ฤทธิชัย-ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี โลกเปลี่ยนในวันที่พ่อป่วย

“เราไม่ใช่พ่อลูกที่สนิทกันเท่าไหร่” 

เจสซี่-ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี อาจารย์สาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลูกสาวคนโตเกริ่นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ คุณพ่อสจ๊วต-ฤทธิชัย รุ่งเรืองไมตรี หุ้นส่วนชีวิตและธุรกิจของ คุณแม่ต๊ะ-รัตนา รุ่งเรืองไมตรี นักธุรกิจที่คร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมรองเท้าในเมืองไทยมากว่า 30 ปี ผู้ปลุกปั้น บริษัท โทโซน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (https://www.tzretail.com/tha/main) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้าเด็ก รวมถึงธุรกิจ OEM รับออกแบบและผลิตรองเท้าทั่วไปให้กับแบรนด์ต่างๆ ของไทย 

ย้อนหลังกลับไปเมื่ออายุ 17 ปี คุณพ่อสจ๊วตได้พบกับคุณแม่ต๊ะเป็นครั้งแรกในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันเดียวกัน และหลังจากจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามความฝัน จนล่วงเข้าสู่วัยทำงานทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ก่อนจะตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และหลังจากนั้นไม่นานคุณแม่ต๊ะก็ตัดสินใจเปิดธุรกิจรองเท้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่คุณพ่อสจ๊วตจะลาออกจากงานประจำและมาร่วมกันลุยสร้างธุรกิจนี้ด้วยกันในปีถัดมา โดยคุณแม่จะเป็นผู้ออกแบบและดูแลควบคุมการผลิตรองเท้าทั้งหมด ขณะที่คุณพ่อรับผิดชอบเรื่องการเงิน การตลาด รวมถึงเอกสารต่างๆ ทางธุรกิจ ทั้งสองค่อยๆ ก่อร่างสร้างธุรกิจพร้อมๆ กับฟูมฟัก ‘ลูกสาว’ คนโตของบ้าน  

คุณพ่อสจ๊วต : ด้วยความที่พ่อมาจากครอบครัวที่ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย พอได้มาเป็น ‘พ่อ’ ที่มีลูกสาวสองคน ทำให้เราไม่รู้วิธีดูแลหรือพูดคุยกับลูกๆ เลย ทุกอย่างจึงต้องผ่านแม่หมด เช่น เวลาลูกๆ ไปไหนแล้วอาจจะกลับช้า เราก็จะอดเป็นห่วงไม่ได้ เราก็จะใช้วิธี ‘แม่โทรตามลูกสิ…อยู่ไหนแล้ว’ เพราะแม่ต๊ะจะรู้ว่าควรพูดคุยกับลูกๆ แบบไหน ซึ่งนิ่มนวลกว่าพ่อแน่นอน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พ่อจะไม่ค่อยพูดคุยหรือแสดงออกถึงความรักกับลูกๆ เท่าไร แต่ไม่ใช่ไม่รักนะ  

ณ วันที่เจสซี่เกิดนั้น พ่อกับแม่คุยกันว่า ลูกจะเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรัก เราจึงตั้งชื่อให้ลูกสาวคนแรกว่า ฤดีชนก ซึ่งมีความหมายว่า ดวงใจของพ่อ และด้วยความที่ตั้งแต่เล็กๆ เจสซี่จะเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนมาก ยอมคน ไม่ชอบขัดแย้งกับใคร พ่อกับแม่ก็จะเป็นห่วงเขามากว่า เขาจะใช้ชีวิตในสังคมข้างนอกไหวไหม เป็นห่วงสารพัด กระทั่งเขาเติบโตมา เราจึงได้รู้ว่าภาพที่อาจจะดูอ่อนโยน นิ่มนวล แต่ข้างในของเขาเข้มแข็งกว่าที่เราคิดไว้มาก เพราะในวันที่พ่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง จำต้องวางงานทุกอย่างลงและเข้าสู่การรักษาทันที โดยมีแม่ต๊ะเคียงข้าง เจสซี่นี่แหละที่เข้ามาซัปพอร์ตธุรกิจของครอบครัว แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้อยากทำสักเท่าไร เพราะความฝันของเขาไกลกว่านั้น แต่เขาก็ทำได้อย่างดีจนพาครอบครัวผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้

เจสซี่ : เรียกว่าเป็นช่วงวิกฤตของครอบครัวเราที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 5-6 ปี เพราะก่อนหน้าที่คุณพ่อจะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณแม่เพิ่งหายจากวัณโรค และเราในฐานะของลูกสาวคนโตจำเป็นต้องหันกลับมาโฟกัสครอบครัวก่อน และพักความฝันต่างๆ ไว้ 

จำได้ว่า ทันทีที่คุณแม่มาบอกว่า ‘พ่อเป็นมะเร็ง’ เราช็อกเลย เพราะที่ผ่านมาในครอบครัวเราก็ไม่มีใครเคยเป็นมะเร็งมาก่อน นอกจากญาติห่างๆ ฝั่งคุณพ่อที่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ พอได้ยินคำว่า มะเร็ง ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะในความคิดเราตอนนั้น มะเร็งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย มะเร็งเท่ากับตาย ทำให้เครียดอยู่พอสมควร  ยิ่งพอคุณพ่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ช่วงนั้นเจสเรียนจบปริญญาโทแล้ว และกำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อปริญญาโทใบที่สองด้านจิตวิทยา แต่ก็ต้องเบนเข็มกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวก่อน ซึ่งยอมรับว่าเป็นภาวะที่หนัก เหนื่อย แต่หนีไปไหนไม่ได้ ยิ่งถ้าช่วงไหนผลการรักษาของคุณพ่อไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ ก็จะยิ่งเฟลหนัก รู้สึกว่า ทำไมชีวิต…มันยากอย่างนี้ แต่เราแสดงออกไม่ได้เลย บ่อยครั้งที่ต้องใช้วิธีระบายออกโดยการแอบร้องไห้ตอนขับรถออกไปส่งสินค้าตามสาขา เพื่อไม่ให้พ่อกับแม่เป็นห่วง หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหันไปพึ่งนักจิตวิทยาที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดให้บริการฟรีสำหรับนักศึกษา เพื่อจะผ่านวิกฤตในครั้งนั้นไปให้ได้

ในวันที่พ่อป่วย

คุณพ่อสจ๊วต : ย้อนหลังไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พ่อเริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกาย คือ ขับถ่ายมีเลือดปนออกมา ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นริดสีดวง จึงไปหายามากินเอง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอก็แนะนำให้ส่องกล้องตรวจ แต่ด้วยราคาค่าตรวจที่สูงจึงปฏิเสธไป กระทั่งวันเกิดในปีนั้นเอง คุณหมอก็โทรศัพท์มาอวยพรวันเกิดพร้อมถามไถ่เรื่องสุขภาพว่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง และถามว่า ไปส่องกล้องมาผลเป็นอย่างไร คิดว่าคุณหมอน่าจะรู้ว่าอาการที่เราเป็นนั้นคืออะไร แต่ท่านน่าจะไม่กล้าพูดจนกว่าจะได้ผลตรวจที่แน่ชัด พ่อจึงตัดสินใจไปตรวจส่องกล้องที่โรงพยาบาลเปิดใหม่แถวบ้าน เพราะที่นั่นมีแพ็กเกจราคาพิเศษ 

หลังจากตรวจส่องกล้องแล้ว คุณหมอก็แจ้งผลว่า ‘เป็นเนื้อร้าย’ ก่อนจะส่งต่อไปยังศัลยแพทย์ของโรงพยาบาล หลังจากไปคุยแล้วก็พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษานั้นค่อนข้างสูงทีเดียว และไม่แน่ใจว่าจะจบลงที่ตัวเลขนั้นจริงๆ หรือเปล่า จึงขอกลับมาคิดกันก่อน ระหว่างนั้นคุณหมอก็แนะนำให้ทำ MRI ก่อน เพื่อตรวจการแพร่กระจายของมะเร็ง ผลปรากฏว่าพบเนื้อร้ายที่ตับขนาดกว่า 16 เซนติเมตร คุณหมอจึงกำชับด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักว่า ‘ต้องรีบทำการรักษา’ ตอนนั้นพ่อกับแม่ตัดสินใจร่วมกันว่า คงต้องย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท คุณหมอก็ดีมาก เร่งเตรียมเอกสารผลการตรวจและข้อมูลการรักษาทั้งหมดให้

หลังจากกลับบ้านมาคืนนั้น พ่อกับแม่ก็นั่งกอดกันร้องไห้ คุยกันว่า จะเอาอย่างไรดี แม่ต๊ะก็บอกว่า เราจะสู้ไปด้วยกัน เราจะไม่ยอมแพ้ จากนั้นเขาก็เข้า Google เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับว่า รักษากันอย่างไร และ ใช้ชีวิตหลังการรักษาอย่างไร จนพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งไม่น้อยที่รักษาหายได้และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ พอแม่ต๊ะเห็นโอกาสนั้นก็พยายามหาข้อมูลสิทธิ์ในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และวันรุ่งขึ้นเขาก็โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ของ สปสช. จนได้รู้ว่ามีโครงการมะเร็งรักษาได้ทุกที่ หรือ Cancer Anywhere   ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังจากคุยกันในครอบครัว ก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะเลือกไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะใกล้บ้านและเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในด้านการรักษามะเร็งอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังรุนแรงในขณะนั้น ทำให้เราไม่สามารถจะเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลโดยตรงได้ ต้องติดต่อผ่านทางไลน์และโทรศัพท์ จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ก็ตอบตกลงที่จะรับเราเข้าเป็นผู้ป่วยของทางโรงพยาบาล เพียงแต่เราต้องไปขอ ‘เอกสารส่งตัวผู้ป่วย’ จากทางโรงพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิบัตรทอง 30 บาทก่อน จึงจะเข้ารับการรักษาได้

เจสซี่ : วันที่ไปขอเอกสารส่งตัวที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณหมอเฉพาะทางด้านมะเร็งอยู่ท่านเดียว ทำให้ไปครั้งแรกไม่ได้เจอ ต้องรอคิวในอีก 4 วันถัดมา พอถึงวันนัดคุณหมอก็ดูเอกสารการตรวจต่างๆ และคำแรกที่คุณหมอพูดกับคุณแม่และคุณพ่อในวันนั้น คือ ‘โอ้โห…ทำไมใหญ่’ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำพูดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีและบั่นทอนกำลังใจคนป่วยมาก ก่อนจะตอกย้ำด้วยประโยคว่า ‘รู้ไหมว่าต้องผ่าตัดใส่ถุงทวารเทียมที่หน้าท้องไปตลอดชีวิต รับไหวเหรอ’ คุณแม่ก็ได้แต่ฟังด้วยความอดทน และพยายามจะเข้าใจว่า เธอคงจะเจอกับคนไข้ร้อยพ่อพันแม่ หรือเจอญาติคนไข้ที่พูดจาไม่ดีกับเธอ หรือเจอสถานการณ์บีบคั้นอื่นๆ มาก่อน ทำให้เธอพูดไม่ดีกับเรา 

จากนั้นคุณหมอก็ถามซ้ำๆ ว่า ‘แล้วยังไง…’ คุณแม่ก็บอกคุณหมอไปตามตรงว่า ‘อยากให้คุณหมอช่วยทำใบส่งตัวไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะเราติดต่อไปแล้ว และรอใบส่งตัวจากที่นี่อยู่’ สิ่งที่คุณหมอผู้หญิงท่านนั้นตอบกลับมาก็คือ “ทางเราก็รักษาได้ และไม่รู้นะว่าจะส่งตัวไปรักษาต่อได้ไหม มันขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะเซ็นอนุมัติให้หรือไม่ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องเงิน” คุณแม่ก็อึ้ง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกเชิงขอร้องไปว่า ‘อย่างไร คุณหมอช่วยดูให้หน่อยนะคะ’ จากนั้นคุณหมอก็จะนัดให้กลับมาเจออีกในอีก 8 วันข้างหน้า ไม่ว่าแม่จะขอให้เร่งนัดอย่างไร คุณหมอท่านนั้นก็ได้แต่ตอบส่งๆ กลับมาว่า ‘ไม่รู้’ นั่นทำให้คุณแม่เดินออกมาจากห้องตรวจก่อนจะยืนน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก แต่คุณแม่ก็ไม่ยอมจำนน  

ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจ แน่นอนว่าก่อนจะทำอะไรก็ตาม เราจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง จนกว่าเราจะได้ข้อมูลมาเยอะพอ เช่น ถ้าจะซื้อรถสักคัน เราจะไม่ดูแค่หนึ่งโชว์รูมแน่นอน เช่นกันกับเรื่องสุขภาพของพ่อซึ่งสำคัญกว่าการซื้อรถ เราก็ต้องยิ่งหาข้อมูลให้เยอะและไม่จำเป็นต้องเชื่อคุณหมอท่านใดท่านหนึ่ง ยิ่งเป็นคุณหมอที่พร้อมบั่นทอนกำลังใจในการรักษาก็ยิ่งต้องเปลี่ยนให้ไว บวกกับสภาพเศรษฐกิจในตอนนั้นทำให้ธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ขาขึ้น กำลังทรัพย์จึงมีจำกัด ทำให้เรายิ่งต้องหาข้อมูลเพื่อให้มีทางเลือก เพราะบางครั้งการรักษาที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการรักษาที่แพงที่สุดเสมอไป นี่คือหลักที่ครอบครัวเราใช้ในการผ่านวิกฤติในครั้งนี้มาได้ เจสจึงอยากบอกทุกคนว่า เมื่อเป็นมะเร็งแล้วอย่าเพิ่งหมดหวังเพียงเพราะไม่มีเงิน ในประเทศนี้ยังมีสิทธิให้เราสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้ แค่เราต้องหาข้อมูลให้เยอะและอย่าหมดหวังกับแค่คำพูดของใครบางคน วันรุ่งขึ้นคุณแม่ก็โทรหา สปสช. อีกครั้ง และปรึกษาเจ้าหน้าที่ว่า ‘เจอสถานการณ์อย่างนี้ เราควรจัดการต่อไปอย่างไรดี’ ทางเจ้าหน้าที่ก็ย้ำชัดว่า ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเลือกสถานรักษาพยาบาลได้ เพียงต้องใช้เอกสารส่งตัวตามเงื่อนไข Cancer Anywhere คุณแม่จึงโทรกลับไปที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท อีกครั้งและคุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า เราต้องการข้อมูลเลขตรงนี้เพื่อจะรักษาตัวต่อ ทางเจ้าหน้าที่ก็โอนสายให้เราคุยกับแผนกที่ทำหน้าที่ส่งตัวผู้ป่วยของทางโรงพยาบาล หลังจากคุยกันเขาก็ขอให้ส่งเอกสารการรักษาอีก 1 ชุดให้เขา เพื่อความรวดเร็ว คุณแม่ก็รีบวิ่งเอาเอกสารไปให้ในบ่ายวันนั้นเลย อีก 2 วันต่อมา เจ้าหน้าที่ก็โทรให้ไปรับเอกสารส่งตัว จากนั้นเราก็รีบส่งเอกสารนั้นไปที่แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แล้วก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที 

จับมือสู้ไม่ถอย

คุณพ่อสจ๊วต : พ่อพบคุณหมอที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ครั้งแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 และด้วยความที่เป็นผู้ป่วยมะเร็ง 2 ตำแหน่ง คือ ที่ตับและลำไส้ ซึ่งเป็นเชื้อมะเร็งคนละตัวกันและไม่รู้ว่ามะเร็งเกิดที่ใดก่อนกัน ซึ่งนับเป็นเคสที่พบได้น้อย ประกอบกับก้อนมะเร็งตับมีขนาดใหญ่กว่า 16 เซนติเมตร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดสูง คุณหมอจึงต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ เพื่อให้ทั้งคุณหมอด้านมะเร็งตับ คุณหมอด้านมะเร็งลำไส้ และทีมสหวิชาชีพร่วมประเมิน วินิจฉัย และค้นหาแนวทางการรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 12 กรกฎาคม คุณหมอก็โทรมาแจ้งแนวทางการรักษา โดยจะเริ่มจากการฉายแสงควบคู่กับการรับเคมีบำบัดในส่วนของมะเร็งลำไส้ก่อน 

หลังจากผ่านการรับเคมีบำบัดและฉายแสงมะเร็งลำไส้ไปราว 1 เดือน คุณหมอด้านมะเร็งตับก็เริ่มวางแผนเพื่อการรักษามะเร็งตับ โดยแนะนำการรักษาผ่านเทคโนโลยี Y-90 ซึ่งเป็นการฝังแร่ประเภทหนึ่งที่ใช้อนุภาคเรซินไมโครสเฟียรส์เคลือบสารกัมมันตรังสี Y-90 (Yttrium-90) เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับ โดยรังสี Y-90 จะแผ่รังสีเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ทำให้ก้อนมะเร็งค่อยๆ หดตัวและตายลงในที่สุด แต่การรักษานี้ไม่อยู่ในสิทธิบัตรทอง นั่นทำให้แม่ต๊ะต้องวิ่งหาเงินมารักษา โดยหลังจากจ่ายเงินแล้วทางโรงพยาบาลก็จะสั่งแร่มาจากออสเตรเลีย และนัดคิวผ่าตัดฝังแร่ Y-90 ที่ต้นขา ในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 โดยหลังการผ่าตัดพ่อต้องนอนนิ่งๆ โดยไม่ขยับเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม และหลังออกจากโรงพยาบาลก็ต้องติดตามผลกว่า 6 เดือน ซึ่งปรากฏว่า ก้อนมะเร็งที่ตับยุบไปเพียง 4 เซนติเมตร จากก้อน 16 เซนติเมตร ก็ลดลงมาเหลือ 12 เซนติเมตร 

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น คุณหมอก็ทำการผ่าตัดลำไส้ ซึ่งอยู่ห่างจากทวารเพียง 4.5 เซนติเมตร และเปิดหน้าท้องเพื่อใส่ทวารเทียมไว้ โดยคุณหมอก็ไม่ได้ให้ความหวังว่าจะสามารถดึงลำไส้ให้ต่อกันได้ในภายหลังและปิดหน้าท้องหลังจบการรักษาได้ไหม เนื่องจากใกล้กับทวารมาก และหากทำไม่สำเร็จ ก็หมายความว่า เราต้องใช้ชีวิตกับถุงหน้าท้องหรือทวารเทียมไปตลอดชีวิต หลังผ่าตัดแล้ว คุณหมอก็ให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน และนัดติดตามผลเป็นระยะๆ กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2565 ผลจากการทำ Y-90 ก็ยังคงทำให้ก้อนมะเร็งยุบได้แค่ 4 เซนติเมตร ไม่เล็กไปกว่านั้นอีกแล้ว คุณหมอจึงเปลี่ยนแผนมาใช้ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) เพื่อหวังจะลดขนาดก้อนมะเร็งที่ตับลงอีก โดยทำควบคู่ไปกับ ‘การอุดหลอดเลือดดำ’ (Transarterial Chemo Embolization : TACE) ซึ่งเป็นการรักษามะเร็งตับในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ วิธีนี้จะเป็นการรักษาด้วยการให้ยามุ่งเป้าผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับโดยตรง แล้วอุดกั้นหลอดเลือดเพื่อไม่ให้เลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้อร้าย แต่ปรากฏว่าให้ยามุ่งเป้าไปเพียง 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 1 เดือน ผลพบว่า ก้อนมะเร็งตับลดขนาดลงมาเหลือ 9 เซนติเมตร แต่สารอุดกั้นเส้นเลือดดำเกิดหลุดเข้าไปเส้นเลือดอื่นที่ไปเลี้ยงเนื้อดีของตับด้วย เป็นเหตุให้คุณหมอต้องทำการผ่าตัดตับ พร้อมกับตัดต่อหลอดเลือดเพื่อนำเอาสารอุดกั้นออก ซึ่งการตัดต่อหลอดเลือดนั้นเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนมาก ทั้งระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด เพราะหากหลอดเลือดมีอาการบิดตัวหลังการผ่าตัดก็จะเป็นอันตรายมาก ทางคุณหมอจึงส่งตัวให้ไปผ่าตัดที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เนื่องจากมีอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญและมีเครื่องมือรองรับอาการผิดปกตินั้นที่พร้อมกว่า

เจสซี่ : ช่วงเช้าวันที่ 28 กันยายน 2565 เป็นวันผ่าตัดก้อนมะเร็งที่ตับและตัดต่อหลอดเลือดของคุณพ่อ คุณหมอใช้เวลาไปกว่า 15 ชั่วโมง เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าอก หลังจากผ่าตัดเสร็จ คุณหมอก็ออกมาแจ้งคุณแม่ว่า โชคดีที่ไม่ต้องตัดต่อหลอดเลือด เพราะอาจารย์แพทย์หัวหน้าทีมผ่าตัดสามารถเลาะสารอุดกั้นออกจากหลอดเลือดได้ แต่เนื่องจากผู้ป่วยเคยดื่มแอลกอฮอล์และมีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาเป็นประจำมานาน สภาพของตับที่เหลือจึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก สีของตับคล้ำ ไม่เหมือนสภาพตับที่แข็งแรงซึ่งจะมีสีแดง นั่นทำให้ต้องติดตามผลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด 

พอคุณหมอพูดจบ คุณแม่ก็ทำใจแล้วว่า คุณพ่ออาจจะอยู่ได้ไม่นาน ก็พยายามดูแลและทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด หลังจากอยู่โรงพยาบาล 2 สัปดาห์ คุณหมอก็ให้กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน โดยมอบหมายภารกิจสำคัญให้กลับมาทำด้วย ก็คือการบริหารปอดโดยการเป่ากล่องลูกบอล เนื่องจากการผ่าตัดมีผลทำให้ปอดแฟบและน้ำท่วมปอดได้ง่ายจึงต้องบริหารปอดให้แข็งแรง ระหว่างนั้นทางคุณหมอที่ดูแลมะเร็งลำไส้ก็นัดให้กลับไปรับเคมีบำบัดอีก 5 ครั้ง ซึ่งก็ผ่านมาได้โดยไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ หลังจากนั้น ในช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2566 คุณหมอก็นัดให้เข้ารับการผ่าตัดปิดช่องทวารเทียม ซึ่งตอนนั้นบอกตามตรงว่าทั้งเราและคุณพ่อก็แทบไม่ได้หวังแล้ว ด้วยตำแหน่งลำไส้ที่ผ่าออกนั้นห่างจากทวารเพียง 4.5 เซนติเมตร และคุณหมอก็เคยบอกว่าโอกาสในการผ่าตัดปิดหน้าท้องให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นยากมาก แต่ด้วยความเก่งของทีมแพทย์โรงพยาบาลจุฬากรณ์ก็สามารถทำได้สำเร็จ คืนความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับคุณพ่อได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์  

วัคซีนแห่งชีวิต

คุณพ่อสจ๊วต : หลังการผ่าตัดเก็บลำไส้ ด้วยความที่เราถ่ายของเสียผ่านทางหน้าท้องมาเป็นเวลาปีกว่า ทำให้การกลับมาใช้ทวารปกติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หลังคุณหมอให้กลับบ้านได้เพียงวันเดียว ก็เกิดอาการบวมตั้งแต่ต้นขาจนถึงเท้า ทำให้ต้องกลับเข้ารักษาตัวอีกครั้งในวันที่ 10 มีนาคม 2566 โดยคุณหมอให้ยาขับปัสสาวะ อาการบวมก็เริ่มทุเลาลง และออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 13 มีนาคม 2566 เพื่อกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้จะไม่ต้องกังวลเรื่องถุงหน้าท้องแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลใหม่เกิดขึ้น ก็คือยังไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ โดยคุณหมออธิบายให้ฟังว่า การที่ลำไส้ได้ถูกผ่าตัดต่อนั้น แนวที่ผ่าตัดต่อจะเป็นบริเวณที่ลำไส้ไม่สามารถบีบตัวหรือเคลื่อนไหว เพื่อขับของเสียได้เหมือนเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี ลำไส้จึงจะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น 

หลังจากจบการรักษาไป ยังมีการตรวจพบก้อนที่ตับและลำไส้อีกครั้ง ซึ่งเป็นก้อนเล็กๆ ที่คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดออก ยอมรับว่าตอนนั้นเบื่อที่จะรักษาต่อแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราก็รักษามาทุกรูปแบบ เจ็บตัวมานับครั้งไม่ถ้วน จึงอยากยุติการรักษา แต่ด้วยคำขอร้องของภรรยาและลูกๆ จึงให้ตัดสินใจผ่าตัดอีกครั้งในปี 2567 รวมแล้วการเป็นมะเร็งในครั้งนี้ก็ทำให้ผ่านการผ่าตัดใหญ่ถึง 4 ครั้ง คือ ผ่าตัดตับ 2 ครั้ง และผ่าตัดลำไส้ 2 ครั้ง ยังไม่นับรวมผ่าตัดฝังแร่ที่ต้นขาและผ่าตัดอุดหลอดเลือดดำอีก 1 ครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าโลกคงไม่โหดร้ายกับเราไปตลอด

แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณแม่ต๊ะและลูกๆ ทั้งสองที่เคียงข้างกันมาตลอด แม้บางครั้งพ่อจะมีภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ เพราะการรักษามะเร็งนั้นเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา เจ็บตัวทุกรูปแบบ อีกทั้งยังไม่คุ้นชินกับถุงหน้าท้อง ก็จะมีบ้างที่หงุดหงิด รำคาญ กังวล เหนื่อย ท้อ ฯลฯ แต่แม่ต๊ะและลูกๆ ก็เคยทิ้งไปไหน พยายามเข้าใจและให้กำลังใจพ่อมาตลอด 

เจสซี่ : ที่ครอบครัวผ่านวิกฤตครั้งนี้มาได้ ก็ต้องยกเครดิตให้คุณแม่จริงๆ เพราะคุณแม่เป็นผู้หญิงที่สู้ไม่เคยถอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจ หรือวิกฤติอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะสู้จนถึงที่สุด สู้อย่างเต็มที่ และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ท่านก็จะไม่เสียใจถ้าได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว

จำได้ว่าหลังจากรู้ว่าคุณพ่อป่วย ท่านเปลี่ยนตัวเองใหม่หมด ทำงานน้อยลง ทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลคุณพ่อ ท่านพยายามทำทุกอย่างเพื่อประคองคุณพ่อให้อยู่ได้อย่างมีคุณภาพที่สุดแม้ว่าจะป่วย ยิ้มให้กันง่ายขึ้น ยอมรับและพยายามเข้าใจในบางอารมณ์ และจากคนที่ไม่เคยทำอาหาร ก็เริ่มจ่ายตลาดเอง เลือกวัตถุดิบเอง และทำอาหารให้คุณพ่อเอง จากเมื่อก่อนทำงาน กลับดึก พอถึงบ้านก็แทบไม่ได้คุยกับใครในบ้านเลย พอคุณพ่อป่วย ท่านก็จะรีบทำงานและกลับบ้านมาหาคุณพ่อส่วนเจสเองก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน ต้องมาเรียนรู้ที่จะดูแลธุรกิจของครอบครัว จากที่ไม่เคยสนใจเลย ซึ่งมาถึงวันนี้ เจสก็ภูมิใจที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวได้ผ่านวิกฤตในครั้งนี้มาได้ และทำให้เรามั่นใจเลยว่า ต่อให้ชีวิตจะเจอเรื่องยากๆ หลังจากนี้ เราก็ไม่กลัวอีกแล้ว เพราะเราเจอเรื่องที่ยากที่สุดมาแล้ว มะเร็งของพ่อเป็นเหมือนวัคซีนของชีวิตเลยก็ว่าได้

โชคดีที่มีครอบครัว

คุณพ่อสจ๊วต : พ่อโชคดีที่มีครอบครัวที่ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แม้ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้แสดงออกถึงความรักกันมากนัก และบางครั้งก็มีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ทุกครั้งที่เราเจอวิกฤต ทุกคนก็จะพร้อมซัปพอร์ตกันและกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเล็กหรือใหญ่ ทุกคนพร้อมสู้ไปด้วยกัน ไม่มีใครทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เราผ่านวิกฤตมาได้ทุกครั้ง รวมถึงการก้าวข้ามมะเร็งในครั้งนี้ด้วย     

เจสซี่ : เรื่องการรักษานั้น ยอมรับว่าเราค่อนข้างโชคดีที่ได้เจอคุณหมอที่ดีและได้รับการรักษาในโรงพยาบาลระดับต้นๆ ของประเทศ ฉะนั้น เรื่องตัวโรคเราจึงไม่ค่อยเป็นห่วงสักเท่าไร จะห่วงก็แต่เรื่องใจ เพราะท่ามกลางการต่อสู้ของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อที่ต้องสู้ทนกับการรักษา คุณแม่ที่พยายามทำทุกทางเพื่อให้คุณพ่อเข้าสู่การรักษาที่ดีที่สุด ขณะที่เจสเองที่พยายามทำหน้าที่ลูกสาวคนโตที่ดูแลกิจการแทนคุณแม่อย่างสุดกำลัง และน้องสาวที่ทำหน้าที่ของตัวเองไปพร้อมๆ กับเป็นแนวร่วมคอยซัปพอร์ตทุกคนในบ้าน ทุกคนหนักและเหนื่อย ฉะนั้นการสร้างกำลังใจให้กันและกันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในยามวิกฤต

เจสเชื่อว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาก็ดูแลกันไปให้ดีที่สุด จับมือกันไปให้สุดทาง โดยเราต้องเชื่อก่อนว่า ทุกวันที่เรายังมีลมหายใจนั้นคือของขวัญจากเบื้องบน พอมีความเชื่อเช่นนั้นแล้ว เราก็จะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด และเมื่อวันนี้ดีก็ย่อมเป็นรากฐานของอนาคตที่ดีแน่นอน 

ฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่ามะเร็ง ไม่ว่าเราหรือใครในครอบครัวที่เป็นมะเร็ง เราอย่าเพิ่งคิดล่วงหน้าไปไกลว่า ผู้ป่วยมะเร็งจะอยู่ได้แค่ 3-4 ปี แต่ให้มองแค่วันนี้…เราทำดีที่สุดหรือยัง เรามีความสุขที่สุดหรือยัง เราดูแลร่างกายดีที่สุดหรือยัง เราดูแลจิตใจกันดีที่สุดหรือยัง ฯลฯ ถ้าเราทำเมื่อวานดี วันนี้ดี พรุ่งนี้ก็ต้องดีแน่นอน เราต้องอยู่อย่างมีความหวัง ไม่ใช่อยู่แบบทุกข์เศร้า เพราะจิตทุกข์ย่อมนำกายให้ทุกข์ไปด้วย 

โลกในมุมที่เปลี่ยนไป

คุณพ่อสจ๊วต : หลังจากผ่านการรักษามะเร็งมาจนถึงวันนี้ก็กว่า 4 ปีแล้ว บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า การเป็นผู้ป่วยมะเร็งนี้อาจจะโชคดีเสียด้วยซ้ำ เพราะโรคเข้ามาเตือนเราให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต จากเมื่อก่อนที่เราก็อาจจะพลั้งเผลอใช้ชีวิตไปอย่างประมาทบ้าง แต่พอมะเร็งเข้ามา ไม่ใช่แค่พ่อที่เปลี่ยน แต่แม่และลูกๆ เองก็ได้กลับมาทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่การเดินทางท่องเที่ยว พักผ่อน พบเพื่อนฝูง ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับงานเพียงอย่างเดียว  

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาไปไกล และยังไม่หยุดนิ่ง อย่าหมดหวังกับการรักษาเด็ดขาด ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะคิดค้นการรักษาใหม่ๆ หรือยารักษามะเร็งตัวใหม่เกิดขึ้นมาก็ได้ ฉะนั้น อย่าเพิ่งถอดใจ ยอมแพ้ แต่อยู่ให้ได้ อยู่ให้สุข สุขให้มากกว่าเดิมทุกวัน ที่สำคัญตระหนักถึงคุณค่าของครอบครัวและคุณค่าของเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน 

เจสซี่ : ความรักของทุกคนในครอบครัวและความหวังที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้นี่แหละ คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเราทุกคนให้บ้านให้ดำรงอยู่ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนมากนัก เพราะโรคมะเร็งนั้นมีทั้งช่วงที่ง่ายและยากต่อการรักษา ความรักและความหวังคือสิ่งที่เราทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยและผู้ดูแล และมะเร็งของพ่อในครั้งนี้ก็ทำให้เจสเชื่อว่า ความรักความผูกพันของเรานั้นสามารถเอาชนะได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามที่จะเข้ามา ถ้าเราทุกคนในครอบครัวมีความรักและมีความหวัง เราก็พร้อมจะกันสู้ไปด้วยกัน ทุกวันนี้เจสไม่กลัวอะไรอีกแล้ว   

ที่สำคัญกว่านั้น มะเร็งของพ่อในครั้งนี้ยังทำให้เจสกลับมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมา และได้เห็นถึงเดดไลน์ของบางสิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะคิดว่า นั่นเป็นของตาย หันมาเมื่อไรก็เจอ จนหลงลืมคุณค่าสิ่งนั้นไป พอได้กลับมาทบทวนก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า เราทำดีที่สุดกับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง

จากเมื่อก่อนครอบครัวของเราค่อนข้างสื่อสารกันน้อยมาก ต่างคนต่างทำหน้าที่ พอกลับมาถึงบ้านก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องใครห้องมัน แทบจะไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันเท่าไร ทุกวันนี้เราก็หันมาคุยกันมากขึ้น ดูแลกันมากขึ้น แม้แต่คุณพ่อเองที่เป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย ไม่ค่อยแสดงออกกับลูกๆ เราก็จะเห็นว่าท่านเริ่มพูดคุยมากขึ้น ปอกผลไม้แช่เย็นไว้รอลูกๆ และอีกหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความรักความห่วงใยจนเราทุกคนในบ้านสัมผัสได้  ด้วยหน้าที่การงานจะทำให้เราไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ทุกคนได้มาเจอกัน ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน เราจะรู้สึกว่าเวลานี้มีคุณค่ามากเลย และนี่คือสิ่งที่เจสหันกลับมาให้ความสำคัญมากๆ หลังจากที่คุณพ่อเป็นมะเร็ง เพราะเรารู้แล้วว่าเราทุกคนล้วนมีเวลาจำกัดและไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

ณิชารีย์ โรจนกีรติกานต์ เพราะการปล่อยวางคือศิลปะการคิดให้ชีวิตมีสุข

พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวถึงเรื่องความทุกข์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความทุกข์ เปรียบเสมือนการแบกหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเอาไว้ ระหว่างทาง ปากเราก็บ่นว่าหนัก พยายามเรียกหาคนช่วย บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำสารพัดวิธี เพื่อหวังให้สบายขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เราไม่ทำคือ วางหินก้อนนั้นลง เมื่อรู้สึกหนักจึงทำให้เราเกิดทุกข์ ทว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้น กลับไม่ใช่หิน แต่เป็นเพราะการแบกหิน ดังนั้น วิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้คือ วางมันลง” สำหรับ ตุ๊-ณิชารีย์ โรจนกีรติกานต์ เธอได้เลือกใช้วิธี ‘วางมันลง’ แบบเดียวกับที่พระไพศาลได้กล่าวไว้ในการรับมือกับมะเร็งลำไส้ที่เธอเผชิญเมื่อหลายปีก่อนหน้าอย่างมีสติและรู้เท่าทัน ทั้งตัวโรคและเสียงจากภายในหัวใจ

การรักษาที่เปลี่ยนร่างกายไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ตุ๊พบว่าระบบขับถ่ายของตัวเองไม่เหมือนเดิม จากการขับถ่ายที่เป็นปกติมาโดยตลอด เริ่มมีอาการท้องผูกเรื้อรัง แต่ในเวลานั้น เธอคิดว่าอาจเพราะพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการดื่มน้ำน้อย ทำงานหนัก อดนอน และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุโดยทั่วไปที่สามารถทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ จนกระทั่งเธอมีอาการมากขึ้นและมีลักษณะของอุจจาระต่างไปจากเดิม

เธอตัดสินใจเข้ารับการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อ กระทั่งคุณหมอวินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเริ่มเข้ารับการรักษาอยู่ 1 ปีเต็ม ในการรักษา คุณหมอแนะนำให้รับประทานยาควบคู่กับการฉายแสงเพื่อจำกัดก้อนมะเร็งไม่ให้ลุกลามก่อน จากนั้นจึงทำการผ่าตัด ซึ่งโชคดีที่เซลล์มะเร็งไม่ได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองและผนังลำไส้ชั้นอื่น แม้จะมีส่วนที่ซับซ้อนอยู่บ้างคือต้องผ่าตัดและทำทวารเทียมระหว่างรอให้แผลในลำไส้ต่อกันอย่างสนิท การผ่าตัดมะเร็งลำไส้อาจเสี่ยงต่อระบบขับถ่ายที่จะไม่ปกติไปตลอดชีวิตเพราะตำแหน่งใกล้กับทวารหนัก ขั้นตอนถัดมาคือการให้เคมีบำบัดทางเส้นเลือด ซึ่งร่างกายของเธอตอบสนองต่อตัวยาได้ดี ขั้นตอนสุดท้ายคือการผ่าตัดเก็บทวารเทียม

“การรักษาช่วงแรกคือการฉายแสง ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษให้บริเวณที่ฉายแสงสะอาดอยู่เสมอและไม่เปียกน้ำ เพราะคุณหมอได้มีการทำเครื่องหมายไว้บนผิวหนังผู้ป่วย เป็นตำแหน่งที่เที่ยงตรงในการฉายแสง ถ้าเส้นนี้ลบเลือนไปคุณหมอจะต้องจำลองการรักษาเสมือนจริงอีกครั้งทำให้เสียเวลาในการรักษาได้ นอกจากนี้การฉายแสงมักจะทำให้เส้นเลือดเปราะ ในกรณีที่ฉายแสงบริเวณใกล้เคียงกับกระเพาะปัสสาวะจะทำให้คนไข้ส่วนใหญ่เกิดก้อนลิ่มเลือดออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้ หากเส้นเลือดเปราะแล้วมักจะไม่หายขาด ตุ๊รับมือกับความเสี่ยงนี้ด้วยการรับประทานอาหารเสริมเลซิตินและวิตามินอีเพื่อช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย มีในไข่แดง ถั่วเหลือง และเมล็ดทานตะวัน ตุ๊เชื่อว่าวิธีนี้ช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง สังเกตจากการที่ไม่เคยมีลิ่มเลือดปนออกมากับปัสสาวะเลย

“การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด สิ่งที่อยากแชร์คือเมื่อผ่าตัดแล้ว แม้จะเจ็บปวดก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงและพยายามช่วยเหลือตัวเองในวันรุ่งขึ้นเลยเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วที่สุดและป้องกันลำไส้ติดกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดผังผืดในช่องท้อง ซึ่งจะทำให้เจ็บปวดทรมานในภายหลัง ช่วงเวลานี้อยากให้ทุกคนอดทนค่ะ แต่ช่วงที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านจะเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในการรักษามะเร็งลำไส้ ตุ๊ต้องดูแลตัวเองในหลายด้านทั้งทวารเทียม เคมีบำบัด และยา ในช่วงนี้ตุ๊เบื่ออาหาร อ่อนเพลียมาก และใจสั่น เมื่อเพิ่มอาหารเสริมวิตามินรวมและแร่ธาตุจึงอาการดีขึ้น ผลจากการรับเคมีบำบัดและไม่ได้ดื่มน้ำให้เพียงพอทำให้ทุกวันนี้ตุ๊ยังมีอาการชาที่มือและเท้า  ซึ่งช่วงแรกๆ ที่มีอาการชา ตุ๊รู้สึกกังวลนะคะ แต่ตอนนี้อยู่กับอาการนี้ได้แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ทานยารักษาปลายประสาทอย่างต่อเนื่องซึ่งคุณหมอประเมินว่าอาจจะประมาณ 10 ปี ขณะที่ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งที่คาดไม่ถึงคือการเกิดภาวะไส้เลื่อนหลังจบการรักษามะเร็งแล้ว 3 ปีเนื่องจากช่วงที่มีทวารเทียมที่หน้าท้องต้องรับเคมีบำบัดทางเส้นเลือดด้วยอีก 5 รอบ เป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอมาก ตุ๊ได้แต่นอนพักไม่ได้ออกกำลังกายหรือบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องเลย ประกอบกับอายุมากด้วยค่ะ ตอนนี้ผ่าตัดรับการรักษาเรียบร้อยแล้วค่ะ

‘3 อ.’ รหัสไม่ลับดูแลสุขภาพ

สำหรับเรื่องมะเร็ง ปีนี้การรักษาครบ 5 ปีแล้ว ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจะมีการตรวจเลือดร่วมกับส่องกล้องปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเมื่อครบ 5 ปี ถ้าไม่พบความผิดปกติ ทางการแพทย์ถือว่าหายขาดแล้วค่ะ

“สำหรับการดูแลสุขภาพ ตุ๊ใช้หลัก 3 อ. ในการดูแลสุขภาพตัวเอง นั่นคือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือเรื่อง ‘อาหาร’ เพราะสาเหตุการเป็นมะเร็งลำไส้ของตัวเองน่าจะเกี่ยวกับอาหารเป็นหลัก ช่วงที่ทำงานหนักๆ ตุ๊แทบจะไม่ได้ทำอาหารเองเลย ซึ่งอาจจะได้รับสารปนเปื้อนเข้ามาในร่างกาย ปัจจุบันเลยทำอาหารทานเอง พยายามทานอาหารที่ปรุงใหม่ ไม่ใส่ผงชูรส ให้ความสำคัญกับการล้างผักผลไม้มากขึ้น และอนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศไปทานอาหารนอกบ้านด้วย สำหรับการ ‘ออกกำลังกาย’ กิจกรรมที่เลือกคือการแกว่งแขนและเดินเล่น โดยจะทำตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำแบบนั้นเลยค่ะ ขณะที่ อ. สุดท้ายอย่าง ‘อารมณ์’ ตุ๊จะพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลาย หากรู้สึกเครียดเมื่อไหร่ จะหยิบการฝีมือมาทำ นั่งสมาธิ สวดมนต์ และฟังธรรมะ จะพยายามทำทั้ง 3 อ. นี้ให้ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ”

เปิดบันทึกสู้มะเร็ง

มะเร็งไดอารี่ Cancer Diary เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ช่วงที่ตุ๊กำลังรักษาตัว และลูกสาวเป็นคนชวนให้ทำเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ให้กับคนอื่น น้องพยายามให้กำลังใจคุณแม่ คอยกระตุ้นว่า “คุณแม่คะ ประสบการณ์ที่เรามีจะช่วยคนอื่นได้นะคะ” แล้วตุ๊เองก็เคยมีความคิดอย่างนั้นมาก่อนด้วยว่าอยากใช้ความรู้และสิ่งที่เราเคยประสบมาช่วยให้คนอื่นมีความรู้ในการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นโรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมะเร็งหรือว่าเรื่องสุขภาพด้านอื่นๆ

“เนื้อหาที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องชีวิต เรื่องโรค และวิธีการรักษาที่ผ่านมา ตั้งแต่การตรวจรักษาว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ข้อผิดพลาด อยากจะให้ทุกคนได้รู้ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง และผ่านมาได้อย่างไร ซึ่งจะมีทุกอารมณ์ทั้งเครียด สนุก สุข เศร้า รวมทั้งการปล่อยวางกับชีวิต แต่หลักๆ จะเน้นวิธีการป้องกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เล่าด้วยภาษาธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าใจ โดยมีลูกสาวคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง ซึ่งฟีดแบคที่ตอบกลับมาทำให้ตุ๊ได้รับความชื่นใจมากเลย อย่างคำขอบคุณหรือการถามไถ่เวลาคนอ่านมีข้อสงสัย ถึงจะมีไม่เยอะ ซึ่งจริงๆ แค่คนเดียวที่ได้ประโยชน์ไป ตุ๊ก็ดีใจและภูมิใจแล้วนะคะที่ได้ทำ”

สูญเสียแต่ไม่สูญเปล่า

“ก่อนป่วยตุ๊มองว่ามะเร็งน่ากลัว เพราะตอนที่ทำงานด้านสุขภาพ เคยเห็นคนไข้มะเร็งทรมานจากอาการปวด ตัวตุ๊เองเลยพยายามรักษาสุขภาพให้ดีมาโดยตลอด ไม่เคยป่วยหนักนอกจากโรคเบาหวานที่มาทางพันธุกรรม ซึ่งตอนที่ทราบว่าเป็นมะเร็ง จึงรู้สึกกลัวและช็อคมาก ถึงแม้ว่าในใจเราคิดไว้แล้วว่ามีโอกาสเป็นได้นะ แต่พอถึงเวลาที่ทราบจริงๆ กลับทำใจไม่ได้เลย การเป็นมะเร็งทำให้ตุ๊รู้สึกว่าเวลาของชีวิตเราน้อยลง ไม่ได้กลัวความเจ็บปวดอย่างที่เคยคิด อาจเพราะตัวเองค่อนข้างอดทนกับความเจ็บปวดได้ดี แต่กลัวตายเพราะว่าห่วงลูก ซึ่งการห่วงลูกและอยากอยู่กับเขาไปนานๆ เป็นพลังและกำลังใจสำคัญให้เราอยากอยู่ต่อ อยากหาย อยากกลับมาแข็งแรงเพื่ออยู่กับเขา รวมถึงการได้รับการดูแลที่ดีจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ผ่านมาได้จนถึงวันนี้

นอกจากความโชคดีที่มีลูกสาวเข้าใจ เป็นกำลังใจ ดูแลอย่างดีแบบที่ทำทุกอย่างให้เราโดยไม่รังเกียจแล้ว ตุ๊ยังได้ข้อคิดอีกหลายๆ อย่างหลังจากเป็นมะเร็งว่า นี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์อย่างเราที่ต้องพบกับความเสื่อมตามสังขารและโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องปกติ เมื่อเรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ มุมมองและความคิดของตุ๊เปลี่ยนไปเลยนะคะ การป่วยเป็นมะเร็งเหมือนเป็นสิ่งที่มาเตือนให้รู้ว่าชีวิตคนเราสั้นเหลือเกิน เราควรเลือกสิ่งที่สำคัญกับตัวเรา สิ่งที่จะทำให้จิตใจเราดี เลยทำให้ลดละกิเลสลงได้มาก มองสิ่งไม่ดีของคนอื่นน้อยลง มองโลกอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น และประมาทให้น้อยลง ตอนนี้ตุ๊จะมองตัวเองก่อนว่าเราคิดดีแล้วหรือยัง ผิดศีลหรือเปล่า เบียดบังคนอื่นไหม และพยายามอภัยให้กับคนอื่นโดยไม่ต้องรอคำขอโทษ รู้แล้วว่าเราไม่ควรจะเอาเรื่องไม่สำคัญมาเป็นความสำคัญของชีวิต หันมามองคุณค่า รวมถึงใส่ใจกับร่างกาย หัวใจ คนที่เรารักและรักเรา โดยเฉพาะลูกสาว เพื่อที่เราจะได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลือ

สำหรับคนที่เป็นมะเร็งและกำลังรักษาอยู่ ถึงแม้ว่ากระบวนรักษา เราจะเจอกับเรื่องทุกข์หลายอย่าง เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และเสียทั้งใจ อาจทำให้เราเหนื่อยและท้อแท้ ตุ๊ขอให้มีกำลังใจนะคะ แม้ว่ามะเร็งจะทำให้เราทุกข์ทรมานอยู่บ้าง แต่เมื่อเราชนะแล้ว ไม่ว่าเราจะเหลือเวลามากน้อยแค่ไหนนั่นจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และนั่นมีความหมายมากกว่า”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล 
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

ธาวินี จันทนาโกเมษ แชร์ประสบการณ์ที่เราอาจไม่รู้แต่ควรรู้เกี่ยวกับ ‘การดูแลผู้ป่วย’

คงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่เราๆ ท่านๆ จะส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยในฐานะ “ผู้ถูกรักษา” ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะด้วยอาการจากตัวโรค ผลกระทบจากการรักษา เลยไปจนถึงความเครียดและกังวลที่ดูหนักหนากว่าใคร แต่ขณะเดียวกัน เรากลับหลงลืมไปว่า “ผู้ให้การดูแล” ผู้ป่วย และหน้าที่ที่พวกเขาทำอยู่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องการแรงใจไม่ต่างกัน เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นงานที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยตลอดหรือแทบจะตลอดเวลา แม้จะเป็นงานยากและเหนื่อย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย เพราะความสุขใจจากหน้าที่นี้ก็มีอยู่

สำหรับ ทราย ธาวินี จันทนาโกเมษ เจ้าของเพจ Cancan.kitchen การได้ดูแลคุณพ่อซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เธอได้แสดงออกถึงความรักและความเอื้ออาทรต่อกันในวันที่ต่างยังมีลมหายใจ แต่การได้อยู่เคียงข้างกันในวาระสุดท้ายของชีวิตก็ถือเป็นโอกาสในการได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับคนที่รักก่อนการเดินทางของชีวิตจะสิ้นสุดลง 

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ 

“คุณพ่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งประมาณปี 2018 สาเหตุที่ทราบว่าเนื่องจากมีอาการปวดท้องที่ไม่ใช่อาการปวดแบบที่เคยปวดเป็นประจำ ซึ่งเมื่อพบว่ามีอาการมากกว่าปกติ คุณพ่อเลยไปตรวจที่คลินิกประจำก่อน จนกระทั่งได้ตรวจแบบละเอียดขึ้นและพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 3” 

การรักษาแบบผสมผสาน

“คุณหมอวางแผนการรักษาด้วยการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกและทำคีโม แต่คุณพ่อตัดสินใจที่จะทำคีโมแค่ครั้งเดียว เพราะเกิดอุบัติเหตุเข็มหลุดออกมาระหว่างการให้คีโมทางสายน้ำเกลือทำให้ถูกน้ำยาคีโมกัดผิว ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดการพูดคุยถึงการรักษาแบบทางเลือกและได้ข้อสรุปว่าจะไม่ไปต่อทางวิทยาศาสตร์แล้ว

ทรายและคุณพ่อได้เลือกการรักษาแบบผสมผสานแทน โดยหลักๆ จะใช้ศาสตร์การดูแลด้วยแพทย์แผนไทย ใช้ยาจากตำรับยาสมุนไพรที่เกี่ยวกับการรักษามะเร็ง ที่สำคัญคือเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารใหม่ทั้งหมด ต้องบอกก่อนว่า 65 ปีที่ผ่านมา คุณพ่อเป็นคนใช้ชีวิตแบบมีอิสระในการกินมาก กินอาหารตามใจตัวเอง อยากกินอะไรเมื่อไหร่ต้องได้ แต่การรักษาในแนวทางนี้จะต้องมีวินัยในการรับประทานอาหารมากๆ เกิดปัญหาว่าคุณพ่อปรับตัวได้ลำบากพอสมควร

ทรายจะเป็นคนทำอาหารแล้วส่งให้คุณพ่อ โดยยึดตามแนวทางที่คุณหมอแนะนำรวมถึงอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง เช่น น้ำตาลถือเป็นของหวานของโรคมะเร็ง ถ้าจำเป็นให้ใช้น้ำตาลมะพร้าวที่ซึมเข้าสู่กระแสเลือดยากที่สุด สกัดน้ำมันสำหรับใช้ทำอาหารด้วยตัวเอง เพราะน้ำมันที่มีอยู่ในท้องตลาดใส่สารกันเสียเยอะ เป็นต้น”

การดูแลที่ต้องอาศัยแรงกายและกำลังใจ

“ต้องเล่าก่อนว่าทรายไม่ได้โตมากับคุณพ่อ จึงไม่ได้รู้จักนิสัยท่านมากเท่ากับครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน ทรายจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเขา เช่น คุณพ่อจะไม่ได้บอกเราว่าชอบกินหรืออยากกินอะไร หรือท่านจะไม่พูดว่า “ลูก ช่วยทำอาหารแบบนี้ให้พ่อกินหน่อยนะ” ทรายต้องวิเคราะห์ว่าคุณพ่อนิสัยแบบนี้ น่าจะอยากกินแบบนี้ แล้วทรายก็ทำอาหารส่งไปให้ท่าน นั่นจึงเป็นความยากในช่วงแรก

แล้วด้วยความที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม้ทรายจะทำอาหารและจัดเตรียมยาส่งไปให้อย่างสม่ำเสมอ ทรายก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณพ่อจะกินอาหารที่เราทำหรือกินยาครบตามที่คุณหมอกำหนดไว้ไหม ซึ่งสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณพ่อเสียชีวิตน่าจะมาจากการที่ท่านไม่ได้กินอาหารอย่างที่คุณหมอแนะนำ รวมถึงไม่ได้กินยาอย่างสม่ำเสมอ ตรงนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการรักษาแบบทางเลือกที่ต้องอาศัยแรงกายแรงใจ ความทุ่มเท ความมีวินัยในการทานยาและทานอาหาร ซึ่งคุณพ่อทรายอาจจะทำได้ไม่เต็มร้อย ผลลัพธ์เลยไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้”

อาจเป็นจังหวะของชีวิต

“มันก็เป็นจังหวะชีวิตของทรายเหมือนกันนะ คุณพ่อของทรายเริ่มไม่สบายตอนปี 2018 ทรายแต่งงานในปี 2019 หลังจากนั้นในปี 2020 เชื้อมะเร็งลุกลามไปที่ตับ ซึ่งก่อนหน้าที่จะทราบก็เป็นจังหวะที่ทรายตัดสินใจลาออกจากงานพอดี เพื่อพักดูว่าเราอยากทำอะไรต่อไปกับงานที่ตั้งใจให้เป็นงานประจำสุดท้ายของตัวเอง

เมื่อรู้ว่ามะเร็งกลับมา ทรายคุยกับคุณพ่อรวมถึงปรึกษาคุณหมอและญาติพี่น้อง แล้วก็ตัดสินใจไปรักษาแบบทางเลือกที่บ้านคุณอาที่สวนผึ้งซึ่งเขาเป็นมะเร็งในช่วงเวลาใกล้กัน จะได้รักษาไปในทางเดียวกัน เพื่อให้คุณพ่อรู้สึกมีกำลังใจจากสังคมคนป่วยเหมือนกัน จังหวะนั้นบังเอิญมีงานที่รู้สึกอยากทำมากๆ ติดต่อทรายเข้ามาพอดี เลยคุยกับสามีว่าถ้าได้งานนี้ทรายจะทำอย่างไรดี จะทิ้งไปไหม ด้วยความที่สามีเขาเคยมีประสบการณ์การดูแลคนป่วยขณะทำงานไปด้วย แล้วบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นได้ยากพอสมควร เพราะทั้งการดูแลคนป่วยและการทำงานก็ไม่สามารถทุ่มเทเต็มร้อยได้เลยสักทาง เขาจึงแนะนำทรายว่า “ถ้าชีวิตเรามีโอกาสได้ดูแลคุณพ่อแล้ว ก็ไปให้สุดทาง อย่าเอาทุกอย่างมารวมกันแล้วคิดพร้อมกัน ค่อยๆ จัดการไปทีละเรื่อง” นั่นเลยทำให้ทรายเลือกโฟกัสไปกับการดูแลคุณพ่อจนถึงวันที่ท่านจากไป

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้โตมาอย่างใกล้ชิดกับคุณพ่อเท่าไหร่ บอกรักกันไม่ค่อยบ่อย แต่จะใช้วิธีทำให้คุณพ่อเห็นว่าอย่างไรทรายก็จะอยู่กับท่าน ไม่ว่าคุณพ่อจะต้องเปลี่ยนวิธีในการรักษาอีกกี่ครั้ง จะมีอุปสรรคในการดูแลขนาดไหน ทรายก็จะสู้ไปกับท่าน ซึ่งทรายว่าท่านก็รับรู้ได้”

มะเร็งไม่ใช่โชคร้ายอย่างที่ใครเขาว่า 

“ทรายอยู่ในครอบครัวที่มีคนเป็นมะเร็งอยู่พอสมควร ก็เลยมองว่ามะเร็งมันอยู่ในตัวเราตั้งแต่เกิด การเป็นมะเร็งเหมือนเป็นการส่งสัญญานเตือนว่า เราใช้ชีวิตหนักหน่วงเกินไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะฉะนั้น มุมมองของทรายกับตัวโรค ก็มองว่าเราต้องใช้ชีวิตของเราให้สมดุล ปล่อยให้มะเร็งหลับสนิทเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ในตัวเรา อย่าปลุกเขาให้ตื่น บวกกับมีความเชื่อในเรื่องของ “You are what you eat” ซึ่งเปลี่ยนวิถีการรับประทานอาหารของตัวทรายไปเยอะเหมือนกันนะ ทรายทำอาหารกินเองบ่อยมาก เพราะสามารถลงลึกถึงรายละเอียดของอาหารรวมถึงวัตถุดิบได้ทุกอย่าง ประสบการณ์ในการทำอาหารให้คุณพ่อรับประทานทำให้ทรายเลือกและเลี่ยงให้ตัวเองด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันเมื่อได้เห็นคุณอาที่เป็นมะเร็งดูแลตัวเองด้วยการรักษาทางเลือกและเขายังคงอยู่อย่างแข็งแรงมาจนวันนี้ ก็ทำให้เชื่อในเรื่องของการรักษาแบบทางเลือกมากกว่าการรักษาในทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นเรื่องของการทำคีโม”

ถ้าหาก…

“ตอนที่คุณพ่อเสีย ทรายมีคำถามเยอะมากเหมือนหนังเรื่อง About Time เลยว่า ถ้าตอนนั้นไม่ทำอย่างนั้น ตอนนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ จะทำอะไร แล้วคุณพ่อจะยังมีชีวิตอยู่ไหม เรียกได้ว่ามีคำถามกับทุกจังหวะชีวิตในช่วงเวลาที่ท่านป่วย จนถึงตอนที่คุณพ่อเสียไปแล้วก็ยังจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า ก่อนที่คนเราจากไปจะเกิดภาวะอะไร เขาจะรู้สึกอย่างไรในขณะที่กำลังจะจากไป ทรายถามญาติ รวมถึงคนรู้จักที่เป็นหมอด้วยคำถามประมาณนี้ ทุกคนก็ตอบกลับมาว่าให้หยุดคิดเถอะ ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ทรายไม่ได้รู้สึกยินดีกับการที่คุณพ่อจากไป แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกโล่งอก ดีใจที่ท่านไม่ต้องทรมานกับการกินอาหารรวมถึงการรักษาที่ทำให้ท่านไม่มีความสุขอีกต่อไป

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ทรายได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือจงทำเมื่อยังมีโอกาส ทรายโชคดีที่ตัวเองยังมีโอกาสได้สื่อสารกับคุณพ่อในช่วงที่ท่านเริ่มเข้าสู่ภาวะผู้ป่วยวิกฤต ทรายพูดกับท่านว่า “ทรายขอโทษ ถ้าที่ผ่านมาทรายบังคับให้พ่อไม่ได้กินอาหารอย่างที่ต้องการ บังคับให้ฝืนกินยา ทรายขอบคุณพ่อที่ทำให้ทรายเกิดมา และรักพ่อนะ” จนถึงวาระสุดท้ายของท่าน ทรายบอกกับคุณพ่อว่า “ถ้าพ่ออยากจะสู้ก็สู้ แต่ถ้าอยากหลับก็หลับไปเลย ไม่ต้องกังวลว่าจะตื่นมาเป็นที่ไหน ไม่ต้องว้าวุ่นใจ ตื่นมาเป็นที่ไหนก็เป็นที่นั่นนะพ่อ” แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ ดับไปอย่างสงบเงียบที่สุด สำหรับคนค่อนข้างกลัวความตายอย่างทรายก็อดคิดไม่ได้ว่า อยากให้วาระสุดท้ายของเราดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแบบนี้บ้าง

ทรายถือว่ามันเป็นจังหวะชีวิตที่ดีที่มีโอกาสได้ดูแลท่านตั้งแต่วันที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้าย และมีโอกาสได้ขอโทษ ขอบคุณ และบอกรัก ก่อนท่านจากไปครบถ้วนทั้ง 3 อย่าง เพราะฉะนั้นทรายไม่รู้สึกว่าติดค้างอะไรแล้ว ถามว่าเสียใจไหม แน่นอนว่าทรายเสียใจแต่ในขณะเดียวกัน ทรายก็หมดห่วง มันเป็นการถอนหายใจที่รู้สึกว่าสามารถหายใจเอาอากาศเข้าไปหมุนเวียนได้เต็มปอด” 

จะดูแลกันอย่างไรในวันที่มีผู้ป่วยติดเตียง

“อย่างที่เล่าไปว่าทรายอาจจะไม่ได้สนิทกับคุณพ่อมาก แล้วช่วงที่คุณพ่อเข้าสู่ภาวะวิกฤต ทรายคิดว่าไม่เป็นไร เห็นตามรายการที่เขาดูแลพ่อแม่ตัวเอง เราดูแล้วก็คิดว่าเคสเราก็คงเหมือนกัน ไม่ต้องมีพยาบาลหรอก มองว่าทรายเองน่าจะเอาอยู่ แต่เอาเข้าจริงเป็นการเอาอยู่แบบตาแข็งๆ ยิ้มแห้งๆ จนถึงวันที่รู้ตัวว่าคงไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนเลยดีกว่า ให้มืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อให้คุณพ่อสบายขึ้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าการจ้างผู้ดูแลคนป่วยไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เริ่มทำในเวลาวิกฤต เพราะจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าจะเจอคนที่ปรับตัวเข้ากันได้ เข้าใจคนป่วย ถูกใจญาติผู้ใหญ่ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกัน สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขจนตลอดรอดฝั่ง เอาอยู่สามารถรับมือได้อยู่หมัดเมื่อเจอสถานการณ์หนักๆ มาถึง รวมถึงอุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแล เช่น เตียงอัตโนมัติ เพราะต้องเข้าถึงผู้ป่วยด้วยความรวดเร็วและราบรื่น เช่นเดียวกับผู้ดูแลที่ต้องการความสะดวกในการประชิดตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤตที่แทบจะสื่อสารกับเราไม่ได้เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ทรายคิดว่าสำคัญมากเหมือนกันคือการทำธุรกรรมทางการเงิน ทรายพบว่าบางที คนสูงอายุเขายังใช้วิธีเดิมกันอยู่ คือเลือกที่จะทำธุรกรรมเบิกถอนเงินที่ธนาคาร ซึ่งในกรณีคุณพ่อ ทรายต้องเดินทางไป-กลับกรุงเทพฯ-สวนผึ้งถึง 3 ครั้งเพื่อสำรองเงินสดของพ่อมาเก็บไว้สำหรับใช้ในการรักษา แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำได้เพราะติดขัดในเรื่องของการยืนยันตัวตน ซึ่งถ้าเรามีแอปพลิเคชัน การดำเนินการและจัดสรรปัญหาต่างๆ จะง่ายและประหยัดเวลามากกว่า

ตกลงกันก่อนว่า…การเดินทางครั้งนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน

“เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ ควรมีการคุยกันในครอบครัวก่อนว่า สุดท้ายแล้วคนป่วยที่เราดูแล ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่น้อง เขาอยากให้การรักษาจบตรงไหน หากการรักษาไม่เป็นไปอย่างที่วางแผนหรือหวังไว้ บางทีคนป่วยเขาอาจจะไม่ได้อยากต่อสู้ ไม่ได้อยากเดินทางต่อแล้ว แต่ด้วยความไม่ได้ตกลงกันเอาไว้ก่อนทำให้ในท้ายที่สุด เรายื้อเขาไว้เพราะลูกหลานหรือญาติยังทำใจไม่ได้กับการที่เขาตัดสินใจอยากยุติการรักษา

สำหรับทราย ทรายได้คุยกับคุณพ่อ รู้เจตนารมณ์ท่านว่าอย่างไร คือเขาไม่ต้องการเป็นผัก ไม่ต้องปั๊มหัวใจ เมื่ออยู่ในสภาวะที่ต้องตัดสินใจจึงเรียบง่ายและชัดเจน ทรายสามารถตอบคุณหมอได้ทันทีว่าจะไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ใช้เครื่องหรือยากระตุ้น ไม่สอดท่อช่วยหายใจให้กับคุณพ่อนะคะ”

การจัดการความเครียดด้วยการหาความสุขง่ายๆ รอบตัว

“คนดูแลจะต้องหาวิธีจัดการกับความเครียดตัวเองด้วย อย่างตัวทรายเองแค่จะดื่มน้ำยังลืมไปเลย เพราะเครียดจนเกือบจะกลายเป็นคนป่วยไปด้วยเหมือนกัน ต้องไม่ลืมว่าคนดูแลเองก็ต้องมีเวลาให้ตัวเองได้หยุดพักจากเรื่องเหล่านี้บ้าง สุดท้ายแล้วทรายพบว่าการหมกตัวอยู่ในร้าน Mr. DIY เพื่อคำนวณว่าซื้อทิชชู่แบบไหนถึงจะคุ้มค่า หรือการได้เดินออกกำลังกายดูพระอาทิตย์ตกในวันที่ไม่ยุ่งจนเกินไปนัก ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ทรายมีความสุขแล้ว ลองหากิจกรรมที่สร้างความสุขให้เราได้ง่ายๆ แบบที่ไม่ต้องพยายามอะไรมาก และสามารถทำได้บ่อยทุกวัน”

ใดใดในโลกล้วนเป็นไปตามกฎของจักรวาล

“ความสุขของตัวเองในตอนนี้คือการที่ได้ลงมือทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายของการใช้ชีวิตให้เป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของมะเร็งอะไรเท่าไหร่ แต่ทรายรู้สึกว่า Everything happens for a reason ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ ทรายลาออกจากงานได้ไม่นานคุณพ่อกลับมาป่วยอีก แต่โชคดีที่ก่อนหน้านั้นจัดงานแต่งงานตั้งแต่คุณพ่อยังแข็งแรง มีสามีที่น่ารักเป็นเพื่อนคู่คิด คอยซัพพอร์ตความรู้สึก คอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เหนื่อยมากก็มีที่พักพิงให้ล้มตัวใส่ เขาทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว เราถึงได้ดูแลคุณพ่อแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอะไรเลย จนวันที่รู้ตัวว่าไม่อยากกลับไปทำงานประจำอีกแล้ว ได้มีเวลาคิดจนพอจะเห็นเป้าหมายของชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนว่าคืออะไร บางคนอาจรอให้ถึงเวลาเกษียณแล้วค่อยเริ่มต้น แต่มันคงดีกว่าที่เราได้ทำเสียตั้งแต่วันนี้ ย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนคุณพ่อจะป่วยจนถึงวันนี้ ทรายเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าบังเอิญแม้แต่เรื่องเดียว”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: วริษฐ์ สุมนันท์
ภาพเพิ่มเติม: ธาวินี จันทนาโกเมษ

เป็นมะเร็งลำไส้ก็เท่ได้ สุทธิ ชมโพธิ์ นักสู้มะเร็งผู้ออกแบบเครื่องป้องกันถุงหน้าท้องให้ผู้ป่วยกลับมาหล่ออีกครั้ง

            นี่คือเรื่องราวของ สุทธิ ชมโพธิ์ ชายจากจังหวัดสุรินทร์ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้ที่ปลายทวารหนักตอนอายุ 37 และจำเป็นต้องมีถุงหน้าท้องเพื่อถ่ายหนักหลังจากนั้นไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามไม่เพียงเขามุ่งมั่นรักษามะเร็งจนหาย เขายังกลับมาเป็นนักวิ่งสร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งทำโครงการสตาร์ทอัพสร้างสรรค์อุปกรณ์ป้องกันสำหรับผู้มีถุงเก็บอุจจาระหน้าท้อง ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดทวารหนักมาวิ่งได้ แต่ยังสามารถสวมใส่กางเกงยีนส์เข้ารูปอย่างเรียบเนียน – เท่เหมือนคนอื่นๆ

            ข้างต้นคือเรื่องราวของเขา แต่นั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนั้น ชีวิตของชายอายุสี่สิบต้นๆ ผู้นี้ไม่ง่ายเลย และต่อไปนี่คือ ‘ระหว่างทาง’ อันแสนทรหดของชายเลือกนักสู้ผู้นี้

นักสู้เลือดอีสาน

            “ผมเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านไม่ได้มีฐานะ จึงเข้ามาใช้แรงงานในกรุงเทพฯ ตอนอายุสิบสอง พบกับภรรยาตอนอายุสิบหก และมีลูกชายคนแรกตอนอายุสิบแปด มีลูกสามคน ผมทำงานหนักส่งเสียพวกเขาเรียนมาตลอด” สุทธิ เล่าถึงชีวิตช่วงต้นของเขาพอสังเขป ชีวิตที่เขาบอกว่าต้องสู้มาตั้งแต่จำความได้

แน่นอน ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้น สุทธิก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่านอกจากการสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ดี เขายังต้องมาสู้กับมะเร็งในวัยสามสิบเจ็ดปีอีกต่อ

ปี 2551 ขณะที่เขาเป็นพนักงานขับรถยกสินค้าในโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จู่ๆ เขาก็พบว่าตัวเองมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ จากถ่ายหนักทุกวันเป็นกิจวัตร ขยับมาเป็นครั้งละสองวันหรือมากกว่า ที่สำคัญเขามีอาการเจ็บที่ปลายทวาร และมีเลือดออกมาพร้อมกับของเสีย สุทธิไปหาหมอ และได้รับคำวินิจฉัยว่าเขาเป็นริดสีดวงทวาร ก่อนจะรักษาไปตามอาการจนดีขึ้น กระทั่ง 7 ปีผ่านไป เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2558 อาการที่เขาคิดว่ามาจากริดสีดวงทวารก็กลับมากำเริบหนักอีกครั้ง

“ตอนแรกคิดว่าเพราะเป็นพฤติกรรม ผมชอบกินเผ็ด และความที่ทำงานด้วยการนั่งอยู่บนรถตลอด โดยส่วนมากก็ทำโอทีกะกลางคืน เข้างานสี่โมงเย็น เลิกงานอีกทีก็หกโมงเช้า เลยคิดว่าริดสีดวงกำเริบอีกแล้ว แต่รอบนี้เป็นหนักกว่าเก่า เพราะเจ็บที่ก้นมาก เจ็บในแบบที่ขับรถและนั่งตรงๆ ไม่ได้เลย” สุทธิ กล่าว

จนกระทั่งเขาพบว่าตัวเองขับถ่ายเป็นเลือดและน้ำเหลืองอีกครั้ง จึงไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนสัมผัสได้ถึงสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในทวาร สุทธิไปพบหมออีกครั้งในวันที่ 11 สิงหาคม ผ่าชิ้นเนื้อและทราบผลว่าเป็นมะเร็งอย่างเป็นทางการในอีก 9 วันต่อมา (20 สิงหาคม) และผ่าตัดเนื้อร้ายออกวันที่ 26 สิงหาคม กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน อย่างไรก็ดี ก่อนที่คุณหมอนัดผ่าตัด ก็ได้บอกทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่ส่งผลไปทั้งชีวิตของสุทธิ     

ข่าวดีก็คือ จากผลวินิจฉัย เนื้อร้ายยังไม่แพร่กระจาย เขาอาจไม่จำเป็นต้องทำการฉายแสงหรือเคมีบำบัด (ซึ่งต่อมาเขาก็ไม่ต้องทำกระบวนการเหล่านี้เลยสักครั้ง) แต่ข่าวร้ายก็ดูหนักหนากว่า เพราะเนื้อร้ายที่ตัดทิ้งไปคือหูรูดทวารหนัก นั่นหมายความว่าหลังผ่าตัด เขาจะไม่มีอวัยวะที่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้เอง เขาจำเป็นต้องติดถุงเก็บอุจจาระบริเวณหน้าท้องไปตลอดชีวิต

แล้วผมจะสู้กับมันอย่างไร?

            เมื่อมาไตร่ตรองและสืบประวัติ สุทธิพบว่าไม่ใช่ทั้งพันธุกรรมหรือโชคชะตาใดๆ แต่เป็นเพราะพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเขาเอง เขาบอกว่าเป็นเพราะเขาทำงานหนักและทำงานข้ามคืนตลอด วิถีการกินของเขาจึงขึ้นอยู่กับร้านอาหารข้างทางราคาประหยัด กับข้าวใส่ถุงพลาสติก ข้าวกล่องไมโครเวฟ เมนูปิ้งย่าง และอีกสารพันที่มีเพื่อประทังชีพเท่าๆ กับที่มีส่วนในการกระตุ้นเซลล์ร้ายในร่างกาย อีกทั้งเขาเป็นคนดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ด้วย ถึงแม้ไม่เยอะ แต่เมื่อบวกรวมกับปัจจัยด้านอาหารการกิน เนื้อร้ายก็เกิดขึ้นในร่างกายเขาจนได้ 

            “พอทราบว่าเป็นมะเร็ง ผมก็ช็อคเลย คำถามมีเข้ามาเต็มไปหมดในหัว ผมคิดถึงความตายเป็นอันดับแรก คำถามต่อมาคือทำไมต้องเป็นเรา ชีวิตเราไม่พร้อม ไหนจะต้องหาเลี้ยงดูครอบครัวอีก ยอมรับว่าหดหู่มาก แต่พอผ่านไปสักพัก ก็กลับมาคิดว่าเราต้องสู้ต่อ ความกังวลถึงครอบครัว ถึงลูกๆ นี่แหละที่ทำให้ผมต้องสู้ต่อ คำถามสุดท้ายในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็น แล้วผมจะสู้กับมันอย่างไร” สุทธิกล่าว

เขาบอกว่าหลังจากหาคำตอบสำหรับคำถามสุดท้ายได้แล้ว ก็เหมือนเขาพบเส้นทางในชีวิตให้เดินต่อ หลังจากนั้นเขาไม่มีความสงสัยอะไรในชีวิตอีกเลย

            “ผมใช้เวลาพักฟื้นและรักษาตัวอยู่บ้านสี่เดือน ช่วงเวลานี้เหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตเลย เพราะวิถีชีวิตแบบเดิม ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ทั้งการนั่ง การเดิน การเคลื่อนไหว และที่สำคัญคือการขับถ่ายผ่านลำไส้ตรงลงไปในถุงหน้าท้อง ตอนแรกชีวิตลำบากมาก เพราะเลือดออกก้นตลอดเวลา และต้องสวมผ้าอนามัยรองไว้ ส่วนก้นที่ผ่าปิดก็ยังต้องใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า shot drain เพื่อดึงของเหลวออกมา เจ็บและทุลักทุเลมากๆ

            แต่พอผ่านไปสี่เดือน สภาพร่างกายเริ่มดีขึ้น คุ้นชินกับวิถีชีวิตใหม่มากขึ้น ผมจำได้ว่าวันนั้นคือวันที่ 1 มกราคม 2559 ผมนอนอยู่บ้าน และเห็นรองเท้าวิ่ง ก่อนหน้านี้ผมชอบใส่รองเท้าวิ่งแต่ไม่เคยวิ่ง แค่ใส่ไปเที่ยว เพราะมันนุ่มดี แต่วันนั้นจู่ๆ เหมือนร่างกายมันบอกผมให้ลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาเดิน เดินก่อนแล้วค่อยวิ่งกัน

            ซึ่งพอร่างกายมันบอกอย่างนั้น ผมก็สวมรองเท้าวิ่ง และลองเดินเท้าเหยาะๆ ออกจากบ้าน วันนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตอีกครั้ง

กลับสู่สังเวียน

            จากผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดหน้าท้อง ก่อนจะกลับมาสวมรองเท้าวิ่งเพื่อเดินออกกำลังกายระยะสั้น และพัฒนาสเต็ปการเดินด้วยความเร็วขึ้น จนกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง สุทธิใช้เวลาตลอดปี 2559 เพื่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่นเดียวกับวันแรกที่เขาเห็นรองเท้าและเกิดแรงบันดาลใจ เขาจำได้แม่นถึงวันแรกที่เขาร่วมวิ่ง Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร กับนักวิ่งคนอื่นๆ ซึ่งยังถือเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมการวิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต วันที่ 19 มีนาคม 2560

            “มีคนสมัครวิ่งอยู่ 655 คน ผมเข้าเส้นชัยประมาณคนที่ 20 ใช้เวลา 26.47 นาที ส่วนอีก 630 คนวิ่งตามหลังผมมา ผมเพิ่งหายจากมะเร็ง มีลำไส้อยู่นอกตัว มันไม่ใช่แค่การวิ่งเข้าเส้นชัย แต่นี่ทำให้ผมมั่นใจว่าผมเอาชนะตัวเองได้ ผมมีความมั่นใจในชีวิตหลังจากนี้” สุทธิ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            ทั้งนี้ สุทธิให้เครดิตความสำเร็จในการวิ่งสนามแรกในชีวิตของเขากับประดิษฐกรรมที่เขาคิดค้นขึ้นมา นั่นคือเครื่องป้องกันถุงเก็บอุจจาระบริเวณหน้าท้อง ซึ่งทำให้อดีตผู้ป่วยมะเร็งอย่างเขา สามารถเข้าร่วมวิ่งกับนักวิ่งคนอื่นๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเขามีถุงติดอยู่บนหน้าท้องเลย

            “อุปกรณ์ป้องกันถุงหน้าท้องมันเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่แล้วครับ เป็นโลหะสำหรับคลุมถุง เพราะส่วนนั้นของร่างกายเรามีแค่ถุงกับลำไส้เลย โดนอะไรนิดก็เจ็บ แต่ความที่โลหะแบบเดิมมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนัก ไม่เหมาะกับการรับแรงกระแทกอย่างการวิ่งเร็วๆ ผมก็เลยมาคิดว่าน่าจะมีเครื่องป้องกันที่กะทัดรัดกว่านี้”

            และนั่นทำให้สุทธิคิดถึงกระจับสำหรับป้องกันกล่องดวงใจของนักมวย

            “ตอนเด็กๆ ผมเคยชกมวย และจำได้ว่ามีกระจับป้องกัน ผมก็เลยคิดว่าถ้าย้ายกระจับจากตรงนั้นมาป้องกันส่วนที่เป็นถุงหน้าท้องเราล่ะ เลยไปหาอีลาสติกที่มาช่วยผูกกระจับไว้คล้ายๆ ขอบกางเกงยางยืด แล้วก็เย็บตีนตุ๊กแกติดกับส่วนที่เป็นโลหะ ตอนแรกก็ทำแบบง่ายๆ ก่อน ทดลองไปทดลองมาจากสแตนเลสที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก ก็พัฒนามาจนได้วัสดุไทเทเนียม ซึ่งคล่องตัวกว่าและป้องกันการกระแทกไปพร้อมกัน”

            ในวันที่เราสัมภาษณ์เขา สุทธิสวมกางเกงยีนส์ทรงพอดีตัว ดูสมาร์ทมากทีเดียว เขาบอกว่าเมื่อก่อนการมีถุงหน้าท้องแบบเขา ไม่มีทางจะสวมกางเกงยีนส์แบบกระชับเช่นนี้ได้… ใช่ ในขณะนี้เขาก็ยังสวมเครื่องป้องกันนั้นอยู่

            “ผมเป็นคนสุรินทร์ ผู้ชายโซนนี้ก็อารมณ์บัวขาว ผิวเข้มๆ หน้าดุๆ คือถ้าแต่งตัวเลอะๆ เนี่ยจบเลย ดูสกปรก ซึ่งผมก็ชอบแต่งตัวมากๆ อยู่แล้วด้วย ชอบแต่งตัวให้ดูสะอาดและสมาร์ท ตอนป่วยก็คิดแหละว่าหลังจากนี้เราจะต้องใส่กางเกงหลวมๆ ขาบานๆ ไปตลอดชีวิตใช่ไหม ซึ่งเมื่อบวกรวมกับความต้องการอยากกลับมาวิ่งได้ จึงจุดประกายให้ผมคิดถึงเครื่องป้องกันนี้ออก”

            สุทธิตั้งชื่ออุปกรณ์นี้ว่า Stoma Smile คล้ายบอกเป็นนัยว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ก็ยิ้มได้ เริ่มแรกเขาทำแจกผู้ป่วยด้วยกัน โดยมีแผนจะนำไปจดสิทธิบัตรเพื่อจำหน่ายในราคาย่อมเยา หวังให้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ประสบโรคภัยแบบเดียวกับเขา พร้อมกันนี้สุทธิยังกลายเป็นนักวิ่งที่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น รวมถึงคอยให้คำแนะนำผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แบบเดียวกับเขาในการรักษาและปรับตัวกับการใช้ชีวิตใหม่    

            “ผู้ได้รับการรักษาและต้องมีถุงหน้าท้องทั้งชีวิตแบบผม ทุกคนมักรู้สึกอายหรือรู้สึกเป็นที่น่ารังเกียจในสายตาของคนอื่น ผมก็เคยผ่าน และต่อสู้กับความคิดของตัวเองมาได้ จึงอยากเป็นแบบอย่างให้คนที่ประสบเคราะห์เดียวกันกับผม ไม่ใช่แค่ไม่ต้องรู้สึกอาย แต่สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนอื่นๆ ได้…

“ผมบอกกับคนอื่นๆ อยู่เสมอว่า จริงอยู่ที่เราป่วย แต่เราผ่านมาได้แล้ว เรามีความพิเศษตรงถุงหน้าท้อง ถ้าเราอยู่กับมันได้ เราจะเก่ง ยิ่งถ้าเราอยู่กับมันด้วยความมั่นใจ เราจะเก่งกว่าคนอื่นๆ” สุทธิ กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากผ่านช่วงมรสุมของชีวิตทั้งทางร่ากายและความสัมพันธ์มาตลอดหลายปี พร้อมไปกับการสร้างชื่อจากการเป็นนักวิ่งสร้างแรงบันดาลใจ และนักออกแบบอุปกรณ์เสริมความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ในปี 2562 สุทธิก็ได้พบรักใหม่กับนางพยาบาล และเพิ่งแต่งงานไปในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 ที่ผ่านมา เขาบอกกับเราว่าทุกวันนี้เขารู้สึกเหมือนผู้ชายที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

แม้เราไม่ทราบว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรมาวัด แต่จากรอยยิ้มและน้ำเสียงอันมั่นใจของเขา เราก็เชื่อว่าเขามีความสุขเช่นนั้นจริงๆ 

เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ
: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: สุทธิ ชมโพธิ์