมถึงสิทธิ์การรักษา หรือขั้นตอนการใช้สิทธิ์ต่างๆ ว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้น ไม่ต้องลังเลนะคะ ติดต่อมาคุยได้เลย ปอยยินดีมากๆ ค่ะ”

ทุกวันนี้ นอกจากงานประจำที่เธอรักในบทบาทนักกายภาพบำบัด ตอนนี้ปอยได้มีงานอดิเรกเพิ่มขึ้น นั่นคือการขายกระเป๋ามือสอง กิจกรรมซึ่งทำให้เธอมีความสุขและไม่ไปจดจ่ออยู่กับโรคหรือสิ่งที่เผชิญอยู่

“เชื่อเถอะค่ะ การที่เรากินอิ่มและนอนหลับได้ นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุดๆ แล้วจริงๆ (ยิ้ม)”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
เพิ่มเติม: www.facebook.com/AkaraPOY6

รศ.ดร.ภก. ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย นักวิทยาศาสตร์ด้านมะเร็ง ชวนสู้มะเร็งด้วยความรู้และความกล้า

หลังจากจบการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ มหาวิยาลัยศิลปากร รศ. ดร.ภก. ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย หรือ อาจารย์บี ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of Illinois และทำงานเป็น postdoc Dana-Farber Cancer Institute/Harvard Medical School ในอเมริกา นอกจากการเป็นอาจารย์เต็มเวลาให้กับภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอาจารย์ประจำศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำด้านมะเร็งและศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านเภสัชวิทยาเชิงระบบแล้ว อาจารย์บีคือนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทางด้านมะเร็ง (Cancer Biologist) ที่สนใจเรื่องกลไกการแบ่งตัวของเซลล์ (Cell Cycle Regulation) มาตั้งแต่ระดับปริญญาเอกจนกระทั่งปัจจุบัน ภายในห้องแลปที่มหาวิทยาลัยมหิดลที่อาจารย์ตั้งขึ้น เป็นการรวมทีมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเพื่อสร้างโมเดลของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพื่อไขปัญหาที่ยังคงเป็นปัญหาของคนไทย โดยมีเป้าหมายคือการสร้างงานวิจัยต้นแบบที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การสร้างหนทางการรักษาและบรรเทาอาการต่างๆ ของโรคให้ได้แบบตรงจุด กับปลายทางคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไข้ ไปฟังอาจารย์เล่าเรื่องอะไรต่างๆ เหล่านี้กัน 

โครงการวิจัยเพื่อคนไทย 

“ผมมีความสนใจในเรื่องมะเร็งมากครับ ในแง่ที่ว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ขณะที่พวกเรายังมีความรู้น้อยอยู่ ถ้าเราสามารถเข้าใจมะเร็งได้ เราจะเข้าใจเซลล์ปกติ รวมถึงการทำงานของร่างกายของเราได้ด้วย นี่จึงเป็นมุมที่น่าสนใจมากสำหรับผมเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องมะเร็งและธรรมชาติของมัน ในอีกมุมหนึ่ง เพราะมะเร็งเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งโอกาสในการรักษามะเร็งหรือทำให้คนไข้หายจากโรคมีเพียง 50/50 หรือบางที่ 60/40 นั่นหมายความว่านักวิทยาศาสตร์มีช่องว่างอีกเยอะที่ต้องเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ คุณค่าของงานวิจัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับโดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นประเทศซื้อเทคโนโลยี เราเรียนรู้ เราอ่านตำรา เราเข้าร่วมประชุมที่ส่วนมากเป็นวิทยาการซึ่งทำการวิเคราะห์ วิจัย หรือสร้างมาจากต่างชาติ แล้วเรานำมาใช้ นั่นทำให้เราดูแลคนไข้ไทยได้ดีพอสมควรครับ แต่ผมอยากจะชี้ว่ายังมีปัญหาและโรคบางอย่างที่เกิดเฉพาะกับคนไทยจริงๆ เช่น มะเร็งท่อน้ำดี ทำให้ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติยังไม่สามารถครอบคลุมและแก้ปัญหาได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราไม่สามารถดูแลคนไทยได้อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าเราควรมีนักวิจัยที่ทุ่มเทให้กับปัญหาของคนไทยให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ประโยชน์กับคนไทยโดยตรง และผมอยากมาทำหน้าที่ตรงนี้

“ผมว่างานนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เหมือนเรากำลังปีนรั้วโดยที่คนในสังคมซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลักเราขึ้นไปเพื่อให้เราโผล่พ้นรั้วไปดูว่าข้างนอกรั้วสูงนั้นมีอะไรที่อันตรายอะไรจะเข้ามาบ้าง หรือมีสิ่งดีๆ อะไรอยู่บ้าง และเรามีทางเลือกที่จะให้อันตรายไม่มาถึงตัวหรือต่อสู้ได้ไหม โดยหน้าที่ของเราคือการทำวิจัยออกมาให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นเพื่อมาบอกว่ามีสิ่งที่กำลังแย่กำลังจะมานะ ทางออกของเราคือให้เลือกหนึ่ง สอง สาม สังคมเราจะเอาอย่างไรกันดี โดยมีรัฐและสังคมที่จะให้ทุนทรัพย์ รวมถึงกำลังใจ ผมคิดว่านี่เป็นงานที่มีเกียรติ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาชีพที่คนรู้จักมากนัก

“ตั้งแต่ผมย้ายกลับมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน สิ่งที่ผมและทีมนักวิจัยทำคือเราเริ่มวางพื้นฐานการวิจัยเกี่ยวกับชนิดมะเร็งที่คนไทยเป็นกันเยอะ แล้วต่างชาติไม่ค่อยเป็นกัน เป็นลักษณะของการค้นคว้าเพื่อตามหาข้อมูลที่ยังขาดหายไป เราตั้งใจว่าถ้ามีมะเร็งหลายๆ อย่างที่ได้รับการดูแลดี มียาที่ดี เราอยากจะทำให้เกิดขึ้นกับชนิดของมะเร็งที่คนไทยเป็นกันเยอะ อย่างเช่นมะเร็งท่อน้ำดีอย่างที่บอก ซึ่งเป็นมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตประมาณ 6,000-10,000 คนต่อปี ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะและมีคนไทยเป็นโรคนี้มากที่สุดในโลก ผมคิดว่าเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคอีสานไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เป็นผู้ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง และเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐานะ ขณะที่คนตะวันตกเป็นกันน้อย ฉะนั้นมะเร็งชนิดนี้จึงไม่มีข้อมูลเท่าที่ควร รวมทั้งบริษัทยาไม่ได้ทุ่มเทเงินมาตรงนี้เพราะว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เป็นประเทศที่มีงบประมาณในการซื้อยามากเท่าไหร่ ผมจึงคิดว่าเป็นอะไรที่เราต้องเน้นและเข้าไปทำ นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทำกันมาตลอดนะครับ ทั้งเรื่องของพื้นฐานว่าทำไมมะเร็งชนิดนี้จึงร้ายแรงนัก การกระจายตัว ภาวะไหนที่ร้ายแรง ไปจนถึงการศึกษาพฤติกรรมบางอย่าง เช่นว่า ทำไมจึงดื้อกับคีโม การหาจุดอ่อนของเจ้ามะเร็งตัวนี้ และแม้มะเร็งชนิดนี้จะดูน่ากลัว แต่มันก็มีจุดอ่อนเหมือนกับทุกมะเร็ง นอกจากนี้ เรายังนำเสนอผลงานไปจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจับคู่ยาให้เข้ากับมะเร็งท่อน้ำดี เพราะเดิมทีเขาคิดว่าถ้าคนเป็นมะเร็งท่อน้ำดีก็จะเป็นเหมือนกันหมด แต่เมื่อเราศึกษารายละเอียดและเข้าใจเรื่องธรรมชาติของมันแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเราสามารถจัดแบ่งชนิดได้ตามพฤติกรรมหรือลักษณะบางอย่าง พอแยกกรุ๊ปได้ งานต่อไปคือเราสามารถทดลองได้ว่ายาอะไรที่จะมีประสิทธิภาพกับมะเร็งแต่ละชนิดย่อยๆ นั้นได้

“หนึ่งในผลงานที่เราทำสำเร็จไปได้อีกระดับหนึ่งคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เราพบว่ามะเร็งท่อน้ำดีบางส่วนสามารถตอบสนองกับยาต้านมะเร็งเต้านมได้ ซึ่งเป็นแนวที่เราได้เผยแพร่ออกไป มีการทดสอบในขั้นคลินิกนั่นคือการทดสอบในคนกันอยู่ ซึ่งปัจจุบันเรายังคงศึกษาและค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในเฟสต่างๆ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากพอสำหรับนำไปใช้กับคนไข้  ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและวงการแพทย์ในอนาคต”

ขาดทุนคือกำไร

“ปัญหาที่วงการแพทย์กำลังเผชิญ อันดับที่หนึ่งคือประเทศของเราเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดได้ เราต้องอาศัยการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน กำลังคน หรือโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการทำงานวิจัย เพื่อสร้างงานที่จะเป็นต้นแบบให้มากขึ้น ถ้ามองดูจะเหมือนกับการลงทุนทิ้งไปประมาณ 10 ปีเลย แต่หลังจากนั้นเราจะมีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถออกมาทำประโยชน์แก่สังคม แล้วสังคมเราจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความรู้ ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของผู้ป่วยมะเร็งได้อีกเยอะเลยครับ แล้วงานที่เป็นต้นแบบที่คนไทยทำขึ้นเองจะสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมายเพื่อพวกเราจริงๆ 

“ต้องบอกอย่างนี้ว่างานที่วิจัยและการทำในสิ่งที่ต่อยอดเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนไข้มันจะมีค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า เพราะจะมีเพียงบางงานวิจัยหรือบางส่วนของงานเท่านั้นที่เราสามารถนำมาใช้ได้จริงๆ ในจุดนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่านี่คือธรรมชาติของการทำงานตรงนี้ ที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณได้ดีที่สุดสำหรับประเทศเล็กๆ แบบเรา คือเราพยายามที่จะทำให้พื้นฐานแคบและหัวกว้างมาตลอด ซึ่งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง หากต้องการที่จะพัฒนาต้องลงทุนให้มากเพื่อทำให้มีงานวิจัยพื้นฐานมากตามมาด้วย ปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์บ้านเราก็เหมือนกับพีระมิดที่ฐานกว้าง แล้วจะเกิดคนหรืองานที่อยู่บนยอดพีระมิดเพียงไม่กี่คนและไม่กี่งานที่สามารถนำมาใช้กับสาธารณะได้ ผมคิดว่าเราต้องทำให้ฐานกว้างขึ้น ให้มีงานวิจัยเยอะๆ เพื่อให้เราได้เลือกชิ้นที่ดีและเหมาะที่สุดได้ง่ายขึ้นเพื่อจะนำไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริงๆ”

นวัตกรรมแห่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง 

“นวัตกรรมที่จะเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง อย่างแรกซึ่งสำคัญมาก คือนวัตกรรมเกี่ยวกับ ‘Early Detection’ หรือ ‘การคัดกรองรวดเร็ว’ ถ้าขยายความคือเวลาเราบอกว่าเป็นมะเร็งระยะต้น ก้อนมะเร็งประมาณสัก 1 เซนติเมตร แต่ใน 1 เซนติเมตรนี้มีเซลล์มะเร็งเกือบ 100 ล้านเซลล์แล้วนะครับ ปัจจุบันถ้าจะวินิจฉัยมะเร็งก็ต้องรอให้มะเร็งมีขนาดประมาณหนึ่งที่จะเห็นได้ ก็ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร คุณเห็นมันประมาณนี้แหละ แต่ในทางชีววิทยามันไม่ใช่ระยะแรกเริ่มแล้ว ฉะนั้น ‘Early Detection Technology’ (เทคโนโลยีการค้นหาผู้ป่วยในระยะแรก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ‘Liquid Biopsy’ ที่ใช้ตรวจดูร่องรอยของเศษมะเร็งว่ามีหรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจ DNA ของเซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระแสเลือด จะทำให้เราไม่จำเป็นต้องไปเอ็กซเรย์ดูทุกครั้ง 

สอง ราคาที่ถูกลงของการถอดรหัสจีโนม (Genome) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถจัดตะกร้าของคนไข้ให้เป็นตะกร้าหรือกลุ่มย่อยๆ ได้มากขึ้น โดยส่งผลให้การจัดยาที่เหมาะในแต่ละตะกร้าสามารถทำได้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าการแพทย์แม่นยำ ทำให้สามารถใช้ยามุ่งเป้าได้ ซึ่งเมื่อราคายาและเทคโนโลยีถูกลงจะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นด้วย 

สาม เรื่องของการติดตามมะเร็งแบบ real time เช่น หากคุณมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากกว่าคนอื่นๆ หรือเคยเป็นมะเร็งมาแล้ว เราสามารถมอนิเตอร์ได้ว่าตอนนี้มะเร็งเป็นอย่างไร ขึ้น-ลงอย่างไร ยาที่ให้ไปได้ผลดี-ไม่ดี โดยไม่จำเป็นต้องไปรอหลายๆ เดือนแล้วไปตรวจครั้งหนึ่งแบบในปัจจุบัน ในมุมตรงนี้จะเป็นมุมที่สามารถทำให้เราเข้าใจมะเร็งได้มากขึ้น เห็นภาพของเซลล์ของมันว่าทำอะไร เหมือนเรารู้เขา รู้เรา และรู้ได้เร็วมากขึ้น ลำพังแค่นี้ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นอีกเยอะเลย นี่เป็นนวัตกรรมในระยะอันใกล้ที่กำลังจะเกิดในช่วง 5 ปีต่อจากนี้

ส่วนระยะไกล 5 ปีขึ้นไป สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือเทคโนโลยีด้าน Single Cell Study โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดหนึ่งที่เกี่ยวกับมะเร็งคือ เรามักคิดกันว่า ถ้าเราใส่ยา ทุกเซลล์จะตายหมด แต่เซลล์มะเร็งมีวิวัฒนาการ อยู่ไปๆ เซลล์จะเริ่มแตกกิ่งก้านออกไป ฉะนั้น ไม่แปลกที่เราจะพบว่าเวลาเราใส่ยาแล้วทำไมเซลล์ถึงยุบไปเยอะ แต่ก็ยังเหลือบางเซลล์ที่ยังไม่ตายและกลับมาเป็นอีกในเวลาอันสั้น ฉะนั้น เทคโนโลยีที่ศึกษา Single Cell เราจะสามารถดูการธรรมชาติของเซลล์เลยว่ามีความเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน ในอนาคต เราต้องคำนึงถึงปัจจัยของความหลากหลายว่ามีมากน้อยแค่ไหนด้วย ซึ่งการจัดยาก็ต้องพิจารณาจากข้อมูลตรงนี้ด้วย แต่เวลานี้ยังไม่มี จึงทำให้การให้ยาบางอย่างไม่ได้ผลครับ”

สู้ด้วยข้อมูลและความกล้าหาญ

“มีคนเคยเปรียบเทียบงานของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเป็นงานปิดทองหลังพระ เพราะงานวิจัยไม่ได้ออกไปตูมตามได้แบบว่า ‘วันนี้เราต่อขาคนได้ 3 คน หรือผ่าตัดหัวใจสำเร็จไป 5 รายนะ’ แต่งานวิจัยเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้ภาพของคำว่า ‘มะเร็ง’ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย สิ่งที่เราทำอาจดูเหมือนช้าและไม่สามารถอธิบายให้คนเข้าใจได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่จะเข้าไปกำจัดต้นตอของปัญหาด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ผมเชื่อเสมอว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ในแต่ละวันมันหมุนโลกไปข้างหน้าเสมอ จากโอกาสของการรักษาที่ 50/50 ผมเชื่อว่าจะต้องดีขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลขแบบก้าวกระโดด เช่น สัก 10 ปีผ่านไป อาจจะเพิ่มเป็น 55/45 แต่มันจะดีขึ้นแน่ สำหรับตัวผม การได้ทำหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยด้านมะเร็งคือความภูมิใจและเป็นชีวิตที่คุ้มค่า เพราะบ้านเรายังขาดความรู้ในส่วนนี้อยู่มาก การได้ทำงานตรงนี้ ผมและทีมนักวิจัยน่าจะสามารถสร้างอิมแพ็คอะไรได้อีกเยอะ ถ้าผมยังอยู่ที่อเมริกาผมอาจจะเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทำอะไรยิ่งใหญ่ได้ก็จริง แต่อาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่สามารถไปก่อประโยชน์แบบที่ผู้ที่ได้รับอาจจะเป็นเพื่อน ญาติพี่น้อง ครอบครัว คนในซอยบ้านเรา คนในจังหวัดเดียวกับเราได้

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกทุกๆ คนในเวลานี้คือ ความรวดเร็วและความทุ่มเทของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในเรื่องของการศึกษามะเร็งนั้นมีสิ่งใหม่ๆ ที่เราเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น มะเร็งปอด มะเร็งในทางเดินอาหาร หรือมะเร็งในเลือด ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โอกาสของการรักษาแทบไม่มี แต่ถ้ามาดูในปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยมะเร็งทั้ง 3 ชนิดนี้ดีขึ้นมาก มะเร็งบางชนิดที่แต่เดิมต้องรักษาด้วยคีโมเปลี่ยนก็มาใช้ยาแคปซูลซึ่งผู้ป่วยสามารถทานอยู่กับบ้านโดยไม่ต้องใช้คีโม ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ และมีชีวิตอยู่ได้มากกว่า 20 ปีก็มีให้เห็นอยู่ หรือมะเร็งเต้านมในเวลานี้ที่มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปี (Five Year Survival) อยู่ที่ 90% ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาซึ่งไม่เคยมีมาก่อน 

“แม้การรักษามะเร็งไม่ใช่เรื่องง่ายและซับซ้อนกว่าที่เราคิด แต่อยากให้ทุกคนรับรู้และมั่นใจเสมอว่านักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานอย่างหนัก เรามีมันสมองของคนที่เก่งมาช่วยกันทำ แม้จะขับเคลื่อนไปได้อย่างช้าๆ แต่ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีในการรักษาจะดีขึ้นแน่นอน ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราจะให้ความรู้คน เพื่อให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับเรื่องน่ากลัวโดยไม่ต้องปิดตา สู้ด้วยความกล้าหาญ ด้วยการให้ข้อมูล การเป็นมะเร็งไม่ใช่ความโชคร้าย ผมคิดว่าหมดเวลาแล้วที่เราจะสู้แบบกล้าๆ กลัวๆ เราต้องสู้เต็มที่ ผมอยากให้กำลังใจทุกคน และพวกผมทำงานอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

ซูเปอร์มัมแฝดคนละฝาผู้ส่งพลังบวกผ่านเพจ ‘แฝดมะเร็งสวย รวยความสุข’

‘แฝดมะเร็งสวย รวยความสุข’ ก่อตั้งขึ้นโดยแฝดคนละฝาที่มีชื่อพ้องเสียงกัน เกิดปีเดียวกัน มีเรื่องราวชีวิตหลายอย่างคล้ายกัน และบังเอิญได้รู้จักจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่าง กิ๊ก (อรณัฐ สุวรรณกาญจน์) และ กิ๊ฟท์ (ฐิตารีย์ เถรกุล) ทั้งคู่ตั้งใจสร้างเพจดังกล่าวเพื่อเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเธอกับการเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยพื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์การรักษาเท่านั้น แต่กิ๊กและกิ๊ฟท์อยากให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ผู้อ่านตื่นตัวกับโรคและหันมาดูแลตัวเอง พร้อมๆ ไปกับการส่งต่อแรงบันดาลใจ กำลังใจ และเป็นที่พักใจให้กับผู้ป่วยที่เจอเรื่องราวคล้ายกันแบบพวกเธอ 

กิ๊กคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่พบก้อนมะเร็งในวัย 29 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่เธอตั้งท้องลูกคนแรก ช่วงเวลาที่ชีวิตครอบครัวกำลังจะสมบูรณ์และความสุขกำลังมาถึง จนกระทั่งเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ที่เธอเริ่มมีอาการปวดขา ยิ่งนานวัน อาการปวดก็มีมากขึ้นจนเริ่มเดินไม่ไหว อาการเดินไม่ได้เฉียบพลันก่อนคลอดที่คุณหมอหวังว่าจะดีขึ้นแต่หลังคลอดกลับยังไม่หาย ซึ่งเป็นความผิดปกติที่คุณหมอไม่ปล่อยผ่าน จึงส่งตัวเธอเข้าเครื่องสแกนเพื่อตรวจเช็กร่างกายทั้งหมดจนทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายจากเต้านมไปยังตับและกระดูกทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการหักของกระดูกข้อสะโพก รวมถึงกระดูกสันหลังที่แหว่งไปเลยบางข้อ กิ๊กได้รับการผ่าตัดด่วนเพื่อเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ให้เธอสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง และถูกตัวส่งไปฉายแสงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งบริเวณกระดูกต่อทันที โดยเธอได้รับคีโมเพื่อรักษาในขั้นถัดไป แม้ปัจจุบัน ก้อนที่เต้านมจะหายไปแล้ว แต่เซลล์มะเร็งทั่วร่างกายไม่ได้หายไปด้วย เธอจึงต้องให้ยาพุ่งเป้าต่อทุกๆ 3 อาทิตย์ มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว และทุกวันนี้กิ๊กใช้ชีวิตร่วมกับพี่มะเร็งอย่างมีความสุข

สำหรับกิ๊ฟท์ เธอพบกับก้อนแข็งที่เต้านมตั้งแต่อายุ 15 แต่เพราะยังเด็กเธอจึงไม่ได้สงสัยอะไร เมื่อเริ่มทำงานจึงได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นซีสส์ กระทั่งเวลาล่วงเลยมาเกือบ 20 ปี ก้อนเนื้อก้อนนั้นยังคงเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดาๆ จนเธอเริ่มตั้งครรภ์ลูกสาวคนแรกได้เพียง 3 เดือน ก้อนเนื้อที่ว่านี้ได้เปลี่ยนไปเป็นมะเร็งและโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เธอตัดสินใจเลือกลูกเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในชีวิต จึงปฏิเสธการรักษาทั้งหมดจนวันที่เธอได้คลอดเด็กลูกครึ่งน่ารักและแข็งแรง ผลตรวจชิ้นเนื้อระบุว่าเธอเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายไปที่ตับและกระดูก แม้กระบวนการรักษาจะแสนหนักหน่วงและไม่มีกำหนด ซึ่งดำเนินคู่ขนานไปกับบทบาทของการเป็นแม่ แต่เธอยังคงเข้มแข็ง กล้าหาญ และเด็ดเดี่ยว ทว่าไม่เคยเดียวดายเพราะเธอมีครอบครัวและเพื่อนอย่างกิ๊กคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ไปฟังกิ๊กและกิ๊ฟท์เล่าเรื่องราวของพวกเธอ ทั้งโรคมะเร็ง การต่อสู้ ความรัก ความหวัง และมิตรภาพกัน

อุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน

กิ๊ก: หากย้อนเวลากลับไป โมเม้นต์ยากที่สุดสำหรับกิ๊กคือหลังจากรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เพราะกิ๊กคลอดลูกปุ๊บ ก็ทราบว่าเป็นมะเร็งทันที ฉะนั้นมันจะเป็นอารมณ์ว่า ฉันเพิ่งเดินพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์แล้วมีคนผลักเราลงมา เรากำลังมีความสุข ลูกเราเกิดมาแข็งแรง ร่างกายครบ 32 จะได้เลี้ยงลูกแล้ว พอรู้ว่าต้องแยกกับลูกเพื่อไปรักษา กลายเป็นว่าช่วงที่ดาวน์คือช่วงที่รู้ข่าวเพราะว่ามีลูกมาเป็นปัจจัยสำคัญ 

กิ๊ฟท์: กิ๊ฟท์พบก้อนเนื้อที่โตเร็วมากตั้งแต่ตอนท้อง ซึ่งตอนนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าไม่น่าใช่ก้อนปกติ ก็เตรียมใจมาระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้เตรียมใจว่าจะเป็นมะเร็งระยะ 4 นะคะ เพราะด้วยรูปลักษณ์ของก้อนเนื้อมันแย่มาก พอคลอดลูกเสร็จ วันที่หมอสแกนและฟันธงว่ากิ๊ฟท์เป็นมะเร็งระยะที่ 4 นะ มันเหมือนกับว่าเราแทบไม่มีเวลานับ 0 1 2 3 เลย พอรู้เราเป็นขั้นที่ 4 ไปเสียแล้ว กิ๊ฟท์ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งตอนที่ลูกเพิ่งเกิดซึ่งเหมือนกับกิ๊กเลย ทันทีที่รู้ สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาคือแล้วเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน จะได้เห็นการเติบโตของลูกไหม กว่าจะผ่านช่วงเวลาตรงนั้นมาได้มันเหมือนฝันร้ายมากเลยค่ะ กิ๊ฟท์รู้สึกดาวน์อีกช่วงคือตอนให้คีโมตลอด 2 ปีของการรักษาที่ไม่เคยหยุดคีโมเลย รวมถึงการใช้ยาอย่างเอนเฮอร์ทู (Enhertu) ซึ่งน่าจะเป็นยาในอนาคตของประเทศไทย กิ๊ฟท์ได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาเยอะมากแบบที่ไปทำให้กระจกตามีรอยและตาฟางจนมองไม่เห็น ถือเป็นช่วงหินที่เรานั่งร้องไห้ทุกวันเพราะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตาไม่มองเห็นแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุดก็ว่าได้ค่ะ

เพราะ ‘ลูก’ คือกำลังใจ

กิ๊ก: เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งกิ๊กกับลูกต้องแยกกันทันที ลูกกลับบ้าน ส่วนกิ๊กไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวอยู่ 1 เดือน ตอนนั้นเราคิดไปต่างๆ นานาว่าแล้วลูกจะอยู่อย่างไร ใครจะเลี้ยง แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากได้อ่านบทความของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ว่าลูกต้องมีแม่ เพราะแม่คือบุคคลที่สำคัญที่สุด นั่นเป็นเหมือนสิ่งเรียกสติตัวเองกลับ ดังนั้น การสู้ต่อคือหนทางเดียวที่เราจะได้เจอกับลูกและได้ดูแลเขา ไม่ว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน ณ ตอนนั้น กิ๊กจึงอดทนเพื่อให้ตัวเองออกจากโรงพยาบาลและกลับไปหาลูกได้ สุดท้ายกิ๊กก็ทำสำเร็จ ได้เจอลูก ลูกเราน่ารักมาก กิ๊กบอกตัวเองว่าเราต้องอยู่ต่อ จะต้องสู้กับทุกการรักษาเพื่อให้อยู่กับเขาให้ได้นานที่สุด 

กิ๊ฟท์: ชีวิตของกิ๊ฟท์เรียกว่าประสบความสำเร็จเกือบทุกอย่าง เราพอใจกับสิ่งที่เราเป็นทุกๆ ทาง แต่ลูกคือสิ่งที่เราเพิ่งเริ่มต้นและเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นความรับผิดชอบของแม่คนหนึ่งที่เราให้กำเนิดเขามา เหมือนเราอยากขอช่วงเวลาหนึ่งให้ได้เลี้ยงเด็กคนนี้ ให้น้องมีแนวทางในการเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพและเป็นคนดีของสังคมคนหนึ่งก่อนได้ไหม ทุกๆ ครั้งก่อนจะไปรับคีโม กิ๊ฟท์จะมองหน้าลูก กอดลูก เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างน้อยๆ น้องคือกำลังใจสำคัญที่ทำให้เราอยากอยู่ต่อ เป็นคำตอบให้กิ๊ฟท์ว่าเราจะสู้และอยู่เพื่ออะไร สำหรับเราทั้งคู่ เราจะสู้เพื่อลูกและเราจะมีชีวิตต่อเพื่อเขาให้ได้ ไม่ว่าเราจะเหน็ดเหนื่อยหรือว่าเจออะไรที่หนักหนาแค่ไหนพวกเราสัญญากับตัวเองว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด

เตรียมตัวตายกลับกลายเป็นความสุข

กิ๊ก: กิ๊กเคยคิดว่ามะเร็งเป็นเรื่องไกลตัวมาก ถึงมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง แต่ก็เป็นรุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งไม่มีใครเป็นมะเร็งเต้านม แล้วอยู่ดีๆ มาเกิดกับเรา ซึ่งอายุยังไม่มาก ความคิดของกิ๊กต่อมะเร็งในตอนแรกคือถ้าเป็นต้องรักษายากแน่ๆ เป็นแล้วอย่างไรก็ต้องตาย แต่พอโรคนี้มาเกิดขึ้นกับตัวเอง ความคิดจึงเปลี่ยนไปว่า จริงๆ แล้วมะเร็งเกิดได้กับทุกคนและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด ยิ่งเรามีประสบการณ์เองกิ๊กพบกว่าการรักษามะเร็งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีมาก บางทีมะเร็งระยะ 4 หรือมะเร็งระยะสุดท้ายที่คนพูดกันไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งภาพตอนให้คีโมที่เราเคยจินตนาการว่าจะต้องทำให้เราอาเจียนหนัก หรือทานอะไรไม่ได้แน่ๆ แต่เอาเข้าจริงเมื่อเราเข้ารับการรักษา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผลข้างเคียงยังมีอยู่ แต่ไม่ได้รุนแรงขนาดที่เราคิดไว้ ดังนั้น มุมมองต่อโรคจึงเปลี่ยนไปว่ามะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ กิ๊กไม่อยากให้คนกลัวไปเสียก่อนว่านี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิต

กิ๊ฟท์: สำหรับกิ๊ฟท์ก็ไม่ต่างกับกิ๊กนะคะ มุมมองและทัศนคติทั้งก่อนและหลังการเป็นมะเร็งคือเหมือนกันเป๊ะ แต่ของกิ๊ฟท์ เราเป็นคนยอมรับความจริงและจะดูว่าต้องปรับทัศนคติอย่างไรให้อยู่กับความจริงให้ได้มากที่สุด ทุกคนบอกว่าการให้คีโมทรมานนะ แต่กิ๊ฟท์จะไม่เอาประสบการณ์คนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง เพราะพื้นฐานของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวตัวเราเจอแล้วค่อยว่ากัน จนกระทั่งกิ๊ฟท์พบว่ามะเร็งไม่ได้เป็นโรคที่เป็นแล้วคุณต้องตายพรุ่งนี้ แต่เป็นโรคที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับความเป็นจริงว่า แม้ไม่ใช่โรคที่สามารถหายขาดได้ 100% แต่มะเร็งคือโรคเรื้อรังโรคหนึ่งไม่ต่างจากโรคเบาหวานหรือความดันที่เราสามารถเข้ารับการรักษาซึ่งปัจจุบันทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก ที่สำคัญคือเราใช้ชีวิตแบบปกติสุขได้ กิ๊ฟท์ยอมรับความจริงว่าเราอาจไม่ได้อยู่จนแก่ กิ๊ฟท์พูดกับกิ๊กเสมอว่าเรา 2 คนจะไม่มีโอกาสคนเป็นหนังเหี่ยวนะ เพราะว่าเราเป็นมะเร็งระยะ 4 แล้ว พวกเรายอมรับความจริงว่ามันไม่หาย เราแค่มองว่าอีก 3, 4 หรือ 5 ปีข้างหน้า เราพร้อมที่จะไปอย่างไร เราเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง กิ๊ฟท์วางแผนว่าจะเก็บวิดีโอให้ลูกอย่างไร จะพูดกับลูกไว้ว่าอย่างไรว่าหม่าม้าทำอะไรอยู่ อยากจะสั่งสอนเขาแบบไหน พูดง่ายๆ คือเราเตรียมความพร้อมไว้เสมอ พยายามจัดแจงเพื่อให้เมื่อวันที่เราไม่ได้อยู่แล้ว เราจะไม่มีห่วง

กิ๊ก: เห็นด้วยมาก พอเป็นมะเร็งเราก็กลัวตายแหละ แต่ว่าเราทำใจได้กับการที่ว่าเราไม่ได้อยู่ยืนยาว เราไม่มีทางหนังเหี่ยวอย่างที่กิ๊ฟท์บอก กิ๊กมีโอกาสคุยกับนักจิตวิทยา ซึ่งเขาแนะนำให้เรานึกว่า หากเราตาย เราห่วงอะไร แล้วมองย้อนกลับมา ถ้าเราห่วงลูก เราห่วงเรื่องอะไรบ้าง เขามีโรงเรียนและการเงินพร้อมไหม เขาจะมีคนสั่งสอนหรือเปล่า รวมถึงสามีที่กิ๊กก็ห่วงว่าเขาจะอยู่คนเดียวได้ไหม เหมือนกับเรามานั่งดูปัญหา แล้วเราค่อยๆ แก้ไปทีละเปราะ การที่เรารู้ว่าเราเป็นมะเร็ง แล้วรู้ว่าตัวเองน่าจะไม่ได้อยู่จนแก่เฒ่า กลายเป็นว่าเรามีเวลาในการเตรียมพร้อมเพื่อไปถึงความตายได้อย่างมีความสุข มะเร็งทำให้มุมมองการใช้ชีวิตกิ๊กเปลี่ยนไป ถ้าในวัยทำงานแบบเรา หลายคนคงอยากเติบโตในสายงานที่ทำ แต่กลายเป็นว่ากิ๊กไม่ได้มองถึงจุดนั้นแล้ว ขอแค่ได้ทำงานทุกวันอย่างมีคุณภาพ ใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากับเวลาที่ยังหายใจอยู่ 

กิ๊ฟท์: มันเหมือนการ stay strong อยู่บนความพอดี พวกเรายืนอยู่บนความเข้มแข็งที่มันพอดี จะไม่มานั่งตั้งคำถามว่า ถ้าฉันอย่างนั้น ถ้าฉันอย่างนี้ แต่เราจะอยู่กับตอนนี้เดี๋ยวนี้ อยากทำอะไรเราจะไม่รอวันพรุ่งนี้ แต่จะทำเลยเดี๋ยวนี้ รู้ไหม แค่กิ๊ฟท์เห็นใบไม้พลิ้ว นั่นคือความสุขแล้วนะ เหมือนเป็นโมเม้นท์เล็กๆ ที่เราได้เห็นความงามบางอย่างรอบๆ ตัวอะไรแบบนั้นเลย 

เครดิต: เพจ มะเร็งสวย รวยความสุข

สร้างพื้นที่พักใจ

กิ๊ฟท์: หลังจากที่กิ๊ฟท์ปรับจูนตัวเองได้แล้ว สิ่งแรกที่พูดกับตัวเองคือการเจ็บป่วยของกิ๊ฟท์จะต้องมีประโยชน์ ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราจะต้องสร้างแรงบันดาลใจด้านใดด้านหนึ่งให้กับคน กิ๊ฟท์อยู่อเมริกา หากเรามีโอกาสได้เป็นหนูทดลองให้กับบริษัทยาไหน กิ๊ฟท์จะเอาหมด ซึ่งเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่คิดว่าอย่างน้อยๆ อีกหลายชีวิตข้างหน้าที่เขาจะเรียนรู้จากชีวิตเราได้ เขาจะได้ยาที่ดีขึ้น ในขณะที่หนึ่งชีวิตกำลังต่อสู้และกำลังจะจากไป แต่สามารถทำประโยชน์ให้กับอีกหลายๆ ชีวิตในอนาคตข้างหน้าได้นะ 

เพจแฟดมะเร็งสวยรวยความสุขเริ่มมาจากตัวกิ๊ฟท์ที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 4  แล้วตัวเองอยู่ที่อเมริกา ไม่ได้มีเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยด้วยกันในไทย เพราะระยะของโรคที่ทำให้กิ๊ฟท์อยากใช้ชีวิตที่เหลือให้มีคุณค่ากับคนอื่น เลยตั้งเพจของตัวเองขึ้นมาก่อน เพราะคิดว่าเคสของเราสามารถเป็นตัวอย่างหรืออาจเป็นแนวทางให้กับคนอื่นได้ ซึ่งในเพจกิ๊ฟท์เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นว่าตัวเองเป็นใคร เป็นมะเร็งได้อย่างไร และเลือกรักษาด้วยวิธีไหน แล้วเรื่องของกิ๊ฟท์ดันไปคล้ายกับเรื่องราวของกิ๊ก ทั้งชื่อที่คล้ายกัน อายุเท่ากัน ประเภทและระยะของมะเร็งเหมือนกัน พวกเราคลอดลูกเสร็จ ก็เริ่มรักษามะเร็งในวันถัดมาเลยเหมือนกัน

กิ๊ก: พอกิ๊กอ่านสิ่งที่กิ๊ฟท์เขียนเลยคอมเมนท์ไป แล้วกิ๊ฟท์ก็หลังไมค์กลับมา ได้คุยกัน แล้วกลายเป็นว่าเราคลิ๊กกันมาก เพราะมีความคิดและทัศนคติต่อโลกคล้ายกัน ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะทำเพจหรอกค่ะ แค่อยากจะแชร์เรื่องตัวเองเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น แล้วกิ๊กไม่ได้มีความมั่นใจในการทำเพจอยู่แล้วเพราะไม่ได้เป็นคนเขียนเก่ง เลยชวนกิ๊ฟท์มาทำด้วยกัน เพราะเห็นกิ๊ฟท์เขามีเพจของตัวเอง เคยเขียนนั่นนี่  

กลายเป็นว่าบทความแรกที่แชร์เรื่องราวการเจอมะเร็งของเราทั้งคู่ทำให้ผู้อ่าน รวมถึงคนใกล้ตัวกลับมาตระหนักว่ามะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราจะต้องเฝ้าระวังแล้วนะว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย จริงๆ แค่นี้ก็มีประโยชน์แล้วสำหรับพวกเรา 

การพูดคุยระหว่างคนป่วยเหมือนกัน แล้วเรารู้ว่าคำว่าการเจ็บตับ เจ็บปอด เจ็บหน้าอกเป็นอย่างไร เหมือนกับว่าคนป่วยคนอื่นๆ เมื่อได้มาคุยกับพวกเราทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่อยู่ร่วมทางที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างเข้าใจ แล้วเรายังสามารถให้คำแนะนำได้ว่า ลองถามคุณหมอว่ามียาตัวนี้ไหม หรือคนไข้บางคนกลัวการรักษาบางอย่างที่เรามีประสบการณ์มาก่อน เราจะบอกเขาได้ว่าไม่ต้องกลัวนะคะ เบากว่าการคลอดลูกอีก สบายๆ ชิวๆ ซึ่งเวลาพวกเราให้คำปรึกษา 100% พวกเราจะตอบบนความจริงเสมอว่าเดี๋ยวคุณหมอจะให้ยาตัวนี้แล้วเราจะดีขึ้นนะ หรือยาตัวนี้จะมีผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง เวลาที่เราได้ฟีดแบคมาว่า “ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ เขามีความคิดต่อมะเร็งเปลี่ยนไปแล้ว เขามีความรู้สึกที่ดีขึ้น ตอนนี้เขาจัดการแบบนี้แล้วกับลูกของเขาได้แล้ว” นี่เป็นสิ่งที่ทำให้กิ๊กสุขใจว่าเราได้ทำประโยชน์บางอย่างกับคนอื่นแล้ว มันแปลกมากเลย แต่ก่อนกิ๊กโฟกัสกับการทำชีวิตของเราให้ดี แต่กลายเป็นว่าพอเป็นมะเร็ง เรารู้ว่ามันยากลำบาก เป็นโรคที่น่ากลัว เรามีความกังวลมากมาย ทำให้เรารู้สึกว่า โอเคเราผ่านมาถึงจุดๆ หนึ่งมาได้แล้ว เราสามารถให้คำแนะนำคนอื่นได้ก็ควรจะทำ เราอยากช่วยคนอื่นเพราะว่าประสบการณ์ที่เรามีมันมีค่ามาก และสามารถส่งต่อเพื่อเป็นแนวทางให้คนอื่นได้  ก็เลยอยากจะส่งต่อเยอะๆ 

กิ๊ฟท์: เรา 2 คนอยากจะส่งต่อพลังบวกให้กับคนไข้หลายๆ คน เพราะคนไข้ส่วนหนึ่งพอได้ยินคำว่าเป็นมะเร็ง โลกเขาเปลี่ยนไปทั้งใบเลยนะคะ บางทีอาการป่วยอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อเสียกำลังใจกลายเป็นว่าป่วยหนักกว่าระยะท้ายๆ เรา 2 คนจึงอยากจะแชร์เรื่องราวว่าเราเจอกับอะไรมาบ้าง เรามีมุมมองต่อโรคอย่างไร และอยากจะเป็นกำลังใจ รวมทั้งให้เพจนี้เป็นคล้ายๆ กับพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้ 

กิ๊ก-อรณัฐ สุวรรณกาญจน์ (ซ้าย) และ กิ๊ฟท์-ฐิตารีย์ เถรกุล (ขวา)

จากคนแปลกหน้าสู่เพื่อนรัก

กิ๊ก: เป็นความรู้สึกที่แปลกมากกับการได้คุยกับคนๆ หนึ่ง ซึ่งไม่เคยเจอหน้า แค่คุยผ่านเสียงกันอย่างเดียว แต่รู้สึกว่าเราโคตรเป็นห่วงเขา รักเขา และอยากให้เขามีชีวิตที่ดี กิ๊ฟท์ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่แฟน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันมาก่อน แต่กิ๊กรู้สึกว่าเขาคือเพื่อนตาย แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่ได้บอกว่าฉันรักแกนะบ่อยๆ แต่กิ๊กเชื่อว่าเขารับรู้ได้ว่ากิ๊กรักเขามากและอยากให้เขาเจอทางรักษาที่เหมาะกับตัวเอง สามารถควบคุมโรคได้ และไปถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ได้ เอาจริงๆ สิ่งที่คนป่วยมะเร็งต้องการคือความรัก การที่เราพูดว่าฉันรักแกนะ มีคนที่รักแกอยู่เยอะ แค่นี้เราก็รู้สึกว่าเรามีแรงสู้กับโรคแล้วสำหรับกิ๊กนะคะ 

กิ๊ฟท์: กิ๊ฟท์ภาวนาอยู่เสมอว่าให้กิ๊กอยู่กับยาที่เขาได้ทุกวันนี้ไปได้ตลอด ไม่อยากให้เขาต้องมาเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ แบบเรา อย่างที่บอกเรา 2 คนเหมือนฝาแฝด ความสัมพันธ์ของเรา 2 คนเป็นความรักที่ถ้าเราอยากเห็นลูกเราประสบความสำเร็จอย่างไร เราก็อยากให้เขาได้เห็นลูกเขาประสบความสำเร็จแบบนั้น เป็นความรักที่อยากให้เขามีชีวิตได้อยู่ดูแลกันทั้งลูกและสามีได้ ในวันที่กิ๊ฟท์รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวจนท้อมากๆ และได้คุยกับกิ๊ก มันเหมือนว่าเรายังมีคนๆ หนึ่งคอนเป็นกำลังเสริมที่ทั้งเข้าใจ ทั้งคอยสร้างกำลังใจ และให้คำแนะนำต่างๆ คงเป็นความรู้สึกของความรักที่เกิดจากความเข้าใจกันจริงๆ ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่คือความรักบริสุทธิ์แบบที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ต่อกันเลย เป็นความรักที่ไม่สามารถอธิบายมาเป็นตัวหนังสือได้จริงๆ ค่ะ

คุณค่าของชีวิตที่ได้มาจากการ ‘ขอบคุณ’  

กิ๊ฟท์: กิ๊ฟท์ผ่านการทำคีโมมาเยอะมาก ทำให้ร่างกายเปลี่ยนมาเป็นอีกแบบหนึ่งเลย แต่กิ๊ฟท์จะบอกตัวเองเสมอว่า เธอกล้าหาญและเข้มแข็งมาก ถ้าพูดอะไรกับตัวเองก็คงจะบอกว่า ขอบคุณที่เข้มแข็งในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยล้มเลิกว่าไม่ไหว ไม่เอา ไม่รักษาแล้ว ขอบคุณตัวเองที่มองเห็นคุณค่าในชีวิตเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเจออะไรแย่ขนาดไหน  ขอบคุณใจตัวเองและภูมิใจในตัวเองมากว่าเรารับตัวเองได้ทุกอย่าง ก้าวผ่านทุกความยากอย่างมีความสุข ให้กำลังใจตัวเองได้โดยไม่ต้องร้องขอจากใคร แล้วก็บอกกับตัวเองว่าดีแล้วที่มะเร็งมาเกิดกับเรา เพราะว่าเรามีวิธีในการจัดการจิตใจของเราได้ดีมากในระดับหนึ่ง กิ๊ฟท์ขอบคุณตัวเองทุกวันที่ยังมีโอกาสได้หายใจและสามารถมองสิ่งสวยงามบนโลกใบนี้ได้อยู่

กิ๊ก: มีผู้ป่วยหลายๆ คนที่ถ้าเขายังทำใจเรื่องที่เขาเป็นมะเร็งไม่ได้ เขาจะดาวน์ไปเลย ไม่สามารถดึงตัวเองกลับมาได้เลย กิ๊กจึงขอบคุณที่ตัวเองไม่จมกับความทุกข์มากเกินไปและสามารถดึงตัวเองกลับมาได้ เราภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าทำได้ดีแล้วและควรจะทำดีต่อไป กิ๊กไม่อยากย้อนเวลากลับไป ไม่อยากแก้ไขอะไรทั้งนั้น สิ่งที่ตัวเองทำมาคือดีที่สุดแล้วค่ะ 

อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ  

กิ๊ฟท์: หากจะแนะนำ คงจะอยากให้ทุกคนยอมรับความจริงก่อนว่าเราเป็นอะไร พยายามจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง ลองตั้งเป้าหมายว่าเราจะรักษาแบบไหน จะต่อสู้กับแนวทางการรักษาที่เลือกนี้เพื่ออะไร อยากมีลมหายใจต่อไปเพื่อใคร แล้วหากเราจะมีลมหายต่อไป ความสุขของเราคืออะไร การตั้งเป้ามาบางอย่างทำให้เรามีจุดหมายว่าเราตื่นขึ้นมาเพื่อหาคุณหมอ ไปรับคีโม เราทำไปเพื่ออะไร เมื่อเราสามารถตั้งช่วงเวลาของเราได้ว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ก้าวต่อไปเราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายทางเพราะเรามีจุดหมายที่จะไปให้ถึง

กิ๊ก: ก่อนที่เราจะมีเป้าหมาย กิ๊กเชื่อว่าทุกคนจะต้องผ่านความรู้สึกท้อหรือว่าจิตตก กิ๊กกับกิ๊ฟท์จะพูดเสมอว่าจิตตกได้เลยค่ะ อยากร้องไห้ร้องเลย กิ๊กจะไม่พูดว่า ‘ไม่ต้องร้องแล้ว’ มันโอเคมากๆ ที่คุณจะตอบรับทุกความรู้สึกของตัวเอง ถ้าตอนนี้รู้สึกเศร้า คุณเศร้าได้เต็มที่ ร้องไห้ได้เลย เมื่อเราเสียใจไปสุดทางแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณรู้สึกดีขึ้นเอง เพราะฉะนั้น คำแนะนำของกิ๊กคือถ้าใครยังอยู่ในช่วงช็อก อยากร้องไห้ รับไม่ได้ ปล่อยความรู้สึกทุกอย่างที่มีออกมาให้หมด แต่ว่าไม่ควรอยู่คนเดียวนะคะ อย่างน้อยจะต้องมีคนที่คุณรู้สึกไว้ใจ คนที่พร้อมรับฟังทุกอย่าง คนที่จะไปร้องไห้กับคุณอยู่ด้วยสักคน แล้วร้องไห้กับเขา เอาให้หมด จะร้องกี่วันทำไปเลย จนเมื่อถึงจุดที่คุณรู้สึกดีขึ้น คุณจะเริ่มคิดได้ คุณจะเริ่มมีเป้าหมายอย่างที่กิ๊ฟท์บอก วันนั้นแหละคุณจะจัดการชีวิตในขั้นต่อไปได้ และพวกเราทั้งสองคนจะเป็นกำลังใจให้อีกหนึ่งแรงค่ะ 

(หมายเหตุ: คุณกิ๊ฟท์ ฐิตารีย์ เถรกุล ได้จากไปดาวดวงใหม่อย่างสงบเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2566)

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
เพิ่มเติม: แฝดมะเร็งสวย รวยความสุข

คุยกับ ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ ผู้ดูแลผู้ป่วยก็ต้องเทคแคร์ตัวเองเช่นกัน

การต่อสู้กับโรคภัย ไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตาม เรามักมองว่าผู้ป่วยคือบุคคลผู้เดียวที่ต้องฝ่าฟันกับความเจ็บปวดทางกายและความอ่อนล้าทางใจ ทว่า ในเส้นทางสายเดียวกันนี้ ‘Caregiver’ หรือ ‘ผู้ดูแล’ มักถูกหลงลืมทั้งๆ ที่พวกเขาต่างมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองและอยู่เคียงข้างผู้ป่วยกระทั่งพบกับความสำเร็จของการรักษา ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอย่างเช่นโรคมะเร็งที่ส่วนใหญ่แล้วจำเป็นจะต้องพึ่งพาผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา ทำให้หน้าที่ของเพื่อนร่วมทางคนนี้เป็นงานที่เหนื่อย หนัก ใช้เวลามาก อีกทั้งก่อให้เกิดความเครียดและกังวลได้ง่ายๆ 

วันนี้ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ หมอบัว – ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ถึงเรื่องราวของการดูแลคุณแม่ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา หน้าที่ที่คุณหมอไม่เคยมองว่าเป็นภาระ แต่คือความสุขใจที่ได้ดูแลและปลอบโยนบุคคลอันเป็นที่รักให้ดีที่สุดและใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างรู้คุณค่า พร้อมๆ ไปกับการส่งต่อความรู้และประสบการณ์เรื่องการดูแลผู้ป่วยผ่านเพจ ‘สู้สิแม่ ก็แค่มะเร็ง’ ที่เธอสร้างขึ้นจนกลายเป็นชุมชนเล็กๆ แต่อบอุ่นเพื่อให้กำลังใจกลุ่มผู้ดูแลเช่นเธอ 

ความท้าทายที่แตกต่าง

เดือนกันยายน ปี 2556 หลังจากที่คุณแม่ของหมอบัวตรวจสุขภาพประจำปีพบความผิดปกติที่ปอด และได้ตรวจเพิ่มเติมจนพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งมีก้อนที่ปอดข้างละ 1 ก้อน และมีจุดเล็กๆ กระจายอยู่ที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง แต่ยังไม่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเมื่อแรกพบ แม้เวลานั้นเริ่มมียามุ่งเป้าแล้ว แต่การที่จะใช้ยามุ่งเป้าได้หรือไม่จะต้องมีการตรวจยีนส์กลายพันธุ์  โดยการตรวจชิ้นเนื้อที่ปอดและรอผลประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา คุณหมอเจ้าของไข้จึงแนะนำให้เริ่มการรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อให้ทันท่วงที หลังจากรักษาด้วยวิธีดังกล่าวไป 3 ครั้ง โรคของคุณแม่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ก็เป็นเวลาเดียวกันกับผลตรวจของชิ้นเนื้อออกมาโดยระบุว่ามียีนส์กลายพันธุ์ ทำให้คุณแม่ได้รักษาต่อด้วยยามุ่งเป้าตัวแรกอยู่ 13 เดือน ทว่าก้อนมะเร็งเริ่มใหญ่ขึ้น ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นยามุ่งเป้าตัวที่ 2 และรักษาด้วยวิธีดังกล่าวอยู่ 23 เดือน กระทั่งตุลาคมปี 2559 เมื่อเซลล์มะเร็งไม่ตอบสนองกับยามุ่งเป้าดังกล่าว คุณแม่จึงต้องไปตรวจชิ้นเนื้อที่ปอดเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในครั้งใหม่ และพบว่ามีการกลายพันธุ์ในแบบที่สามารถทานยามุ่งเป้าตัวที่ 3 ได้ นี่จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เกิดขึ้นซึ่งถูกใช้ในการรักษามาจนถึงทุกวันนี้ 

“สำหรับยามุ่งเป้าตัวที่ 3 ถือว่าการตอบสนองต่อยาอยู่ในระดับดี แม้ก้อนมะเร็งไม่ได้ยุบลงและยังเหลือก้อนหลักๆ ที่ปอดซ้ายขวาข้างละก้อน แต่ส่วนที่กระจายตัวเล็กๆ ที่ชายปอดนั้นหายหมด เมื่อเข้าสู่ปี 2562 คุณหมอจึงใช้วิธี ‘ฉายรังสีร่วมพิกัด’ เพิ่มเติมที่ปอด ซึ่งเมื่อมีการติดตามผล เซลล์มะเร็งได้มีกระจายเป็นจุดเล็กๆ 2 จุดไปที่สมองราวๆ เดือนเมษายน ปี 2563 แต่เป็นการกระจายน้อยมาก จึงได้ทำการฉายรังสีในแบบเดียวกันที่สมอง จนปัจจุบัน โรคมะเร็งของคุณแม่นิ่งแล้ว ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 10 ของการรักษาแล้วค่ะ   

“ถ้าถามเรื่องความยาก คงต้องแบ่งเป็นความยากในส่วนของผู้ป่วยกับผู้ดูแล สำหรับคุณแม่ เปรียบเทียบการรักษาก็เหมือนกับคลื่น บางช่วงคลื่นสงบ บางช่วงเป็นคลื่นลูกใหญ่ เช่น ช่วงที่ให้เคมีบำบัดและการทานยามุ่งเป้า ท่านต้องต่อสู้กับอาการข้างเคียงหลายๆ อย่าง รวมทั้งการรักษาโรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่ยาวนาน ทำให้ต้องเผชิญทั้งอาการของตัวโรคเองและเรื่องของการรักษา อีกทั้งเมื่อร่างกายผ่านการรักษามานาน ประกอบกับอายุที่มากขึ้น ความยากถัดมาคือความร่วงโรยและเปลี่ยนแปลงของวัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ตลอดทางถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณแม่เลย 

“การให้กำลังใจคุณแม่ หมอจะไม่ใช่สไตล์ใช้คำพูดปลอบประโลม แต่จะเป็นลักษณะคุยกันเพื่อให้ท่านเข้าใจข้อเท็จจริงว่าเราน่าจะไปกันในทิศทางไหน หมอคิดว่าถ้าท่านรู้ว่าเรามีความตั้งใจ มีความรอบรู้ ซึ่งหมอไม่ได้รู้ทุกเรื่องนะคะ แต่เรื่องไหนที่ไม่รู้ เราจะพยายามไปค้นคว้า ไปเสาะหามาให้ รวมถึงการพาคุณแม่ไปหาหมอได้สม่ำเสมอ สามารถจัดการทุกเรื่องให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ติดขัด มีความหวัง ความพร้อม หมอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนการสร้างกำลังใจ ทำให้ท่านรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ยุ่งยากจนเกินไป ถึงแม้การรักษาจะยาวนานต่อเนื่องก็ตาม

“ในส่วนของผู้ดูแล โดยรวมจะเป็นเรื่องของการจัดการว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่นที่สุด ซึ่งความยากของผู้ดูแลคงจะเป็นเรื่องการประคองตัวเอง ยิ่งถ้าเป็นผู้ดูแลซึ่งอยู่ในวัยทำงานที่ต้องทำงานไปด้วยและจัดการเรื่องการดูแลผู้ป่วยไปพร้อมๆ กัน เรายิ่งต้องประคองตัวว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองอยู่ในภาวะ burn-out หรือหมดไฟ สำหรับหมอ เรื่อง burn-out จะมาเป็นพักๆ ที่สำคัญคือตัวเราไม่ได้อยู่ในวัยที่มีเรื่องให้ burn-out แค่เรื่องเดียว เรามีทั้งเรื่องการดูแลคุณแม่ การทำงาน สุขภาพของตัวเอง หมอจึงพยายามเช็คตัวเองตลอดว่าตอนนี้เราโอเคไหม เหนื่อยไปหรือเปล่า ถ้าพบว่าอารมณ์เริ่มไม่มั่นคง จะบอกตัวเองว่าให้พักได้แล้ว นอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยแก้ไขกันไป หรือจะคุยกับเพื่อนสนิท รวมถึงถ้ามีปัญหาอะไรที่คิดไม่ออกแล้ว หมอจะขอความช่วยเหลือจากคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เพื่อให้ปัญหาที่เจออยู่เบาบางลงค่ะ”

ชุมชนแห่งการแบ่งปันและส่งต่อกำลังใจ

ด้วยหมอบัวต้องไปเฝ้าคุณแม่ให้เคมีบำบัดซึ่งใช้เวลาพอสมควรในแต่ละครั้งที่ไปโรงพยาบาล เมื่อมีเวลาว่างยาวๆ จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเราสามารถใช้เวลาที่มีตรงนั้นจดบันทึกและบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้รับ โดยที่สามารถให้ความรู้คนอื่นไปได้ด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ดี 

“ในเวลานั้น ความรู้เรื่องมะเร็งปอดยังมีไม่มากและไม่ได้เข้าถึงง่ายเหมือนทุกวันนี้ เรียกว่าความรู้หลายๆ อย่างอยู่ในวงจำกัด หรือบางครั้งข้อแนะนำของคุณหมอ เช่น คุณหมอให้ทานอาหารที่มีไข่ขาว หมอเองไม่ใช่เป็นคนทำกับข้าว ยังคิดหนักเลยค่ะว่าเราจะทำอย่างไรดี และต้องไปหาข้อมูลอยู่เหมือนกัน หมอเลยคิดว่าถ้าเราสามารถสร้างช่องทางที่เชื่อมโยงความรู้สู่คนไข้ ผู้ดูแล และคนทั่วไปได้คงดีไม่น้อย นั่นจึงเป็นที่มาของเพจ ‘สู้สิแม่ ก็แค่มะเร็ง’  

“ช่วงแรกๆ หมอมีหนังสือเมนูไข่ขาว เขียนโดย แม่ชีอรวสุ นพพรรค์ ซึ่งใครที่ต้องการหมอจะจัดส่งเล่มหนังสือทางไปรษณีย์ให้ฟรีทั่วประเทศไทย ตอนนี้แจกไปหมดแล้ว รวมทั้งยังมี ‘คู่มือจริงหรือไม่มะเร็งปอดไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด 2020’ และ ‘คู่มืออาการข้างเคียงจากการใช้ยารักษามะเร็งปอดแบบมุ่งเป้า’ ซึ่งจัดทำโดยหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี แจกทั้งรูปแบบเล่มและไฟล์ซึ่งยังแจกอยู่จนถึงปัจจุบัน

“นอกจากความรู้เรื่องโรคมะเร็ง การรักษา คำแนะนำ และการดูแลผู้ป่วยที่หมอมีประสบการณ์ตรงแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่หมออยากสื่อสารคือแง่มุมของผู้ดูแลว่าพวกเรามีบทบาทอย่างไร มีเรื่องใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น ‘ผู้ดูแลซึ่งต้องมีภาระผู้ดูแล’ ที่ประชาชนทั่วๆ ไปยังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมลูกน้องต้องลางานทั้งวันเพื่อพาคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล เพื่อนอาจไม่เข้าใจว่าจะช่วยเหลือเพื่อนที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลคนในครอบครัวที่เจ็บป่วยได้อย่างไร หมอจึงพยายามเน้นย้ำ ไม่ว่าจะเป็นในเพจหรือว่าในการเสวนาต่างๆ ที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานว่า ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญมากในการที่จะทำให้การรักษาเป็นไปในรูปแบบไหน มีผู้ดูแลมากมายที่ไม่เลือกรักษาแบบแผนปัจจุบันเพราะความไม่รู้ ความกลัว จึงเลือกพาผู้ป่วยไปแสวงรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งทำให้เสียเวลาและโอกาสไป ประเด็นดังกล่าวทำให้เห็นว่าผู้ดูแลมีบทบาทอย่างมาก ฉะนั้น ตัวเพจจึงมุ่งที่จะให้ความรู้กับผู้ดูแลด้วยเพื่อให้พวกเขามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะจริงๆ เวลาคุณหมอเจ้าของไข้แนะนำอะไร เช่น “เรื่องของการรักษา หมอจะผ่าตัดและให้เคมีบำบัด ไม่ต้องกลัวนะ” คนไข้อาจจะรู้สึกว่าที่หมอบอกไม่ต้องกลัวเพราะหมอหรือคุณพ่อคุณแม่ของหมอไม่ได้ป่วยนี่นา แต่การทำเพจนี้ขึ้น หมอไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเยอะ เพราะสิ่งที่เรานำเสนอเป็นประสบการณ์จากตัวหมอจริงๆ ที่ท้ายที่สุดมันจะหนักแน่นขึ้นไปเอง เพราะคนจะได้เห็นว่าหมอมุ่งมั่นกับการรักษาและติดตามผลอาการของคุณแม่อย่างต่อเนื่องขนาดไหน หมอตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่ให้ท่านเข้ารับการรักษาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้ลังเลหรือรีรอ รวมทั้งเคมีบำบัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และเป็นทางเลือกที่หมอเลือกในการรักษาคุณแม่ของตัวเอง เพราะฉะนั้นหมอจึงไม่อยากให้ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลกลัวที่จะเข้ารับการรักษา ไม่อยากให้ปล่อยเวลาล่วงเลยจนสายเกินไป ซึ่งถ้าทำได้ตามเป้าหมายนี้ได้หมอถือว่าเพจบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว แต่ปรากฏว่ามีคนมาดูเยอะ จึงทำให้หมอได้เผยแพร่ความรู้ไปมากพอสมควรจนเกิดชุมชนที่น่ารักแห่งนี้ขึ้น”  

เมื่อโรคเปลี่ยนโลก

“ต้องอธิบายอย่างนี้ค่ะว่า ความรู้กับมุมมองของหมออยู่แยกกัน ในแง่ของความรู้ หมอรู้ว่าคุณแม่เป็นมะเร็ง อยู่ในระยะที่เท่าไหร่ การรักษาต้องดำเนินไปอย่างไร แต่ในส่วนของมุมมอง หมอไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ถามว่าตอนที่รู้ว่าคุณแม่เป็นมะเร็งตกใจหรือกลัวไหม หมอตกใจ ซึ่งในความเป็นหมอไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างจะง่ายไปเสียทั้งหมด อาจจะง่ายในแง่ที่ว่าเราเข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ เราค้นคว้าเป็น แต่ว่าหมอไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็ง เรายังต้องหาความรู้และทำความเข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง รวมไปถึงต้องกลับมาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้เหมือนมนุษย์ปกติ เช่น มะเร็งระยะที่ 4 ที่คุณแม่เป็นจะไม่หายนะ แต่ว่าหมอมีมุมมองบางอย่างที่อาจจะต่างจากคนอื่นบ้าง เช่น โรคไม่หายแต่เราสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ มีอัตราการรอดชีวิตที่มากขึ้นได้ หรือในฐานะที่เป็นหมอเวชศาสตร์ครอบครัว ปกติหมอจะต้องดูแลทั้งผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวว่าควรจะมีบทบาทอย่างไร ควรจะจัดสรรเวลาอย่างไร เราจึงมองออกว่าผู้ดูแลจะสามารถช่วยผู้ป่วยอย่างไรให้มีความต่อเนื่องและมีความเป็นองค์รวมในการที่จะดูแลเขาได้ 

“สิ่งที่เปลี่ยนไป คงต้องบอกว่าหมอมองอะไรต่างๆ รอบตัวได้ลึกซึ้งและเข้าใจมากขึ้น อย่างตอนตรวจรักษา หมอเห็นลูกๆ พาคุณพ่อคุณแม่มาหา แล้วขอให้หมอช่วยนัดวันที่ไม่ใช่เป็นวันทำงานของเขาได้ไหม หรือบางทีคนไข้เล่าให้ฟังว่าต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เดินทางจากอยุธยาเพื่อไปรักษาที่โรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนเราจะเข้าใจเขาในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมาเป็นผู้ดูแล ได้อยู่ในจุดเดียวกัน นั่นทำให้เรารู้สึกลึกซึ้งและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น 

“การมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งทำให้หมอเข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏจักรและเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนต้องเผชิญ แต่ว่าในแต่ละขั้นตอน เราจะทำอย่างไรให้ผ่านพ้นไปอย่างดีที่สุด เมื่อก่อนหมอไม่ได้เข้มงวดกับตัวเองมากนัก คิดแค่ว่าเดี๋ยวเราถึงสเต็ปไหน ก็เผชิญกันไปตามสเต็ปนั้นแหละ แต่เมื่อได้ดูแลคุณแม่ หมอจึงใช้ชีวิตอย่างระวังมากขึ้น รู้สึกว่าเราต้องใช้ชีวิตให้ดี ต้องดูแลสุขภาพให้ดี บางเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ ก็หลีกเลี่ยงเถอะ อย่านอนดึกมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่าขี้เกียจ หรือโรคใดๆ ที่สามารถป้องกันได้ เราก็ควรจะทำ แต่หากเราหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นโรคอะไรสักอย่างขึ้นมาแล้ว การตระเตรียมในเบื้องต้นจะทำให้ทุกๆ อย่างผ่อนคลายลงได้ 

“หมอยังพบว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเป็นผู้ดูแล คือตัวเองมีความสุขง่ายและสุขกับสิ่งใกล้ตัวได้มากขึ้น เป็นความสุขที่ไม่ซับซ้อน แค่ได้ทานของอร่อย นอนหลับ เล่นกีฬา วิ่ง ปั่นจักรยาน ก็สุขแล้ว ถ้าชีวิตจะต้องไปผูกติดว่าความสุขของฉันคือการไปช็อปปิ้งต่างประเทศเท่านั้น ป่านนี้หมอคงระทมทุกข์ เลยรู้สึกว่าเรื่องหนึ่งที่ผู้ดูแลสามารถปรับมุมมองได้คือการแสวงหาความสุขจากเรื่องง่ายๆ อาศัยเก็บเกี่ยวความสุขย่อยๆ ในแต่ละวัน เจ้ามะเร็งนี่ยังทำให้หมอคิดไปไกลแบบสเกลโลกเลยนะคะ อย่างคุณแม่เป็นมะเร็งปอด หมอจึงไม่อยากให้ใครสูบบุหรี่ เพราะมันหนักหนาสาหัสมากจริงๆ อยากปลูกต้นไม้เยอะๆ ให้สิ่งแวดล้อมดีๆ ไม่มีมลพิษ การที่แม่เป็นมะเร็งปอดทำให้เราคิดถึงคนอื่นมากขึ้นเยอะเลยค่ะ”

บัญญัติหลายประการกับภารกิจดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง

“สำหรับคำแนะนำกับผู้ดูแลด้วยกัน จากประสบการณ์ที่หมอดูแลคุณแม่มาจนถึงทุกวันนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่าหากคุณต้องรับมือกับมะเร็ง คุณต้องไม่กลัวจนเกินไป ส่วนใหญ่เวลาพูดถึงมะเร็งปุ๊บ คนมักจินตนาการถึงความตาย คิดไปไกลแล้วว่าคงอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่เดือน แต่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีพัฒนาการที่ดีและมีหนทางรักษามากมายอย่างทุกวันนี้ที่ทำให้การรักษามะเร็งไม่ได้ยากจนเกินไปแล้ว ทัศนคติของผู้ป่วยและผู้ดูแลจำเป็นต้องเปลี่ยนไปด้วยว่าการดูแลรักษาโรคดังกล่าวไม่ต่างไปจากโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่อยู่กันได้ยาวๆ แล้ว หากนึกถึงใครไม่ออก นึกถึงคุณแม่หมอบัวก็ได้

“เรื่องที่สอง มะเร็งเป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นโรคที่มีแนวโน้มที่เราจะต้องอยู่กับผู้ป่วยแบบยาวๆ อย่างที่บอก ผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัวมีความพร้อมแค่ไหน ข้อหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ก่อนที่จะดูแลคนอื่นได้ เราจะต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อน อย่าลืมตรวจสุขภาพตัวเองบ้าง ในงานวิจัยต่างๆ หรือการสำรวจที่พบโดยส่วนใหญ่ ผู้ดูแลแทบจะไม่มีเวลาในการจัดการสุขภาพของตัวเองเลย เช่น ไม่ได้ตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ได้ตรวจสุขภาพฟัน เพราะต้องวุ่นอยู่กับการดูแลผู้ป่วย การจัดการงานของตัวเอง ที่อยู่อาศัย กิจวัตรประจำวันของคนไข้ เพราะฉะนั้น หมอจึงเน้นย้ำว่าผู้ดูแลจะต้องไม่ละเลยเรื่องสุขภาพของตัวเอง

“นอกจากนี้ หมออยากให้เราดูแลกันด้วยความรู้ ความรัก และความเข้าใจ การดูแลด้วยความรู้คือเข้าให้ถูกช่องทาง เสาะแสวงหาให้ถูกทาง สอบถามจากคุณหมอและผู้มีประสบการณ์ ส่วนความรักและความเข้าใจหมายถึงสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ดูแลกับผู้ป่วย คุยกันให้เข้าใจว่าเราจะเดินหน้ากันไปอย่างไร ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการมีความหวังและให้กำลังใจกันและกันเสมอ ถ้าจะไปต่อแบบยาวๆ 

“มีคนมาถามหมอเยอะเลยว่าดูแลคุณแม่มากว่า 9 ปีแล้ว ทำได้อย่างไร หมอมักจะบอกเขาเป็น motto ไว้ 4 ข้อ คือ 1) ตั้งสติให้เร็ว 2) ปรับตัวให้ทัน 3) อดทนให้นาน และ 4) จัดการให้ดี ตั้งสติคือเวลาคุณหมอวินิจฉัยและแจ้งให้เราทราบ อย่างกรณีของคุณแม่ของหมอ ท่านอึ้งไปเลยนะคะหลังจากได้ยินคำว่ามะเร็ง ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย เพราะฉะนั้นคนที่ต้องตั้งสติให้เร็วคือผู้ดูแล จัดการความเครียดของตัวเองให้ดี เมื่อดึงสติกลับมาได้แล้ว เราจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ จากนั้นคือการปรับตัวให้ทัน เพราะคนไข้จะปรับตัวทันไม่ทัน เราต้องปรับตัวก่อน อย่างหมอเมื่อรู้ว่าคุณแม่ต้องเข้ารับการรักษา เราต้องมาเช็กว่าจะต้องไปนอนโรงพยาบาลกี่วัน แล้วจึงวางแผนและจัดการหน้าที่การงานให้เสร็จสิ้น จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะต้องทำ อะไรต้องให้คนอื่นช่วย ต้องบอก มีปัญหาอะไรต้องปรึกษาคนที่ปรึกษาได้ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท สำหรับความอดทน เมื่อมะเร็งเข้ามาในชีวิตของคนที่เรารัก แน่นอนชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนไป เรื่องบางเรื่องอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคิดหรือวางแผนไว้ เราอาจจะต้องเสียสละในหลายๆ เรื่อง ทั้งเวลาที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสม โอกาสในชีวิต การเงินที่อาจจะต้องประหยัดมากขึ้น เรื่องงานที่อาจจะต้องลดงานที่ไม่จำเป็นลง หรือความสัมพันธ์ที่บางคนมีครอบครัวเป็นของตัวเองต้องพูดคุยให้เข้าใจกัน ในจุดนี้ความอดทนจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านช่วงยากๆ ในชีวิตไปได้ แต่หากวันใดที่ถึงจุดที่จะทนไม่ไหวและต้องการความช่วยเหลือ อย่ารีรอที่จะร้องขอ ลองดูว่ามีใครไหมที่สามารถช่วยเราในเรื่องนั้นๆ ได้บ้าง 

“จริงๆ ในหลักการของเวชศาสตร์ครอบครัวที่หมอทำงานอยู่ เราจะต้องดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลควบคู่กันไป แต่ว่าในโลกของความเป็นจริง ผู้ดูแลมักถูกลืม เพราะคนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับผู้ป่วยว่า “เก่งจังเลยที่รอดชีวิตจากมะเร็งได้” เราจะอยากรู้ว่าตัวผู้ป่วยเก่งอย่างไร คุณหมอผู้รักษาเก่งอย่างไร หรือใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อะไร แต่ว่าผู้ดูแลคือคนที่อยู่ข้างหลังเสมอในทุกๆ การเดินทางเลยนะคะ หมอไม่ได้พูดเพราะว่าตัวเองเป็นผู้ดูแลนะ เพียงแต่ว่าหมอเชื่อว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาสมควรได้รับกำลังใจและเห็นคุณค่าเช่นกัน หมอจึงอยากขอบคุณมากๆ ที่ให้โอกาสหมอได้มีพื้นที่ในการช่วยเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ดูแลค่ะ (ยิ้ม)”

  • แพทย์ในดวงใจ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในโครงการแพทย์ในดวงใจ ๗๗ จังหวัด โดย แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2562
  • แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดีเด่นด้านบริการ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ 2562
  • คนดีศรีปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมเวชกรรมสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2564

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: กำพล วชิระอัศกร 

นพ.วิษณุ โล่ห์สิริวัฒน์ กับเป้าหมายเพื่อสองเต้าที่เท่ากัน

‘หมอบัว’ หรือ ‘อาจารย์บัว’ เป็นคำพูดติดปากที่ใครต่างใช้เรียก อาจารย์นายแพทย์วิษณุ โล่ห์สิริวัฒน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการการผ่าตัดเต้านมและมะเร็งเต้านมคนนี้ นอกจากบทบาทคุณหมอและอาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาลแล้ว หมอบัวยังเป็นผู้ก่อตั้งเพจ ‘เพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua’ ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสร้างพื้นที่กลางสำหรับให้ความรู้แบบทุกมิติเกี่ยวกับเต้านม รวมถึงโรคมะเร็งเต้านมแก่ประชาชน ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว วันนี้เรามีนัดกับหมอบัวเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เขาได้ทำและกำลังจะทำเกี่ยวกับโรคมะเร็งแบบเอ็กซ์คลูซีฟ 

สร้างประโยชน์จากความรู้และแรงกาย  

“ย้อนกลับไปตอนที่เป็นนักศึกษาแพทย์ นอกจากวิชากายวิภาคแล้ว ผมยังชอบเกี่ยวกับงานฝีมือ งานหัตถการ ซึ่งพบว่าการเป็นหมอผ่าตัดตอบโจทย์เราในแง่ที่ว่าเราสามารถใช้ความรู้ความถนัดได้อย่างเต็มที่ ส่วนทำไมถึงเลือกเต้านมและโฟกัสที่ด้านมะเร็งด้วย อย่างแรกเป็นเพราะผมมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคดังกล่าว ก็คิดว่าถ้าเรามีความรู้และความเข้าใจเรื่องมะเร็งเต้านม นั่นจะทำให้เราสามารถช่วยคนในครอบครัวได้นะ อีกเหตุผลหนึ่งคือมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง เป็นโรคที่อาจจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งอวัยวะ ร่างกาย และชีวิต ผมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ความรู้ด้านศัลยศาสตร์มาทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและอยู่ได้ยาวนานแบบมีคุณภาพ นี่จึงเป็นแรงกระตุ้นลึกๆ ที่ทำให้สนใจงานด้านนี้ครับ”

สำหรับหมอบัว การดูสุขภาพให้กับผู้คนไม่ใช่แค่การเข้าไปรักษาเพื่อให้หายจากโรคเพียงอย่างเดียว แต่คือการสื่อสารกับผู้ป่วย ครอบครัว และสาธารณชนเพื่อให้พวกเขามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลและป้องกันตัวเองได้อย่างมีสติและเหมาะสมด้วย

“สำหรับเพจ ‘เพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua’ ผมเริ่มทำมาตั้งแต่ตอนจบศัลยแพทย์ทั่วไปและต่อยอดศัลยแพทย์ตกแต่งซึ่งตอนนั้นได้มาปฏิบัติงานอยู่ที่ประเทศอิตาลีเป็นเวลา 5 ปี ถ้านับถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จำได้ว่าตัวเองเริ่มใช้เฟซบุ๊กเพื่อติดต่อกับเพื่อนๆ แต่ตอนนั้นเราอยากใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กไปด้วย จึงดูว่าเราสามารถจะทำอะไรในแง่ไหนได้อีกบ้าง จนมาตกผลึกว่าเราสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้สำหรับสื่อสารและให้ความรู้ในสิ่งที่เรามีได้นี่นา เนื่องจากผมคิดว่า การที่ผมตรวจคนไข้ใน 1 วันใช้เวลาเคสละ 15 นาที ผมอาจจะตรวจรักษาและให้ความรู้คนไข้ได้ 30-50 เคสต่อวัน แต่ถ้าเรามีแพลตฟอร์มกลางที่สามารถกระจายความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนได้ นั่นจะทำให้ผมมีโอกาสได้ส่งต่อสิ่งที่มีสู่สาธารณชนได้กว้างขึ้น จากผู้รับสารจำนวนไม่มาก ความรู้จะสามารถเข้าถึงคนในหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นได้ในเวลาอันสั้น 

Photo: เพจเพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua

“หนึ่งในเหตุผลหลัก ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ซึ่งหากเราสามารถกระจายความรู้ที่ถูกต้องได้ ทั้งคนทั่วไปเอง รวมถึงคนป่วยจะสามารถเฝ้าระวังและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีได้ เช่น คนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าหากเป็นมะเร็งแล้วเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันถือว่ามีการพยากรณ์โรคและผลการรักษาที่ดีมาก ซึ่งการรักษาที่ดีนั้นเกิดจากสหสาขา ตัวอย่างเช่น เคมีบำบัดในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนมาก หากโรคอยู่ในระยะต้นๆ แพทย์สามารถให้ยาเคมีเพื่อครอบคลุมและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ รวมถึงยาเคมีบำบัดในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลที่รุนแรงต่อผู้ป่วยที่จะทำให้มือเท้าลอก ผมร่วง ปากเท้าเปื่อย ไม่ใช่นะครับ เคมีในปัจจุบันมีหลายสูตรซึ่งไม่ได้มีความรุนแรงเหมือนแต่ก่อน หรือการฉายรังสีเองก็ไม่ใช่ว่าฉายแล้วรังสีจะแพร่ไปสู่คนอื่น เมื่อฉายรังสีแล้วไม่ได้มีผลเสียอะไร หรือการเป็นมะเร็งเต้านมจะต้องตัดเต้านมเท่านั้น ก็ไม่จริงนะครับ มะเร็งเต้านมสามารถรักษาแบบเก็บเต้านมไว้ได้ด้วย ดังนั้น ยิ่งจำนวนคนที่ได้ความรู้กว้างและลึกมากขึ้นเท่าไหร่ นอกจากจะทำให้คนมีความรู้ที่ถูกต้องซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดได้แล้ว ยังจะทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถเฝ้าระวัง รวมทั้งผู้ป่วยสามารถรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างสำหรับดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ในเวลาเดียวกัน

“ในมุมส่วนตัว การทำเพจนี้ขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ในขณะเดียวกันยังได้เป็นผู้ได้รับ ทั้งกำลังใจ คำติชม และฟีดแบคต่างๆ มาจากคนอ่านและคนฟังด้วย ที่จริงเพจนี้ไม่ใช่ของผมเพียงคนเดียวหรอกครับ แต่เป็นเพจที่เกิดจากผู้อ่าน คนไข้ หรือแม้แต่ญาติคนไข้ช่วยกันแนะนำติชมจนทำให้เพจสามารถเดินหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้ เหมือนกับผมเป็นสื่อกลางระหว่างความรู้ด้านเต้านมกับคนไข้ แล้วประสานให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่าๆ กันมากกว่า ซึ่งตรงนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้ป่วยหรือเคสที่รักษากับผมจะเข้ามาอ่านได้เท่านั้น ไม่ใช่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเคสที่ไหน รักษาที่ไหน หรือว่าไม่ได้เป็นอะไรเลยก็ตาม แค่มาอ่านและได้ความรู้ไปตรงนี้กลับไป ผมก็ดีใจมากแล้ว ผมจะบอกทุกครั้งในไลฟ์ว่าถือว่าได้มาทำความดีและแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ผมขอให้ความดีนี้ส่งผลให้ทุกคนสมบูรณ์แข็งแรงกันไปอย่างนี้ครับ”

Photo: เพจเพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua

ภารกิจร่วมด้วยช่วยกัน

“มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่ถ้าเทียบกับมะเร็งในหลายๆ ชนิดแล้ว ถือว่าเป็นมะเร็งที่ผลการรักษาเกือบจะดีที่สุดโดยเฉพาะในเคสที่พบในระยะต้น ดังนั้น ถ้ามาพบแพทย์แล้วแพทย์ให้การรักษาใดๆ ผมอยากจะให้ผู้ป่วยรับการรักษานั้นตามที่แพทย์แนะนำ ไม่ว่าจะเป็นเคมีบำบัด ฉายแสง ยาต้านฮอร์โมน หรือว่ายาพุ่งเป้า โดยระหว่างการรักษา อาจจะมีผลแทรกซ้อนบ้าง แต่ว่าผลประโยชน์จากการได้ยาเหล่านี้เรียกว่าสูงมากเลยครับ ฉะนั้น อยากบอกคนไข้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าไปมากแล้ว ไม่ต้องกังวลในการที่จะมารักษานะครับ

“นอกจากนี้แล้ว หลายๆ ครั้งแม้คนไข้จะต้องสู้ด้วยตัวเองระหว่างการรักษา แต่ผู้ดูแลเองก็มีบทบาทสำคัญไม่ต่างกัน เนื่องจากคนไข้จะผ่านระยะของโรค ตั้งแต่การปฏิเสธว่าทำไมฉันต้องเป็นโรคนี้ ไม่จริงหรอก ฉันทานอาหารมังสวิรัติจะเป็นมะเร็งได้อย่างไร ฉันไม่ได้สูบบุหรี่ทำไมถึงเป็น ต่อมาจะเริ่มรู้สึกโกรธ มีภาวะซึมเศร้า จากนั้นถึงจะยอมรับได้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจกระบวนการที่จะเกิดขึ้น เราจะรับมือกับเขาได้ เช่น ช่วงที่เขากำลังปฏิเสธ เราต้องให้ความเข้าใจ ช่วงที่เขาโกรธ โมโหหงุดหงิด เราต้องเป็นกำลังใจว่าไม่เป็นไรนะ โรคนี้รักษาได้ หรือในช่วงที่เขามีภาวะซึมเศร้า เราต้องคอยซัพพอร์ตว่า การเป็นโรคนี้ไม่ใช่ความผิดใคร อย่าไปโทษใครหรือตัวเอง พอผ่านตรงนี้ไปถึงจุดที่เขายอมรับได้ ทุกอย่างจะเริ่มง่ายขึ้นครับ ส่วนใหญ่ในเคสที่ประสบความสำเร็จเรื่องการดูแลรักษาจะมาจากการที่ผู้ดูแลและคนรอบข้างให้เวลา ความรัก ความเข้าใจ นั่นจะทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้เป็นปกติ

“สำหรับคนทั่วไปและสังคมเองยังสามารถช่วยสนับสนุนในแง่ของจิตใจผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ผู้ป่วยมะเร็งเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็น เพราะฉะนั้น เขาค่อนข้างมีการกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจเยอะอยู่แล้ว ดังนั้น ในฐานะคนทั่วไป ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เราเข้าใจและส่งกำลังใจ อย่างน้อยอย่ารังเกียจหรือพูดอะไรที่ทำให้เสียกำลังใจ เช่น การฉายรังสี บางคนจะกลัวว่าฉายรังสีแล้วจะเอามาติดหรือเปล่า รังสีจะมาแพร่ไหม หรืออาจจะมีคำว่า “ให้เคมีบำบัดเหรอ แย่แน่เลย” นั่นจะทำให้ผู้ป่วยเสียกำลังใจได้ เพราะมะเร็งหลายๆ ชนิดสามารถรักษาและควบคุมโรคได้ คุยกับเขาเหมือนกับเป็นเพื่อน อยู่ดูแล และให้กำลังใจ ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญให้คนป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม”

ตรวจมะเร็งเต้านม ทำอย่างไร แล้วใครควรตรวจ

“สำหรับคนทั่วไป อย่างแรก ต้องประเมินก่อนว่าตัวเองเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากน้อยขนาดไหน ถ้าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงมาก เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม เคยฉายแสงหรือฉายรังสีบริเวณหน้าอก มีประวัติที่จะต้องได้รับฮอร์โมนเป็นเวลานานๆ เหล่านี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ รวมทั้งปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ความเครียด ความอ้วน บุหรี่ ถ้าหากมีปัจจัยเหล่านี้ เราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ผมอยากให้ผู้มีปัจจัยเสี่ยง เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ขึ้นไป เช่น สมมติว่าคุณแม่อายุ 40 เป็นมะเร็งเต้ามนม มีลูกสาวอายุ 15 ก็สามารถพาลูกมารับคำแนะนำก่อนได้ว่าอายุเท่าไหร่ต้องตรวจอะไรอย่างไรบ้าง 

“ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยง ผมแนะนำให้มีการคลำเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่าเต้านมปกติของเราเป็นอย่างไร และแนะนำให้ในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ตรวจคัดกรองว่าจะต้องมาตรวจอีกทีเมื่อไหร่บ้าง ซึ่งหากวันหนึ่งมีก้อนที่ผิดปกติหรือว่าเจออะไรที่แปลกประหลาดไปจากเดิม เราจะสามารถทราบได้แต่เนิ่นๆ และมาพบคุณหมอได้ทันเวลา อย่างที่บอก มะเร็งเต้านม ถ้ารู้ไว การรักษาจะให้ผลดีครับ”

Photo: เพจเพื่อสองเต้าที่เท่ากัน by Dr Bua

เมื่อ ‘การให้’ กลายเป็น ‘พลังแห่งความสุข’

“อาจเพราะผมมีคนใกล้ชิดในครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านม จึงทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับคนไข้มะเร็งเต้านมอยู่แล้ว และการที่ผมทำงานตรงนี้ ทุกๆ ครั้งที่ได้รับคำขอบคุณจากคนไข้ หรือแค่เพียงเห็นว่าคนไข้หายจากโรค มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แค่นี้ผมก็หายเหนื่อยแล้วนะ ชีวิตคนเราจะรับอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นให้การรักษา ให้ความสบายใจ ให้ชีวิต ให้เต้านมใหม่ ให้การดูแลเขา เมื่อคนไข้มีความสุข สุขภาพดี ยิ่งจะทำให้ผมเหมือนมีพลังชีวิตคูณสอง สาม สี่ ด้วยซ้ำ แม้ผมทำงานเยอะและเหนื่อย แต่นี่เป็นความรู้สึกชื่นใจ สุขใจ และอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีต่อไป  

“ตอนนี้สิ่งที่ผมทำควบคู่กันไปคือการวิจัยเรื่องเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้กับคนไข้สำหรับช่วยในการเสริมสร้างเต้านม การรักษาแผลเต้านม แต่ทุกอย่างยังคงอยู่ในกระบวนการวิจัย ผมหวังว่าหากงานนี้สำเร็จลุล่วงนี่จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการรับมือกับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้ในอนาคตครับ”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

พรไพลิน ตันเจริญ นักศิลปะบำบัดผู้ออกแบบวิธีดูแลใจด้วยใจ

‘ศิลปะบำบัด’ คือการใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นเครื่องมือในการเยียวยาและรักษาอาการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยศาสตร์ดังกล่าวนั้นมีอยู่หลากหลายแนวทางด้วยกัน ตั้งแต่แนวทางที่มุ่งเน้นให้เกิดการแสดงออกผ่านงานศิลปะอย่างสร้างสรรค์ แนวทางที่ใช้ทักษะศิลปะร่วมกับความรู้ในเชิงจิตวิทยา ไปจนถึงแนวทางที่วิเคราะห์จากสิ่งที่ปรากฏในภาพและเนื้อตัวของผู้เข้ารับการบำบัด สำหรับ ทราย – พรไพลิน ตันเจริญ ผู้เป็นทั้งครูและนักออกแบบกระบวนการศิลปะ ‘ศิลปะบำบัด’ ของเธอเป็นแนวทางที่นำเอาความรู้ของศิลปะมาผสมผสานกับมนุษยปรัชญา (ปรัชญาความเป็นมนุษย์) ซึ่งโฟกัสไปกับการศึกษาถึงพื้นฐานจิตใจของความเป็นมนุษย์ เพื่อออกแบบวิธีการให้ผู้คนได้มีโอกาสสำรวจและเข้าใจจิตใจตัวเอง โดยศาสตร์ที่เธอได้เรียนรู้มา ไม่เพียงแต่จะใช้ในการดูแลใจและร้อยเรียงชีวิตให้เกิดสมดุลเท่านั้น แต่ในโรคทางกายทั้งหลาย รวมไปถึง ‘โรคมะเร็ง’ ศิลปะก็สามารถช่วยบำบัดได้เช่นเดียวกัน แล้วศาสตร์ที่ว่านี้จะสามารถช่วยเปิดประตูให้เราเข้าไปสัมผัสสิ่งที่อยู่ภายในและเบื้องลึกของชีวิตเพื่อจะนำไปสู่การมีสุภาวะที่ดีได้อย่างไร ไปฟังเธอเล่าให้ฟังในบทสัมภาษณ์นี้กัน

ศาสตร์แห่งการเยียวยาจิตใจ

ก่อนจะมาเป็นนักศิลปะบำบัดอย่างทุกวันนี้ ทรายเคยทำงานเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์มาก่อน เธอใช้ชีวิตเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไปแบบ work hard, play harder จนมาถึงจุดที่ย่ำแย่ที่สุดของร่างกายและจิตใจ เธอพบว่าเวลานั้น แม้แต่ ‘ศิลปะ’ ก็ไม่ช่วยเยียวยาเธอได้เลย กระทั่งเมื่อเธอไปพบกับ ‘ศิลปะบำบัด’ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

“ตอนที่ทำงานใหม่ๆ ทรายเต็มที่ทั้งกับงานและชีวิตมากๆ จนวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วล้มตึงลงไปเลย เราไม่สามารถไปทำงานได้ ซึ่งทางบริษัทสามารถหาคนมาทำงานแทนเราได้ทันที เพราะแน่นอนว่าเขาต้องหาคนมาเพื่อทำให้งานเสร็จลุล่วงตามเวลา แต่สำหรับเรา พอเจอเหตุการณ์นี้ขึ้นจึงเกิดคำถามว่า แล้วคุณค่าของเราอยู่ที่ไหนกัน เมื่อเกิดวิกฤตของชีวิต ทำไมศิลปะไม่ช่วยเยียวยาเราได้เลย พอเกิดคำถามนี้ขึ้น ทรายไปค้นหาแล้วเจอคำว่า ‘ศิลปะบำบัด’ และรู้สึกสนใจ พอดีกันกับที่สถาบัน Anthroposophy Art Therapy ซึ่งขึ้นตรงกับ Goetheanum ในสวิตเซอร์แลนด์มาเปิดหลักสูตรที่ไทยพอดี จึงมีโอกาสได้เข้าเรียน

“การได้เข้าเรียนหลักสูตรนี้เรียกว่าเบิกเนตรมากๆ เพราะทรายคิดว่าตัวเองมีทักษะเรื่องศิลปะแบบเต็มกระเป๋า กะว่าเสร็จเราแน่ๆ ไม่น่ายาก แต่พอเข้าเรียนจริงๆ คุณครูไม่สนใจเลยว่าผลงานจะออกมาสวยแค่ไหน เพราะสิ่งที่เราเรียนคือปรัชญา, การแพทย์ และศิลปะ ซึ่งใน 3 พาร์ท เราเก่งอยู่แค่พาร์ทเดียว นอกนั้นเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของทรายเกิดขึ้นตอนทรายเรียนอยู่ปีที่ 3 เพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมองงานศิลปะเปลี่ยนไป เวลาเห็นคนที่ทำงานศิลปะแล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้มองที่เขาทำได้หรือไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสนใจคือทำไมเขามือสั่น หรือสีที่เขาใช้ทำไมสีที่ใช้จืดจางจังเลย แทนที่คุณภาพของสีควรจะเป็นแบบนี้ หรือสีในหลอดเดียวกันนี้ แต่ทำไมคน 10 คนเวลาระบายถึงได้แตกต่างกันล่ะ

“แล้วนักศิลปะบำบัดมีหน้าที่อะไร ในกระบวนการทางปรัชญา เราจะเรียนว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ได้มาเกิดบนโลกนี้กับพ่อแม่คนนี้ด้วยภารกิจอะไร เราจะตายไปพร้อมภารกิจอะไร ดังนั้น การที่เราทำงานกับมนุษย์ เราควรจะรู้ปรัชญาความเป็นมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนถึงการจากโลกนี้ไป พอเรารูว่าชีวิตของมนุษย์วนเวียนอยู่ในวัฏฏะที่ไม่รู้จักจบสิ้น ต้องพบกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้น เมื่อเราเจอคนไข้ที่ไม่เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต อย่างเช่น ไม่ยอมรับเลยว่าฉันเจ็บ ฉันป่วย เราจะไปทำงานตรงนั้นเพื่อบอกเขาว่านี่คือสัจจะ เรื่องจริงของชีวิตนะ ทำอย่างไรให้เขาอยู่กับความจริงและยอมรับตรงนั้นให้ได้ ด้วยการทำงานกับธรรมชาติ กับความเปลี่ยนแปลงของเวลารอบตัวเพื่อให้เขารู้ว่าสิ่งนี้เป็นสัจธรรม เป็นการยอมรับเพื่อให้เห็นแจ้งและนำไปสู่การเลือกชีวิตของตนเอง ไม่ใช่ศิโรราบต่อโชคชะตา”

ศิลปะบำบัดใคร

“ศิลปะบำบัดมักจะถูกใช้ควบคู่ไปกับการดูแลทางการแพทย์ เพราะเขาเชื่อว่าการแพทย์เป็นการรักษาทางกาย ขณะที่ทางใจและในระดับจิตวิญญาณ จะเป็นศิลปะนี่แหละที่เข้าทำงานกับใจ (mind and soul) ของคน ซึ่งศิลปะบำบัดสามารถใช้ได้กับใครก็ตามที่ต้องการหลุดพ้นจากปมปัญหา ความกังวล ความเครียด รวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วยที่กำลังเผชิญโรคทางกายต่างๆ ศิลปะจะเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าไปช่วยพาเขาไปเจอปัญหาต่างๆ ภายในร่างกายและจิตใจ เพื่อทำความเข้าใจ ช่วยปลดปล่อยพลังลบในชีวิต เพื่อเข้าใจและค้นพบทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง 

“ใน 3 ปีที่ทรายเรียน ทรายวาดรูปเยอะมาก และนักเรียนทุกคนของทรายจะได้วาดรูปเยอะมาก ที่ทรายให้พวกเขาวาดรูปเพื่อให้รู้ว่าตนเองเป็นเช่นไรเมื่อผ่านกระบวนการของสี อย่างเช่น การใช้สีแดง ถ้าเขาใส่น้ำเยอะมากๆ จนกลายเป็นสีชมพู ทำเท่าไหร่ก็เป็นสีชมพู แต่เขาชี้บอกว่านี่สีแดง นั่นไม่ได้แปลว่าเขาผิดนะคะ แต่คือการสะท้อนให้เห็นว่าภายในใจของคนๆ นั้นเป็นอย่างไร หรือในคนที่มีความดันโลหิตต่ำ เขาจะใช้สีโทนเย็นมาก เวลาเขาใช้สีน้ำเงิน เราจะพบว่าโทนสีจะเข้มมาก เขาจะรู้สึกว่าอยู่ในนั้นแล้วสบายใจจังเลย เวลาระบายสีจะระบายช้าๆ เคลื่อนไหวช้า เพราะความดันเขาต่ำ ซึ่งถ้าเราอยากให้ความดันของเขาสูงขึ้น เราจะเพิ่มสีส้มหรือสีโทนอุ่นเข้าไปในรูปของเขา เช่น เสนอแนะว่าลองใส่พระอาทิตย์ลงไปในดูไหมคะ แล้วให้ภาพสว่างขึ้นมาเพื่อที่จะสมดุลความเย็นของสีน้ำเงิน 

“อีกหนึ่งตัวอย่าง เช่น คนไข้มะเร็งที่เราพบว่าในคนไข้บางราย มักจะทำอะไรเป็นระบบระเบียบ ทำแบบเดิมๆ ซ้ำๆ สมมติว่าให้เขาลองวาดรูปก้อนเมฆ เขาจะวาดก้อนเมฆก้อนเท่าๆ กัน เรียงแถวเป็นเส้นตรง โดยจะไม่สามารถวาดกระจัดกระจายแบบที่เราเห็นบนท้องฟ้าได้ ภาพที่ออกมาจะเป็นระเบียบ แต่ไม่เป็นธรรมชาติ นั่นทำให้เห็นว่าแม้แต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ เขายังเรียงให้เป็นระเบียบเลย ดังนั้น เราจะต้องไปคุยแล้วว่าในชีวิตประจำวันของเขา บุคลิกลักษณะ และความรู้สึกนึกคิดของเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหรือเปล่า หรือเขามีปัญหากับบุคลิกและความคิดอย่างนั้นของเขาไหม หลังจากผ่านกระบวนเหล่านี้แล้ว เราจะมาดูว่าเราใช้วิธีไหนในการแก้ไขสิ่งที่เขาเป็น

“ในทางศิลปะบำบัดในแนวมนุษยปรัชญา ภาพศิลปะที่ออกมานอกจากจะสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในความคิดและใจของเขาได้และยังสามารถบ่งบอกถึงเซลล์ภายในได้ อย่างเช่น เซลล์มะเร็งที่จะจำลองตัวเองซ้ำๆ แล้วสร้างตัวจากก้อนเล็กไปเป็นก้อนใหญ่ เป็นเนื้อเยื่อที่สร้างเครือข่ายให้ตัวเองอย่างเป็นแพทเทิร์น ดังนั้น คนที่เป็นมะเร็งจึงมีแนวโน้มว่าจะทำงานเป็นแพทเทิร์นได้ดี ทีนี้สิ่งที่ทรายจะทำคือ ถ้าสมมติว่าแพทเทิร์นนี้เกิดขึ้นแล้วเราอยากให้คลายลง เราจะใช้สีน้ำด้วยเทคนิค wet on wet กับคนคนนี้ เพื่อให้เขาทำงานแบบอื่นบ้างที่ไม่ใช่กับการทำงานแบบที่เป็นแบบแผน (pattern) ที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่จะให้ไปสังเกตธรรมชาติเยอะๆ เพราะในธรรมชาติเองก็มีความเป็นระเบียบ แต่เป็นความเป็นระเบียบที่ไม่ได้ถูกบังคับ งานที่ให้ทำก็เช่น ไปเดินในสวน จัดดอกไม้ วาดรูปวิวทิวทัศน์ เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงแบบที่ธรรมชาติเป็นจริงๆ และทั้งหมดที่เล่ามาคือการทำงานภายใต้ความเห็นของแพทย์เท่านั้น

“เหล่านี้คือการทำงานของทรายในศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญา ดังนั้น เราจะไม่ตีความรูป เพราะมีเพียงเจ้าของรูปเท่านั้นที่จะบอกเราได้ แต่งานของทรายคือการออกแบบกระบวนการโดยการ เลือกใช้สีและเทคนิค หรือวัสดุศิลปะที่เหมาะสมเพื่อปรับให้ภาวะด้านในของเขากลับมาสู่ภาวะสมดุล”

ใจเปิดกว้าง ละวางอคติ

“การทำงานศิลปะบำบัด เอาจริงๆ ทรายไม่ได้อะไรเลยในเรื่องทักษะ ซึ่งถ้าถามตัวเองตอนอายุ 27 ที่ยังเป็นนักออกแบบคิดว่าตัวเองเก่งศิลปะ แล้วมาเรียนศิลปะบำบัดใหม่ๆ ทรายอยากจะหันไปบอกตัวเองตอนนั้นว่า “มาทำอะไรของแกเนี่ย เขาไม่ได้ดูเรื่องทักษะศิลปะอะไรเลย ตื่น!” แต่ว่าสิ่งที่ได้จะเป็นเรื่องชีวิต เรื่องปรัชญา กลายเป็นว่าอินกับปรัชญามากๆ เลย แล้วเปิดรับทุกอย่างที่เข้ามา ทุกศาสนา ทุกคำสอน ได้รู้ว่าชีวิตเราก็เท่านี้ สุดท้ายมนุษย์ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย พอเรามีความคิดแบบนี้เกิดขึ้น ทรายเลยคิดว่าในช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะทำอย่างไรให้ตัวเองมีความสุข แต่ไม่ปฏิเสธความทุกข์

“การมาเรียนศิลปะบำบัดและใช้ศิลปะเพื่อฝึกตัวเอง ทำให้ทรายได้ฝึกใจเยอะมากๆ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ทรายอาจจะเคลื่อนไหวและหวั่นไหวไปกับความรู้สึกที่เข้ามาได้ง่าย เช่น มีคนมาว่า ฉันโกรธ มีคนมาทำให้ฉันเศร้า ฉันร้องไห้ แต่เมื่อได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เหตุการณ์ที่พูดมาทั้งหมดนี้จะเกิดได้ยากขึ้น เพราะเข้าใจมันมากขึ้น อารมณ์จะเป็นประมาณว่า เศร้านะแต่ไม่ขนาดนั้น เห็นความเสียใจของตัวเองนะแต่ไม่สะเทือนเพราะแยกอารมณ์ออกจากเหตุผล ทำให้จากปกติ เมื่อทุกข์ปุ๊บ เราจะพุ่งไปหาคนอื่น แต่พอได้ฝึกใจมาประมาณหนึ่ง ทรายพบว่าทรายสามารถเรียกตัวเองกลับมาได้เร็วได้ด้วยตัวเอง และมองเรื่องที่ทำให้เป็นสุขหรือทุกข์เป็นเรื่องไม่จีรัง ตอนนี้ทรายพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีและเป็นอยู่ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีอยู่เท่านี้ จะไปเสียเวลาเป็นทุกข์ทำไม คนที่พูดเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วเราจะไปโมโหเขา แล้วให้ความโมโหอยู่กับเรานานๆ แบบนี้เหรอ ทรายจึงสนุกกับการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้นเยอะ”   

บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ปลดล็อกใจเราด้วยตัวเรา

“ลองสังเกตง่ายๆ ส่วนใหญ่เมื่อมีความทุกข์ คนเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เราหาย เช่น ไปหาหมอ คุยกับเพื่อน ไปปรึกษาผู้รู้ หรือถ้ามีความสุขก็จะไปขอพรให้ได้มาอีก หรือให้อยู่กับเรานานๆ ทั้งที่วิธียั่งยืนกว่าคือ ‘การจัดการกับใจของเราเอง’

“หลักใหญ่ใจความของศิลปะบำบัด คือให้ศิลปะพาเราไปเข้าใจว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรในภพชาตินี้ ให้รู้ว่าชีวิตประกอบไปด้วยความสุขและความทุกข์ ชีวิตมอบภารกิจนี้มาให้เรา เมื่อเรารู้ตัว เราจะสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือได้ถูก ซึ่งศิลปะบำบัดเป็นเครื่องมือที่ดีที่ให้เรารู้วิธีจัดการกับตัวเอง โดยวิธีการจัดการจะคล้ายๆ กับการนั่งสมาธินั่นแหละ ดังนั้น นิยามของศิลปะสำหรับทรายจึงเป็นได้ทุกอย่าง ทำตอนไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสามารถจดจ่ออยู่กับมันในชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากลองสังเกตเวลาที่เรามีสมาธิ เราจะมีโอกาสได้หยุดนิ่ง ได้สำรวจและรู้เท่าทันจิตใจตัวเองว่าตอนนี้เราทำอะไรและรู้สึกอย่างไร แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ทำให้รู้สึกสงบและนิ่งขึ้นได้ ใจที่ผ่านการฝึกมาจนเกิดสมาธิจะทำให้เวลาเราคิด พูด และทำจะมาพร้อมสติเสมอ และสติจะสอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างละเมียดละไมมากขึ้น

“จนถึงตอนนี้ทรายยังวาดรูปทุกวัน หรือวันไหนที่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ทรายจะวาดรูปออกมา มันช่วยให้เราเห็นและจัดการความไม่สบายใจของตัวเอง ส่วนใครก็ตามที่อยู่ในห้วงของความไม่สบายกายและใจ และถ้าคุณเลือกว่ากระบวนการของคุณจะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือ จุดสำคัญคือคุณไม่ต้องรู้ก็ได้ว่าคุณทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ไม่ต้องตั้งชื่อ หรือหาความหมาย แต่ให้ศิลปะเป็นวิธีในการฝึกและปฏิบัติ ถ้าคุณชอบขีดเส้น ลองใช้การขีดเส้นเป็นการฝึกไปแบบนั้น เริ่มจากเวลาสั้นๆ วันละ 5 นาที 10 นาที ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมงหนึ่ง ทรายเชื่อว่า 1 ปี ผ่านไป รูปแรกกับรูปปัจจุบันของจะไม่เหมือนกัน นั่นแสดงว่าเราได้เติบโตมาจากจุดเดิมนั้นแล้ว

“หรือถ้าไม่ใช่ศิลปะ จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ คุณอาจจะลองจากการหั่นแครอทให้เป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน ในวันแรกแครอทบนเขียงอาจจะเบี้ยวบ้างอะไรบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทรายเชื่อว่าแครอทนั้นจะเริ่มเท่ากัน จนวันหนึ่งคุณจะสามารถหั่นได้สวยโดยที่ไม่ต้องมองเขียงอีกแล้ว ซึ่งสิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ระหว่างการหั่นแครอทคือการรู้เนื้อ รู้ตัว รู้ว่าทำอะไร ซึ่งหากเราทำได้เช่นนี้บ่อยขึ้นๆ เราจะเกิดความชำนาญในการรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกตัวเองและการจัดการความรู้สึกนั้นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น เมื่อเราเจอความทุกข์ เราจะรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร เรารู้ว่าต้องอยู่ในนั้นก่อนสักแป๊บนึงนะ แล้วถ้าต้องอยู่ในความทุกข์นั้น เราต้องเตรียมอะไรใส่เป้ของเราบ้าง เราฝึกอะไรมาแล้วบ้าง หยิบขึ้นมาใช้เสียเพื่อให้พร้อมตั้งรับกับความทุกข์นั้น ระหว่างที่คุณกำลังวุ่นกับการเตรียมตัวอยู่นั้น คุณจะพบเองว่า “โอ๊ะ ความทุกข์ผ่านไปแล้วนี่ ความทุกข์ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปนี่นา” เพราะชีวิตมีแค่นั้นจริงๆ นะคะ ดังนั้น ทรายว่าเรารื่นรมย์ไปกับชีวิตกันดีกว่าค่ะ (ยิ้ม)”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

PReMA กับการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (Pharmaceutical Research and Manufacturers Association) หรือที่เรารู้จักกันในนาม ‘PReMA’ คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีสมาชิกสมาคมเป็นบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนายา องค์กรดังกล่าวนอกจากจะมีเป้าหมายใหญ่อย่างการต่อสู้กับโรคร้ายที่ยังไม่สามารถรักษาได้แล้ว ยังมีความตั้งใจในการแสวงหาแนวทางและการปฏิบัติเพื่อให้การรักษาโรคต่างๆ ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพดีขึ้นตีคู่กันมาติดๆ วันนี้ Art for Cancer มีนัดหมายกับ ดร. เก่งการ เหล่าวิโรจนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PReMA เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวขององค์กรแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีกว่าเดิม รวมไปถึงการเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีปลายทางคือการสร้างสุขภาพที่ดีและการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้คน อันมีผลต่อเนื่องไปสู่การพัฒนาในทุกๆ มิติของประเทศได้อย่างยั่งยืน 

สร้างนวัตกรรมแห่งความหวัง

“บทบาทสำคัญของ PReMA คือ การส่งเสริมให้สมาชิกของสมาคมนำความก้าวหน้าด้านการวิจัยพัฒนาและการผลิตยาที่มีคุณภาพมาช่วยเหลือทั้งคนทั่วไปและผู้ป่วยเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เราพยายามส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาและนวัตกรรมได้ง่าย เป็นวงกว้างมากขึ้น และทันท่วงที ซึ่งนอกจากภารกิจที่ว่ามาแล้ว PReMA ยังให้ความสำคัญไปกับการเผยแพร่องค์ความรู้ การจัดอบรมและสัมมนากับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ในระบบสุขภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนเรื่องการสร้างความเข้าใจในประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทางสุขภาพด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง PReMA และเหล่าสมาชิกยังมีพันธกิจที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือการพยายามสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่สังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่ศักยภาพของพวกเราจะทำได้ ซึ่งหากทำได้และประสบผลสำเร็จ นี่จะกลายเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในแวดวงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ และนวัตกรรมเหล่านี้นี่แหละที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการที่ประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียมกัน”

แสวงหาหนทางที่ดีกว่าในการรักษาโรค

“ในปัจจุบัน มีโรคประเภทที่รักษาไม่หายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนักวิทยาศาตร์ยังคงพยายามดิ้นรน ทำความเข้าใจ หาสาเหตุและวิธีการรักษา คิดค้นและพัฒนายา รวมถึงแนวทางการรักษาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับรักษาโรคที่มีทั้งความก้าวหน้าและสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึง ‘โรคมะเร็ง’ ด้วย ซึ่งการวิจัยและพัฒนายาใหม่เหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากวิชาชีพต่างๆ ที่จะมาช่วยกัน ทาง PReMA เองอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายนี้ พวกเราจึงมีพันธกิจหลักคือการสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะหากเราทำได้สำเร็จ นั่นจะนำมาซึ่งสุขภาพคุณภาพชีวิตที่ดีที่ไม่ใช่เพียงแค่รายบุคคลเท่านั้น แต่คือสังคมและประเทศของเราด้วย” 

สานพลังพลิกชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง

“อย่างที่บอกว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการยกระดับความมั่นคงทางด้านสุขภาพ รวมทั้งการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานผู้กำกับดูแลนโยบาย สถาบันวิจัยต่างๆ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ในการร่วมสร้างโครงการและนวัตกรรมใหม่ๆ ในระบบสุขภาพให้เกิดขึ้น สำหรับ ‘Survivor Planner’  ทาง PReMA ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์จากโครงการนี้เป็นอย่างมากในการทำหน้าที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถใช้คู่ขนานไปกับการรักษา โดยที่ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถนำไปใช้เพื่อทำความเข้าใจสภาวะของโรคและขั้นตอนการรักษา สามารถบันทึกอาการ ผลข้างเคียง และอื่นๆ ขณะรับการรักษา ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถใช้ข้อมูลในการจดบันทึกเป็นสมุดส่งตัวของผู้ป่วยได้ ซึ่งเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับทั้งผู้ป่วย ญาติ และบุคคลากรทางการแพทย์ตลอดเส้นทางการรักษาได้ในเวลาเดียวกัน” 

‘สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง’ (Survivor Planner) เกิดจากแรงบันดาลใจและความตั้งใจของ ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้งโครงการอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ บาย ไอรีล (Art for Cancer by Ireal) ด้วยวัตถุประสงค์และความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อแนวทาง ทั้งในการรับมือกับโรคมะเร็งให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแลใกล้ชิด การเสริมสร้างกำลังใจ ส่งต่อความรู้ สร้างความเข้าใจ ไปจนถึงการให้แนวทางที่เป็นประโยชน์กับการบริหารจัดการเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง ตลอดจนต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยนมุมมองในการรับมือกับโรคมะเร็ง การรักษาโรคมะเร็งด้วยการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม การให้ความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลตัวเองและปฏิบัติตัว และช่วยดูแลคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความหวังและกำลังใจพร้อมรับมือกับการรักษาและพิชิตโรคมะเร็งได้ โดยมีสมุดบันทึกพิชิตมะเร็งเป็นเพื่อนร่วมทาง รวมถึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์และพยาบาลให้แผนการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี

ก้าวต่อไปกับการสร้างสุขภาวะที่ดี

“ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางด้านสุขภาพเป็นอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ โดยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียวที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับท็อปเทนของโลกและเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย ซึ่งนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถในการรับมือต่อภาวะโรคที่มีอยู่และการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองยังสามารถที่จะพัฒนาและเพิ่มศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น นอกเหนือไปจากการสนับสนุนโครงการต่างๆ เช่น Survivor Planner แล้ว ทาง PReMA ยังมีอีกหลายๆ โครงการที่เรามีโอกาสเข้าไปสนับสนุน รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้กับผู้ป่วยว่า 3 แสนรายสามารถเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยโดยครอบคลุม 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อ รวมไปถึงโรคมะเร็งอีกด้วย เราหวังว่า การสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนไทยไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้นในอนาคต และยังเป็นผลต่อเนื่องที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากฐานไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร, PReMA

ผกามาศ งานสถิร เพราะมะเร็งทำให้เข้าใจตัวเองและรับมือกับโลกได้ดีขึ้น

จนถึงตอนนี้ เป็นเวลา 2 ปีเต็มแล้วที่ แอน-ผกามาศ งานสถิร หายจากการโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เป็นเวลาเดียวกับที่เธอเพิ่งคลอดลูกคนที่สองได้เพียงไม่กี่เดือน นั่นทำให้นอกจากโรคทางกายที่เธอต้องดูแลแล้ว แอนยังต้องคงบทบาทของการเป็นคุณแม่ไว้ให้ได้อย่างดีที่สุด พร้อมๆ ไปกับการรับมือกับโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย แม้ความท้ายทายหลายๆ อย่างจะเกิดขึ้น แต่เธอดึงตัวเองให้กลับมาอยู่ในโลกของความเป็นจริง จัดการทุกๆ อุปสรรคอย่างเป็นระบบระเบียบ เริ่มปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิต รวมทั้งหลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อร่างกายของเธอ ตลอดจนตัดสินใจเปิดเพจ ‘ก็แค่มะเร็ง’ ขึ้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง โดยเป็นทั้งบันทึกความทรงจำของตัวเอง ขณะเดียวกัน เธอยังหวังว่าประสบการณ์ที่เธอถ่ายทอดอาจเป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในอนาคต และบรรทัดต่อจากนี้คือเรื่องราวจากแอนที่เล่าถึงมะเร็ง ชีวิต และการมองโลกที่เปลี่ยนไปของเธอ   

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รู้เร็ว รักษาหาย

“ช่วงปี 2562 แอนตรวจสุขภาพประจำปี หลังจากเห็นผลเอ็กซเรย์ คุณหมอพบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ช่วงกลางอก แต่ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร คุณหมอจึงขอเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจและวินิจฉัย แต่กว่าจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แอนต้องผ่านการตรวจหลายขั้นตอน จำได้ว่ากินเวลาประมาณ 3-4 เดือนในการค้นหาว่าเราเป็นอะไรกันแน่ เนื่องจากก้อนเนื้อมีลักษณะที่ไม่ชัดเจนจึงต้องมีการนำชิ้นเนื้อไปตรวจโดยการย้อมน้ำยาชนิดพิเศษอีกครั้งเพื่อจำแนกชนิดว่าเนื้องอกนั้นๆ เป็นเนื้องอกชนิดไหน มีเซลล์ต้นตอ หรือมีต้นกำเนิดมาจากเซลล์อะไร เพราะการตรวจย้อมธรรมดาในก้อนเนื้องอกของแอนยังไม่สามารถระบุได้ จนคุณหมอได้ข้อสรุปว่าแอนเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับการรักษาจะเป็นการใช้เคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวจำนวน 1 คอร์ส ซึ่งแบ่งเป็น 6 ครั้ง พอให้คีโมครบ 3 ครั้ง คุณหมอได้ทำการเอ็กซเรย์เพื่อจะดูว่าก้อนเนื้อเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่าการรักษาก้อนมะเร็งของแอนสามารถตอบสนองต่อยาได้ดี 

“ผลจากการทำคีโม่อย่างแรกคือแอนจะมีแผลในช่องปาก การดูแลส่วนนี้จึงใช้วิธีการกลั้วปากด้วยน้ำเกลือหลังทานข้าวเสร็จหรือเมื่อเวลาว่าง และพยายามอมน้ำแข็งเพื่อให้ไม่เกิดแผลในช่องปาก เพราะถ้าเป็นจะเจ็บมาก ซึ่งโดยปกติแล้วคนเป็นมะเร็งที่ให้คีโมจะเป็นแผลในช่องปากเยอะเหมือนกัน นอกจากนี้ ด้วยสูตรยาคีโมของแอนจะต้องทานยาสเตียรอยด์วันละ 20 เม็ด ทำให้ในหนึ่งอาทิตย์ต้องทานยาเป็นร้อยเม็ดเลย ซึ่งการทานสเตียรอยด์แม้เพียงเม็ดเดียวก็ทำให้แอนปวดท้องแล้วถ้าไม่ได้ทานข้าว แอนจึงต้องทานอาหารให้เยอะเมื่อต้องทานยา จะนั่งสักพักหนึ่งก่อนที่จะนอน และทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด ส่วนอาการอื่นๆ จะมีเรื่องปลายมือปลายเท้าชา ซึ่งคุณหมอจะให้บีบลูกบอลบ่อยๆ เพื่อออกกำลังกายมือไม่ให้ชา โดยอาการมือชากินเวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นอาการค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนตอนนี้อาการทุกอย่างหายเป็นปกติแล้วค่ะ

“ปัจจุบัน การดูแลสุขภาพของแอนจะไม่มีอะไรซับซ้อน อย่างแรกคือการติดตามผลทุก 4-6 เดือนออกกำลังกายพอประมาณตามเวลาและร่างกายอำนวย จะมีเรื่องอาหารที่แอนใส่ใจมากขึ้น โดยจะทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ไม่ทานอาหารค้างคืน อาหารหมักดอง และอาหารแปรรูปต่างๆ รวมถึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนผลไม้ ตอนนี้แอนทานได้ทุกชนิด จะมีเข้มงวดหน่อยก็ตอนที่ให้คีโม ซึ่งจะเลือกทานโดยเลือกผลไม้เปลือกหนาและหลีกเลี่ยงผลไม้เปลือกบางเพื่อป้องกันเชื้อโรคและสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายค่ะ”

ใช้สติมองปัญหา

“สิ่งที่ยากมากๆ สำหรับแอนคือตอนที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แอนเพิ่งคลอดลูก ดังนั้น นอกจากความเครียดที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง และการคิดไปล่วงหน้าไปต่างๆ นานาว่าถ้ารักษาแล้วเราจะเป็นอย่างไร เริ่มจิตตกว่าเดี๋ยวผมจะต้องร่วง เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่แน่ๆ แล้วฮอร์โมนในช่วงหลังคลอดของแอนยังสวิงมากๆ ด้วย แถมมีอาการโรคซึมเศร้าเข้ามาเพิ่ม รวมถึงความกังวลในฐานะแม่ว่าหากการรักษาไม่เป็นผล ลูกของเราจะอยู่อย่างไร เรียกว่าทุกความรู้สึกถาโถมเข้ามาทั้งหมดเลย 

“สิ่งที่แอนทำตอนนั้นคือต้องกลับมาตั้งสติ เคลียร์กับตัวเองว่าตอนนี้เราเป็นมะเร็งแล้ว ต้องยอมรับความจริง พอคุยกับตัวเองรู้เรื่อง แอนจึงค่อยๆ เริ่มลำดับความคิดใหม่โดยเริ่มจากจัดการกับอาการซึมเศร้าก่อน แอนปรึกษาจิตแพทย์และทานยา โดยช่วงใกล้ๆ ที่จะหยุดยา แอนจะอยู่กับตัวเองเยอะพอสมควรเพื่อเช็คว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร โอเคไหม เมื่อคุณหมอแจ้งว่าโรคซึมเศร้าของแอนไม่ต้องทานยาแล้ว หลังจากนั้นถึงมาโฟกัสและเริ่มต้นรักษามะเร็งอย่างเต็มที่ ซึ่งระหว่างการรักษาด้วยคีโมไปประมาณสามอาทิตย์ ผมแอนเริ่มร่วง แอนจึงตัดปัญหาตรงนี้โดยการโกนผมเพื่อที่ตัวเองจะไม่ต้องมากังวลหรือจิตตกเรื่องความสวยงามและสามารถมาโฟกัสกับการดูแลตัวเองได้มากขึ้น”

‘ก็แค่มะเร็ง’ 

“จากประสบการณ์ เรามักจะเจอว่า ถ้าเป็นมะเร็งต้องตายสถานเดียว แอนเองก็รู็สึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน ทันทีที่รู้ว่าตัวเองเป็นว่าฉันต้องตายแน่ๆ เลย จนเมื่อตั้งสติและคิดว่าได้ว่าฉันจะรักษาตัวให้หาย เพราะมีคนหลายๆ คนที่รักษาได้และกลับมาเป็นปกติได้ เราต้องอยู่ในเปอร์เซ็นต์นี้ได้สิ กระทั่งแอนหาย ตอนนั้นเองที่รู้สึกว่า ‘ก็แค่มะเร็ง’ จริงๆ มะเร็งคือโรคที่เป็นได้ก็หายได้เหมือนกัน แอนจึงเปิดเพจ ‘ก็แค่มะเร็ง’ ขึ้นเพื่อแชร์ประสบการณ์และความรู้สึกในช่วงเวลานั้นเพื่อให้แอนไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นมะเร็งและเราเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ขณะเดียวกัน แอนยังอยากถ่ายทอดประสบการณ์และส่งต่อพลังบวกให้กับคนอื่นได้เห็นว่า ขอให้เรายอมรับความจริงก่อน และมะเร็งก็เหมือนกับโรคอื่นๆ ที่เป็นได้ แต่เราสามารถหายจากการป่วยและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขดังเดิมนะหากเราไม่ยอมแพ้” 

ความงดงามในความทุกข์

“หลังจากเป็นมะเร็ง วิถีชีวิตแอนเปลี่ยนไปพอสมควร จากเมื่อก่อนที่เคยไปปาร์ตี้บ่อยๆ ทานอาหารไม่มีประโยชน์ นอนดึก เครียด แอนปรับความคิดตัวเองว่าหากเรายังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ มะเร็งคงจะกลับมาแน่ๆ จากที่เคยทานอาหารรสหวานจัด ตักน้ำตาลใส่ก๋วยเตี๋ยวที 5-8 ช้อน แอนเปลี่ยนมาเน้นอาหารรสชาติจืดลง จากที่ปาร์ตี้ทุกคืน กิจกรรมแอนเปลี่ยนไป ตอนนี้ชอบทำบุญตักบาตร สวดมนต์ อยู่กับลูกๆ และให้เวลาพวกเขามากขึ้น จะไม่ไปเที่ยวหรือแบบปาร์ตี้ทุกคืนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว 

“การเป็นมะเร็ง ไม่เพียงแต่จะทำให้แอนกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองและรักตัวแอนเองมากขึ้นเท่านั้น แต่มะเร็งยังช่วยคัดกรองคนในชีวิตที่รักและหวังดีกับเราจริงๆ จากแต่ก่อนที่จะแคร์ทุกคนและทุกสิ่งบนโลก แอนได้เห็นเลยว่าใครเป็นมิตรแท้ยามเราลำบาก ตอนนี้แอนให้ความสำคัญกับพวกเขามากกว่าเดิมเยอะมาก แอนอยากจะขอบคุณครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้ทิ้งแอนทั้งๆ ที่แอนเอาแต่ใจตัวเองมากเลยระหว่างการรักษา ขอบคุณทุกคนที่คอยสนับสนุนในทุกเรื่อง คอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ และไม่ทิ้งกันไปเสียก่อน พวกเขาทำให้เห็นเลยว่ามิตรภาพสวยงามขนาดไหน และแอนอยากขอบคุณและบอกตัวเองในเวลานั้นว่า ‘เก่งมากเลยนะที่ผ่านมาได้’”

จงมองโลกตามความเป็นจริง

“สำหรับแอน สิ่งที่ทำให้แอนมีกำลังใจเกิดขึ้นจากตัวเองเป็นลำดับแรกคือ การที่เราเชื่อมั่นว่าฉันจะต้องหาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแรกและเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้แอนกลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้าและกล้าก้าวเดินต่อไป ซึ่งนอกจากตัวเองแล้ว การเชื่อมั่นและเข้าใจในกระบวนการรักษา การดูแลตัวเองให้ดี เป็นอีกสิ่งที่จะมาส่งเสริมให้เราหายจากการป่วยได้ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บใดก็ตาม  

“แอนขอส่งกำลังใจให้หลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากตรงนี้เพียงลำพังว่า จริงๆ แล้วเราสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ ซึ่งหากเรายืนหยัดได้ด้วยตัวเอง นั่นจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนและมั่นคงกว่า เพราะกำลังใจที่ดีที่สุดคือกำลังใจจากเราเอง ดังนั้น ดึงพลังนักสู้จากตัวเรา ไม่ต้องสู้เพื่อใคร สู้เพื่อให้ตัวเราอยู่ต่อไปได้อย่างดีในแต่ละวัน เมื่อจุดตั้งต้นเราคือสู้ พลังบวกเหล่านี้จะส่งต่อถึงคนรอบข้างได้ และเมื่อคนรอบตัวของเรามีกำลังใจที่ดี พลังบวกเหล่านี้จะส่งกลับมาหาเราเช่นกัน แอนอยากให้โฟกัสไปที่เป้าเหมาย แม้ระหว่างทางอาจจะเหนื่อนหน่อย แอนรู้ค่ะ แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่ตามมาคุ้มค่ามากจริงๆ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ธวัชชัย แสงมณี (Porfoto Small)

ขอบคุณสถานที่: หนัง(สือ)2521, Drawingroom Coffee and Gallery

Nutrepreme ออกแบบสูตรอาหารด้วยหัวใจ มุ่งสร้างสุขภาวะและความสุขให้ผู้ป่วยมะเร็ง

ในขณะที่มะเร็งยังคงเป็นโรคที่มีความสำคัญในทางสาธารณสุขด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทว่า ด้วยความพยายามของบุคลากรทางการแพทย์ในทุกๆ สาขาวิชา ทำให้จำนวนผู้รอดชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์จากการทุ่มเทศึกษาและการวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อันนำไปสู่หนทางและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการป้องกัน รักษา และการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถอุ่นใจและพร้อมเดินหน้าต่อแม้จะพบว่าเป็นโรคมะเร็งแล้ว แต่ก็ยังสามารถกลับมามีชีวิตได้อย่างปกติสุข

หมออู๋-นพ. ธีรภพ ไวประดับ ศัลยแพทย์มะเร็งและเต้านม และ หมอจ๋า-พญ. อัญวีณ์ เกียรติอภิพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการชะลอวัย คือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้นำความรู้และความเชี่ยวชาญของตัวเอง มาริเริ่มและสร้างสรรค์สูตรอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งขึ้นโดยเฉพาะ กับการปลุกปั้น Nutrepreme ด้วยความคิด ความเชื่อ และความตั้งใจที่อยากให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานขึ้น พร้อมพันธกิจสำคัญคือ การเป็นเพื่อนร่วมทางในการดูแลและประคับประคองผู้ป่วยมะเร็งให้ผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดไปด้วยกัน

จุดเริ่มต้นของการทำเพื่อผู้อื่น

นพ. ธีรภพ: “ผมเติบโตมาในคลินิกรักษามะเร็งของคุณปู่ (นพ. สมหมาย ทองประเสริฐ) ท่านเป็นหมอศัลยกรรมที่รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการบูรณาการแบบองค์รวม ซึ่งเป็นหลักการในการบริการทางการแพทย์ที่เน้นการดูแลและรักษาผู้ป่วยโดยครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ หรือบางคนอาจเรียกว่าเป็น ‘การรักษาแบบทางเลือก’ การเติบโตท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้นทำให้ผมได้เห็นมาตลอดว่าผู้ป่วยต้องเผชิญกับความยากลำบากอะไรบ้าง ทำให้ตอนที่เริ่มต้น Nutrepreme เป้าหมายใหญ่ของพวกเราคือการมองหาหนทางว่า เราจะสามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญของเรามาช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร”

พญ. อัญวีณ์: “การอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนั้น ทั้งได้เห็นคนไข้ที่เข้ามารักษาในคลินิกด้วยอาการที่ค่อนข้างหนัก รวมถึงไม่มีโอกาสได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยเท่าทุกวันนี้ หมอคิดว่านี่เป็นทั้งความทรงจำและพันธกิจชีวิตของทั้งคุณหมออู๋และตัวหมอเองว่า เราจะดูแลคนไข้กลุ่มนี้ต่อไปอย่างสุดความสามารถ ซึ่งตลอด 10 กว่าปีที่คุณหมออู๋ได้ดูแลคนไข้มะเร็งมา คำถามที่ได้รับมาตลอดเลยคือ “คุณหมอ เป็นมะเร็งกินอะไรดี กินอะไรได้ และอาหารอะไรที่จำเป็นต่อผู้ป่วยมะเร็งบ้าง? คำถามซ้ำๆ เหล่านี้ทำให้เราเริ่มตระหนักว่า คนไข้ให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารอยู่ไม่น้อยเลย ขณะที่ทุกวันนี้เรายังไม่เห็นทางออกด้านอาหารที่เหมาะสมกับตัวโรคและร่างกายของพวกเขา

หากมองปัญหาที่คนไข้มะเร็งต้องเผชิญ ตัวโรคเองทำให้พวกเขากินอาหารได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การให้เคมีบำบัด ไปจนถึงการฉายแสง ยิ่งจะทำให้คนไข้มีภาวะร่างกายที่ทำให้กินยากขึ้นไปอีก เมื่อเกิดภาวะโภชนาการที่ไม่พร้อม แน่นอนว่าจะส่งผลต่อสุขภาพและทำให้ร่างกายไม่พร้อมรับการรักษา เมื่อคนไข้ทำการรักษาต่อเนื่องไม่ได้ ช่วงที่ต้องเว้นการรักษาไป จะเป็นนาทีทองที่มะเร็งสามารถเติบโตลุกลาม แพร่กระจายออกไป นี่เลยเป็นปัญหาใหญ่ที่พวกเราอยากจะช่วยเหลือคนไข้” 

สารอาหารที่จำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งคือโปรตีนและอาหารที่ไม่มีน้ำตาลหรือปริมาณน้ำตาลต่ำ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราการสลายโปรตีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติถึง 1.5-2 เท่า อาการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจะยิ่งทำให้คนไข้ได้รับสารอาหารดังกล่าวไม่เพียงพอ ทำให้ฟื้นตัวจากการรักษาได้ช้า มีภูมิคุ้มกันต่ำลง และอาจเกิดอาการแทรกซ้อนระหว่างการรักษาได้ง่าย การได้รับโปรตีนและกรดอะมิโนจำเป็นอย่างเพียงพอ จึงมีส่วนช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพิ่มค่าอัลบูมินให้กับร่างกาย รักษาระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดให้อยู่ระดับที่ยอมรับได้  ขณะที่น้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็งทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตเร็วขึ้น โดยอาหารที่มีอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ ส่วนมากแล้วจะมีปริมาณโปรตีนไม่สูงนัก ทั้งยังมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลอยู่มาก จึงยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างตรงจุด ผลิตภัณฑ์ของ Nutrepreme จึงถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญไปที่ หนึ่ง – การเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูง สอง – ไม่เติมน้ำตาล สาม – มีรสชาติอร่อยและกินง่าย สี่ – มีสารอาหารที่ช่วยให้รู้สึกคลายกังวล ลดความเครียด และมีความสุขมากขึ้น และห้า – มีราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งแม้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ 5 ข้อข้างต้นจะยาก มีมูลค่ามหาศาล และใช้เวลาในการพัฒนานาน แต่ก็ให้ผลลัพธ์คุ้มค่า 

นพ. ธีรภพ: “เพราะผมได้สัมผัสกับคนไข้โดยตรงและเป็นประจำ ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่คนไข้ต้องการและควรจะต้องได้รับ เมื่อเราตั้งเป้าว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งคือกลุ่มที่ต้องการจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด เราจึงให้ความสำคัญมากๆ ในทุกขั้นตอน ทั้งในส่วนของงานวิจัย วัตถุดิบ รวมถึงกระบวนการที่มีความซับซ้อน ซึ่งหากทำได้ นอกจากจะเป็นหลักประกันด้านคุณภาพที่ผู้ป่วยจะได้รับแล้ว นั่นจะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดไปให้ได้อย่างราบรื่น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพด้วยครับ”

Survivor Planner สมุดบันทึกส่งต่อแนวทางพิชิตโรค

นพ. ธีรภพ: “ที่โรงพยาบาลบำรุงราฎร์ ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับการทำ survivor planner ของโรงพยาบาล ซึ่งจากที่ผมได้อ่านงานศึกษาของเหล่าผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็ง (survivor) พบว่าการรักษาตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดของผู้ป่วยมะเร็งมีข้อมูลเยอะมาก เขาควรจะต้องจดบันทึกเพื่อนำไปใช้ ซึ่งเจ้าสมุดจดบันทึกนี้มีประโยชน์มากจริงๆ การที่เราสนับสนุน ‘Survivor Planner สมุดบันทึกพิชิตมะเร็ง’ จึงน่าจะเป็นเป็นประโยชน์กับคนไข้มากๆ ครับ”

พญ. อัญวีณ์: “เราเล็งเห็นความตั้งใจของคุณออย (ไอรีล ไตรสารศรี) ที่มีความมุ่งมั่นและมีหัวใจแห่งการแบ่งปันจริงๆ กับการออกมาแชร์สิ่งดีๆให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่พอเริ่มรู้ว่าเป็นมะเร็งแล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ซึ่งไม่ใช่แค่คนไข้ แต่รวมไปถึงญาติๆ และคนใกล้ชิดที่กังวลเช่นกันว่าจะต้องดูแลอย่างไร สิ่งที่คุณออยได้ทำ ทำให้เราคิดว่าการเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ จะเป็นโอกาสที่ดีมากในการส่งต่อความตั้งใจของเราไปยังผู้ป่วยมะเร็งได้

“สำหรับกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปีของ Art For Cancer ทาง Nutrepreme จะเข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านโภชนาการของ Nutrepreme ที่จะมาให้ความรู้ในเรื่องของอาหาร การให้ชุดข้อมูลด้านมะเร็งผ่านทางกิจกรรมต่างๆ และการจัดโรดโชว์ไปตามโรงพยาบาลต่างๆ อาทิ การบรรยายหรือการไปพูดเพื่อแบ่งปันความรู้และให้กำลังใจ โดยเราจะส่งทีมงานไปช่วยสนับสนุนตลอดทั้งปีนี้เลยค่ะ”

สร้างชุมชนส่งต่อกำลังใจเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

พญ. อัญวีณ์: “ในอนาคตอันใกล้ ทาง Nutrepreme จะมีแคมเปญเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่เรียกว่า ‘Happy Chemo Club (แฮปปี้คีโมคลับ)’ เราอยากจะส่งเสริมและสนับสนุนสิ่งที่เป็นพลังบวก ทั้งกิจกรรม ความคิด และความรู้สึกทั้งหมด เราอยากเปลี่ยนภาพของการเป็นมะเร็งที่ดูเศร้า เหนื่อย ร่างกายทรุดโทรมให้เป็นภาพอีกแบบหนึ่งที่จะทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจของคนไข้ที่กำลังทำคีโมเป็นไปอย่างมีความสุข เพื่อช่วยให้เขาสามารถผ่านช่วงเวลาของการรักษาที่ยากลำบากไปได้อย่างมีคุณภาพ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวบนเส้นทางนี้ และอยากเปลี่ยนมุมมองของการเป็นมะเร็งว่าไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มนุษย์เราสามารถพบได้ในชีวิต”

นพ. ธีรภพ: “โมเดล Happy Chemo Club เราจะทำในหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงการทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Happy Chemo Club’ ซึ่งจะเป็นชุมชนของผู้ป่วยมะเร็ง เพราะเราคิดว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดที่คนไข้มักจะกลัวและกังวลคือช่วงการให้เคมีบำบัด เราอยากสร้างชุมชนแห่งนี้เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านขั้นตอนดังกล่าวไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยจะไม่มีเรื่องของธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล นักโภชนาการ ตลอดจนผู้ประกอบการที่อยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุน เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ส่งต่อให้กับผู้ป่วยมะเร็งมากขึ้น และให้คนไข้ได้รับประโยชน์จริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคตเราอาจจะไปทำงานร่วมกับร้านอาหารสุขภาพที่เขาสามารถออกแบบอาหารสำหรับผู้ป่วยในระหว่างให้คีโม โดยเราจะแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนไข้เพื่อพวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง หรือการทำงานระหว่าง ‘Happy Chemo Club X เมคอัพอาร์ติส’ ในการให้คำแนะนำเรื่องการเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมซึ่งเป็นอันตราย เราอยากให้เกิดความสุขระหว่างการรักษาด้วยคีโม รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนพวกเขาในทุกๆ มิติทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ”

พญ. อัญวีณ์: “หาก Happy Chemo Club ประสบความสำเร็จ หมออยากจะขยายผลในส่วนนี้ออกไปสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งมีอีกหลายๆ เรื่องนอกเหนือไปจากกระบวนการรักษาที่คนไข้ต้องเผชิญ เช่น ในส่วนของสังคม ด้านชีวิตการทำงาน จริงๆ แล้วมิติเหล่านี้เกี่ยวข้องกันไปหมดเลยนะคะ เช่น ผู้ป่วยบางคนให้คีโมแล้วร่างกายต้องการการพักฟื้น ทำให้ต้องขาดงานบ่อย บางคนถูกหักค่าแรง เลยเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาเพื่อทำงานเก็บเงินไว้ให้ลูกได้เรียนหนังสือ ซึ่งเรื่องราวแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับใครบางคนที่ต้องเผชิญกับโรคพร้อมกับความกดดันรอบตัวโดยไม่มีใครเข้าใจ หมอคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการและสาธารณชนทราบว่าคนไข้ต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เพราะการเป็นมะเร็งไม่ได้ทำให้คนไข้สูญเสียความสามารถไปเลยนะคะ เพียงแต่จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาต้องการเวลาในการฟื้นฟูตัวเอง และหากเราสามารถให้ความรู้ ตลอดจนแนวทางในการปฏิบัติตัวได้ นี่จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการรักษาสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีมากขึ้น มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตตามปกติ ขาดงานน้อยลง เกิดการช่วยเหลือกันในสังคมของคนไข้มะเร็ง ทำให้พวกเขาได้รับการเกื้อกูลในองค์รวม ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเองหรือครอบครัว แต่รวมไปถึงองค์ประกอบทางสังคมต่างๆ ที่แวดล้อมตัวเขาด้วย”

เพราะคุณชีวิตที่ดีของคนไข้คือพันธกิจของเรา         

พญ. อัญวีณ์: “อย่างที่บอกว่าการดูแลคนไข้มะเร็งถือเป็นพันธกิจชีวิตของครอบครัวเราไปแล้ว สำหรับตัวหมอเอง เมื่อได้เข้าไปเรียนในสาขาเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ชะลอวัย ทั้งสองสาขานี้เป็นองค์ความรู้ที่สามารถผนวกเข้าด้วยกันและส่งเสริมกันได้ อีกทั้งความรู้และประสบการณ์ของเราทั้งสองคน ทั้งด้านศัลยกรรมมะเร็ง ด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการชะลอวัยที่เน้นในเรื่องโภชนาการ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่าองค์ความรู้เหล่านี้สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนไข้ได้มหาศาล

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราพบว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำทำให้ภาพรวมของสุขภาพร่างกายคนไข้ดีขึ้นตามลำดับ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจด้วยแล้ว นั่นทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าเราเดินมาถูกทาง สำหรับหมอสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งที่ชุบชูหัวใจของเรา หมอดีใจและภูมิใจได้ทำงานตรงนี้ค่ะ”

นพ. ธีรภพ: “ผมเห็นชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งมาตั้งแต่เด็ก ผมอยู่ในคลินิกรักษามะเร็ง ได้ซึมซับเรื่องการรักษามะเร็งทั้งแบบแผนทางเลือก แผนการรักษาแบบบูรณาการ (Integrated Care) แผนไทย แผนจีน และแผนปัจจุบัน นั่นทำให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่งก็คือ หากคุณมีสตางค์ คุณจะอยู่ได้นานขึ้น จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพมากขึ้น แล้วถ้ากำลังทรัพย์ของผู้ป่วยมีจำกัดล่ะ นี่คือเรื่องจริงของผู้ป่วยมะเร็งนะครับ ด้วยด้านหนึ่งในวิชาชีพ ผมยังทำงานเป็นแพทย์อาสาในต่างจังหวัด เมื่อได้เห็นผู้ป่วยในสองสถานที่ เรียกว่าคนละโลกกับโรงพยาบาลชั้นนำในเมืองเลย เราต้องยอมรับว่า บางครั้งบางที คนไข้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้จริงๆ ทุกครั้งที่ผมผ่าตัดผมจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อกำจัดก้อนเนื้อออกจากคนไข้ให้ได้มากที่สุด แต่การรักษาไม่ได้หยุดแค่นั้น พวกเขายังต้องผ่านกระบวนการอีกมากมายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น อะไรก็ตามที่สามารถช่วยดูแลคนไข้ให้พวกเขามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข นั่นจึงเป็นความสุข แรงขับดัน และเป็นสิ่งที่ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด”

เคล็ด (ไม่) ลับ ห่างไกลมะเร็ง

นพ. ธีรภพ: “ผมจะบอกคนไข้ของผมเสมอว่า กำลังใจที่สำคัญที่สุดและยั่งยืนที่สุดคือตัวเราเอง เวลาที่ใครพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พูดง่ายๆ เหมือนโดนฟ้าผ่า การเป็นมะเร็งทำให้คนไข้ต้องเจอกับอะไรที่ยากและมีเรื่องให้คิดมากมาย บางคนที่เป็นมะเร็งไม่อยากมารักษาเพราะหยุดงานไม่ได้ เพราะต้องเลี้ยงครอบครัว เพราะฉะนั้น เขาอาจต้องเลือกในสิ่งที่จำเป็นกว่า แต่ผมอยากให้เขาดึงความคิดกลับมาให้ได้ มะเร็งเมื่อเป็นแล้ว ต้องให้เวลาตัวเองในการยอมรับกับความจริงและกลับมาสู่ความเป็นจริงให้ได้ จากนั้นจัดการทุกอย่างด้วยสติ ให้กำลังใจตัวเอง เพราะชีวิตคุณยังไปต่อได้และมีค่ามากพอที่จะไปต่อ

“สำหรับในเรื่องของการป้องกัน ผมว่า หนึ่งคือเราจำเป็นต้องแสวงหาความรู้เกี่ยวกับตัวโรคและอะไรคือความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในแต่ละชนิด เพศหญิงและเพศชายมีโอกาสในการเกิดมะเร็งชนิดไหนได้บ้าง ซึ่งเมื่อเรามีชุดข้อมูลแล้ว นั่นจะเป็นแนวทางให้เราได้ว่า เราควรจะดูแลร่างกายเราอย่างไรเพื่อให้ชีวิตเราห่างไกลจากความเสี่ยงนั้น สองคือการหมั่นตรวจสุขภาพเมื่อถึงวัยที่ต้องตรวจ ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญเช่นเดียวกัน เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจแมมโมแกรมควรเริ่มต้นที่อายุ 40 ปี เพราะการตรวจเร็ว รู้เร็ว การรักษาก็จะทำได้เร็ว ทำให้โอกาสในการหายเป็นปกติจะสูงขึ้นตาม รวมทั้งมะเร็งบางชนิดสามารถป้องกันได้ เช่น มะเร็งปากมดลูกที่มีวัคซีนป้องกัน หรือมะเร็งตับซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจากการเป็นไวรัสตับอักเสบบี คุณหมอจะมีวัคซีนในการป้องกันโรคไวรัสชนิดนี้เช่นกัน บางคนอาจบอกว่า ทานมังสวิรัติ วิ่งมาราธอน ส่วนหนึ่งอาจช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่ไม่ได้เป็นการรับประกันเลยว่าคุณจะไม่เป็นมะเร็งนะครับ การคัดกรองจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพได้ และเราจำเป็นต้องรู้ประวัติของคนในครอบครัวว่ามีความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ไหม เพื่อที่จะเฝ้าระวังว่าเรามีความเสี่ยงอะไรบ้างและป้องกันในส่วนที่ทำได้ เมื่อเราทำทุกอย่างเรียบร้อยและสุดความสามารถแล้ว หากอะไรจะเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติครับ

“ในพาร์ทของการเป็นหมอ ผมคิดว่าคำพูดที่เราพูดคุยกับคนไข้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่พูดกับคนไข้เลยคือ คุณเป็นระยะที่เท่าไหร่ คุณอยู่ได้อีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ซึ่งผมอยากจะรณรงค์ด้วยซ้ำว่าคำพูดเหล่านี้ ไม่ได้ส่งผลในแง่บวกกับคนไข้เลย สำหรับผม คำพูดคุณหมอเป็นสิ่งมีผลต่อความรู้สึกและกำลังใจคนไข้มากนะครับ อย่างน้อยเขามาเจอเราเพียงแค่ 5-10 นาทีในการตรวจ การส่งพลังงานบวกให้กับเขา จะเป็นแนวทางที่ผมเลือกใช้ เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มต้นด้วยการแบ่งเกรด ไปกำหนดชีวิตของเขา นอกจากจะส่งผลต่อความรู้สึกคนไข้มากๆ แล้ว ยังส่งผลต่อการตัดสินใจแนวทางการรักษา หรือการปฏิบัติที่ญาติจะมีต่อคนไข้โดยอัติโนมัติด้วย เช่น การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวของคนป่วยทั้งหมดแบบที่อาจทำให้คนไข้คิดว่าเขาจะอยู่ได้อีกเพียง 3 / 6 / 9 เดือน แน่นอนว่ากำลังใจจากคนไข้เองเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างก็สำคัญไม่แพ้กัน ในการรักษาโรค ไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม หากกายและใจแข็งแรงเป็นไปในทางบวก นั่นจะส่งผลให้การรักษาและฟื้นฟูเป็นไปในทางที่ดีตามไปด้วย”

พญ. อัญวีณ์: “เอาจริงๆ มะเร็งคือเราเลยนะคะ เพราะมะเร็งเกิดขึ้นจากเซลล์ที่มีการกลายพันธุ์หรือเรียกว่าแปลงร่างไป ทีนี้ถ้าร่างกายของเราแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดี ร่างกายจะตรวจเจอว่ามีเซลล์หน้าตาแปลกๆ ออกมาและสามารถกำจัดทิ้งด้วยตัวเองได้ แต่เมื่อไหร่ที่ภูมิคุ้มกันของเราลดลง ทหารของเราหละหลวม เจ้าเซลล์หน้าตาแปลกๆ เหล่านี้จะเกิดการเล็ดลอด แล้วไปแบ่งตัวออกลูกออกหลานจนเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้นมา ซึ่งถ้าถามว่าเราจะทำอย่างไรหรือว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรเพื่อป้องกันมะเร็ง หมอคิดว่าเราต้องพูดในแง่ของการลดความเสี่ยงมากกว่า

“คำแนะนำของหมอคือ หนึ่ง – เริ่มจากภายในตัวเองก่อนจากการทำจิตใจให้สบาย เมื่อร่างกายของเราไม่หลั่งสารแห่งความเครียดหรือว่าสารเคมีที่ผิดปกติออกมา ความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ผิดปกติจะลงลด สองคือพยายามนำสารพิษและสิ่งปรุงแต่งเข้าร่างกายให้น้อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ การกลับมาใช้ชีวิตที่กลับสู่ธรรมชาติ กลับสู่พื้นฐาน มีการปรุงแต่งที่น้อยลง จะเป็นแนวทางที่จะสามารถเข้ามาช่วยได้ เพราะฉะนั้น หลักง่ายๆ ที่ทุกคนน่าจะสามารถทำได้คือการทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงเพื่อที่ตัวเราจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตัวเองได้ นอกจากนี้คือถามตัวเองสม่ำเสมอว่า เราทำงานหนักเกินไปไหม มีความเครียดมากเกินไปหรือเปล่า ลองย้อนกลับมาทบทวนการใช้ชีวิตของเรา ลองใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวภาพดูไหม นอนให้เร็วขึ้น ลดการกินอาหารแปรรูป ย้อนกลับสู่ความสมดุลมากขึ้น รวมถึงสมดุลทางจิตใจด้วย ดูเหมือนเป็นคำทั่วไปมากเลยนะคะ แต่การใช้ชีวิตอย่างเป็นปกตินี่แหละจะสร้างภูมิคุ้มกันให้เราได้เป็นอย่างดีเลย

“แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน เพราะฉะนั้น หากมะเร็งเกิดขึ้น หมออยากให้ทุกคนตั้งสติ เราอาจจะหลุดไป เครียด เศร้า ร้องไห้ ใช้เวลาตรงนั้นเท่าที่คุณต้องการ แต่อย่าจมดิ่งอยู่นานเกินไป ยอมรับและอย่าลืมดึงสติกลับมาดูว่าเราจะจัดการอย่างไร พยายามรักษาทั้งกายและใจตัวเองให้อยู่ในแดนบวก ให้กำลังใจตัวเอง เป็นแสงสว่างให้ตัวเองกลับสู่ลมหายใจแล้วไปต่อด้วยกันค่ะ”

พญ. อัญวีณ์ เกียรติอภิพงษ์
นพ. ธีรภพ ไวประดับ

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: พญ. อัญวีณ์ เกียรติอภิพงษ์ / นพ. ธีรภพ ไวประดับ
ข้อมูลเพิ่มเติม: www.nutrepreme.com

ณิชารีย์ โรจนกีรติกานต์ เพราะการปล่อยวางคือศิลปะการคิดให้ชีวิตมีสุข

พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวถึงเรื่องความทุกข์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความทุกข์ เปรียบเสมือนการแบกหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเอาไว้ ระหว่างทาง ปากเราก็บ่นว่าหนัก พยายามเรียกหาคนช่วย บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำสารพัดวิธี เพื่อหวังให้สบายขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เราไม่ทำคือ วางหินก้อนนั้นลง เมื่อรู้สึกหนักจึงทำให้เราเกิดทุกข์ ทว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้น กลับไม่ใช่หิน แต่เป็นเพราะการแบกหิน ดังนั้น วิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้คือ วางมันลง” สำหรับ ตุ๊-ณิชารีย์ โรจนกีรติกานต์ เธอได้เลือกใช้วิธี ‘วางมันลง’ แบบเดียวกับที่พระไพศาลได้กล่าวไว้ในการรับมือกับมะเร็งลำไส้ที่เธอเผชิญเมื่อหลายปีก่อนหน้าอย่างมีสติและรู้เท่าทัน ทั้งตัวโรคและเสียงจากภายในหัวใจ

การรักษาที่เปลี่ยนร่างกายไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ตุ๊พบว่าระบบขับถ่ายของตัวเองไม่เหมือนเดิม จากการขับถ่ายที่เป็นปกติมาโดยตลอด เริ่มมีอาการท้องผูกเรื้อรัง แต่ในเวลานั้น เธอคิดว่าอาจเพราะพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการดื่มน้ำน้อย ทำงานหนัก อดนอน และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุโดยทั่วไปที่สามารถทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ จนกระทั่งเธอมีอาการมากขึ้นและมีลักษณะของอุจจาระต่างไปจากเดิม

เธอตัดสินใจเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อ กระทั่งคุณหมอวินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเริ่มเข้ารับการรักษาอยู่ 1 ปีเต็ม ในการรักษา คุณหมอแนะนำให้รับประทานยาควบคู่กับการฉายแสงเพื่อจำกัดก้อนมะเร็งไม่ให้ลุกลามก่อน จากนั้นจึงทำการผ่าตัด ซึ่งโชคดีที่เซลล์มะเร็งไม่ได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองและผนังลำไส้ชั้นอื่น แม้จะมีส่วนที่ซับซ้อนอยู่บ้างคือต้องผ่าตัดและทำทวารเทียมระหว่างรอให้แผลในลำไส้ต่อกันอย่างสนิท การผ่าตัดมะเร็งลำไส้อาจเสี่ยงต่อระบบขับถ่ายที่จะไม่ปกติไปตลอดชีวิตเพราะตำแหน่งใกล้กับทวารหนัก ขั้นตอนถัดมาคือการให้เคมีบำบัดทางเส้นเลือด ซึ่งร่างกายของเธอตอบสนองต่อตัวยาได้ดี ขั้นตอนสุดท้ายคือการผ่าตัดเก็บทวารเทียม

“การรักษาช่วงแรกคือการฉายแสง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษให้บริเวณที่ฉายแสงสะอาดอยู่เสมอและไม่เปียกน้ำ เพราะคุณหมอได้มีการทำเครื่องหมายไว้บนผิวหนังผู้ป่วย เป็นตำแหน่งที่เที่ยงตรงในการฉายแสง ถ้าเส้นนี้ลบเลือนไปคุณหมอจะต้องจำลองการรักษาเสมือนจริงอีกครั้งทำให้เสียเวลาในการรักษาได้ นอกจากนี้การฉายแสงมักจะทำให้เส้นเลือดเปราะ ในกรณีที่ฉายแสงบริเวณใกล้เคียงกับกระเพาะปัสสาวะจะทำให้คนไข้ส่วนใหญ่เกิดก้อนลิ่มเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้ หากเส้นเลือดเปราะแล้วมักจะไม่หายขาด ตุ๊รับมือกับความเสี่ยงนี้ด้วยการรับประทานอาหารเสริมเลซิตินและวิตามินอีเพื่อช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย มีในไข่แดง ถั่วเหลือง และเมล็ดทานตะวัน ตุ๊เชื่อว่าวิธีนี้ช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง สังเกตจากการที่ไม่เคยมีลิ่มเลือดปนออกมากับปัสสาวะเลย

“การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด สิ่งที่อยากแชร์คือเมื่อผ่าตัดแล้ว แม้จะเจ็บปวดก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงและพยายามช่วยเหลือตัวเองในวันรุ่งขึ้นเลยเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วที่สุดและป้องกันลำไส้ติดกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดผังผืดในช่องท้อง ซึ่งจะทำให้เจ็บปวดทรมานในภายหลัง ช่วงเวลานี้อยากให้ทุกคนอดทนค่ะ แต่ช่วงที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านจะเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในการรักษามะเร็งลำไส้ ตุ๊ต้องดูแลตัวเองในหลายด้านทั้งทวารเทียม เคมีบำบัด และยา ในช่วงนี้ตุ๊เบื่ออาหาร อ่อนเพลียมาก และใจสั่น เมื่อเพิ่มอาหารเสริมวิตามินรวมและแร่ธาตุจึงอาการดีขึ้น ผลจากการรับเคมีบำบัดและไม่ได้ดื่มน้ำให้เพียงพอทำให้ทุกวันนี้ตุ๊ยังมีอาการชาที่มือและเท้า  ซึ่งช่วงแรกๆ ที่มีอาการชา ตุ๊รู้สึกกังวลนะคะ แต่ตอนนี้อยู่กับอาการนี้ได้แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ทานยารักษาปลายประสาทอย่างต่อเนื่องซึ่งคุณหมอประเมินว่าอาจจะประมาณ 10 ปี ขณะที่ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งที่คาดไม่ถึงคือการเกิดภาวะไส้เลื่อนหลังจบการรักษามะเร็งแล้ว 3 ปีเนื่องจากช่วงที่มีทวารเทียมที่หน้าท้องต้องรับเคมีบำบัดทางเส้นเลือดด้วยอีก 5 รอบ เป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอมาก ตุ๊ได้แต่นอนพักไม่ได้ออกกำลังกายหรือบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเลย ประกอบกับอายุมากด้วยค่ะ ตอนนี้ผ่าตัดรับการรักษาเรียบร้อยแล้วค่ะ

‘3 อ.’ รหัสไม่ลับดูแลสุขภาพ

สำหรับเรื่องมะเร็ง ปีนี้การรักษาครบ 5 ปีแล้ว ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจะมีการตรวจเลือดร่วมกับส่องกล้องปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ถ้าไม่พบความผิดปกติ ทางการแพทย์ถือว่าหายขาดแล้วค่ะ

“สำหรับการดูแลสุขภาพ ตุ๊ใช้หลัก 3 อ. ในการดูแลสุขภาพตัวเอง นั่นคือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือเรื่อง ‘อาหาร’ เพราะสาเหตุการเป็นมะเร็งลำไส้ของตัวเองน่าจะเกี่ยวกับอาหารเป็นหลัก ช่วงที่ทำงานหนักๆ ตุ๊แทบจะไม่ได้ทำอาหารเองเลย ซึ่งอาจจะได้รับสารปนเปื้อนเข้ามาในร่างกาย ปัจจุบันเลยทำอาหารทานเอง พยายามทานอาหารที่ปรุงใหม่ ไม่ใส่ผงชูรส ให้ความสำคัญกับการล้างผักผลไม้มากขึ้น และอนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศไปทานอาหารนอกบ้านด้วย สำหรับการ ‘ออกกำลังกาย’ กิจกรรมที่เลือกคือการแกว่งแขนและเดินเล่น โดยจะทำตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำแบบนั้นเลยค่ะ ขณะที่ อ. สุดท้ายอย่าง ‘อารมณ์’ ตุ๊จะพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลาย หากรู้สึกเครียดเมื่อไหร่ จะหยิบการฝีมือมาทำ นั่งสมาธิ สวดมนต์ และฟังธรรมะ จะพยายามทำทั้ง 3 อ. นี้ให้ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ”

เปิดบันทึกสู้มะเร็ง

มะเร็งไดอารี่ Cancer Diary เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ช่วงที่ตุ๊กำลังรักษาตัว และลูกสาวเป็นคนชวนให้ทำเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ให้กับคนอื่น น้องพยายามให้กำลังใจคุณแม่ คอยกระตุ้นว่า “คุณแม่คะ ประสบการณ์ที่เรามีจะช่วยคนอื่นได้นะคะ” แล้วตุ๊เองก็เคยมีความคิดอย่างนั้นมาก่อนด้วยว่าอยากใช้ความรู้และสิ่งที่เราเคยประสบมาช่วยให้คนอื่นมีความรู้ในการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมะเร็งหรือว่าเรื่องสุขภาพด้านอื่นๆ

“เนื้อหาที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องชีวิต เรื่องโรค และวิธีการรักษาที่ผ่านมา ตั้งแต่การตรวจรักษาว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ข้อผิดพลาด อยากจะให้ทุกคนได้รู้ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง และผ่านมาได้อย่างไร ซึ่งจะมีทุกอารมณ์ทั้งเครียด สนุก สุข เศร้า รวมทั้งการปล่อยวางกับชีวิต แต่หลักๆ จะเน้นวิธีการป้องกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เล่าด้วยภาษาธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าใจ โดยมีลูกสาวคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง ซึ่งฟีดแบคที่ตอบกลับมาทำให้ตุ๊ได้รับความชื่นใจมากเลย อย่างคำขอบคุณหรือการถามไถ่เวลาคนอ่านมีข้อสงสัย ถึงจะมีไม่เยอะ ซึ่งจริงๆ แค่คนเดียวที่ได้ประโยชน์ไป ตุ๊ก็ดีใจและภูมิใจแล้วนะคะที่ได้ทำ”

สูญเสียแต่ไม่สูญเปล่า

“ก่อนป่วยตุ๊มองว่ามะเร็งน่ากลัว เพราะตอนที่ทำงานด้านสุขภาพ เคยเห็นคนไข้มะเร็งทรมานจากอาการปวด ตัวตุ๊เองเลยพยายามรักษาสุขภาพให้ดีมาโดยตลอด ไม่เคยป่วยหนักนอกจากโรคเบาหวานที่มาทางพันธุกรรม ซึ่งตอนที่ทราบว่าเป็นมะเร็ง จึงรู้สึกกลัวและช็อคมาก ถึงแม้ว่าในใจเราคิดไว้แล้วว่ามีโอกาสเป็นได้นะ แต่พอถึงเวลาที่ทราบจริงๆ กลับทำใจไม่ได้เลย การเป็นมะเร็งทำให้ตุ๊รู้สึกว่าเวลาของชีวิตเราน้อยลง ไม่ได้กลัวความเจ็บปวดอย่างที่เคยคิด อาจเพราะตัวเองค่อนข้างอดทนกับความเจ็บปวดได้ดี แต่กลัวตายเพราะว่าห่วงลูก ซึ่งการห่วงลูกและอยากอยู่กับเขาไปนานๆ เป็นพลังและกำลังใจสำคัญให้เราอยากอยู่ต่อ อยากหาย อยากกลับมาแข็งแรงเพื่ออยู่กับเขา รวมถึงการได้รับการดูแลที่ดีจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ผ่านมาได้จนถึงวันนี้

นอกจากความโชคดีที่มีลูกสาวเข้าใจ เป็นกำลังใจ ดูแลอย่างดีแบบที่ทำทุกอย่างให้เราโดยไม่รังเกียจแล้ว ตุ๊ยังได้ข้อคิดอีกหลายๆ อย่างหลังจากเป็นมะเร็งว่า นี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์อย่างเราที่ต้องพบกับความเสื่อมตามสังขารและโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องปกติ เมื่อเรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ มุมมองและความคิดของตุ๊เปลี่ยนไปเลยนะคะ การป่วยเป็นมะเร็งเหมือนเป็นสิ่งที่มาเตือนให้รู้ว่าชีวิตคนเราสั้นเหลือเกิน เราควรเลือกสิ่งที่สำคัญกับตัวเรา สิ่งที่จะทำให้จิตใจเราดี เลยทำให้ลดละกิเลสลงได้มาก มองสิ่งไม่ดีของคนอื่นน้อยลง มองโลกอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น และประมาทให้น้อยลง ตอนนี้ตุ๊จะมองตัวเองก่อนว่าเราคิดดีแล้วหรือยัง ผิดศีลหรือเปล่า เบียดบังคนอื่นไหม และพยายามอภัยให้กับคนอื่นโดยไม่ต้องรอคำขอโทษ รู้แล้วว่าเราไม่ควรจะเอาเรื่องไม่สำคัญมาเป็นความสำคัญของชีวิต หันมามองคุณค่า รวมถึงใส่ใจกับร่างกาย หัวใจ คนที่เรารักและรักเรา โดยเฉพาะลูกสาว เพื่อที่เราจะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลือ

สำหรับคนที่เป็นมะเร็งและกำลังรักษาอยู่ ถึงแม้ว่ากระบวนรักษา เราจะเจอกับเรื่องทุกข์หลายอย่าง เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และเสียทั้งใจ อาจทำให้เราเหนื่อยและท้อแท้ ตุ๊ขอให้มีกำลังใจนะคะ แม้ว่ามะเร็งจะทำให้เราทุกข์ทรมานอยู่บ้าง แต่เมื่อเราชนะแล้ว ไม่ว่าเราจะเหลือเวลามากน้อยแค่ไหนนั่นจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และนั่นมีความหมายมากกว่า”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล 
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

สุภาวดี จุ้ยศุขะ จัดการมะเร็งด้วยหลักคิด ‘ครองตนด้วยสติ’

ผศ. สุภาวดี จุ้ยศุขะ (อีส) ผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ระยะลุกลาม อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งไทรอยด์เมื่อ 15 ปีก่อน หลังคุณหมอพบก้อนเนื้อที่คอ แม้ชนิดของมะเร็งไทรอยด์ที่เธอเป็นในเวลานั้นจะมีความรุนแรงไม่มาก ทว่าก็ได้ลุกลามไปยังอวัยวะหลายส่วนในร่างกาย เธอต้องพบกับอาการแพ้อย่างหนักจากรังสีไอโอดีนระหว่างการรักษา แต่เธอไม่เคยมองว่านั่นคือความหนักหน่วงของชีวิตแม้แต่น้อย มุมมองต่อมะเร็งของเธอแตกต่างไปจากมิติที่เราเคยพบและสัมผัส เพราะ ‘มะเร็ง’ สำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่เป็นแล้วต้องตาย แต่เป็นเพียงอีกหนึ่งโรคทางกายที่เป็นได้ก็รักษาได้เช่นเดียวกัน 

สัญญาณเตือนมะเร็งไทรอยด์

ด้วยอีสมีโรคประจำตัวคือโรคลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เธอมีตารางพบกับแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจเพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งวันหนึ่งในระหว่างขั้นตอนการตรวจหัวใจที่เธอจะต้องเงยหน้า คุณหมอได้สังเกตเห็นลักษณะบวมและเป็นก้อนบริเวณลำคอ ในเวลานั้นเธอไม่ได้เอะใจ อีกทั้งไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น อีสจึงปล่อยความผิดปกตินั้น จนเวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งปีจากที่คุณหมอเคยทัก “พี่เริ่มมีไข้ บวมบริเวณคอ แต่คิดว่าน่าจะเกี่ยวกับต่อมทอนซิลและไทรอยด์ จนสุดท้ายตัดสินใจไปพบคุณหมอ หลังจากดูดเซลล์ด้วย FNA (Fine Needle Aspiration) คุณหมอแจ้งผลว่าพี่เป็นมะเร็งไทยรอยด์ ในเวลานั้นพี่อยากหา second opinion เพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษาอีกครั้ง จนมาได้มาตรวจที่คลินิกพิเศษ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อคุณหมอดูผลจากโรงพยาบาลแรกที่พี่ถือไป ท่านรีบสั่งผ่าตัดด่วน เพราะว่ามะเร็งไทรอยด์ลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้ว”

ด้วยมะเร็งไทรอยด์ชนิดที่มีความรุนแรงน้อย การรักษาหลังผ่าตัดจึงใช้วิธีการกลืนแร่หรือสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-131  (I 131) เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งส่วนที่เหลือออกให้หมด “พี่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง ตั้งแต่บวม อาเจียนหนัก ทานอะไรไม่ได้ เหนื่อย หายใจไม่ทัน และนอนราบไม่ได้ ต้องนั่งหลับเอา ในการกลืนแร่ครั้งที่ 3 พี่ต้องบอกคุณหมอว่าไม่ไหวแล้ว แต่คุณหมอไม่แนะนำเพราะว่าโดยตำแหน่งที่เป็น มะเร็งจะสามารถลามไปที่ปอด กระดูกสันหลัง และกะโหลกได้ พี่ตกลงตามนั้นและกลืนแร่เป็นรอบที่ 4 แต่ตัวเซลล์มะเร็งของพี่ไม่ตอบสนองกับรังสีที่กลืนแล้ว การรักษาจึงหยุดอยู่แค่ตรงนั้น จนกระทั่งได้มาตรวจเจอมะเร็งที่ขั้วปอด หัวใจ และเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผ่าตัดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) โดยจะใช้ยาไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยวิธีการไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลเป้าหมายแบบตรงจุด แต่เซลล์มะเร็งของพี่ไม่ตอบสนองกับการรักษาแบบนี้อีกเหมือนกัน เลยทำอะไรไม่ได้ มะเร็งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเลยต้องปล่อยไว้อยู่ตรงนั้นไป 

ผ่านมาอีกช่วงหนึ่ง คุณหมอนัดทำ PET/CT scan ทำให้พบก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่ต่อมหมวกไตและหลอดลมอีก ซึ่งท่านห่วงว่าถ้าโตขึ้นจะไปเบียดหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้ ตอนแรกเราวางแผนว่าจะทำการผ่าตัดแล้วเย็บปิดหลอดลม เพราะก้อนยังไม่ใหญ่มาก แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีการจัดการกับหลอดลม จนถึงปัจจุบันหลอดลมพี่ยังโอเคอยู่ ไม่ได้มีอาการหายใจหรือบวมมากผิดปกติ 

ก่อนที่จะพบว่าเป็นมะเร็ง ช่วงที่คอบวม พี่ไม่ได้มีอาการอะไรที่น่ากลัวนะ ถ้าคุณหมอไม่ได้ทักพี่คงใช้ชีวิตตามปกติ ถ้าช่วงที่หนักจริงๆ คงจะเป็นตอนรักษาด้วยการกลืนแร่ แต่อาการหนักๆ เป็นอยู่แค่ช่วงสั้นๆ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป พี่ว่าการรักษาที่ผ่านมาไม่ได้มีขั้นตอนที่ยากมากนักสำหรับพี่ ส่วนการใช้ชีวิตหลังรักษา ด้วยพี่ไม่มีฮอร์โมนไทรอยด์ เพราะถูกผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกไป หลังผ่าตัดใหม่ๆ พี่ต้องทานแคลเซียมกับวิตามินดีตลอด เพราะว่าถ้าขาดแคลเซียมอาจเกิดอาการชักได้ และพี่จะเซนซิทีฟมากกว่าคนทั่วไปถ้าอากาศหนาวหรือร้อนมาก การดูแลร่างกายในปัจจุบันจะมีการเทคฮอร์โมนไทรอยด์ เลยทำให้ต้องติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ระดับของฮอร์โมนสมดุล ส่วนมะเร็งในจุดต่างๆ จะเป็นไปในลักษณะของติดตามผล แบบถ้าตรงไหนที่มีปัญหา คุณหมอจะให้การเป็นการรักษาแบบเจาะจงเฉพาะจุด”

อยู่อย่างประมาณตน  

“ภาพภายนอกพี่อาจจะดูก๋ากั่น แต่เรื่องเหล้า บุหรี่ พี่ไม่มีเลย ฉะนั้น ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ตัดออกไปได้ ส่วนการใช้ชีวิต พี่เป็นคนทำอาหารทานเอง แต่ไม่ถึงขนาดทานอาหารคลีน คืออยากทานอะไรก็ทาน ก่อนหน้านี้พี่มีช่วงปรับตัวเองอยู่เหมือนกันจากกระแสคำพูดที่ว่า คนเป็นมะเร็งอย่าทานเนื้อสัตว์ แรกๆ ที่ได้รับข้อมูลมา พี่ลองทำตาม แต่ทำไปได้ประมาณ 6 เดือน พี่รู้สึกเวียนหัวบ่อยๆ จนมาพบว่าพลังงานของอาหารที่เราทานไปไม่เพียงพอกับกิจกรรมในแต่ละวันที่เราต้องเดินทางไปทำงาน สอน เลยตัดสินใจกลับมาทานอาหารปกติ โดยจะมีหลักง่ายๆ คือมีอะไรทานอย่างนั้น แต่เน้นให้ครบทั้ง 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่เพียงพอ

การดูแลร่างกายพี่ไม่ได้เข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป และกิจกรรมที่พี่ดึงเข้ามาใช้ในเรื่องการดูแลตัวเองอีกหนึ่งกิจกรรมคือโยคะ หลายๆ คนจะคิดถึงการทำท่าหรืออาสนะที่ผาดโผนเวลาเราพูดถึงโยคะ แต่จริงๆ แล้ว พอพี่ได้ไปอินเดียและมีโอกาสได้เข้าไปถึงแก่นของศาสตร์ด้านนี้จริงๆ โยคะคือวิถีชีวิตเลยนะ วิธีการที่เราเลือกกิน วิธีคิดของเรากับสิ่งต่างๆ วิธีการหายใจ โยคะคือการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการทำสมาธิ คือการทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อให้พร้อมกับการนั่งนิ่งๆ นานๆ ได้ นั่นคือความเป็นพุทธนั่นแหละ 

จริงๆ พี่มาเริ่มฝึกหายใจแบบโยคะหลังจากเจอมะเร็ง ซึ่งสิ่งที่พี่ได้รับรู้ว่าในสเตจสุดท้ายของผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหลายๆ อย่างที่ทำให้ผู้ป่วยจากไปแบบกระวนกระวายได้ แต่พี่ไม่อยากอยู่ในสภาวะแบบนั้น จึงเลือกฝึกหายใจเพื่อที่จะนิ่งที่สุดหากวาระสุดท้ายของตัวเองมาถึง โยคะจึงเป็นอีกหนึ่งหนทางในการดูแลด้านร่างกายและจิตใจของพี่ด้วย”

รู้เท่าทันความจริงที่เกิดขึ้น

“พี่รู้สึกว่าการที่สังคมคิดและพูดว่า ‘ถ้าเป็นมะเร็งแล้ว ฉันต้องต่อสู้ มีกำลังใจ เข้มแข็ง และต้องมองโลกในแง่ดี หรือการที่คนเป็นมะเร็งอ่อนแอ เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยต้องได้รับกำลังใจเยอะๆ คนรอบข้างต้องเชียร์อัพคนป่วยตลอดเวลา’ เป็นดาบสองคมอยู่เหมือนกัน พี่เข้าใจว่านี่เป็นความปรารถนาดีซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเราเสพข้อมูลในเชิง emotional เข้ามาเยอะๆ อาจส่งผลลบให้กับตัวเองที่เป็นผู้ป่วยอยู่ได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับอาการของโรคและอารมณ์ยังแกว่งอยู่ นั่นอาจมีผลทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือกังวลไปล่วงหน้าว่ามะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัว ร้ายแรง อาจรู้สึกว่าทำไมโรคนี้ถึงแย่อย่างนี้ล่ะ และสิ่งที่เราต้องทำคือเข้มแข็ง ต้องต่อสู้นะเมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้ นั่นทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเริ่มดำเนินชีวิตไปตามคำแนะนำต่างๆ ที่พรั่งพรูเข้ามาด้วยความหวังดี จนเกิดเป็น infomation overload ซึ่งส่งผลทำให้เขาจัดการกับตัวเองด้วยสติได้ยากขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นอาหารซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เซนซิทีฟมาก พี่จะพูดทุกครั้งเลยว่าคนเป็นโรคมะเร็งจะมีภาวะเบื่ออาหาร เหม็นกลิ่นอาหาร คือถ้าเขาทานไม่ได้จริงๆ อย่ารบเร้าเขา เพราะร่างกายของผู้ป่วยต้องการพัก ซึ่งการที่เราหาหรือทำอาหารที่ทำให้คนป่วยทานได้ง่ายขึ้นในช่วงที่เขาเหม็นกลิ่นต่างๆ เป็นส่วนสำคัญ ขณะเดียวกันคนป่วยเองก็ต้องมีสติกับร่างกายว่าตัวเองทานอะไรแล้วสบายตัว ทานอะไรแล้วอึดอัด อย่าทานตามคำแนะนำของคนอื่นๆ เพราะคนที่รู้จักร่างกายดีที่สุดคือตัวเราเอง

ถ้ามองจากภายนอกเข้ามา หลายคนอาจรู้สึกว่าพี่เข้มแข็งที่ผ่านเรื่องหนักๆ มาได้ แต่เอาจริงๆ พี่คิดว่าคงเป็นเพราะมุมมองที่พี่มองโรคมะเร็งมากกว่า พี่ไม่ได้มองว่าเขาเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาตั้งแต่ต้น ถ้าเราแยกเรื่องอารมณ์และจิตใจออกไป มะเร็งเป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรังทางกายที่สามารถรักษาได้ พี่อยู่กับคุณพ่อสองคน กับเรื่องอื่นท่านอ่อนไหวนะ แต่กับเรื่องมะเร็งคุณพ่อจะชิวมากเพราะว่าคุณย่าพี่เสียจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่คุณพ่อยังเล็กๆ แล้วญาติฝั่งคุณพ่อ ทั้งคุณอาและคุณป้าก็เสียจากมะเร็งเช่นเดียวกัน ท่านเลยมองว่ามะเร็งคือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์และพี่คงได้เห็นและซึมซับสิ่งที่เกิดขึ้นมาในความคิดเราด้วยละมั้ง”

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

“พี่ว่าผู้ป่วยจะต้องมีสติกับทุกเรื่องเลย ทั้งการทาน การใช้ชีวิต รวมทั้งวิธีคิด ถ้าเรามีสติ เราจะมีเหตุผลมากพอในการตัดสินใจกับเรื่องต่างๆ พี่คิดว่าถ้าเราสามารถเข้าใจมายด์เซ็ตที่เป็นภาพใหญ่ในเรื่องของสติได้ มันจะคลุมทุกอย่างหลังจากนั้นได้หมด ถ้าเขามีสติ เขาจะรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นมะเร็งนะ แล้วเป็นมะเร็งชนิดไหน เขาจะเริ่มหาข้อมูล กลั่นกรองข้อมูลด้วยเหตุและผล รู้ว่าถ้าเป็นในสเตจนี้ควรจะดูแลร่างกายอย่างไร รู้ถึงวิธีการทานว่าควรจะทานอะไรแล้วสบายร่างกาย ได้สารอาหารครบ หรือควรจะอยู่กับผู้คนแบบไหนแล้วสบายใจ หรือควรพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีสภาพแวดล้อมแบบไหนแล้วหายใจสะดวก ทุกอย่างที่พูดมาครอบด้วยสติทั้งหมดเลย 

สำหรับกำลังใจ พี่ว่ากำลังใจที่ดีที่สุดสร้างขึ้นได้จากตัวเราเอง ตัวพี่ที่ผ่านเรื่องนี้มาแล้ว พี่พบว่า ถ้าเรารักตัวเอง เข้าใจตัวเอง และมีกำลังใจในตัวเองอย่างมั่นคงและหนักแน่น ตัวเรานี่แหละที่เป็นกำลังสำคัญซึ่งทำให้ผ่านความยากของชีวิตไปได้ พี่บอกเพื่อนๆ หลายคนที่เป็นมะเร็งว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เดี๋ยวมันจะผ่านไปตามขั้นตอน ตามระยะเวลา เราเป็นคนสวย เป็นคนเท่ ต้องผ่านไปแบบอย่างสวยๆ เท่ๆ แล้วเมื่อมองกลับมา เราจะมองกลับมาได้อย่างภูมิใจ แบบเชิดๆ ว่าเห็นไหมล่ะ เราผ่านมาได้นี่นา” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล  
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
ภาพเพิ่มเติม: สุภาวดี จุ้ยศุขะ

กุลธิดา จักรานุวัฒน์ ‘จงมองจุดต่ำสุดเป็นจุดเริ่มต้นใหม่’

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 กุลธิดา จักรานุวัฒน์ หรือ ‘บิ๊ก’ ไปหาหมอจากอาการปวดหัวที่เป็นมาหลายวันแบบไม่ยอมหาย จากความคิดแค่ว่า ถ้าได้ยาแก้ปวดมาทาน อาการต่างๆ คงจะทุเลาและดีขึ้นตามลำดับ กลับกลายเป็นว่าผลเลือดในวันนั้นระบุว่าเธอมีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ท่ามกลางความรู้สึกกลัว ตกใจ และเสียใจ บิ๊กกลับมาตั้งสติและเริ่มต้นรับมือกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แม้ช่วงเวลาที่มาผ่านมา เธอจะพบกับความขรุขระอยู่เป็นระยะๆ แต่ในความไม่ราบเรียบนั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งการมองโลก การใช้ชีวีต และการเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง โดยมีมะเร็ง ตัวเธอ และโยคะเป็นทั้งเพื่อนและครูที่ช่วยสอนหัวใจให้รู้จักการยอมรับ กล้าเผชิญ และปล่อยวาง 

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์

“จำได้ว่าวันนั้น บิ๊กมีอาการปวดหัว แต่ไม่ได้รุนแรงขนาดไมเกรน เป็นการปวดแบบรำคาญที่ปวดไม่หายสักที บิ๊กทนมาเรื่อยๆ เพราะไม่ชอบทานยา จนวันที่สามยังไม่หาย วันที่สี่เลยไปพบคุณหมอ ในเวลานั้นเป็นช่วงที่คุณปอ (ทฤษฎี สหวงษ์) ไม่สบาย เป็นโรคไข้เลือดออก คุณหมอเลยกลัวว่าเราจะเป็นโรคนั้นหรือเปล่า จึงทำการตรวจทั่วไปและขอเจาะเลือด ซึ่งตอนนั้นบิ๊กมีไข้สูง แต่ตัวเองไม่รู้เลยนะว่าเราไข้สูง รู้สึกแค่ปวดหัว ตอนกลับมาฟังผลในวันเดียวกัน หมอพูดคำแรกว่า “ผมสงสัยว่าคุณจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว” บิ๊กสตั้นไปพักหนึ่ง เพราะไม่เคยมีความรู้เรื่องมะเร็งอยู่ในหัวมาก่อนเลย คุณหมอเลยอธิบายให้ฟังว่า คนปกติจะมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count: WBC) ประมาณ 4,500-10,000 cell/ml แต่ของบิ๊กคือทะลุเพดานเป็น 170,000 คุณหมอส่งบิ๊กตรวจอีกครั้งกับคุณหมอเฉพาะทางในวันรุ่งขึ้นเพื่อเช็กอย่างละเอียด” 

หลังการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ หรือ CML (Chronic Myeloid Leukemia) คุณหมอได้แนะนำแนวทางการรักษาให้กับบิ๊กไว้ 2 วิธี หนึ่งคือการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก และสองคือการทานยาเพื่อกำจัดสิ่งที่สร้างเม็ดเลือดขาวมากเกินปกติ 

“สำหรับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกจะยากตรงที่ว่าจะต้องเป็นสายเลือดโดยตรง นั่นคือพ่อแม่หรือพี่น้องเท่านั้น จะเป็นญาติทางใดทางหนึ่งไม่ได้เลย ซึ่งคุณหมอบอกว่าการรักษาวิธีนี้จะยากขึ้นไปอีกตรงที่ว่าเราจะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าครอบครัวของเราจะ pair กับเราได้ไหม คุณหมอเลยแนะนำให้ทานยา ซึ่งหากผลตอบรับดี ก็ให้ใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ แต่ยาชนิดนี้มีราคาสูงมาก ณ เวลานั้น คุณหมอจึงให้ข้อมูลของ กลุ่มกำลังใจแมกซ์สมายส์ องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งหากเรามีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ จะทำให้เราไม่ต้องเสียค่ายาแรงขนาดนั้นได้ โดยบิ๊กรักษาอยู่กับมูลนิธินี้ในช่วง 3 ปีแรก ปัจจุบันบิ๊กมารักษากับอาจารย์หมอที่ศิริราช การรักษายังเป็นการทานยาและนัดตรวจเลือดทุกๆ 3 เดือนค่ะ”  

ดูแลกาย ระวังใจ สู่การอยู่กับมะเร็ง

“สำหรับผลข้างเคียงของยาที่ทาน โดยทั่วไปจะเป็นได้ตั้งแต่การมีผื่น น้ำหนักขึ้น ผิวขาวมากกว่าปกติเพราะตัวยาจะไปทำปฏิกิริยากับเม็ดสีของผิว การปวดเมื่อยตามข้อและกระดูก แต่จะคนจะมีอาการแตกต่างกัน แต่อาการแพ้ที่ทุกคนจะต้องเจอแน่ๆ เลยคือ อาเจียน บิ๊กอาจจะโชคดีที่มีเพียงอาการอาเจียนในช่วงวันแรกๆ เท่านั้น ในการดูแลร่างกาย ทั้งคุณหมอและเจ้าหน้าที่ของทางมูลนิธิแนะนำให้บิ๊กใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย ซึ่งการเป็นโรคนี้ ร่างกายเราจะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่ไปสั่งให้เม็ดเลือดขาวสร้างมากเกินไป การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะทำให้ร่างกายมีโปรตีนและสารอาหารที่สมดุลกัน ก่อนหน้านี้บิ๊กไม่ทานเนื้อสัตว์ เลยกลับมาทานเหมือนเดิม โดยจะเว้นอย่างเดียวคือเนื้อวัว นอกจากนี้ คือการนอนให้เป็นเวลา เพราะการทานยาทำให้เราต้องพยายามทานให้เป็นรูทีน เป็นไซเคิลในการออกฤทธิ์ ขณะที่การออกกำลังกาย ด้วยค่าเลือดของบิ๊กถือว่าไม่มีปัญหา เลยสามารถออกกำลังกายอย่างโยคะได้ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง และตัวเองเป็นคนฝึกโยคะแบบพอดีกับร่างกายตัวเองมาตลอดอยู่แล้ว

ในเรื่องจิตใจ จังหวะก่อนหน้าที่บิ๊กจะทราบว่าตัวเองเป็น เพื่อนของบิ๊กคนหนึ่งป่วยด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและจากไปเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น พอมาคิดเรื่องเพื่อนในเวลานั้น เลยทำให้ตัวเองยิ่งเครียดและกังวลมากขึ้นไปอีก ถามตัวเองตลอดว่าเราจะมีชีวิตอยู่แค่ไม่กี่อาทิตย์แล้วเหรอ ความรู้สึกต่างๆ ถาโถมเข้ามา ทำให้คืนที่ทราบว่าอาจเป็นมะเร็งกลายเป็นคืนที่แย่เอามากๆ คิดว่า ‘ฉันจะทำอย่างไร จะเป็นอย่างไรต่อไป ระหว่างที่ต้องดูแลตัวเองต้องยากแน่ๆ เพราะมะเร็งเม็ดเลือดขาวคือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เราต้องระวังขนาดไหนกันถ้าต้องไปอยู่กับคนหมู่มาก ชีวิตเราต้องเปลี่ยนไปขนาดไหน นี่เรากำลังจะตายแล้วเหรอ’ คิดวนอยู่แบบนั้นอยู่หลายสัปดาห์ ซึ่งบิ๊กรู้แหละว่าเราทุกคนต้องไปถึงจุดนั้นในสักวัน แต่เรายังคงกลัวและเศร้าอยู่เป็นระยะๆ 

สิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่ช่วยบิ๊กไว้ได้เยอะคือ โยคะ การฝึกโยคะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานอกจากจะได้เรื่องร่างกายแล้ว ยังเป็นการฝึกใจด้วย บิ๊กใช้โยคะในการเข้ามาดูหัวใจตัวเอง บิ๊กยอมรับว่าไม่ง่าย แต่นั่นเป็นกระบวนการที่เราจะต้องให้ใจได้เรียนรู้ บิ๊กเลยปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ารู้สึกดาวน์คือดาวน์ แต่จะพยายามเอาใจเรากลับมาให้เร็วที่สุด ตอนนั้นทุลักทุเลพอสมควร แต่ยังคงฝึกและวนอยู่เป็นลูปอย่างนั้นจนใจเริ่มนิ่งมากขึ้นและอยู่กับสิ่งที่เรากำลังเจออยู่ได้ เอาจริงๆ ถ้าลองดูสิ่งที่ปฏิบัติกับความเป็นจริงนี่ค่อนข้างจะขัดแย้งกันในตัวพอสมควรเลยนะคะ เพราะการป่วย แน่นอนว่าต้องมีความเครียดเข้ามาไม่มากก็น้อย แต่เราต้องพยายามที่จะไม่เครียด เพราะว่าถ้ายิ่งเครียด จิตใจกับร่างกายจะเริ่มไม่สัมพันธ์กัน จะยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันเรายิ่งแย่และร่างกายอ่อนแอลง ดังนั้น การดูแลร่างกายให้แข็งแรงเท่าที่เราจะทำได้เป็นเรื่องสำคัญมากเท่าไหร่ เรื่องใจก็สำคัญมากเท่านั้น ตอนนี้ทั้งร่างกายและจิตใจบิ๊กแข็งแรงขึ้นมาก บิ๊กยอมรับ เข้าใจ และอยู่กับโรคได้แล้วค่ะ”

มะเร็ง คือ wake-up call

“จริงๆ แล้ว มะเร็งค่อนข้างที่จะใกล้ตัวบิ๊กเหมือนกัน เพราะคุณแม่และคุณยายเสียด้วยมะเร็งปอด ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนสูบบุหรี่ ซึ่งบิ๊กได้เห็นแล้วล่ะว่า มะเร็งเป็นโรคที่ใครจะเป็นก็ได้ เป็นโรคที่ป้องกันไม่ได้เลย พอได้เห็นตัวอย่างแบบนั้น ตัวเราเองเลยพยายามไม่เก็บมาคิด ใช้ชีวิตปกติและดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ ทั้งการฝึกโยคะ การพักผ่อน การทานอาหาร การดูแลความคิดและจิตใจ ใช้ชีวิตบนทางสายกลางมาตลอด แต่พอมาเป็นมะเร็ง ถามว่าความคิดความรู้สึกเราเปลี่ยนไปไหม มีสิ่งที่เปลี่ยนไปอยู่เหมือนกัน นั่นคือมายด์เซ็ตในการใช้ชีวิตที่บิ๊กใช้อย่างมีคุณค่ามากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เราไม่ได้เห็นค่าอะไรมากนัก การเป็นมะเร็งเหมือนเป็น wake-up call ว่าจริงๆ แล้วความตายใกล้ตัวพวกเรามากเลยนะ ถึงต่อให้คุณไม่เป็นมะเร็งก็ตาม ฉะนั้น ทุกวันนี้ เวลาตื่นมาและพบว่าตัวเองยังมีชีวิต บิ๊กเลยอยากทำให้ในวันนั้นดีและมีค่าที่สุด ในวันที่เราหงุดหงิดจากงาน จากสิ่งรอบตัว แล้วตามหัวใจไม่ทัน เราจะคิดว่าไม่เอา ช่างมัน เพราะเราไม่รู้เลยนะว่าจะมีวันพรุ่งนี้ไหม จะเสียเวลาหงุดหงิดกับสิ่งที่ไม่มีค่าไปเพื่ออะไร จะมีความคิดแบบนี้เข้ามาเตือนอยู่ตลอดเวลา 

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนจากคนรอบๆ ตัว คือนักเรียนบางคนอาจจะเห็นว่าการสอนของบิ๊กเปลี่ยนไป แต่พวกเขาไม่รู้หรอกนะว่าเป็นเพราะอะไร ปกติบิ๊กเป็นคนที่สอนแล้วตั้งใจ พลังจะมาเต็ม เพราะเจตนาคืออยากจะแชร์สิ่งที่ดีของโยคะให้ได้มากที่สุด แต่ในความตั้งใจของเราอาจทำให้นักเรียนบางคนรู้สึกเครียดและกดดัน นี่เลยเป็นอีกหนึ่งเรื่องหลังจากเป็นมะเร็งที่ทำให้บิ๊กได้กลับมาทบทวนตัวเอง มาดูว่าความเข้มงวดของเราส่งผลอะไรกับนักเรียนบ้าง บิ๊กสัมผัสได้ว่านักเรียนรู้ถึงเจตนาดีของเรา ตั้งใจฝึก และไม่ได้หายไปไหน แต่เขาฝึกด้วยความกลัว ความเกร็ง ความเครียด ซึ่งสะกิดเราว่า ในเมื่อเขาตั้งใจเข้ามาเรียนกับเรา การได้รับความรู้สึกแบบนั้นกลับไปไม่ใช่หรือเปล่า เลยทำให้บิ๊กผ่อนคลายขึ้น เพราะเราไม่อยากให้เขารู้สึกเครียดแบบเดิมอีกแล้ว แต่อยากให้เขารู้สึกว่าเขามาฝึกเพราะเขารักโยคะ ได้ฝึกกับครูคนนี้แล้วสนุก สบาย รีแล็กซ์ และได้ยังประโยชน์เหมือนเดิม ก่อนหน้านี้บิ๊กอาจมีกำแพงที่สูงลิ่วจนคนกลัว ซึ่งจริงๆ ตัวเองเป็นคนตลกและบ๊องคนหนึ่งเลย แต่เรารู้สึกว่าเวลาสอน เราสวมหมวกของบทบาทครูทำให้เราไม่ยอมแสดงมุมที่มีความเป็นมนุษย์ทั่วไปของตัวเองออกมา นี่คือสิ่งที่เราได้จากมะเร็ง ถือว่าเป็นแง่บวกเลยแหละ” 

“เธอทำดีแล้ว”

“ถ้ามองย้อนกลับไป บิ๊กอยากบอกว่า ‘เธอทำดีแล้ว’ บิ๊กรู้สึกภูมิใจและอยากขอบคุณตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมากับการที่สามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นคง แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ นี่คือชีวิตจริงที่ย่อมมีขึ้นมีลง จนถึงตอนนี้ บิ๊กไม่รู้สึกว่าทำอะไรพลาดไปและไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองต้องดิ้นรนต่อสู้มาตลอด 5 ปี  

จุดหนึ่งที่บิ๊กไม่ได้แชร์กับใครเลย เพราะจริงๆ แล้ว ส่วนตัวบิ๊กเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะอินโทรเวิร์ตและด้วยความที่มะเร็งเป็นโรคร้ายแรง เรารู้สึกว่าการบอกใครไปจะเป็นผลดีรึเปล่า ดังนั้น นอกจากครอบครัว จะมีเพียงเพื่อนสนิทและเจ้านายที่ทราบ บิ๊กคิดเยอะพอสมควร จนกระทั่งมาโควิดนี่แหละที่บิ๊กเห็นคนเครียดกับสถานการณ์เยอะมากๆ ซึ่งแปลกอยู่เหมือนกัน เพราะบิ๊กควรจะเครียด เนื่องจากเราเป็นกลุ่มเสี่ยงและโควิดจะมีผลกับเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของคนโดยตรง แต่ปรากฏว่าเราไม่เครียดเลย อาจเพราะว่าเราอยู่กับมะเร็งมา 5 ปี ปีนี้คือปีที่ 6 มะเร็งทำให้บิ๊กมองโลกอีกแบบว่าถ้าเราไม่ได้ดูแลตัวเองหรือประมาท แล้วเกิดเป็นโควิดหรือโรคอะไรก็แล้วแต่ขึ้นมา เราจะโกรธตัวเองที่ไม่เต็มที่ แต่ถ้าเราดูแลตัวเองเต็มที่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เราจะไม่เสียใจ แต่จะแค่จัดการกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและไม่มานั่งเครียดล่วงหน้าแบบที่เคยเป็นมา บิ๊กเลยอยากมาแชร์เรื่องราวของตัวเองเพื่อส่งกำลังใจกับคนที่กำลังทุกข์ เครียด หรือต้องต่อสู้กับอะไรในชีวิตอยู่ว่า ในที่สุดแล้วเราจะผ่านไปได้ค่ะ

รู้ทันหัวใจ

“สำหรับหลายๆ คน หรือกระทั่งตัวบิ๊กเอง แค่บอกว่าเป็นมะเร็งก็รู้สึกกลัวแล้ว ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา บิ๊กอยากให้คนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ว่า อนุญาตให้ตัวเองกลัว เศร้า เสียใจ หรือโกรธไปเลย นี่คือสิ่งที่คุณต้องปลดปล่อยออกมาจากระบบในชีวิต เพราะยิ่งเก็บไว้และคิดว่า ‘ไม่ได้นะ ฉันต้องเข้มแข็ง ฉันต้องแข็งแรง ฉันต้องไม่คิด’ ความรู้สึกเหล่านี้จะยังคงค้างอยู่ภายในใจ นั่นจะไม่เป็นผลดีเลย 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึกแบบนี้อาจจะวนเป็นลูป บางวันอาจจะดี บางวันรู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา อีกวันอาจจะรู้สึกเศร้าลงไปอีก ปล่อยให้เป็นกระบวนการธรรมชาติ เพียงแต่ให้รู้ว่า ณ เวลานี้ เรากำลังรู้สึกอะไร ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากเกินไป แน่นอนว่าแต่ละคนจะใช้เวลาในการปล่อยความรู้สึกนี้ออกไปจากตัวได้ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ให้เวลาตัวเองเต็มที่ค่ะ จนวันหนึ่ง คุณจะพบว่า ‘เอ้อ ทุกสิ่งที่เราคิดและรู้สึกหมดจากระบบในตัวเราแล้วนะ’ และวันนั้นคุณจะเริ่มเข้าใจและปรับตัวให้อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างมั่นคง สำหรับบิ๊ก ชีวิตคนเราเมื่อ hit bottom แล้ว หลังจากนั้น จะมีแต่ขึ้นและขึ้น บิ๊กอยากให้มองแบบนั้นเสมอ ขออย่างเดียวคือเมื่อลงไปถึงจุดที่ลึกที่สุดแล้ว อย่าปล่อยตัวเองให้จมอยู่แบบนั้น พอแตะพื้นแล้ว ให้ถีบตัวและว่ายขึ้นมา วันนั้นคุณจะพบว่า เราทำได้จริงๆ ค่ะ”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล   
ภาพ: ศุภชัย เหล่ากุลรักษ์ 
ขอบคุณสถานที่: บ้านต้นไม้สีขาว

นพ. อนิรุทธ์ นิรนาท ใช้ความรู้เป็นฮาวทูช่วยผู้ป่วยมะเร็งผ่านเพจ ‘หมอหมูสู้มะเร็ง’

นพ. อนิรุทธ์ นิรนาท หรือคุณหมอหมู คือศัลยแพทย์มะเร็งวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม และเป็นผู้ก่อตั้งเพจ ‘หมอหมูสู้มะเร็ง’ เมื่อราว 10 ปีก่อน โดยตั้งใจให้เพจแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่สามารถแบ่งปันความรู้ด้านมะเร็งที่ถูกต้องให้แก่ผู้ป่วยและคนทั่วไป จากแรกเริ่มที่เป็นการแชร์ข่าวสารเกี่ยวกับโรคมะเร็ง คุณหมอได้ขยับบทบาทสู่การเป็นคอนเทนท์ครีเอเตอร์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาเกี่ยวข้องกับมะเร็งแบบรอบด้านเพื่อส่งต่อความรู้และกำลังใจให้แก่กัน สำหรับคุณหมอแล้ว การช่วยให้ผู้เจ็บป่วยจากโรคทางกายและหมดกำลังใจให้กลับมามีสุขภาพที่ดีและใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้คือความสุขและแรงบันดาลใจ 

ส่งต่อความรู้เพื่อสู้มะเร็ง

หลังจากเรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คุณหมอได้ศึกษาต่อทางด้านศัลยกรรมทั่วไป ทำงานเป็นหมอเฉพาะทางที่โรงพยาบาลศิริราช กระทั่งต่อยอดความรู้ด้านศัลยศาสตร์ มะเร็งวิทยา ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งบทบาทนอกเหนือไปจากการเป็นผู้ให้การรักษา

“หลังจากเรียนจบศัลยศาสตร์ มะเร็งวิทยา และได้มาทำงานรักษาคนไข้ ผมมักพบคำถาม ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังรักษา ซึ่งเป็นชุดคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ และทำให้ผมคิดว่าหากประชาชนสามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องน่าจะช่วยคลายกังวลเรื่องโรคมะเร็ง รวมถึงสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งชุดคำถามซ้ำๆ ในหลายครั้งเป็นคำถามที่มักเริ่มต้นมาจากความเชื่อที่ผิด ผมเลยคิดว่าตัวเองคงจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดที่ผมไม่มีทีมงาน การใช้เฟซบุ๊กจึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผมคิดว่าจะสามารถนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ออกไปได้และสามารถศึกษาวิธีการต่างๆ ได้ด้วยตัวเองจนเกิดเป็นเพจ ‘หมอหมูสู้มะเร็ง’ ขึ้น โดยเนื้อหาในช่วงแรกจะมีตั้งแต่การหาข่าวจากแหล่งต่างๆ ในลักษณะของการรวบรวมข่าว รวมถึงเนื้อหาในส่วนที่ผมจัดทำขึ้นด้วยตัวเอง หลังจากนั้นผมเริ่มทำคอนเทนต์ที่เป็นของเรามากขึ้น ด้วยความหวังที่อยากให้คนไข้และคนทั่วไปได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ใช่ความเชื่อผิดๆ เพราะว่าความเชื่อเหล่านั้นอาจส่งผลเสียหรือสามารถนำพาชีวิตเขาไปอีกแนวทางหนึ่งเลย”

หลังจากทำเพจไปได้พักใหญ่ๆ คุณหมอพบว่าตัวเพจเป็นการพูดด้านเดียว กลุ่มสาธารณะในชื่อ ‘รู้ สู้ มะเร็งเต้านม By หมอหมู‘ จึงถูกตั้งขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนชุมชนย่อยๆ ที่คนไข้สามารถตั้งกระทู้ถามได้สามารถสื่อสารกันแบบ two-way communication ได้ “ข้อแตกต่างก็คือ ความเคลื่อนไหวภายในกลุ่มสาธารณะนี้จะมีคนคอยเข้ามาพูดคุย ตั้งกระทู้ถาม ให้กำลังใจกัน รวมถึงมาคอยอัพเดทเรื่องราวของตัวเองด้วย”

ความเชื่อ VS ความจริง

“ตัวอย่างคลาสสิคที่ผมเจอบ่อยมากๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมะเร็งก็อย่างเช่น คนเป็นมะเร็งห้ามทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ทานได้แต่ปลา ซึ่งชุดความเชื่อนี้ หากนำไปปฏิบัติระยะยาวอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ เช่น การทานเมนูปลาเพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลานานๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแรกคือ ความไม่ยั่งยืน หลายคนอาจทำไม่ไหวกับการต้องทานเมนูเดิมๆ แบบเดียว นั่นส่งผลต่อสภาพจิตใจอยู่มากเหมือนกันนะครับ ขณะเดียวกันการมีข้อจำกัดดังกล่าวก็ทำให้ร่างกายของเราขาดสารอาหารได้ ผู้ป่วยมะเร็งต้องถูกจำกัดเรื่องการรับประทาน ส่งผลให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อการรักษาหลักๆอย่างเช่นการผ่าตัด การให้ยาเคมี เพราะความไม่พร้อมทางร่างกาย นี่เป็นหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการรักษามะเร็งและการใช้ชีวิตเลยนะ แต่ผมคิดว่าเราทุกคนสามารถแก้ไขในจุดนี้ได้ด้วยการตรวจสอบชุดข้อมูลที่ได้มาทุกครั้งก่อนที่จะเชื่อหรือลงมือทำ ยิ่งทุกวันนี้ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย ลองหาแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือแบบที่มีหลักฐานซึ่งสามารถอ้างอิงได้ หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่คุณจะสามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงๆ”

เพราะอยากเห็นคนสุขภาพดี

“ถ้าในแง่ของเป็นหมอรักษา เราถูกสอนมาเพื่อที่จะให้การรักษากับคนไข้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเลือกการรักษาเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่งและมีความเชี่ยวชาญทางนี้ แล้วเราสามารถใช้สิ่งที่ตัวเองมีช่วยรักษาคนให้คนไข้หายเจ็บป่วย พ้นจากความทุกข์ทางกาย ในแง่ของแพทย์นั่นคือความสำเร็จสูงสุด ขณะที่บทบาทของคอนเทนครีเอเตอร์ การที่ลูกเพจส่งข้อความหลังไมค์มาทางไดเร็กแมสเสจหรือทางไลน์ว่าขอบคุณมากเพราะข้อมูลที่เขาได้ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เช่น ความรู้เรื่องอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งสามารถทานได้ ซึ่งก่อนหน้าเขาอาจถูกห้ามทานอาหารบางประเภทที่จริงๆ แล้วทานได้ปกติ การทราบข้อมูลเหล่านี้ทำให้เขามั่นใจในการปฏิบัติตัว ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องอยู่กับความเชื่อที่ผิด นี่จึงเป็นทั้งแรงผลักดันและความสุขที่ผมสามารถทำในสิ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้

กายและใจต้องไปด้วยกัน

“สิ่งที่ผมอยากแนะนำอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือการรักษาสุขภาพทางกาย และสองคือการดูแลสุขภาพใจ สำหรับสุขภาพกายเริ่มต้นเลยคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักอาหารหลัก 5 หมู่ ทานให้เพียงพอ หลักการมีง่ายๆ เท่านี้เลย ซึ่งถ้าเรารับประทานอาหารอย่างเพียงพอ ครบทั้ง 5 หมู่ที่ต้องการแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมใดๆ เลยนะ เพราะเราไม่ได้ขาดอะไรแล้ว สองคือเรื่องการออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ซึ่งรูปแบบการออกกำลังกายก็ขึ้นอยู่กับบุคคลว่าจะแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน สภาพร่างกายในเวลานั้นเป็นอย่างไร เช่นว่าถ้าอยู่ในช่วงนี้ยังรับการรักษาเคมีบำบัดอยู่ ก็ปรับการออกกำลังกายให้เป็นแบบเบาๆ ก่อนหรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้รอจนหายดีและแข็งแรงขึ้น แล้วค่อยเริ่มต้นและเพิ่มความเข้มข้นตามความสามารถของร่างกายในเวลานั้น เอาจริงๆ ผู้ป่วยมะเร็ง หากดูแลตัวเองได้ดีก็สามารถกลับมามีร่างกายแข็งแรงได้ตามปกติเลยนะครับ

ส่วนเรื่องของจิตใจ สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือความหนักแน่น นั่นหมายความว่า คุณจะต้องรับฟังข้อมูลอย่างมีสติ เมื่อได้ข้อมูลมาอย่างเพิ่งเชื่อไป 100% สมัยก่อนไม่มี Google และ Social Media การหาข้อมูลเป็นเรื่องยุ่งยาก เปรียบเทียบกับตอนนี้ที่ ข้อมูลหาง่าย แต่ข้อมูลจริงหายาก ข้อมูลที่ถูกใจและแชร์เยอะ ไม่ได้หมายความว่าถูกต้อง พิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มิใช่จากยอดไลก์และแชร์ ขณะเดียวกัน หากำลังใจและพลังงานบวกให้กับตัวเอง เพราะว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม แล้วประโยคที่ว่า “การเป็นมะเร็งคือการแปะป้ายว่าคุณตายแน่ๆ” ผมขอให้เปลี่ยน mindset ใหม่ทั้งหมด เพราะมะเร็งคือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีวิธีการรักษาและการรักษาในปัจจุบันมีประสิทธิภาพนะครับ ความก้าวหน้าทางการแพทย์มาไกลมากแล้วในเวลานี้ ผมพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนดูแลตัวเองได้ดีมากๆ นอกจากการมีสุขภาพที่ดีจากการดูแลตัวเองอย่างดี การมองโลกอย่างไรก็มีผลมากเช่นกัน  ผมเปรียบเทียบง่ายๆ หากเป็นเบาหวานและเราสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดี ดูแลสุขภาพกายและใจได้ดี โรคก็จะสงบไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีบางช่วงที่น้ำตาลขึ้นสูงหรือต่ำ แต่ก็สามารถอยู่ภายใต้การควบคุมและแก้ไขให้กลับมาอยู่ในช่วงปกติได้ มะเร็งก็เช่นกัน ผมเข้าใจความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่าเราตกใจและใจเสียเป็นอันดับแรกแน่นอน แต่อยากจะให้เปลี่ยน mindset ว่าการเป็นมะเร็งไม่เท่ากับต้องตาย เมื่อคุณทราบแล้วว่านี่คือโรคเรื้อรังพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม คุณจะมีแนวทางปฏิบัติในการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วคุณจะอยู่กับโรคได้แบบปกติสุข”

ลดเสี่ยง ป้องกัน ตรวจคัดกรอง

“สำหรับวิธีที่จะทำอย่างไรให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็ง เรื่องแรกคือการลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป แต่โดยรวมก็จะมีสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น บุหรี่ สุรา เป็นต้น เรื่องที่สองคือการป้องกัน อย่างเช่น เรารู้สาเหตุของมะเร็งหลายชนิด หากเราป้องกันได้ อย่างเช่น มะเร็งปากมดลูกซึ่งมีวัคซีนป้องกัน ลองพิจารณาไปรับเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ เพราะสามารถช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็งได้อย่างชัดเจน มีการศึกษาที่ยืนยันแล้ว หรือมะเร็งตับที่ปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบจะช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ เป็นต้น แล้วในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิวัฒนาการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น มียาหรือวัคซีนต่างๆ ที่ป้องกันโรคมะเร็งได้ดี ครอบคลุม และปลอดภัยมากขึ้นอีก ซึ่งผมอยากจะรณรงค์ให้ไปรับบริการกันนะครับ เรื่องที่สามคือหมั่นไปตรวจสุขภาพเพราะมะเร็งหลายๆ ชนิดเขามีโปรแกรมการตรวจคัดกรองอยู่ แม้การตรวจไม่ได้ช่วยป้องกันให้เราปลอดจากโรค แต่จะช่วยให้เราตรวจเจอมะเร็งได้เร็วขึ้น ซึ่งการตรวจเจอได้เร็ว มีระยะโรคน้อย รักษาได้ก่อน ความซับซ้อนและผลข้างเคียงของการรักษาจะน้อยลง และมีโอกาสหายได้สูงขึ้น ถ้าสามเรื่องนี้ คุณสามารถทำได้ ชีวิตคุณก็อยู่ห่างไกลจากมะเร็งแน่นอน



เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล 
ภาพ: วิรัตน์ รุ่งเรืองมีทรัพย์