พชร โตอ่วม มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นทำให้ค้นพบเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่

ปีนี้เป็นปีที่ เปรียว – พชร โตอ่วม อายุครบ 33 ปี ตัวเลขวัยที่คนส่วนใหญ่มองว่า ไม่มากเกินไปหากใครสักคนจะได้ค้นพบตัวตนหรือรู้สึกมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ก็น้อยเกินกว่าจะเชื่อว่า หญิงสาวแววตาแจ่มใส อ่อนโยน และรักสุขภาพเช่นเธอ จะเคยผ่านประสบการณ์เป็นมะเร็งเต้านมและเด็ดเดี่ยวมากพอจะผ่าตัดมันออกทั้งสองข้าง แม้โรคร้ายเพิ่งเริ่มต้นระยะ 0

เพราะหลังจากเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการโฆษณา เปรียวก็ฝังตัวอยู่ในแวดวงโฆษณาและประชาสัมพันธ์ร่วม 7 ปี ก่อนแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่กับสามีที่ฮ่องกง ประกอบอาชีพล่ามอิสระในโรงพยาบาลและศาล ควบคู่กับการเป็นคุณครูสอนโยคะมาตั้งแต่ปี 2558

ขณะที่ชีวิตกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น จู่ๆ วันหนึ่ง เธอก็เผอิญคลำเจอก้อนประหลาดในทรวงอก จึงลองไปตรวจสอบหาสาเหตุ แพทย์ผู้วินิจฉัยปลอบโยนเธอให้ผ่อนคลายกังวล แม้ยังไม่อาจด่วนสรุป แต่กำชับว่าอาการลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

เธอเองก็คิดเช่นเดียวกัน ด้วยวัยเพียง 29 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติและสมาชิกครอบครัวไม่เคยมีประวัติเป็นมะเร็ง กระนั้นหลังเข้ารับตรวจอัลตราซาวน์และติดตามผล นานกว่า 3 ปี ท้ายสุดเธอจึงพบว่าตัวเองเจอแจ็คพอต

“เราไปตรวจเช็คเต้านมทุกๆ 6 เดือนตั้งแต่อยู่ฮ่องกงจนย้ายกลับมาเชียงใหม่ เนื่องจากมีก้อนที่กระจายในเต้าข้างละกว่า 10 เม็ด กระทั่งเมื่อปีที่แล้วคุณหมอแนะนำให้ลองแมมโมแกรมดู เพราะพบว่ามีแคลเซียมเกาะอยู่ด้วย แล้วผลปรากฏว่า หนึ่งในหลายสิบก้อนนั้นได้กลายเป็นมะเร็ง

“จำได้ว่าตอนไปตรวจครั้งนั้นก็ถือเป็นการตรวจเช็คประจำแบบเดิมที่คุ้นเคย เราไปคนเดียวและไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลย พอได้ฟังคำตอบก็ ‘อ้าว เหรอคะ โอเค…แล้วจะยังไงต่อ’ ร่างกายรู้สึกชาๆ เคว้งคว้างคล้ายกำลังฝัน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่ในระยะไหน คุณหมอจึงนัดให้มาเจาะตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) อีกรอบ พอออกจากโรงพยาบาลก็โทรบอกแฟน ตอนนั้นแหละที่ทุกอย่างพรั่งพรูออกมา”

เปรียวเล่าต่อว่า ด้วยความเป็นคนเป๊ะ มีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ชัดเจนและชอบอะไรสามารถควบคุมได้ ดังนั้นช่วงเวลาก่อนเจาะตรวจชิ้นเนื้อจึงถาโถมไปด้วยความเครียด ความกลัว และหวาดวิตกจนอาจเกินแบกรับไหว หากไม่ได้คนรักที่สละเวลาและตำแหน่งการงานจากฮ่องกงกลับมาอยู่เคียงข้างดูแลประคับประคองความรู้สึกและเติมกำลังใจให้กัน

สองสัปดาห์แห่งการรอคอยผลตรวจชิ้นเนื้อเป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานมาก เธอบอกว่ามันยากทำใจยิ่งกว่าตอนตัดสินใจจะผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง และสุดท้ายผลจากการตรวจชื้นเนื้อเต้านมทั้งหมดที่ตัดทิ้ง ก็ทำให้ทราบผลอาการว่าเป็นเพียงระยะ 0 ระยะแรกเริ่มของเซลล์มะเร็งที่ยังไม่ลุกลามออกจากท่อน้ำนม และมีโอกาสรักษาให้หายขาด

คือเปรียวเกิดมาเป็นสาวคัพ A อยู่แล้วค่ะ สำหรับเราการมีหรือไม่มีหน้าอกจึงไม่ได้รู้สึกแตกต่าง อีกอย่างเราคิดว่าความเป็นผู้หญิงนั้นสามารถแสดงออกได้หลายทาง ไม่ใช่แค่นมที่เป็นปัจจัย ดังนั้นพอคุณหมออธิบายว่า แนะนำให้ตัดเต้านมข้างซ้ายออกเพราะมีก้อนเนื้อหลายก้อน ซึ่งตอนนั้นไม่แน่ใจนักว่าก้อนอื่นๆ นอกจากก้อนที่เจอว่ามีแคลเซียมเกาะจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งด้วยไหม อีกทั้งเพราะมีจำนวนก้อนมาก หากตัดเป็นก้อนๆ จะทำให้เต้านมผิดรูปทรง ส่วนข้างขวาถ้าเก็บไว้ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก เราก็โอเคที่จะไม่เก็บไว้ทั้งสองข้าง เพราะแค่รู้สึกว่าหากมีมันเราคงจะกังวลกับการใช้ชีวิตมากกว่าไม่มี”

หลังผ่าตัด ทุกวันนี้เปรียวบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้น รวมถึงไม่เลือกศัลยกรรมเสริมหน้าอก ไม่ได้ทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจหรือรู้สึกเป็นผู้หญิงน้อยลงเลยแม้แต่น้อย กลับกันครอบครัวกลับดีใจที่เห็นเธอเข้มแข็งและสบายใจ เช่นเดียวกับคนรักที่คอยสนับสนุนทุกๆ อย่าง เติมเต็มช่องว่างระหว่างความหวั่นไหว พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่มีผลกระทบใดๆ กับชีวิตคู่

“เปรียวว่ากำลังใจจากคนรอบข้างก็มีส่วนสำคัญนะคะ แต่ทั้งนี้คนป่วยจะรอรับพลังใจจากคนอื่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นมาสร้างพลังจากข้างในตัวเราเองด้วย”

นี่คือบทเรียนหนึ่งที่เปรียวได้เรียนรู้จากการเป็นมะเร็ง และท่ามกลางการเผชิญหน้ากับโรคร้าย เธอก็พบว่ามันได้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง จากคนเดิมที่เคยทะเยอทะยาน เฝ้าแข่งขันกับทุกคนบนโลกเพื่ออยากเอาชนะและมีตัวตน ปัจจุบันเธอหยุดวิ่งแล้วเลือกทำแค่ในสิ่งที่ตอบใจตัวเอง

“พอเป็นมะเร็งมันทำให้เรากลับมาทบทวนว่า สุดท้ายแล้วเราควบคุมอะไรในโลกนี้ไม่ได้เลย แม้กระทั่งตอนเจ็บป่วย ร่างกายของเราเองแท้ๆ แต่ยังต้องพึ่งพาคนอื่นดูแล ฉะนั้นเราจึงต้องหัดยอมคนให้เป็นและยอมรับว่าบางทีชีวิตก็มีเส้นทางที่เราไม่สามารถขีดเขียนเองได้ ที่สำคัญมันช่วยย้ำเตือนให้เราเห็นความหมายของชีวิต แม้ไม่รู้วันข้างหน้าจะกลับมาเป็นปกติมากน้อยแค่ไหน แต่ในวันที่ฟื้นจากการผ่าตัด เราพยายามลุกขึ้นจากเตียงเพราะรู้สึกว่าทุกวินาทีมีค่ามาก แล้วถามตัวเองว่า ‘เธอมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง จะร้องไห้เสียใจอยู่อย่างนั้น หรือ ทบทวนว่าเป้าหมายในชีวิตของเธอคืออะไร’ แน่นอน คำตอบคือ เราต้องไม่ตายตอนนี้ เพราะมีอะไรอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ทำ”

อาจเป็นแรงใจเหลือล้นบวกกับประสบการณ์ฝึกฝนโยคะทำให้สองสัปดาห์ต่อมาเปรียวก็สามารถกลับมาจับพวงมาลัยขับรถ ถัดจากนั้นอีกสองสัปดาห์ เธอก็ตรงไปมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อสมัครเรียนต่อระดับปริญญาโท สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะมนุษยศาสตร์ เป้าหมายที่จะช่วยเติมเต็มคุณค่าในชีวิตเธอ

“ย้อนไปสมัยสอบเอ็นทรานซ์ ตอนนั้นสาขาจิตวิทยาเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งที่เราสนใจมาก แต่สุดท้ายเลือกเรียนนิเทศศาสตร์แทน แล้วพอช่วงที่เป็นล่ามอยู่ฮ่องกง เราได้เห็นผู้คนที่มีชีวิตยากลำบาก พวกเขาต้องแบกรับความทุกข์หนักทั้งกายใจ และไม่มีใครอยู่เคียงข้าง เราเลยรู้สึกว่ามันคงจะดีถ้าเราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ เลยนึกถึงความใฝ่ฝันในวันนั้นที่ยังคงเก็บไว้ในใจเสมอมา”

ปัจจุบันเปรียวย่างเข้าสู่ปีที่ 2 ของการเรียนระดับปริญญาโท นอกจากวิทยานิพนธ์เล่มหนาในหัวข้อเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะทางจิต หรือความผาสุกทางใจผ่านการฝึกโยคะที่เธอกำลังเคี่ยวกรำควบคู่กับการรับสอนโยคะคนท้องและโยคะบำบัด เธอยังทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดของ “บ้านหลังที่สอง” ศูนย์ให้บริการการปรึกษาทางจิตวิทยาสำหรับนักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย

“เปรียวคิดว่าการค้นหาเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่จะเป็นขุมพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราสู้ต่อได้ เพราะมันก็จะมีวันที่ดีที่เราพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ กับวันที่อาจมีอะไรบางอย่างมากระทบแล้วทำให้เราเศร้าหมอง ห่อเหี่ยว เป้าหมายจะเป็นพลังคอยปลอบเราในวันที่ล้มและปลุกให้ลุกขึ้นลุยต่อเพราะเป้าหมายรอเราอยู่ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ สำหรับเปรียวการต่อสู้นี้คุ้มค่าและมีความหมายกับทั้งตัวเราและคนรอบข้าง”

เปรียวทิ้งท้ายพร้อมเปรยว่า อนาคตหลังจากเรียนจบเธออยากนำเอาความรู้ที่ได้รับไปช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่กำลังประสบปัญหา ให้พวกเขาสามารถสร้างความเข้มแข็งภายในจิตใจและกล้าที่จะหยัดยืนก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง

เรื่อง: คุณากร เมืองเดช
ภาพ: กรินทร์ มงคลพันธ์

ภาพบางส่วน: พชร โตอ่วม

‘Dear Cancer’ สามบทเรียนจากมะเร็งสามครั้งในรอบ 17 ปี ของ พีรดา พีรศิลป์ นักเขียนผู้ค้นพบ ‘ชีวิต’ จากการเป็นมะเร็ง

หลิง-พีรดา พรีศิลป์ กำลังมีนิทรรศการ ‘Dear Cancer: แด่มะเร็งที่รัก’ ที่หอศิลป์บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ นิทรรศการที่เธอได้ช่างภาพมืออาชีพ 5 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดภาพถ่ายของเธอเอง – ผู้หญิงร่างเล็ก ผู้มีผมสั้นเกรียนเพราะฤทธิ์เคมีบำบัด และปราศจากเต้านมทั้งสองข้าง เนื่องจากเพิ่งผ่านการผ่าตัดออกไป เพื่อตัดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งครั้งที่ 4 ในชีวิต

ใช่, หลิงผ่านการมะเร็งมาแล้วสามครั้งในรอบ 17 ปี เริ่มต้นที่เต้านมในวัย 30 อีกสิบปีต่อมาก็พบที่เต้านมข้างเดิมอีกครั้ง และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เธอก็พบมะเร็งรังไข่ในวัย 47 ปี

หลังจากรักษามะเร็งครั้งล่าสุดด้วยการทำเคมีบำบัดและผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก แม้ไม่มีสัญญาณใดๆ เธอตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมออกเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“ตอนนี้เราเป็นผู้หญิงที่ไม่มีทั้งเต้านม รังไข่ และมดลูก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์เราลดลงเลย” เธอบอก

และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เธอตัดสินใจชวนเพื่อนช่างภาพมาถ่ายรูปร่างกายของเธอหลังจากผ่าตัด เพื่อเป็นกำลังใจให้คนป่วยและญาติ และสร้างความตระหนักรู้ถึงโรคภัยให้ผู้หญิงด้วยกันในเดือนตุลาคม เดือนแห่งการรณรงค์ต่อต้านมะเร็งเต้านมสากล

“จำได้ว่าพอรู้ว่าเป็นมะเร็งครั้งแรก เราก็ร้องไห้ ทำอะไรไม่ถูกและกลัวตาย จนมาเป็นครั้งที่สองเราพบว่ารับมือได้ดีขึ้น และครั้งล่าสุด จะบอกว่ารับมือได้สบายก็ดูเกินไป แต่เราเข้าใจโรคมากขึ้น” หลิงกล่าวด้วยความมั่นใจ “ยิ่งเข้าใจโรคมากเท่าไหร่ เราก็จะรับมือได้ง่ายขึ้น”

เธอออกตัวว่าไม่ได้เป็นคนไข้โรคมะเร็งที่เข้มแข็งหรือพิเศษกว่าคนอื่นแต่อย่างใด หากเธอโชคดีที่ร่างกายตอบสนองกับการรักษา และรับมือไปตามสภาพ กระนั้น เธอก็พบว่าสิ่งที่มาพร้อมกับโรคร้ายในแต่ละช่วงชีวิตที่ผ่านมา ได้ทิ้งบทเรียนอันน่าใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตไว้หลายประการ – บทเรียนที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามารถรับมือกับมะเร็งถึงสามครั้งด้วยความคิดบวก กล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการผ่าตัด และเปิดเผยมันสู่สาธารณะเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ป่วยคนอื่นๆ

ก่อนไปรับชมนิทรรศการ ‘Dear Cancer: แด่มะเร็งที่รัก’ ผู้เขียนพาไปสำรวจบทเรียนที่หลิงค้นพบ บทเรียนที่เปลี่ยนนิยามของโรคร้ายที่มีสิทธิ์พรากชีวิตเธอ ให้กลายเป็นบางสิ่งที่เธอเรียกมันว่า ‘ที่รัก’

ครั้งที่ 1
พอพบว่าเรากลัวมะเร็งเกินกว่าสภาพจริงที่เป็น เราก็เอาหนังสือเกี่ยวกับมะเร็งไปทิ้งเลย

พื้นเพเป็นคนสะเดา จังหวัดสงขลา หลิงเริ่มงานในตำแหน่งนักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ แม้ไม่ใช่คนออกกำลังกาย แต่ก็ไม่มีโรคประจำตัวและสุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด กระทั่งในวัยสามสิบ อยู่มาวันหนึ่ง เธอก็คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านมด้านซ้าย ก้อนเนื้อขนาดหนึ่งเซนติเมตร เล็กและอยู่ในขั้นต้นของโรคร้าย กระนั้นย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2546 โซเชียลมีเดียและสื่อที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งยังไม่แพร่หลายเช่นทุกวันนี้ ยิ่งมืดมนด้วยข้อมูลเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งกลัว

“ตอนนั้นกลัวตายมาก เพราะไม่มีความรู้อะไร เลยหาหนังสือมาอ่าน เพราะอยากรู้ว่าคนอื่นเขารับมือกับโรคอย่างไร จนมาเจอหนังสือของศิลปินท่านหนึ่งที่เพิ่งหายจากมะเร็ง เราอ่านแล้วก็หดหู่ เครียด เพราะอาการของคนเขียนหนักกว่าเรามาก อ่านไปอ่านมาแล้วนอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย จำได้ว่ายังอ่านไม่จบดี ก็พบว่าทำไมเราเครียดนัก มาดูอาการตัวเองก็ยังไม่ถึงขั้นนั้นเลยนี่ อารมณ์นำอาการไปมาก สุดท้ายเลยเอาหนังสือไปทิ้ง และก็เข้ารับการรักษาปกติ” 

หลิงรักษาด้วยการผ่าตัดสงวนเต้า เคมีบำบัด 6 ครั้ง และฉายแสง 35 ครั้ง เธอบอกว่าโชคดีที่ร่างกายตอบสนองกับการรักษาได้ดี ใช้เวลาไม่ถึงปีก็กลับมาทำงานปกติ เธอย้อนกลับมาทบทวนถึงสาเหตุของโรค และพบว่าความเครียดน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ตอนนั้นเธอรับตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ และสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้เห็นชัดขึ้นหลังจากเธอเป็นมะเร็ง และพบว่าร่างกายทรุดลงจากการอ่านหนังสือ กระทั่งเมื่อหยุดเอาใจไปผูกไว้กับอารมณ์ ร่างกายก็ดีขึ้น

หลังจากเธอหายจากมะเร็งครั้งที่ 1 ก็พอดีกับที่นิตยสารที่ทำงานประจำปิดตัว หลิงออกมาเป็นฟรีแลนซ์ผลิตสิ่งพิมพ์และคอนเทนต์ เลือกรับงานที่ไม่ทำให้เครียดจนเกินไป และชีวิตค่อนข้างราบรื่นหลังจากนั้นเกือบสิบปี

ครั้งที่ 2
“ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่าผัดวันประกันพรุ่งต่อสิ่งที่อยากทำ”

แม้เป็นคนที่รักการเดินทางท่องเที่ยว และทำอยู่เสมอ กระนั้นหนึ่งในความฝันที่เธอไม่คิดจะเริ่มเสียที คือการเดินทางท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ อย่างไรก็ดีเมื่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งในจุดเดิมอีกครั้งในวัยสี่สิบ เธอสู้มันจนหาย และไม่รีรอที่จะทำตามฝัน
 
“ครั้งที่สองนี่คือมะเร็งงกลับมาเป็นที่เต้านมข้างเดิมซึ่งเคยฉายแสงไปแล้ว ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่ามันจะกลับมาอีก ประกอบกับช่วงนั้นมีเพื่อนและคนรอบข้างเสียชีวิตกระทันหัน ที่เคยได้ยินมาว่าชีวิตไม่แน่นอนเนี่ย ก็เพิ่งประสบกับตัวเองจริงๆ ก็ช่วงนี้”  

และความคิดเรื่องขี่มอเตอร์ไซค์ก็เกิดขึ้นพร้อมไปกับการรักษามะเร็งครั้งที่สอง หลิงหันมาออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เป้าหมายของเธอเรียบง่าย คือให้ตัวเองสามารถควบคุมรถได้คล่อง เพื่อจะได้ออกทริปขี่รถทางไกลได้

“กลายเป็นว่าจากความรู้สึกหวาดกลัวในครั้งแรก การเป็นมะเร็งครั้งนี้ทำให้เรามีความกล้าที่จะออกจากความคุ้นเคย ออกจากคอมฟอร์ทโซนสักที เรามุ่งมั่นจะหายจากโรคไวๆ เพื่อได้ทำสิ่งที่อยากทำแต่ไม่กล้าทำมาตลอด” หลิงออกตัวว่าแม้จะฟังดูโรแมนติกไปหน่อย แต่เธอก็รู้สึก ‘ขอบคุณ’ มะเร็งที่ทำให้เธอค้นพบ ‘ชีวิต’ จริงๆ ซึ่งมาพร้อมกับการถอยมอเตอร์ไซค์ Triumph Bonneville SE เครื่องยนต์ 900 ซีซี เสียที

“ที่ผ่านมาเราพบว่าชีวิตเราไม่ได้มีเป้าหมายเท่าไหร่น่ะ ทำงาน หาเงินมาได้ก็ไปเที่ยว แล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น จนมาเป็นมะเร็งอีกครั้ง แล้วเราก็พบว่าชีวิตทำไมไม่แน่นอนเอาเสียเลย มันเหมือนปลดล็อคความคิดเราว่า ก็ในเมื่อมันไม่แน่นอน ทำไมเราไม่ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่อยากทำสักที”

“เราใช้เวลา 5 เดือนเพื่อทำความคุ้นเคยกับรถ จากที่ขี่มอเตอร์ไซค์มีคลัตซ์ไม่เป็น ก็ฝึกฝนจนคล่อง จึงเริ่มต้นออกทริปสั้นๆ จากกรุงเทพฯ ไปราชบุรีก่อน หลังจากนั้นก็ยาวเลย ไปลาว เวียดนาม หรือลงใต้ไปอำเภอสะเดา บ้านเกิด เราขี่ของเราคนเดียว บางทริปก็มีเพื่อนไปด้วย ช่วงนี้แหละที่เราพบเป้าหมายของชีวิตสักที… เป้าหมายคือการได้ใช้ชีวิต” หลิงกล่าว

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่เธอรู้สึกขอบคุณโรคร้ายที่เกิดขึ้นในร่างกายเธอ คือการได้พบเพื่อนใหม่ เนื่องจากเธอได้รู้จัก ออย-ไอรีล ไตรศาลศรี ผู้ก่อตั้ง Art for Cancer วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ทำงานร่วมกับผู้ป่วยมะเร็งท่านอื่นๆ เธอรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการจิตอาสา และนั่นทำให้เธอพบและร่วมแบ่งปันพลังบวกกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ในการฝ่าฟันโรคร้ายไปพร้อมกัน

ครั้งที่ 3
“ต่อให้คนอื่นให้กำลังใจคุณแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่สู้ด้วยตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์!”

แม้การเป็นมะเร็งครั้งที่ 3 ของหลิงจะไม่ได้เกิดขึ้นที่เต้านมข้างเดิมเหมือนสองครั้งแรก หากการรักษาครั้งนี้ก็สิ้นสุดลงตรงที่เธอสมัครใจให้คุณหมอผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออก

“จริงๆ ตอนเราเป็นมะเร็งครั้งแรก คุณหมอก็ให้เราเลือกว่าจะผ่าออกเลยไหม เพราะจะได้ลดโอกาสเสี่ยง แต่ตอนนั้นเรายังอยากมีเต้านมอยู่ เลยไม่ผ่า จนมาเป็นซ้ำครั้งที่สอง ก็ยังเลือกให้คุณหมอผ่าสงวนเต้าไปก่อน จนมาครั้งนี้ แม้จุดที่เจอคือรังไข่ แต่พอรักษาตรงนี้หายแล้ว เราก็ตัดสินใจจะปิดโอกาสเป็นซ้ำตรงเต้านม ด้วยการผ่าเต้านมทั้งสองข้างออกเลยดีกว่า” หลิงกล่าว

หลิงพบมะเร็งรังไข่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และดังที่กล่าวตอนต้น เธอรับมือกับโรคภัยครั้งนี้ได้ดี เหมือนคนเป็นโรคหวัด เป็นได้ ก็หายได้ เธอบอก ส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่แค่ว่านี่เป็นการเผชิญกับมะเร็งครั้งที่สาม หากก่อนหน้านั้น เธอเพิ่งหายจากการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตมาด้วย

“ไปเที่ยวภูเขาไฟโบรโม่ที่อินโดนีเซียกับน้องชาย เราก็เช่ามอเตอร์ไซค์กึ่งวิบากขี่ วางแผนไปเที่ยว 8 วัน แต่พอวันที่ 3 เราขี่รถไปตกหลุมทราย ตัวไปกระแทกกับรถ รู้เลยตอนนั้นว่ากระดูกไหปลาร้าหัก” หลิงกล่าว

หลิงได้ชาวบ้านแถวนั้นช่วย ก่อนจะบินกลับมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ ทันที อุบัติเหตุทำให้ไหปลาร้าหัก 4 ท่อน และซี่โครงหักอีก 3 ซี่ เลือดออกในปอด เป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกใกล้ความตาย แต่นั่นล่ะ เป็นอีกครั้งที่เธอก็เข้ารับการรักษาพร้อมกับก้าวผ่านอุปสรรคนี้ไปอย่างเรียบง่าย เฉกเช่นอุปสรรคอื่นๆ ในชีวิต

“เราประสบอุบัติเหตุช่วงสิงหาคม 2562 พักฟื้นอยู่ 6 เดือน พอหายก็กลับมาขี่มอเตอร์ไซค์ได้ใหม่ไม่กี่เดือน กุมภาพันธ์ 2563 จู่ๆ ก็พบว่าท้องบวม กินยาก็ไม่หาย จนไปเอ็กซเรย์จึงพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ เราก็เออ…มาอีกแล้ว เราไม่รู้สึกโกรธหรือโทษโชคชะตาเลยนะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกชินชาด้วย แค่รู้สึกว่าเออ ชีวิตก็อย่างนี้ เหมือนเรามีภูมิคุ้มกันที่ใจแล้ว เอาวะ! เป็นก็เป็น เป็นได้ก็หายได้ แค่นั้นเลย”

ครั้งนี้หลิงไม่ได้ฉายแสง ทำเพียงเคมีบำบัด 6 ครั้งในช่วงที่โควิด-19 ระบาดที่ผ่านมา หลังจากเคมีบำบัดเข็มสุดท้ายผ่านไปเมื่อเดือนมิถุนายน เดือนสิงหาคมก็ถึงคิวติดตามการรักษามะเร็งเต้านม เธอตัดสินใจบอกคุณหมอให้ทำการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเพื่อตัดโอกาสการกลับมาเกิดมะเร็งซ้ำ เธอไม่มีทั้งเต้านม รังไข่ และมดลูก กระนั้นเธอก็ยืนยันว่าร่างกายแข็งแรงดี และยังคงขี่มอเตอร์ไซค์เป็นปกติ

“เราโชคดีที่ร่างกายตอบรับกับการรักษาทุกครั้ง แต่บทเรียนที่สำคัญที่ผ่านมาคือกำลังใจเลยนะ ถ้าใจเราเข้มแข็ง ร่างกายมันจะสู้และไปต่อได้ จริงอยู่ว่าคนรอบข้างเป็นกำลังใจสำคัญ แต่เราพบว่าแท้จริง กำลังใจเราสร้างได้ด้วยตัวเอง เหมือนที่เราเคยเขียนในบทความ ‘กูยังตายไม่ได้’ เราตายแบบนี้มันกระจอก มันง่ายไป มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ…”

“เราโชคดีและรู้สึกขอบคุณคนรอบข้างที่เป็นกำลังใจให้เสมอ แต่ที่ขอบคุณมากที่สุดคือตัวเอง เพราะต่อให้ทุกคนให้กำลังใจเราแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ให้กำลังใจตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์”

และเช่นที่กล่าว หัวใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้นี้แข็งแกร่งไม่เฉพาะกับตัวเอง หากการชักชวนเพื่อนช่างภาพถ่ายรูปเธอเองเพื่อรณรงค์มะเร็งเต้านม ก็ยังถือเป็นอีกวิถีทางในการแบ่งปันความแข็งแกร่งไปยังผู้ป่วยคนอื่นๆ

“นอกจากความตระหนักรู้ เราอยากสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยด้วย เพราะเมื่อเป็นมะเร็งเต้านมก็ส่งผลกระทบหลายอย่าง บางคนไม่มั่นใจในตัวเอง บางคนคนรักขอแยกทาง เมื่อชีวิตเปลี่ยน บางคนดิ่งลงเลย เราอยากให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและมองโรคมะเร็งในแง่ดี แม้จะสูญเสียเต้านมไป แต่อย่าสูญเสียตัวตนของคุณไปด้วย อยากให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นตัวเองอย่างที่คุณเป็น” หลิงกล่าว

ปัจจุบันหลิงย้ายมาพำนักที่เชียงใหม่ ยังคงทำงานเป็นนักเขียนและบรรณาธิการอิสระ รวมถึงบรรณาธิการจิตอาสาให้กับ Art For Cancer by Ireal สร้างสรรค์สื่อเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ป่วยมะเร็งและญาติในการรับมือกับโรค เธอมีแผนระยะยาวคือการเก็บเงินและปลูกบ้านที่นี่ หากแผนที่ใกล้กว่านั้นคือการเดินทางท่องเที่ยวต่อไปกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ

นิทรรศการภาพถ่าย “Dear Cancer: แด่มะเร็งที่รัก” จัดแสดงที่ หอศิลป์ ณ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 16 – 30 ตุลาคม 2563 โดยช่างภาพ 5 ท่าน ได้แก่ จอร์ช-ธาดา วาริช, โจ-นิกสิทธิ์ วงศ์สวัสดิ์, เม้ง-สิทธิชัย กิตยายุคกะ, ตาล-ธนพล แก้วพริ้ง (ร่วมกับศิลปิน JORRA) และโน้ต-นวลตา วงศ์เจริญ เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) 10:00-18:00 น.

เรื่อง:  จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ:
กรินทร์ มงคงพันธ์
ภาพบางส่วน: พีรดา พีรศิลป์, นิทรรศการภาพถ่าย Dear Cancer: แด่มะเร็งที่รัก

พลังใจคือยารักษามะเร็ง คุยกับ อรวรรณ โอวรารินท์ ประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย

ก่อนที่บทความนี้จะพาไปรู้จักชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย ขอแนะนำให้รู้จักประธานและผู้ก่อตั้ง อรวรรณ โอวรารินท์ อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ การประปานครหลวง ผู้พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมในวัยที่กำลังจะเกษียณ เธอทำใจไม่ได้ที่ต้องผ่าตัดเอาเต้านมออก แต่ท้ายที่สุดก็ยอมรับ เข้ารับการรักษา ก่อนจะหายขาด

สิ่งหนึ่งที่เธอค้นพบระหว่างการรักษาตัวและพักฟื้น คือกำลังใจและการให้คำปรึกษาของผู้ป่วยด้วยกัน และนั่นบันดาลใจให้เธอก่อตั้งชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย การให้คำปรึกษาและกำลังใจเป็นยารักษามะเร็งอย่างไร ไปฟังจากปากของหญิงแกร่งในวัย 76 ที่ยังคงกระฉับกระเฉงและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาผู้นี้กัน

พบเจอมะเร็งในร่างกายได้อย่างไร

ตอนนั้นปี 2545 เรานอนดูโทรทัศน์อยู่ จำได้ว่าในโทรทัศน์กำลังนำเสนอข่าวว่าหมอพรทิพย์ (แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์) เป็นมะเร็ง เราก็คิดในใจว่าคุณหมอพรทิพย์เป็นมะเร็งด้วยหรือนี่ และเราก็เอามือไปป่ายที่หน้าอกของตัวเอง และพบก้อนแข็งๆ ทีนี้นอนไม่หลับเลย วันรุ่งขึ้นไปให้หมอตรวจ ก็พบว่าเป็นมะเร็งจริงๆ หมอบอกว่าเป็นมะเร็งระยะสอง มีก้อนเนื้อขนาดสองเซนติเมตรครึ่ง

มีเค้าลางมาก่อนไหมว่าจะเป็นมะเร็ง

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นมาก่อนเลย เพราะเป็นคนแข็งแรง เป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก และเราก็อารมณ์ดี เป็นคนสนุกๆ ลุยๆ เลยไม่คิดว่าชีวิตจะป่วยด้วยโรคนี้ แต่เค้าลางจริงๆ ก็มีนะ เพราะก่อนหน้านี้ แม่สามีเพิ่งเสียชีวิตจากมะเร็งเหมือนกัน ทราบข่าวเราก็เป็นลม จึงไปหาหมอ ตอนแรกเข้าใจว่าพักผ่อนน้อย จนคลำมาเจอก้อนเนื้อนี่แหละ   

เราเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่สมัยเรียนสตรีวิทยา พอเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ยังเล่นอยู่ เราเป็นคนบู๊ๆ ชอบทำกิจกรรม แล้วก็ค่อนข้างไม่ยอมคน คิดว่าเรามีสุขภาพแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก แต่ขณะเดียวกันความที่เราไม่ยอมใคร จบมาก็ทำงานที่การประปานครหลวงซึ่งยุคแรกๆ เป็นหน่วยงานที่มีแต่ผู้ชายด้วย จึงสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคิดว่านี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นมะเร็ง

เครียดอย่างไร

ย้อนกลับไปสี่สิบกว่าปีที่แล้ว เราเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำงานการประปานครหลวง ก็จะมีทัศนคติแบบผู้ชายสมัยก่อนอยู่ ขณะเดียวกัน เราทำหน้าที่เก็บเงินขององค์กรด้วย ตอนนั้นไม่มีธนาคารไหนเปิดวันเสาร์-อาทิตย์ พอวันศุกร์เราก็ต้องเก็บเงินที่ประชาชนเอามาจ่ายไว้ที่เราเองเพื่อรอเอาเข้าธนาคารวันจันทร์ ถึงกับซื้อปืนพกไว้ที่ตัวเลยเพราะมันมีการจี้ปล้นกัน และเขาเห็นเราเป็นผู้หญิงด้วย ไหนจะต้องมาเครียดกับข้าราชการที่มีเส้นมีสายอีก เราเป็นคนตรงและรับไม่ได้กับพวกที่ก้าวหน้าทางลัดซึ่งมันมีอยู่แล้วทุกองค์กร เราก็ยอมไม่ได้ เรายึดมั่นมาตลอดว่าเราเป็นข้าราชการ เราทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่พวกพ้อง ก็สู้มาตั้งแต่ตำแหน่งเล็กๆ จนเราขึ้นเป็นผู้ตรวจการ เราพบว่าตลอดชีวิตการทำงาน ถึงจะสนุกกับงานแต่ก็ประสบกับความเครียดสะสมอย่างไม่รู้ตัวมาโดยตลอด

พบว่าเป็นมะเร็งยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม

เครียดหนักที่สุดคือคุณหมอบอกให้ตัดเต้านมออกนี่แหละ แต่ไหนแต่ไรเราภูมิใจกับหน้าอกของเรามาก เราเป็นคนรักสวยรักงาม หมอบอกว่าถ้าไม่เอาออกก็ไม่หาย ทำใจอยู่นานมาก ขอเวลาหมอไปปฏิบัติธรรมจนสุดท้ายก็ผ่าออก ดีอยู่หน่อยก็ตรงที่เราพบว่าเป็นมะเร็งตอนย่าง 60 ซึ่งเรากำลังจะเกษียณแล้วจึงไม่ค่อยออกงานสังคมมาก แต่ไปๆ มาๆ ก็ยังต้องออกอยู่ดี (หัวเราะ)

มะเร็งเต้านมชนิด Her2 Positive

หมอบอกว่ามะเร็งชนิดนี้จะลุกลามเร็วมากและจำเป็นต้องตัดเต้านมออก เราเป็นข้าราชการก็เบิกงบรักษาแพงอยู่เพราะยาที่ฉีดแต่ละเข็มแพงมาก จำได้ว่าเบิกไปเป็นล้านจนเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องเบิกเขาบอกกับเราว่า…พี่เบิกมากไป ปีหน้าจะไม่ให้เบิกแล้วนะ เราเลยบอกว่างั้นเธอเอาแบบนี้ไหม พี่จะยกโรคให้เธอเป็นแทน แล้วพี่จะไม่เบิกเงินสักบาทเลย (หัวเราะ) เจ้าหน้าที่เขาก็เงียบ ส่วนการรักษาก็ผ่าตัดเอาเต้านมออก ทำเคมีบำบัดอีก 6 ครั้ง แต่ไม่ฉายแสง โชคดีได้คุณหมออาคม เชียรศิลป์ ของโรงพยาบาลเปาโลดูแลไข้ให้ ซึ่งก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างช่วงนั้น

ได้เรียนรู้ฝึกจิต รู้จักมิตรภาพบำบัด

ตอนทำคีโมนี่ทรมานมากนะ (หัวเราะ) เปล่าหรอกไม่ใช่เรื่องนี้ แต่จำได้ว่าผลข้างเคียงมันทำให้ร่างกายเรารู้สึกเหมือนรับต่อไปไม่ไหวและเราไม่อยากมีชีวิตอยู่เลย เรารับมือกับเรื่องนี้ด้วยการฝึกจิต คือก่อนหน้าจะเป็นมะเร็ง เราก็หมั่นไปปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว พอรู้ว่าต้องผ่าตัดเอาเต้านมออกก็ขอเวลาหมอไปปฏิบัติธรรม ไปฝึกจิตก่อน ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ แต่ความทรมานจากคีโมนี่หนักมาก เราว่าเรานิ่งแล้ว แต่บางครั้งก็ยังรับไม่ค่อยไหว อย่างไรก็ดี ก็แนะนำว่าการฝึกจิตให้สงบนี่แหละคือสิ่งสำคัญ

อีกเรื่องคือช่วงที่เราป่วย มันจะมีช่วงเวลาที่เราต้องไปนั่งรอพบหมอนานเป็นชั่วโมง ช่วงนี้ทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ป่วยมะเร็งที่มารอพบหมอด้วยกัน บางคนเพิ่งเป็นและบางคนกำลังจะหายขาด จึงกลายเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กัน การได้สัมภาษณ์กันเองทำให้เราส่งมอบกำลังใจให้กันและกัน ตรงนี้ช่วยเรื่องพลังใจเราได้เยอะมาก หมอและพยาบาลช่วยเราในเรื่องยา แต่การรักษามะเร็งมันยังต้องอาศัยพลังใจ เราใช้เวลารักษาอยู่ 5 ปีกว่าจะหายขาด ก็เลยมาเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า ‘มิตรภาพบำบัด’ ซึ่งช่วยได้มาก คำนี้เป็นของคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คุณหมอท่านมีคุณูปการหลายอย่างให้ระบบสาธารณสุขบ้านเรา ท่านเป็นคนริเริ่มและผลักดันโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งมิตรภาพบำบัดก็เป็นแนวคิดของท่าน คือการให้เพื่อนช่วยเพื่อนฝ่าฟันโรคร้ายไปด้วยกัน ท่านก่อตั้งชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน เราก็เอาแนวคิดของคุณหมอไปต่อยอดและคิดว่าน่าจะมีชมรมที่พูดถึงการรักษามะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ จึงตั้งชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทยขึ้นมา

ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย

หลักๆ คือเป็นกลุ่มของผู้ป่วย อดีตผู้ป่วย ญาติ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยค่ะ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีการรักษา อย่างที่บอก ตอนป่วย เราก็ประสบด้วยตัวเองว่าเรารู้สึกเคว้งนะ ไม่รู้จะเอายังไงต่อดี แต่พอมีชมรมก็ทำให้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล คำแนะนำ และทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเดียวดาย ชมรมเรามีการจัดอบรมตามสถาบันต่างๆ ทั้งบริษัทเอกชนและโรงพยาบาล อบรมตั้งแต่การทำเต้านมเทียมจากใยสังเคราะห์และลูกปัด การอบรมด้านบุคลิกของผู้ที่ผ่านการผ่าตัดเต้านม และที่สำคัญคือการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ต้องผ่าเอาเต้านมออก เพราะนี่คือเรื่องหนักหนาสำหรับผู้หญิงที่เป็นเพศแม่มากๆ

ปลอบใจผู้ที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านม

จริงๆ วิธีการพูดมันไม่มีหลักตายตัวนะคะ เพราะเงื่อนไขของผู้ป่วยแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ถ้าให้พูดโดยรวม ซึ่งก็มาจากมุมมองส่วนตัวของเราด้วยก็จะบอกว่า…เราเป็นมนุษย์ ยังไงเราก็หนีไม่พ้นความตาย แต่การเป็นมะเร็งดีกว่าโรคร้ายหรืออุบัติเหตุอย่างอื่น เพราะถ้าเราเป็นมะเร็ง เรามีโอกาสรักษา ยิ่งเจอเร็ว เราก็ยิ่งมีโอกาสรอด ถ้าคุณถูกรถชนตาย คุณก็อาจไม่ได้สั่งเสียกับใครเลย แต่มะเร็งยังให้โอกาสเรา ให้โอกาสได้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต หลังจากหายแล้ว ยังให้โอกาสเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบกำลังใจให้กับผู้ป่วยคนอื่นๆ คุณค่าของชีวิตเกิดจากการแบ่งปันและมอบกำลังใจให้กันตรงนี้แหละ

ยาที่ดีที่สุดในการสู้กับมะเร็งคือ ‘จิตใจที่ไม่ยอมแพ้’
จิตใจจึงสำคัญ เราต้องสู้ก่อน ก่อนที่จะให้คนอื่นมาช่วยเรา

เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ
: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: อรวรรณ โอวรารินท์

ธีระ บางศรัณย์ทิพย์ จากผู้ป่วยติดเตียงสู่นักเดินทางรอบโลกที่มีแผนจะก้าวข้ามข้อจำกัดในทุกทริปที่ไป

ปี พ.ศ. 2548 วันนั้นเป็นวันที่ ธีระ บางศรัณย์ทิพย์ จะต้องสอบปลายภาควันสุดท้ายของชั้นมัธยม 2 พอดี เขาอายุ 14 เรียนห้องคิง มีผลการเรียนติดอันดับ 1 ใน 5 ของชั้นเรียน และเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งขันวิชาการสม่ำเสมอ ว่ากันตามตรง เส้นทางการศึกษาที่มุ่งสู่อาชีพของเด็กหนุ่มทั้งก้าวหน้าและสดใส ขึ้นอยู่กับเขาเท่านั้นที่อยากเรียนอะไร

แต่นั่นล่ะ ปราศจากซึ่งเค้าลางใด ในขณะที่ธีระกำลังจะเข้าสอบ จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดท้องอย่างหนัก จนต้องขอให้เพื่อนพยุงเขาไปส่งที่ห้องพยาบาลและถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ที่ซึ่งคุณหมอได้เอ็กซ์เรย์และพบเนื้องอกในอัณฑะข้างขวา…

ธีระต้องหยุดการเรียนไว้ชั่วคราว เพื่อเข้ารับการรักษา ‘มะเร็งกล้ามเนื้อลาย’ (Rhabdomyosarcoma) ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกและทำเคมีบำบัดแบบ short stay ถึง 48 ครั้งตลอดหนึ่งปี ซึ่งเป็นหนึ่งปีที่เขาต้องทุกข์ทรมานจากผลข้างเคียงของยา; อาเจียนบ่อยเสียจนเป็นเรื่องธรรมดา, ปลายประสาทชา และหนักจนถึงไม่สามารถเดินได้เอง กุมภาพันธ์ปี 2549 เขาก็จบสิ้นกระบวนการเคมีบำบัด เด็กหนุ่มกลับมาสอบเทียบจนจบมัธยม 2 เขากลับเข้าชั้นเรียนมัธยม 3 ด้วยการนั่งวีลแชร์ ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ ฟื้น จนสามารถใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดินในชีวิตประจำวัน

เรื่องราวดูเหมือนจะดี แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากธีระเรียนได้หนึ่งเทอม ช่วงปิดภาคเรียนเดือนตุลาคม จู่ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดกระดูกไปทั้งร่างกาย เจ็บปวดในแบบที่ไม่สามารถขยับตัวได้ เขาเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูถึงหนึ่งเดือน ตลอดช่วงเวลานั้น คุณหมอให้มอร์ฟีนระงับอาการปวดแก่เขาทุกทาง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะมะเร็งได้ลุกลามเข้าไปยังไขกระดูกของเขาและส่งผลให้ร่างกายท่อนล่างเป็นอัมพาต

“ชีวิตวัยรุ่นผมหายไปเลยตั้งแต่ตอนนั้น” ธีระกล่าว เขาจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

“ผมเป็นคนไข้ติดเตียง 3 ปี ต้องให้อาหารผ่านสายน้ำเกลือ ชีวิตมีแค่อยู่บนเตียงที่บ้าน แอดมิทที่โรงพยาบาลรามา และเข้าออกห้องตรวจ MRI และ CT Scan วันเว้นวัน เพราะมะเร็งกระดูกมันไม่เพียงทำให้กระดูกบางส่วนหาย แต่ยังส่งผลให้ไตวาย มีน้ำท่วมปอด และติดเชื้อในกระแสเลือดด้วย…” เขาเว้นวรรค “ตอนนั้นเรียกได้ว่าตายเลยง่ายกว่า…”

แต่ธีระก็รอดมาได้ เหมือนนกฟินิกซ์ที่มอดไหม้ในกองเพลิงเพื่อเกิดใหม่ ธีระไม่เพียงกลับมาเดินได้ แต่เขายังเคยร่วมประกวดนายแบบของฟิตเนสเจ้าดังระดับประเทศจนเข้ารอบสุดท้าย ก่อนออกเดินทางด้วยตัวคนเดียวไปทั่วโลก บทความนี้ไม่ได้พยายามขุดคุ้ยความทรงจำอันเลวร้ายของเขา แต่เราอยากพาไปรู้จักอดีตเด็กชายที่โชคร้ายที่สุด หากปัจจุบันเขาก็เป็นชายหนุ่มวัย 29 ที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งที่เราเคยรู้จัก และนี่คือเรื่องราวของเขา

ผู้ป่วยมะเร็งเขามักจะมีสถิติให้จดจำกันว่าฉายแสงกี่ครั้งหรือทำเคมีบำบัดกี่เข็ม แต่คุณบอกว่าไม่เคยนับเลย

จำตัวเลขชัดเจนตอนเป็นมะเร็งอัณฑะครั้งแรกคือ 48 เข็ม แต่มาครั้งที่สองที่ทำแบบ high dose นี่หนักมาก เพราะมะเร็งมันกระจายไปทั่วตัวจริงๆ กระดูกสันหลัง 7 ซี่ สะโพก 2 ข้าง ตรงปอดก็มี เราต้องใช้เวลา 5 วันต่อการทำเคมีบำบัดหนึ่งครั้ง ทำทุกๆ สองอาทิตย์ เป็นแบบนี้อยู่สามปีกว่า ก็เลยไม่นับแล้ว เพราะมันเพิ่มจากกำหนดขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะเจอผลข้างเคียงอีก ผมผอมซีดเหมือนเอเลี่ยน อย่างที่บอกว่าตายง่ายกว่า

แล้วตอนนั้นคุณทำใจให้ผ่านมาได้อย่างไร

จริงๆ เราไม่สู้เลยนะ ไม่มีเรี่ยวแรงให้ฮึดสู้อะไรทั้งนั้น แต่พอเห็นคุณแม่ คนในครอบครัว และพี่ๆ หมอและพยาบาลเขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะรักษาเรา ก็ทำให้คิดว่าฉันต้องรอดให้ได้สิ จนมาราวปี 2551 ก็พบว่ามะเร็งทำให้กระดูกหลังเราหักไป 7 ซี่ แต่ก่อนเคยสูง 176 เซนติเมตร ก็เหลือ 158 เซนติเมตร กระดูกขาก็ไม่เท่ากัน แต่ร่างกายโดยรวมก็ดีขึ้น จากที่กินข้าวหรือขับถ่ายเองไม่ได้ ก็กลับมาทำได้แล้ว เริ่มนั่งโดยไม่พิงได้ พอเริ่มกลับสู่ความใกล้จะเป็นปกติ มันก็ทำให้เรามีฮึด ตั้งใจทำกายภาพบำบัดมากขึ้นเพื่อจะกลับไปเดินเองให้ได้ ซึ่งผมคิดว่าการที่เราอยากกลับมาเดินนี่แหละที่ทำให้เรากลับมามุ่งมั่นกับการมีชีวิต มันทำให้เราสร้างชาเลนจ์ให้ตัวเอง

ชาเลนจ์ด้วยการกลับมาเดิน

ใช่ อย่างแรกต้องกลับมาเดินให้ได้ก่อน แต่แค่ชาเลนจ์แรกก็โดนหมอเบรกแล้วครับ คุณหมอบอกว่าถ้าเดินก็มีสิทธิ์กระดูกหัก เพราะกระดูกเราเปราะมาก แต่เราก็ดื้อ แอบไปบอกหมอที่ทำกายภาพให้เราว่าอยากเดิน ช่วยทำให้เราเดินได้หน่อย และผมก็ไม่ยอมบอกหมอที่รักษามะเร็งเพราะกลัวเขาจะไม่อนุญาต ตัดรองเท้าสำหรับคนขาไม่เท่ากันและฝึกเดิน แต่กว่าจะเดินจริงๆ ได้ก็เป็นปี ช่วงนั้นใช้รถวีลแชร์เป็นหลัก

แล้วได้กลับไปเรียนไหม

ตอนเป็นครั้งที่สองก็คิดว่าถ้าทำคีโมเสร็จก็คงกลับไปเรียนอยู่ แต่ปรากฏว่าสุดท้ายกลายเป็นคนไข้ติดเตียงหลายปี เลยตัดสินใจว่าไม่เรียนในระบบแล้ว เรียนรู้เองดีกว่า ก็ไปสมัครคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ และก็อ่านหนังสือเอา ทุกวันนี้ยังมีวุฒิ ม.3 เคยคิดว่าอยากกลับไปเรียนเพื่อเป็นหมอเหมือนกันครับ เพราะตอนเราป่วยเราก็ใช้ชีวิตอยู่แต่กับหมอมา 5-6 ปี (ยิ้ม) แต่สุดท้ายก็ไม่กลับไป ไม่ได้เสียดายด้วย เพราะเราสามารถทำงานได้ ในช่วงที่หัดเดินก็เริ่มทำงานอยู่กับบ้านด้วยการรับออกแบบพวกการ์ดเชิญ การ์ดงานแต่ง งานสิ่งพิมพ์พวกนี้ ก็พอมีรายได้เข้ามาบ้าง จนมาราวปลายปี 2552 พอจะเดินโดยใช้ไม้เท้าได้แล้วก็ไปสมัครเรียนขับรถ แต่โรงเรียนสอนขับรถก็ไม่รับอีกเพราะเขาเห็นผมเป็นคนพิการ สุดท้ายก็เลยให้ญาติสอนขับ หัดขับแถวบ้าน และไปสอบใบขับขี่จนได้ ช่วงนั้นผมเริ่มสนใจการเทรดหุ้นและก็ไปลงเรียนภาษาอังกฤษกับโรงเรียนสอนภาษาที่เปิดในห้างสรรพสินค้า

เป็นการกลับเข้าสู่สังคมครั้งแรกในรอบหลายปี

ผมไปนั่งเอ๋อเลยเวลาเพื่อนร่วมชั้นคุยกัน เพราะผมเข้าสังคมครั้งสุดท้ายตอนอายุ 14 กลับมาอีกทีตอนอายุ 19 ก่อนป่วยยังไม่มีสมาร์ทโฟนใช้กัน อินเตอร์เน็ตที่บ้านยังเป็น 56kb อยู่เลย พอออกมาเหมือนอยู่อีกโลก แต่การได้กลับมาเข้าสังคมก็ทำให้มีชาเลนจ์ใหม่ด้วย เพราะตอนนั้นร่างกายก็ดูผอมแห้งแบบคนป่วย เพื่อนร่วมชั้นหรือใครมาเจอเข้าก็ถามว่าเราเป็นอะไร เขาไม่มองว่าเราเป็นคนปกติ จึงตัดสินใจว่าจะต้องทำให้เราดูเป็นคนสุขภาพแข็งแรงให้ได้ ก็เลยไปสมัครฟิตเนส แต่ตอนแรกเขาไม่รับ เพราะเขารู้ว่าเราเป็นโรคกระดูก และตอนไปสมัครผมก็ยังใช้วอล์คเกอร์ช่วยเดินอยู่ เขาก็กลัวหากเราเป็นอะไรขึ้นมา ก็เลยบอกเขาว่าไม่เป็นไร คุณไม่ต้องรับผิดชอบ ผมสมัครใจมาเล่นเอง และก็ปรึกษาหมอมาแล้วด้วย ฟิตเนสอยู่ในแฟชั่นไอส์แลนด์เหมือนกัน ชีวิตช่วงนั้นเกือบหนึ่งปีส่วนใหญ่จึงอยู่แต่ในห้าง ตื่นเช้า ขับรถเองไปก่อนห้างเปิด พอห้างเปิดก็ไปโรงเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งผมลงเรียนเป็นคอร์สแบบบุฟเฟ่ต์ไว้ เรียนเท่าไหร่ก็ได้ ก็เรียนทั้งวัน เรียนเสร็จก็ไปฟิตเนส และรอจนห้างปิดก็กลับบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนเสาร์-อาทิตย์จะอยู่บ้านเพราะห้างคนเยอะ

การไปฟิตเนสช่วยให้ผมสามารถเดินเองได้ดีขึ้นมาก เพราะตอนไปสมัครครั้งแรกเราไปกับไม้เท้า ผ่านไปสามเดือน ก็ลองเดินแบบไม่ต้องใช้ไม้เท้าเองได้ จากระยะประมาณ 10 เมตร ก็ขยับเป็น 15, 20 จนประมาณเดือนที่สี่ ผมสามารถเดินจากที่จอดรถไปยังฟิตเนสโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยได้ นั่นคือปี 2557 ร่างกายมีกล้ามเนื้อ และปีนั้น Fitness First ฟิตเนสที่เราไปเล่นประจำก็ชวนเราร่วมประกวดโครงการ New You Achievement Awards เป็นโครงการประกวดบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในเอาชนะอุปสรรคในชีวิต ซึ่งผมก็เข้ารอบสุดท้าย ช่วงนั้นเรามีความมั่นใจขึ้นมาก เหมือนเราเอาชนะชาเลนจ์ที่ตั้งไว้ได้แล้ว เลยคิดถึงชาเลนจ์ต่อไปคือการเดินทาง

เดินทาง?

ตั้งแต่อายุ 14 มาถึง 19 ผมนอนอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมที่บ้านสลับกับโรงพยาบาลตลอด พอหายออกมาก็อยู่แต่ในที่เรียนภาษาอังกฤษกับฟิตเนส ผมคิดถึงการเดินทางไปยังที่ใหม่ๆ ตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความกลัว เพราะตอนที่ป่วยเคยนั่งรถไปทอดกฐินกับแม่ที่บุรีรัมย์ ร่างกายปวดช้ำไปหมด จึงเข็ดไปนาน แต่การเดินทางเป็นชาเลนจ์ที่ทุกวันนี้ผมก็ยังทำอยู่

สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ผมไปกับครอบครัว ตอนนั้นคิดว่าร่างกายดีขึ้นแล้ว แต่แค่นั่งเครื่องบินเท่านั้นแหละ ปวดหลัง แล้วไข้ขึ้นเลย เป็นทริปที่ทุลักทุเลมาก หลังจากนั้นเลยกลับมาเล่นฟิตเนสจริงจัง และมีโอกาสไปญี่ปุ่นกับน้อง ซึ่งทริปนี้เราไม่ป่วย พบว่าเราทำได้ เราสนุกกับมัน และเริ่มมีความมั่นใจว่าเที่ยวได้ ทริปที่สามเลยแบ็คแพ็คไปคนเดียว ไปฮ่องกง ตามมาด้วยมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และยุโรป ไปอยู่ที่ละ 10-15 วัน ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวหมด มันไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรหรอกที่จะไปอวดใครเขา แต่พอคิดว่าเราเริ่มมาจากลำพังแค่กระดิกนิ้วเท้าตัวเองยังไม่ได้ แต่มาไกลถึงขนาดนี้ เราภูมิใจ

ผมชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ไปบ่อยสุดน่าจะสิบกว่าครั้งได้ ไม่ใช่แค่เมืองสวย แต่ญี่ปุ่นมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อม มีระบบรถไฟฟ้าที่ครอบคลุม ทางเท้าดี ข้อมูลการท่องเที่ยวก็ครบ เราไปได้ทุกที่

หลังจากไปเที่ยวคนเดียวได้แล้ว ทริปไหนโหดที่สุดสำหรับคุณ

ญี่ปุ่นอีกเช่นกัน ตอนนั้นไปโอซาก้า เวลาไปเที่ยวที่ไหนกิจกรรมหลักที่เราต้องทำคือการเดินชมเมืองนั้น เราเดินแบบไม่มีจุดหมายและเดินได้ทั้งวัน จำได้ว่าที่โอซาก้าตอนนั้นอากาศดีมาก เลยเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดว่าต้องเดินให้ได้กี่กิโลเมตรหรือเท่าไหร่ เดินเท่าที่ร่างกายไหว ซึ่งพอกลับมาที่โรงแรมก็นอนสลบไปสองวันเต็มๆ เลย (หัวเราะ) แล้วก็มาพบว่าเราลงน้ำหนักที่ขาไม่ได้ เหมือนกระดูกเท้าแตก คงเพราะโดนชนล้มตอนเดินเที่ยว เลยโทรไปที่รีเซปชั่นให้เขาติดต่อโรงพยาบาล ไปหาหมอให้เอ็กซ์เรย์ แต่ก็สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง สุดท้ายก็ให้เขาพาเราไปสนามบิน นั่งวีลแชร์กลับมาหาหมอที่ไทย หลังจากนั้นก็เลยคิดว่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว (หัวเราะ)

ไม่เข็ด?

ไม่ครับ เวลาไปเที่ยวจะวางแผนหากมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกพักโรงแรมที่ใกล้กับสนามบิน เช็คดูว่าโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง รองรับเราได้แค่ไหน แต่ก็จะเลือกเดินทางไปในเมืองที่ไม่ทรหดมาก อย่างประเทศที่ต้องเดินขึ้นเขานี่ก็ไม่ไหว เคยไปซัปโปโรมาทีนึง ช่วงนั้นหิมะตก เราลื่นล้มบ่อย เดินแทบไม่ได้เลย หรือเคยไปเดินเขาที่โกเบระยะทางแค่หนึ่งกิโลเมตร กลับที่พักมาก็น็อคเลย ก็เลยคิดว่าร่างกายเราไม่เหมาะกับการปีนเขาที่มีหิมะ แต่ในทุกทริปก็จะมีชาเลนจ์ส่วนตัวด้วย อย่างการเดินเท้าหรือไปในเมืองที่อาจจะเที่ยวยากขึ้นมาหน่อย ทุกวันนี้ผมทำงานหาเงินเพื่อเอาไปเที่ยวเป็นหลัก เพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม คิดว่าตัวเองอายุคงไม่ยืนเป็น 100 ปี และสภาพขาแบบนี้ คิดว่าอายุเข้า 40-50 ก็น่าจะต้องนั่งวีลแชร์แล้ว 

อะไรที่ทำให้คุณมาได้ไกลถึงขนาดนี้

ก็น่าจะเป็นคำตอบเดียวกับที่เราผ่านช่วงที่เป็นคนไข้ติดเตียงมาได้ กำลังใจจากครอบครัว แม่ที่ไม่ยอมหมดหวังและเป็นทุกอย่างให้เรา คุณหมอและพยาบาลที่ช่วยเหลือเรา ตอนแรกเราจิตตกมาก เป็นอัมพาต และคิดว่าถ้าเราตายไปเลยคงง่ายกว่ามาก แต่เพราะเราเห็นว่าทุกคนมีความหวัง เราจะหมดหวังได้อย่างไร

แล้วพอร่างกายมันค่อยๆ ฟื้นสภาพจากที่เคยกระดิกนิ้วเท้าไม่ได้เลย แล้ววันหนึ่งเรากลับมากระดิกได้ เราก็พบว่าตัวเองมีความสุขกว่าครั้งไหนๆ หรือจากที่ต้องให้แม่ช่วยเหลือตลอด และเราก็กลับมาแปรงฟันหรือเข้าห้องน้ำได้เอง หรือจากที่ต้องไป follow up ที่โรงพยาบาลทุกๆ 3 วัน เดี๋ยวนี้กลายเป็นปีละครั้ง และเราก็ไม่ต้องกินยาอะไรทั้งนั้น คิดว่ากำลังใจและความหวังที่คนอื่นมอบให้เรา ทำให้เรามีความหวังและไปข้างหน้าต่อ มันทำให้ผมเดินด้วยเท้าของตัวเองมาได้ไกลขนาดนี้

เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ
: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: ธีระ บางศรัณย์ทิพย์

กว่าจะมาเป็นแม่บ้านสายคีโม โบ-เสาวณิช ผิวขาว ผู้ฝ่าวิกฤตชีวิตไปพร้อมกับการรักษามะเร็งถึงสามครั้ง

หลายคนอาจรู้จัก โบ-เสาวณิช ผิวขาว จากคอลัมน์ ‘แม่บ้านคีโม’ ซึ่งเธอเขียนสูตรอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็ง สำหรับทำที่บ้านด้วยตัวเอง ลงประจำทุกเดือนในเพจ TBCC ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย และบางท่านก็อาจทราบมาว่า ก่อนจะมาเป็นคอลัมนิสต์ที่ชวนคนทำอาหารไปพร้อมกับการมองโลกในแง่ดี ชีวิตของโบต้องเผชิญกับโรคมะเร็งถึงสองครั้ง การสูญเสียคนที่รักอีกสองหน รวมถึงภาวะซึมเศร้าอันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ทั้งสอง และล่าสุดกับการต้องพบการกลับมาของมะเร็งเป็นครั้งที่สาม ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เธอยังคงสู้กับมัน…

หากยึดถือตามความเชื่อเรื่องเบญจเพสที่ซึ่งช่วงวัยที่ ‘ดวงตก’ ของผู้คนอยู่ที่วัย 25 เบญจเพสของโบก็มาช้าไป 7 ปี “มันแย่จนถึงขนาดเราตั้งคำถามว่าเราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร” โบย้อนคิดถึงห้วงเวลาหนึ่งในขณะที่เธอกำลังรักษามะเร็งครั้งแรก 

แต่นั่นล่ะ โบก็ฟันฝ่ามาได้ และยืนหยัดด้วยทัศนคติเชิงบวกในทุกวัน เธอบอกว่าวิกฤตทำให้เธอเคยไม่อยากมีชีวิต แต่ในทางกลับกัน เมื่อเวลาผ่านไป วิกฤตเดียวกันนี้ก็สอนให้เธอตระหนักในคุณค่าของมัน และนี่คือข้อคิดที่ตกตะกอนมาจากชีวิตของสาวแกร่งที่สู้กับมะเร็งถึงสามครั้ง และอีกหนึ่งความซึมเศร้าเพียงลำพัง  

พบมะเร็งเพราะเพื่อนจ้างให้ไปหาหมอ

            “จริงๆ เราเจอก้อนเนื้อที่หน้าอกมาได้สักพักแล้ว คือนอนๆ อยู่ก็คลำเจอ แต่คิดว่าเป็นลูกหนู ก็เลยชะล่าใจ” โบย้อนคิดถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด อย่างไรก็ดี คำว่า ‘สักพัก’ ที่โบว่าคือการปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาสองปี จนมาปี 2554 ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น และเธอเริ่มรู้สึกเจ็บ คล้ายมีใครเอาเข็มมาแทงเนื้อ

            “เราก็ยังชิลล์อยู่อีกนะ คือไม่คิดว่าจะเป็นโรคร้ายอะไร อายุแค่สามสิบต้นๆ เองตอนนั้น ก็บ่นให้เพื่อนฟังว่าเจ็บ เพื่อนก็บอกให้ไปหาหมอ เราก็ดื้อดึงไม่ไป จนเพื่อนบอกว่าจ้างให้ไปก็ได้ ไปดูหน่อยเถอะ ก็เลยไป” 

            กระทั่งหลังผลเอ็กซ์เรย์ว่ามีก้อนเนื้อขนาด 4 เซนติเมตรอยู่ในทรวงอกด้านขวา โบก็ยังไม่คิดว่านั่นคือเนื้อร้าย คุณหมอทำการเจาะชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ หนึ่งเดือนเศษล่วงผ่าน ผลปรากฏว่าเธอเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2A อีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3…

            “พอทราบผลก็ช็อคเลย เพราะไม่คิดจริงๆ ว่าเราจะเป็นมะเร็ง ก็เป็นคนดื่มเหล้าและสูบบุหรี่แหละ แต่ก็เหมือนคนทั่วๆ ไป ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยง จำได้ว่าพอหมอบอกว่าเราเป็นมะเร็ง หมอก็อธิบายขั้นตอนการรักษาให้เราฟัง แต่เราไม่ได้ยินอะไรเลย ในหัวมันอื้ออึงไปหมด จนหมอพูดจบ บอกกับเราว่ามีอะไรจะถามไหมครับ”

โบสารภาพว่าคำถามในหัวเยอะมากจนประมวลออกมาไม่ทัน ซึ่งเธอถามหมอไปเพียงแค่

“แล้วหนูยังกินเบียร์ได้อยู่ไหมคะ” เธอเล่าติดตลก แต่ก็ยอมรับว่าตอนนั้นเธอตระหนักแล้วว่าชีวิตหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

ต่อสู้กับการสูญเสีย

            โบเป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวมากว่า 50 ปีในจังหวัดตราด พ่อของโบจากไปเมื่อตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ก่อนที่เธอจะพบเนื้อร้าย โบทำธุรกิจขายเสื้อผ้าที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยใช้ชีวิตที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งเธออยู่ที่นั่นเพียงลำพังตลอดหลายปีในการรักษามะเร็ง

            “เรารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มจากการผ่าตัดสงวนเต้า ก่อนจะทำการฉายแสงและเคมีบำบัดตามขั้นตอน ก็ไปรักษาคนเดียว ถ้าช่วงไหนอาการหนักไปไม่ไหว ก็รบกวนให้เพื่อนขับรถพาไปโรงพยาบาลบ้าง พอต้องอยู่กับโรคเพียงลำพังก็มีอาการซึมเศร้านะ ถึงขนาดคิดว่าไม่ต้องรักษาก็ได้ แต่ที่สู้เพราะแม่ยังอยู่ เราอยากอยู่เพื่อแม่” โบกล่าว

            กระนั้นในช่วงที่เธอรักษาจนครบขั้นตอนและมีแนวโน้มว่าจะหายขาด ชีวิตก็กลับมาเผชิญกับวิกฤต เดือนกรกฎาคม ปี 2559 พี่ชายของเธอประสบอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิต ขณะที่อีก 5 เดือนต่อมา ระหว่างที่เธอกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ที่จังหวัดตราด แม่ของโบก็พบเนื้อร้ายในถุงน้ำดีขึ้นมาอีกคน สองแม่ลูกต้องไปหาหมอพร้อมกัน คนหนึ่งคือช่วงเวลาที่ใกล้จะหาย กับอีกคนคือช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มเป็น แต่แม่ของโบไม่ได้โชคดี เพราะมะเร็งที่เกิดในร่างแม่ของเธออยู่ในระยะสุดท้าย ไม่นานหลังจากนั้น แม่ของเธอก็จากไปในเดือนมกราคม 2560  

            “ทุกอย่างเหมือนพังทลาย ที่เราอยากหายจากโรคก็เพราะจะได้อยู่กับแม่ แต่พอแม่ไม่อยู่แล้ว เราจมดิ่งเลย คิดว่าแล้วเราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม คนที่เรารักจากไปหมด ไม่เห็นต้องมีเราแล้วก็ได้” โบกล่าวเสียงเศร้า

            ความเครียดจากการสูญเสียคนในครอบครัวในเวลาใกล้กันถึงสองคน ยังส่งผลให้เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งในกระดูกอีก…

            “มะเร็งที่หน้าอกมันกำลังจะหายแล้ว เพราะรักษาไปตามคอร์สจนหมด แต่เพราะความเครียด หมอจึงพบมะเร็งที่กระดูก ตอนพบเราคิดจะบอกหมอว่าไม่ต้องรักษาหรอก แต่หมอบอกว่ามันเป็นแค่ระยะเบื้องต้น ไม่ต้องผ่าตัดและให้ยาไปตามอาการก็หายได้”

            กระนั้นโบก็ไม่อยากมีชีวิตต่ออยู่ดี

            “เราพบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าอีก ชีวิตไม่เหลือความหวังอะไร จำได้ว่าหลังงานศพแม่ ก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ มีอยู่คืนหนึ่ง อุ้มเส้นใหญ่ (สุนัขพันธุ์เฟรนซ์บูลด็อกผสมชิวาวา ที่เธอเลี้ยงเป็นเพื่อนในช่วงที่เป็นมะเร็งครั้งแรก – ผู้เขียน) ขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึก นั่งอยู่บนนั้นและคิดว่าจะกระโดดลงมาพร้อมกับหมา เราทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ชีวิตพอแค่นี้…

            เรานั่งนิ่งบนนั้นตั้งแต่ดึกจนถึงเช้า มีห้วงที่คิดว่าจะกระโดดลงมา แต่ก็ยังนั่งอยู่ต่อไป จนพระอาทิตย์ขึ้น จังหวะที่พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนมีอะไรบางอย่างมาดลใจบอกว่ายังตายไม่ได้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ และถ้าตายไป ทุกคนต้องเสียใจแน่เลย ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชายเรา ทุกคนเสียสละให้เราอยู่ เรายังไม่ได้ตอบแทนอะไรพวกเขาเลย เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่ สะสมบุญ และทำบุญให้พวกเขา…

เช้าวันนั้นเลยคิดได้ว่าเราต้องรักษาให้หายทั้งมะเร็งและโรคซึมเศร้า เราจะมีชีวิตอยู่” โบ กล่าว    

 อาหารคือยา และการสู้กับมะเร็งครั้งที่สาม

            ทุกวันนี้โบเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ในย่านเสนานิคม ชื่อว่า ‘เตี๋ยวเลียง เสาวณิช’ ต่อยอดสูตรการปรุงของแม่ของเธอ สู่เมนูก๋วยเตี๋ยวที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีที่เหมาะให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถรับประทานได้อย่างถูกปากและปลอดภัย ด้วยความเชื่อที่ว่าถึงเป็นผู้ป่วยก็ควรได้รับประทานอะไรอร่อยๆ เช่นกัน

            “อาหารมันเป็นยา คุณค่าทางโภชนาการก็เรื่องหนึ่ง แต่รสชาติที่อร่อยมันก็ทำให้เรามีความสุข เป็นยาทางใจ ตอนเราป่วยเรารู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย มันเบื่ออาหาร ถึงบางทีจะรู้สึกอยากกิน ก็มาเจอว่าหลายเมนูมันไม่อร่อย นอกจากเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว เราก็มาคิดต่อว่าเราแจกสูตรอาหารให้ผู้ป่วยทำเองอยู่กับบ้านได้นี่ ให้การทำอาหารเป็นกิจกรรมยามว่าง แถมยังได้ออกกำลังกายที่ไม่หนัก เป็นยาใจอีกแบบให้ผู้ป่วยด้วย” โบ พูดถึงแรงบันดาลใจอีกอย่างนั่นคือคอลัมน์ ‘แม่บ้านคีโม’ ที่เธอเขียนประจำในเพจ TBCC ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย

            อย่างไรก็ตาม สี่ปีให้หลังจากการรักษามะเร็งครั้งที่สอง เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา โบก็รู้สึกถึงอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ซึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะต้องยืนทำงานทั้งวัน กระทั่งอาการปวดลุกลามและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปเอ็กซ์เรย์ที่โรงพยาบาล

            วันที่ 6 มีนาคม 2563 – คุณหมอก็ได้ยืนยันว่ามะเร็งกลับมาที่กระดูกสันหลังตั้งแต่ต้นคอยาวไปจนถึงช่วงเอว ซึ่งอยู่ในระยะที่ 3 อันเกิดจากการแผ่กระจายมาจากเต้านมในครั้งแรก…   

            จากคนที่มีฮึดและใกล้จะเอาชนะโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ มะเร็งก็กลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง ซึ่งเธอก็ยอมรับว่าส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจไม่น้อย อย่างไรก็ดี ครั้งนี้โบตัดสินใจปฏิเสธการรักษาแบบเคมีบำบัดและฉายแสงเช่นที่แล้วมา โดยอาศัยแพทย์ทางเลือกหรือธรรมชาติบำบัดแทน

            “ตอนแรกคุณหมอก็ไม่เห็นด้วยกับเรา โดยบอกว่าถ้าไม่ทำเคมีบำบัด เราอาจเหลือเวลาในชีวิตไม่เกิน 18 เดือน แต่เราก็บอกว่าเราตัดสินใจจะรักษาด้วยวิธีนี้แล้ว ซึ่งท้ายที่สุดคุณหมอก็ยอมรับการตัดสินใจ” โบ กล่าว

            อาหารการกินคืออาวุธแรกที่เธอใช้ต่อสู้กับโรค เธอบอกเคล็ดลับว่าในทุกมื้อ เธอจะรับประทานผักใบเขียวปั่น 1.5 กิโลกรัม รับประทานเต้าหู้ในปริมาณมาก พร้อมกับอาหารที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อาวุธอย่างที่สองคือการฝึกจิตด้วยการนั่งสมาธิและปฏิบัติกรรมฐานในทุกวัน โบบอกว่าเธอตั้งใจใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขที่สุด ความสุขที่เกิดขึ้นจากภายในของตัวเอง และความสุขที่มอบให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเมนูอาหารแจกในฐานะแม่บ้านคีโม หรือในปัจจุบันที่หลายครอบครัวต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจจาก Covid-19 เธอก็ร่วมลงทุนทรัพย์และลงแรงทำอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ที่เดือดร้อน

            “ถ้าชีวิตเราเหลืออีก 18 เดือนจริงๆ ก็อยากทำให้ดีและมีความสุขที่สุด สร้างคุณค่าในตัวเอง และมอบสิ่งที่ดีแก่ผู้อื่นในทุกวัน” โบกล่าว อย่างไรก็ดีเธอก็ยืนยันว่าการตัดสินใจเช่นนี้ หาใช่การยอมแพ้…

“ยังไงก็ตามแต่ การเตรียมตัวของเราในครั้งนี้ ไม่แปลว่า เราท้อแท้หรือไม่สู้กับโรคนะคะ เรายังคงสู้กับโรคทุกลมหายใจ เราเคยชนะมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งนี้เราก็ต้องชนะให้ได้อีกครั้งในแบบฉบับของเรา สู้ด้วยหัวใจ สู้ด้วยพลังบวกจากเพื่อนๆ รอบข้าง สู้สู้!” หญิงสาวที่ได้แรงบันดาลใจจากพลังในการสู้ชีวิตจากแม่และจากเพื่อนรอบข้างกล่าว พร้อมกำชับให้เราเติมรอยยิ้มของเธอลงท้ายประโยคมอบให้แก่ผู้อ่าน

เช่นเดียวกับทีมงาน Art for Cancer by Ireal ที่เป็นหนึ่งในผู้ให้กำลังใจโบ และเชื่อมั่นว่าเธอจะผ่านโรคภัยครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง เฉกเช่นครั้งแล้วๆ มา

เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ
: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: เสาวณิช ผิวขาว

เป็นมะเร็งลำไส้ก็เท่ได้ สุทธิ ชมโพธิ์ นักสู้มะเร็งผู้ออกแบบเครื่องป้องกันถุงหน้าท้องให้ผู้ป่วยกลับมาหล่ออีกครั้ง

            นี่คือเรื่องราวของ สุทธิ ชมโพธิ์ ชายจากจังหวัดสุรินทร์ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้ที่ปลายทวารหนักตอนอายุ 37 และจำเป็นต้องมีถุงหน้าท้องเพื่อถ่ายหนักหลังจากนั้นไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามไม่เพียงเขามุ่งมั่นรักษามะเร็งจนหาย เขายังกลับมาเป็นนักวิ่งสร้างแรงบันดาลใจ รวมทั้งทำโครงการสตาร์ทอัพสร้างสรรค์อุปกรณ์ป้องกันสำหรับผู้มีถุงเก็บอุจจาระหน้าท้อง ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดทวารหนักมาวิ่งได้ แต่ยังสามารถสวมใส่กางเกงยีนส์เข้ารูปอย่างเรียบเนียน – เท่เหมือนคนอื่นๆ

            ข้างต้นคือเรื่องราวของเขา แต่นั่นล่ะ กว่าจะถึงจุดนั้น ชีวิตของชายอายุสี่สิบต้นๆ ผู้นี้ไม่ง่ายเลย และต่อไปนี่คือ ‘ระหว่างทาง’ อันแสนทรหดของชายเลือกนักสู้ผู้นี้

นักสู้เลือดอีสาน

            “ผมเกิดที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านไม่ได้มีฐานะ จึงเข้ามาใช้แรงงานในกรุงเทพฯ ตอนอายุสิบสอง พบกับภรรยาตอนอายุสิบหก และมีลูกชายคนแรกตอนอายุสิบแปด มีลูกสามคน ผมทำงานหนักส่งเสียพวกเขาเรียนมาตลอด” สุทธิ เล่าถึงชีวิตช่วงต้นของเขาพอสังเขป ชีวิตที่เขาบอกว่าต้องสู้มาตั้งแต่จำความได้

แน่นอน ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้น สุทธิก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่านอกจากการสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ดี เขายังต้องมาสู้กับมะเร็งในวัยสามสิบเจ็ดปีอีกต่อ

ปี 2551 ขณะที่เขาเป็นพนักงานขับรถยกสินค้าในโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จู่ๆ เขาก็พบว่าตัวเองมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ จากถ่ายหนักทุกวันเป็นกิจวัตร ขยับมาเป็นครั้งละสองวันหรือมากกว่า ที่สำคัญเขามีอาการเจ็บที่ปลายทวาร และมีเลือดออกมาพร้อมกับของเสีย สุทธิไปหาหมอ และได้รับคำวินิจฉัยว่าเขาเป็นริดสีดวงทวาร ก่อนจะรักษาไปตามอาการจนดีขึ้น กระทั่ง 7 ปีผ่านไป เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2558 อาการที่เขาคิดว่ามาจากริดสีดวงทวารก็กลับมากำเริบหนักอีกครั้ง

“ตอนแรกคิดว่าเพราะเป็นพฤติกรรม ผมชอบกินเผ็ด และความที่ทำงานด้วยการนั่งอยู่บนรถตลอด โดยส่วนมากก็ทำโอทีกะกลางคืน เข้างานสี่โมงเย็น เลิกงานอีกทีก็หกโมงเช้า เลยคิดว่าริดสีดวงกำเริบอีกแล้ว แต่รอบนี้เป็นหนักกว่าเก่า เพราะเจ็บที่ก้นมาก เจ็บในแบบที่ขับรถและนั่งตรงๆ ไม่ได้เลย” สุทธิ กล่าว

จนกระทั่งเขาพบว่าตัวเองขับถ่ายเป็นเลือดและน้ำเหลืองอีกครั้ง จึงไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนสัมผัสได้ถึงสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในทวาร สุทธิไปพบหมออีกครั้งในวันที่ 11 สิงหาคม ผ่าชิ้นเนื้อและทราบผลว่าเป็นมะเร็งอย่างเป็นทางการในอีก 9 วันต่อมา (20 สิงหาคม) และผ่าตัดเนื้อร้ายออกวันที่ 26 สิงหาคม กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน อย่างไรก็ดี ก่อนที่คุณหมอนัดผ่าตัด ก็ได้บอกทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่ส่งผลไปทั้งชีวิตของสุทธิ     

ข่าวดีก็คือ จากผลวินิจฉัย เนื้อร้ายยังไม่แพร่กระจาย เขาอาจไม่จำเป็นต้องทำการฉายแสงหรือเคมีบำบัด (ซึ่งต่อมาเขาก็ไม่ต้องทำกระบวนการเหล่านี้เลยสักครั้ง) แต่ข่าวร้ายก็ดูหนักหนากว่า เพราะเนื้อร้ายที่ตัดทิ้งไปคือหูรูดทวารหนัก นั่นหมายความว่าหลังผ่าตัด เขาจะไม่มีอวัยวะที่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้เอง เขาจำเป็นต้องติดถุงเก็บอุจจาระบริเวณหน้าท้องไปตลอดชีวิต

แล้วผมจะสู้กับมันอย่างไร?

            เมื่อมาไตร่ตรองและสืบประวัติ สุทธิพบว่าไม่ใช่ทั้งพันธุกรรมหรือโชคชะตาใดๆ แต่เป็นเพราะพฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเขาเอง เขาบอกว่าเป็นเพราะเขาทำงานหนักและทำงานข้ามคืนตลอด วิถีการกินของเขาจึงขึ้นอยู่กับร้านอาหารข้างทางราคาประหยัด กับข้าวใส่ถุงพลาสติก ข้าวกล่องไมโครเวฟ เมนูปิ้งย่าง และอีกสารพันที่มีเพื่อประทังชีพเท่าๆ กับที่มีส่วนในการกระตุ้นเซลล์ร้ายในร่างกาย อีกทั้งเขาเป็นคนดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ด้วย ถึงแม้ไม่เยอะ แต่เมื่อบวกรวมกับปัจจัยด้านอาหารการกิน เนื้อร้ายก็เกิดขึ้นในร่างกายเขาจนได้ 

            “พอทราบว่าเป็นมะเร็ง ผมก็ช็อคเลย คำถามมีเข้ามาเต็มไปหมดในหัว ผมคิดถึงความตายเป็นอันดับแรก คำถามต่อมาคือทำไมต้องเป็นเรา ชีวิตเราไม่พร้อม ไหนจะต้องหาเลี้ยงดูครอบครัวอีก ยอมรับว่าหดหู่มาก แต่พอผ่านไปสักพัก ก็กลับมาคิดว่าเราต้องสู้ต่อ ความกังวลถึงครอบครัว ถึงลูกๆ นี่แหละที่ทำให้ผมต้องสู้ต่อ คำถามสุดท้ายในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็น แล้วผมจะสู้กับมันอย่างไร” สุทธิกล่าว

เขาบอกว่าหลังจากหาคำตอบสำหรับคำถามสุดท้ายได้แล้ว ก็เหมือนเขาพบเส้นทางในชีวิตให้เดินต่อ หลังจากนั้นเขาไม่มีความสงสัยอะไรในชีวิตอีกเลย

            “ผมใช้เวลาพักฟื้นและรักษาตัวอยู่บ้านสี่เดือน ช่วงเวลานี้เหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตเลย เพราะวิถีชีวิตแบบเดิม ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ทั้งการนั่ง การเดิน การเคลื่อนไหว และที่สำคัญคือการขับถ่ายผ่านลำไส้ตรงลงไปในถุงหน้าท้อง ตอนแรกชีวิตลำบากมาก เพราะเลือดออกก้นตลอดเวลา และต้องสวมผ้าอนามัยรองไว้ ส่วนก้นที่ผ่าปิดก็ยังต้องใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า shot drain เพื่อดึงของเหลวออกมา เจ็บและทุลักทุเลมากๆ

            แต่พอผ่านไปสี่เดือน สภาพร่างกายเริ่มดีขึ้น คุ้นชินกับวิถีชีวิตใหม่มากขึ้น ผมจำได้ว่าวันนั้นคือวันที่ 1 มกราคม 2559 ผมนอนอยู่บ้าน และเห็นรองเท้าวิ่ง ก่อนหน้านี้ผมชอบใส่รองเท้าวิ่งแต่ไม่เคยวิ่ง แค่ใส่ไปเที่ยว เพราะมันนุ่มดี แต่วันนั้นจู่ๆ เหมือนร่างกายมันบอกผมให้ลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมาเดิน เดินก่อนแล้วค่อยวิ่งกัน

            ซึ่งพอร่างกายมันบอกอย่างนั้น ผมก็สวมรองเท้าวิ่ง และลองเดินเท้าเหยาะๆ ออกจากบ้าน วันนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตอีกครั้ง

กลับสู่สังเวียน

            จากผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดหน้าท้อง ก่อนจะกลับมาสวมรองเท้าวิ่งเพื่อเดินออกกำลังกายระยะสั้น และพัฒนาสเต็ปการเดินด้วยความเร็วขึ้น จนกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง สุทธิใช้เวลาตลอดปี 2559 เพื่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่นเดียวกับวันแรกที่เขาเห็นรองเท้าและเกิดแรงบันดาลใจ เขาจำได้แม่นถึงวันแรกที่เขาร่วมวิ่ง Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร กับนักวิ่งคนอื่นๆ ซึ่งยังถือเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมการวิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต วันที่ 19 มีนาคม 2560

            “มีคนสมัครวิ่งอยู่ 655 คน ผมเข้าเส้นชัยประมาณคนที่ 20 ใช้เวลา 26.47 นาที ส่วนอีก 630 คนวิ่งตามหลังผมมา ผมเพิ่งหายจากมะเร็ง มีลำไส้อยู่นอกตัว มันไม่ใช่แค่การวิ่งเข้าเส้นชัย แต่นี่ทำให้ผมมั่นใจว่าผมเอาชนะตัวเองได้ ผมมีความมั่นใจในชีวิตหลังจากนี้” สุทธิ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            ทั้งนี้ สุทธิให้เครดิตความสำเร็จในการวิ่งสนามแรกในชีวิตของเขากับประดิษฐกรรมที่เขาคิดค้นขึ้นมา นั่นคือเครื่องป้องกันถุงเก็บอุจจาระบริเวณหน้าท้อง ซึ่งทำให้อดีตผู้ป่วยมะเร็งอย่างเขา สามารถเข้าร่วมวิ่งกับนักวิ่งคนอื่นๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเขามีถุงติดอยู่บนหน้าท้องเลย

            “อุปกรณ์ป้องกันถุงหน้าท้องมันเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่แล้วครับ เป็นโลหะสำหรับคลุมถุง เพราะส่วนนั้นของร่างกายเรามีแค่ถุงกับลำไส้เลย โดนอะไรนิดก็เจ็บ แต่ความที่โลหะแบบเดิมมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่และหนัก ไม่เหมาะกับการรับแรงกระแทกอย่างการวิ่งเร็วๆ ผมก็เลยมาคิดว่าน่าจะมีเครื่องป้องกันที่กะทัดรัดกว่านี้”

            และนั่นทำให้สุทธิคิดถึงกระจับสำหรับป้องกันกล่องดวงใจของนักมวย

            “ตอนเด็กๆ ผมเคยชกมวย และจำได้ว่ามีกระจับป้องกัน ผมก็เลยคิดว่าถ้าย้ายกระจับจากตรงนั้นมาป้องกันส่วนที่เป็นถุงหน้าท้องเราล่ะ เลยไปหาอีลาสติกที่มาช่วยผูกกระจับไว้คล้ายๆ ขอบกางเกงยางยืด แล้วก็เย็บตีนตุ๊กแกติดกับส่วนที่เป็นโลหะ ตอนแรกก็ทำแบบง่ายๆ ก่อน ทดลองไปทดลองมาจากสแตนเลสที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก ก็พัฒนามาจนได้วัสดุไทเทเนียม ซึ่งคล่องตัวกว่าและป้องกันการกระแทกไปพร้อมกัน”

            ในวันที่เราสัมภาษณ์เขา สุทธิสวมกางเกงยีนส์ทรงพอดีตัว ดูสมาร์ทมากทีเดียว เขาบอกว่าเมื่อก่อนการมีถุงหน้าท้องแบบเขา ไม่มีทางจะสวมกางเกงยีนส์แบบกระชับเช่นนี้ได้… ใช่ ในขณะนี้เขาก็ยังสวมเครื่องป้องกันนั้นอยู่

            “ผมเป็นคนสุรินทร์ ผู้ชายโซนนี้ก็อารมณ์บัวขาว ผิวเข้มๆ หน้าดุๆ คือถ้าแต่งตัวเลอะๆ เนี่ยจบเลย ดูสกปรก ซึ่งผมก็ชอบแต่งตัวมากๆ อยู่แล้วด้วย ชอบแต่งตัวให้ดูสะอาดและสมาร์ท ตอนป่วยก็คิดแหละว่าหลังจากนี้เราจะต้องใส่กางเกงหลวมๆ ขาบานๆ ไปตลอดชีวิตใช่ไหม ซึ่งเมื่อบวกรวมกับความต้องการอยากกลับมาวิ่งได้ จึงจุดประกายให้ผมคิดถึงเครื่องป้องกันนี้ออก”

            สุทธิตั้งชื่ออุปกรณ์นี้ว่า Stoma Smile คล้ายบอกเป็นนัยว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ก็ยิ้มได้ เริ่มแรกเขาทำแจกผู้ป่วยด้วยกัน โดยมีแผนจะนำไปจดสิทธิบัตรเพื่อจำหน่ายในราคาย่อมเยา หวังให้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ประสบโรคภัยแบบเดียวกับเขา พร้อมกันนี้สุทธิยังกลายเป็นนักวิ่งที่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น รวมถึงคอยให้คำแนะนำผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แบบเดียวกับเขาในการรักษาและปรับตัวกับการใช้ชีวิตใหม่    

            “ผู้ได้รับการรักษาและต้องมีถุงหน้าท้องทั้งชีวิตแบบผม ทุกคนมักรู้สึกอายหรือรู้สึกเป็นที่น่ารังเกียจในสายตาของคนอื่น ผมก็เคยผ่าน และต่อสู้กับความคิดของตัวเองมาได้ จึงอยากเป็นแบบอย่างให้คนที่ประสบเคราะห์เดียวกันกับผม ไม่ใช่แค่ไม่ต้องรู้สึกอาย แต่สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบคนอื่นๆ ได้…

“ผมบอกกับคนอื่นๆ อยู่เสมอว่า จริงอยู่ที่เราป่วย แต่เราผ่านมาได้แล้ว เรามีความพิเศษตรงถุงหน้าท้อง ถ้าเราอยู่กับมันได้ เราจะเก่ง ยิ่งถ้าเราอยู่กับมันด้วยความมั่นใจ เราจะเก่งกว่าคนอื่นๆ” สุทธิ กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากผ่านช่วงมรสุมของชีวิตทั้งทางร่ากายและความสัมพันธ์มาตลอดหลายปี พร้อมไปกับการสร้างชื่อจากการเป็นนักวิ่งสร้างแรงบันดาลใจ และนักออกแบบอุปกรณ์เสริมความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ในปี 2562 สุทธิก็ได้พบรักใหม่กับนางพยาบาล และเพิ่งแต่งงานไปในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 ที่ผ่านมา เขาบอกกับเราว่าทุกวันนี้เขารู้สึกเหมือนผู้ชายที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

แม้เราไม่ทราบว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรมาวัด แต่จากรอยยิ้มและน้ำเสียงอันมั่นใจของเขา เราก็เชื่อว่าเขามีความสุขเช่นนั้นจริงๆ 

เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ
: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: สุทธิ ชมโพธิ์

เมื่อไม่สูบบุหรี่ ไม่มีกรรมพันธุ์ แต่ยังเป็นมะเร็งปอดได้…ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป!!’ อรสิรี ตั้งสัจจธรรม อยู่กับมะเร็งอย่างมีสติ

เราอาจคุ้นเคยกับการที่ใครสักคนเรียกสัตว์เลี้ยงแสนรักด้วยสรรพนามว่า ‘เขา’ แปลกหน่อยก็อาจเป็นสิ่งของที่ใครคนนั้นผูกพัน แต่แทบไม่ได้ยินคำนี้กับมะเร็ง

ตั๊กอรสิรี ตั้งสัจจธรรม ใช้สรรพนามเรียกเซลล์มะเร็งในร่างกายของเธอว่า ‘เขา’

“หลังจากที่เจาะน้ำที่ปอดไปตรวจ ก็เจอเขาเลย”, “พอกินยาเขาก็ยุบลงไปบ้าง” หรือ “เขาไม่มีทางหาย ทุกวันนี้ก็ต้องอยู่ด้วยกันไป” เป็นอาทิ

ก่อนหน้านี้ตั๊กทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งสร้างรายได้แก่เธออย่างมั่นคง เธอแต่งงานตอนอายุสามสิบปี มีแผนจะสร้างครอบครัวในอุดมคติ หากไม่ใช่เพราะอาการไอแปลกๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในวัยสามสิบสอง

จากอาการไอเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มีไข้และเสมหะไม่กี่ครั้งต่อวัน กลับกลายเป็นความถี่ที่ใครได้ยินก็ตระหนักได้ว่าผิดปกติ

“เราไม่ใช่คนสูบบุหรี่และดื่มเหล้า คนรอบตัวก็ไม่สูบบุหรี่ ครอบครัวก็ไม่มีประวัติเป็นมะเร็ง ตอนไปหาหมอ ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมาก” ตั๊กกล่าว

เริ่มจากที่คุณหมอจ่ายยาพื้นฐานอย่างยาแก้ไอ กระนั้นหลังจากที่ตั๊กกินยาไปได้สักพัก เธอก็ยังมีอาการไออยู่ เธอเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่ 5 ครั้ง ด้วยคำวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นกรดไหลย้อนไปจนถึงหอบหืด แต่ไม่ว่าจะได้รับยาอะไร ตั๊กก็ยังไม่หยุดไอ กระทั่งคุณหมอให้เธอไปเอ๊กซเรย์ปอด แล้วพบว่ามีน้ำขังอยู่ข้างในพร้อมกับฝ้าสีขาวที่ขึ้นบนเนื้อปอด

“ถึงตรงนั้นคุณหมอก็บอกว่าน่าจะเป็นวัณโรค เลยเจาะน้ำในปอดไปตรวจ พอเจาะออกมา ปรากฏว่าน้ำเป็นสีเลือด แทนที่จะเป็นสีเหลืองใสแบบที่ผู้ป่วยวัณโรคเป็นกัน…”

เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ตั๊กก็ได้รับคำยืนยันว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์ที่ว่ามีชื่อว่า Adenocarcinoma เป็นเซลล์แบบ non small cell ชนิดที่มี ALK เป็นบวก ซึ่งจะไม่พบจากผู้ป่วยมะเร็งปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนอย่างไม่ทราบสาเหตุ คุณหมอบอกเธอว่ามีเพียง 2-5% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดเท่านั้นที่จะพบเซลล์ชนิดนี้

ฟังดูว่าแย่แล้ว แต่ที่แย่กว่าก็คือหลังจากทำ PET scan ก็พบว่าเซลล์ร้ายได้ลุกลามจากปอดไปยังอวัยวะภายในอื่นๆ แล้ว – เธอเป็นมะเร็งขั้นที่ 4

กล่าวให้ชัดคือ นี่เป็นระยะที่ไม่มีวันจะหายขาด


การต่อสู้เพื่ออยู่กับมะเร็งให้ได้

            ปัจจุบันตั๊กอายุ 34 ภายนอกดูเป็นผู้หญิงที่กระฉับกระเฉง แข็งแรง และมองโลกในแง่บวก หากไม่ถาม ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าภายในร่างกาย – เนื้อปอดทั้งสองข้าง, ช่องเยื่อหุ้มปอด, ตับ, ต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ไหปลาร้าลงมาถึงช่องท้อง และกระดูกของเธอ ล้วนมีเซลล์มะเร็งกระจายอยู่ทั่ว ถึงวันนี้ เธออยู่กับพวกมันมาได้สองปีกว่าแล้ว

            แม้เธอบอกว่าตลอดสองปีที่ผ่านมามีเจ็บปวดบ้าง แต่โดยรวมก็ผ่านมาได้ด้วยดี กระนั้นการต่อสู้ภายในร่างกายของตั๊กก็เรียกได้ว่าดุเดือดและสาหัส เริ่มจากโจทย์แรกที่ว่าเชื้อมะเร็งที่ลุกลามทำให้เธอไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ คุณหมอจึงรักษาด้วยการให้กินยามุ่งเป้าเพื่อยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

เธอเข้าโครงการวิจัยยา Alectinib ซึ่งเป็นยาตัวใหม่ล่าสุดในขณะนั้นที่แทบไม่เคยใช้กับผู้ป่วยในไทย (เพิ่งได้รับการเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา แต่ที่ไทยในตอนนั้นยังอยู่ระหว่างการรับรองของ อ.ย.) ต้องกินยาตัวดังกล่าววันละ 8 เม็ดทุกวัน กระนั้นเมื่อกินไปได้เพียงสัปดาห์เดียว เธอก็พบว่าผื่นแพ้ขึ้นผิวหนังแทบทุกส่วนในร่างกาย เธอหยุดยาไปหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมากินอีกครั้งในปริมาณที่ลดลง ซึ่งคราวนี้เห็นผล เซลล์มะเร็งเริ่มคลี่คลาย ตั๊กกินยาชนิดนี้ติดต่อกัน 11 เดือน กระทั่งในเดือนที่ 12 ร่างกายก็เกิดอาการดื้อยามุ่งเป้า คราวนี้คุณหมอเลยให้เธอเข้ารับการรักษาแบบเคมีบำบัด เธอทำคีโมอีก 9 ครั้ง… แต่นั่นก็ยังไม่จบ

“ตอนกินยาช่วงแรก เรามุ่งเป้ารักษาเซลล์มะเร็งในปอด ซึ่งก็ยุบไป 70-80% แต่พอในปอดยุบ ปรากฏว่าในตับกลับลามขึ้นมาอีก นั่นก็คือดื้อยา ก็เลยมาทำคีโม หลังทำไป 9 ครั้ง มะเร็งในตับยุบ แต่ในปอดกลับมาลามใหม่อีก”

“เหมือนเรือที่มีรูรั่วเลยค่ะ พออุดจุดนึงได้แล้ว อีกจุดก็กลับมารั่วใหม่ เขาดื้อมากเลย” ตั๊กกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เธอเปรียบร่างกายเหมือนเรือ และใช้คำว่า ‘เขา’ กับเซลล์มะเร็งประหนึ่งเรียกเพื่อน

หลังจาก Alectinib และคีโมไม่ช่วยอะไรไปมากกว่านี้ ท้ายที่สุดหมอจึงสั่งจ่ายยา Ceritinib ให้เธอ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เธอกินยาตัวนี้ติดต่อกันทุกวันมา 5 เดือนแล้ว แม้เซลล์มะเร็งจะไม่ยุบ หากก็ไม่ลามไปกว่านี้ เธอว่าดีหน่อยก็ตรงที่ ‘พวกเขา’ ยังอนุญาตให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข มีเจ็บปวดบ้างเล็กน้อยเป็นครั้งคราว หากทั้งหมดทั้งมวล เธอก็ไม่รู้สึกทรมานกายแต่อย่างใด

ไม่ใช่ต้องคิดบวก แต่เพราะถ้าจมอยู่กับความคิดลบ มันไม่ช่วยอะไร

ตั๊กบอกว่าเธอตระหนักดีว่าเป้าหมายของการรักษาผู้เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างเธอ ไม่ใช่การทำให้หายจากโรค แต่เป็นการควบคุมอาการและยืดระยะเวลาในชีวิตเพื่อใช้มันอย่างมีคุณภาพให้มากที่สุด

“หมอบอกว่ามีคนไข้ที่ต่างประเทศ เขาก็อยู่กับมันได้เป็นสิบๆ ปี แต่ขณะเดียวกันก็มีไม่น้อยที่มีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน” หญิงสาวที่อยู่กับมะเร็งระยะสุดท้ายมาสองปีเศษกล่าว

ย้อนกลับไปในตอนนั้น ตั๊กยอมรับว่าทันทีที่รู้เรื่องนี้ เธอทั้งเครียดและเสียใจ เธอเพิ่งมีอายุได้สามสิบสอง มีแผนการในชีวิตมากมาย โรคร้ายปรากฏอย่างไม่มีเหตุผล เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิด

“พอรู้อย่างนั้นก็ตระหนักได้ว่าเรามีลูกไม่ได้แน่นอน เพราะถ้ามีลูกต้องหยุดยา ซึ่งถ้าหยุดยาเซลล์มะเร็งก็อาจลุกลาม ไม่รู้จะรอดถึงเมื่อไหร่ ความคิดเกี่ยวกับชีวิตของเราทั้งหมดเปลี่ยนเลยนะ จากที่คิดว่าเรามีแผนการอีกยาวไกล ยังต้องทำนั่นทำนี่มันหายไปหมด คิดแต่ว่าเราจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในแบบไหน”

กระนั้นก็ดี แม้ในกายจะแย่ แต่หัวใจของเธอก็ฟื้นกลับมาเข้มแข็งได้เร็วกว่าปกติ อาจจะด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง หรือเพราะเธอเห็นแม่เศร้าซึมจนไม่เป็นอันกินอันนอน เธอจึงต้องสู้เพื่อให้ท่านเห็นว่าเธอไหว สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลต่อกรอบคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีสติของเธอด้วย

“พอเวลาผ่านไปได้สักพักเราก็นึกถึงความตาย แต่ไม่ใช่ความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากนะ คือเราจะสู้ไปจนสุดทางนั่นแหละ แต่ก็เตรียมใจกับความไม่แน่นอนเอาไว้ คือถ้าพรุ่งนี้ไม่ตื่นขึ้นมาแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะเราเตรียมพร้อมไว้หมด เราทำ living will ไว้แล้ว” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

มีบทเรียนสองสามเรื่องที่เอาเข้าจริงเธอก็ไม่อยากเรียนรู้มันในตอนนี้ แต่ก็โชคชะตาก็ทำให้เธอไม่อาจเลี่ยง

ข้อแรกคือความคิดต่อชีวิต จากผู้หญิงที่บ้างาน เธอและสามีต่างทำงานอย่างหนักจากเช้าจรดค่ำและไม่เคยกินมื้อเย็นด้วยกันในทุกวันทำงาน สองคนต่างหาเงินเป็นบ้าเป็นหลัง โรคร้ายก็กลับทำให้เธอฉุกคิด

“ก็รู้แหละว่าทุกคนต้องตาย แต่ก็ไม่คิดว่าอายุเราแค่นี้ ความตายจะอยู่ใกล้เราขนาดนี้ พอมาเจอโรค เราก็หยุดทุกอย่างและให้ความสำคัญกับเวลาที่เหลือ กับครอบครัว กับคนที่เรารัก ตั้งใจจะใช้มันให้มีคุณภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ส่วนอีกเรื่องคือ ‘การปล่อยวาง’ เธอยอมรับว่าเธอเคยได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมโรคร้ายต้องมาเกิดกับเธอ แต่ท้ายที่สุดเธอก็พบว่านี่คือสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ ในเมื่อเกิดแล้ว ควบคุมไม่ได้ เธอก็ต้องยอมรับ และควบคุมจิตใจเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับมันแทน

“นั่งคิดจนคิดได้ว่าไม่มีประโยชน์ที่เราจะจมอยู่กับความทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราต้องคิดบวกนะ แต่การจมอยู่กับความคิดแย่ๆ หรือเอาแต่ตั้งคำถาม มันไม่ช่วยอะไร คุณไม่มีทางได้พบคำตอบ เอาเวลาไปใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้มีคุณภาพ มีความสุขที่สุดดีกว่า” เธอกล่าว 

            ทุกวันนี้ตั๊กยังใช้ชีวิตได้ปกติสุข แม้ต้องกินยาไม่ให้ขาดและยังต้องรับมือกับผลข้างเคียงของยาอยู่มาก แต่ก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกวันเช่นกัน เธอทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ALK สเตชั่น’ เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ในการรักษามะเร็งเฉพาะทาง ตั้งใจให้ข้อมูลนี้ช่วยสื่อสารความเข้าใจในกระบวนการรักษา เนื่องจากประสบการณ์ตรงที่ว่าเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เธอจะได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างหลากหลายแนวทาง ซึ่งหลายครั้งเธอก็กลับขัดแย้งกันเอง หรือทำให้เธอสับสนโดยใช่เหตุ

            แม้จะเตรียมใจรับความไม่แน่นอนในชีวิตได้แล้ว หากตั๊กก็ยังตั้งใจจะสู้กับโรคร้ายในร่างกายไปจนสุดทาง เธอเขียนคำนิยามไว้ในแฟนเพจของเธอเอง ‘เมื่อไม่สูบบุหรี่ ไม่มีกรรมพันธุ์ แต่ยังเป็น มะเร็งปอดได้…ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป!!ซึ่งเธอหมายความตามนั้น พร้อมกันนี้เธอก็ใช้เวลาที่มีร่วมกับคนรัก ยินดีที่ได้แบ่งปัน และทำให้ทุกวันเปี่ยมด้วยความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้

ติดตามการต่อสู้มะเร็งของตั๊กได้ที่ https://www.facebook.com/ALKstation/

หมายเหตุ: อรสิรีได้จากไปอย่างสงบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563


เรื่อง: จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ
ภาพบางส่วน: อรสิรี ตั้งสัจจธรรม

มะเร็งเป็นบททดสอบและของขวัญ ‘ณิชาภัทร เจษฎาพันธ์’ ผู้ป่วยมะเร็งเนื้อเยื่อบุช่องท้อง ผู้สู้โรคด้วยความรักและการแบ่งปัน

         ของขวัญ – ณิชาภัทร เจษฎาพันธ์ เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอทำงานเป็นผู้ประสานงานองค์กร Young Women’s Christian Association หรือ YWCA เธอใช้ชีวิตแบบคนทำงานทั่วไป ไม่ได้เจ็บป่วยออดแอด ในวัยเพียง 25 จู่ๆ เธอก็พบว่าตัวเองปวดศีรษะหนักจนไม่สามารถรักษาสมดุลร่างกายได้ เป็นครั้งแรกที่เธอต้องไปหาหมอ ด้วยเข้าใจว่าเป็น Office Syndrome และกลับมารับประทานยาแก้ปวด ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

จาก Office Syndrome สู่มะเร็งในช่องท้อง

         หลังจากกลับมาจากการตรวจครั้งแรก ของขวัญเริ่มใส่ใจสุขภาพ เธอออกกำลังกาย หากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองไม่เครียด รวมถึงพบปะเพื่อนฝูงอยู่บ่อยๆ กระนั้นอาการปวดศีรษะกลับไม่ดีขึ้นเลย กระทั่งเธอมีโอกาสกลับไปเชียงใหม่ เธอเข้ารับการตรวจสมองด้วย CT Scan กระนั้นผลการตรวจครั้งที่สองก็ยังไม่พบสาเหตุสำคัญใด  

            “คุณหมอระบุว่าสมองบางส่วนของเราฝ่อ แต่หมอกลับบอกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ดีที่คุณแม่เราเป็นพยาบาล แม่บอกว่าการที่คนจะสมองฝ่อได้คือต้องเป็นคนอายุมากแล้ว ซึ่งไม่น่าจะเกิดกับเรา คราวนี้คุณแม่เลยเรียกให้เรากลับมาเชียงใหม่อีกที ทำ CT Scan อีกครั้งหนึ่ง” ของขวัญเอ่ยถึงคุณแม่ของเธอ – นงลักษณ์ เจษฎาพันธ์ แม่ผู้ตัดสินใจให้เธอลองตรวจร่างกายอีกเป็นครั้งที่สาม

            วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560 คือวันที่เธอเข้ารับการตรวจ CT Scan เป็นครั้งที่สาม พบว่าเธอมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง และภายหลังพบว่าภายในช่องท้องของเธอมีเลือดออก แม้ต่อมาคุณหมอจะได้ให้ยาระงับฮอร์โมน เนื่องจากวินิจฉัยว่าเลือดที่ออกมาจากการตกไข่ ทว่าเลือดในช่องท้องก็ยังออกอยู่ หมอจึงทำการตรวจเลือดอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของอาการเลือดออก และพบว่าเกล็ดเลือดของเธอมีความผิดปรกติ จึงทำให้เลือดออกง่าย

            ของขวัญต้องพบหมออีกเป็นครั้งที่ 4 โดยรอบนี้เธอเข้าเอ็กซ์เรย์ช่องท้องเพราะมีเลือดออกในช่องท้องอีกครั้ง และในที่สุดก็พบสาเหตุของอาการปวด นั่นคือก้อนเนื้อขนาดราว 10 เซนติเมตรหลังมดลูก และชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกจำนวนมากที่กระจายเต็มช่องท้อง

“คุณหมอได้ผ่าตัดแบบส่องกล้องเพื่อนำเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ และพบว่าเป็นมะเร็งเนื้อเยื่อบุช่องท้อง เรียกว่า เมโสเธลิโอมา (Mesothelioma) เป็นมะเร็งที่พบในคนทั่วไปได้ยากมาก” ของขวัญกล่าว

“พระเจ้าอนุญาตให้เราเป็นได้ พระองค์ก็รักษาเราได้”

            ความที่สาเหตุมาจากเนื้อร้ายชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระจายอยู่ในช่องท้อง ปัญหาแรกที่แพทย์ผู้รักษาของขวัญพบก็คือทีมแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกได้ เช่นนั้นแล้วการใช้เคมีบำบัด กำจัดเนื้อร้ายจากภายในจึงเป็นทางเลือกหลักแทน

            ของขวัญเข้ารับการทำเคมีบำบัดด้วยตัวยา Alimta และ Cisplatin ทั้งหมด 6 ครั้ง ใช้เวลา 18 สัปดาห์ ซึ่งแน่นอน ผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดก็หนักหน่วงเช่นที่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วไปประสบ

            “พบว่าในโชคร้ายก็มีโชคดีอยู่อย่าง คือเรากินข้าวได้ เคมีบำบัดไม่ทำให้เราเบื่ออาหาร และเรายังมีความสุขกับการกิน” ของขวัญขยายความต่อ เมื่อเธอมีความสุขกับการกิน เธอจึงกินได้มาก อาหารสร้างพลังงานให้ร่างกายนำไปต่อสู้กับโรค

            ทั้งนี้อีกเรื่องที่ของขวัญให้เครดิตไม่น้อยไปกว่ากันคือ ‘ความรักในพระเจ้า’

             “ด้วยความที่เราเป็นคริสเตียน เราวางใจในพระเจ้า ถ้าท่านทำให้เราเป็นได้ ท่านก็ทำให้เราหายได้ พอทราบว่าเป็นมะเร็งเราก็ช็อคเลย ไปต่อไม่เป็น ยิ่งมาอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต เขาบอกว่ามะเร็งแบบที่เราเป็นหายากมาก ส่วนใหญ่ใครเป็นจะอยู่ได้ไม่เกินสามปี ก็ยอมรับว่าจิตตกนะ แต่เพราะเรามีความเชื่อ เชื่อว่านี่เป็นบททดสอบ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก็เลยผ่านมาได้” เธอกล่าว

            แต่นั่นล่ะ บททดสอบก็หาได้ผ่านไปง่ายๆ ทุกวันนี้ของขวัญยังจำความรู้สึกภายหลังเข้ารับเคมีบำบัดเข็มที่สี่ได้ดี สภาพจิตใจเธอย่ำแย่จากการบำบัดเนื้อร้ายในช่องท้อง เคมียอกย้อนขึ้นไปถึงสมอง เธอมีอาการจิตตก ตกมากถึงขนาดมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอไปกินข้าวที่โรงอาหารและเผอิญดึงเก้าอี้มาโดนขา เธอกรี๊ดดังลั่นและร้องไห้อย่างหนักตรงนั้น ท้ายที่สุดเธอต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการจิตตกควบคู่ไปกับรักษามะเร็งด้วย    

หายได้จากการแบ่งปัน

นอกจากความเชื่อและความรัก ของขวัญให้เครดิตกับการก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายในชีวิตมาได้แก่คุณแม่ของเธอ แม่ที่อยู่เคียงข้างและชักพาให้เธอได้เจอสิ่งดีๆ อยู่เสมอ

“แม่และครอบครัวดูแลเราอยู่เสมอ พร้อมกันนั้นก็หาวิธีที่ทำให้เราไม่เครียด อย่างชวนเราไปเข้าค่ายผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งทำให้เราได้พูดคุยกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้เห็นว่ามีคนเป็นหนักกว่า มีคนพร้อมจะสู้มากกว่า ก็ทำให้เราได้รับกำลังใจสู้ต่อและกลับมาเข้มแข็งได้” เธอกล่าว

การได้แลกเปลี่ยนกับผู้ป่วยคนอื่นยังสร้างแรงบันดาลใจให้เธอเขียนบันทึกบอกเล่าถึงการต่อสู่กับโรคร้ายด้วยตัวเอง ด้วยหวังจะเผยแพร่บทเรียน ประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยคนอื่นๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก

“เราตั้งเพจชื่อว่า ชีวิตของขวัญ ซึ่งมันให้ความหมายได้สองอย่างคือ ชีวิตของตัวเราเอง หรือชีวิตที่เป็นของขวัญให้กับคนอื่น เราอยากบอกให้คนอื่นรู้ว่า แม้เราจะเป็นมะเร็ง เราก็ยัง move on ได้นะ เรายังส่งต่อได้นะ ไม่ใช่ว่าต้องหมดพลังไปกับสิ่งนี้” เธอกล่าว

อีกหนึ่งความภูมิใจของเธอในฐานะผู้ส่งสาส์น คือการได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งของการเขียนเรียงความในหัวข้อเปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน ซึ่งเปิดให้ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งส่งเข้าประกวด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เธอต้องการส่งต่อพลังใจแก่ผู้อื่น

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเคมีบำบัด ร่างกายของของขวัญมีอาการทรงตัว แม้ไม่หายขาด หากก้อนเนื้อก็ไม่ขยายตัวและแพร่กระจาย กระนั้นเธอก็ยังคงต้องติดตามผลทุกสามเดือนเพื่อเช็คการทำงานของอวัยวะภายใน เธอกล่าวด้วยโลกทัศน์ที่ดีว่า “ก็อยู่ด้วยกันได้ ไม่ได้ทรมานอะไร”

ทุกวันนี้ของขวัญทำงานเป็นกราฟิกดีไซน์และลูกค้าสัมพันธ์ให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ยังคงทำเพจ ชีวิตของขวัญ เพื่อให้การช่วยเหลือในเรื่องความรู้ การรักษา และการดูแลตัวเองแก่ผู้ป่วยมะเร็งหรือญาติผู้ป่วย

นอกจากนี้ของขวัญยังมีแผนที่จะสร้างเพจท่องเที่ยว เพราะเธอพบว่าเมื่อตัวเองป่วยและมีความเสี่ยงถึงชีวิต จึงอยากออกเดินทางเห็นโลกให้มากๆ และนั่นทำให้เธอได้มีโอกาสเที่ยวบ่อยกว่าใครหลายคน ที่สำคัญ เธอยังย้ำอีกว่าการเป็นมะเร็งเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้เธอรู้วิธีในการส่งต่อพลังให้แก่ผู้อื่น

“เรามีประสบการณ์เกี่ยวกับตัวโรคที่ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ เหมือนกับเราเป็นคนพิเศษ ถ้าเราไม่เป็นเราก็ไม่รู้ว่าจะให้กำลังใจคนอื่นยังไง ควรทำแบบไหน แต่พอเราได้รับโอกาส คือพระเจ้ามอบสิ่งนี้มา เราก็ได้ส่งต่อพลังและช่วยคนอื่นต่อไป” ของขวัญ ผู้มองว่าชีวิตเธอคือของขวัญจากพระเจ้า​ และบทเรียนที่เธอได้รับยังเป็นของขวัญมอบให้คนอื่น กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง: ธีรภัทร ศรีวิชัย
ภาพ: กรินทร์ มงคลพันธ์
,
ภาพบางส่วน: เพจ ชีวิตของขวัญ, ณิชาภัทร เจษฎาพันธ์

“เราไม่ได้เป็นคนป่วย เราแค่เป็นมะเร็ง” อัญชลี จตุรานน ผู้มุ่งมั่นรักษามะเร็งเพื่อจะได้วิ่งกับพี่ตูน

พี่ตูนผู้ทำให้เธออยากวิ่ง แต่ไม่ได้วิ่ง

อัญชลี จตุรานน (อัน) เรียนจบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกิดที่เยอรมนี เติบโต เล่าเรียน และใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ หลังจากผ่านงานมาหลายอาชีพ เธอก็พบงานที่ใช่จากการเป็นนักออกแบบข้อมูลให้บริษัทในสหรัฐอเมริกา แปลงข้อมูลที่ลูกค้าให้มาเป็นพรีเซนเทชั่นที่สวยสะดุดตาและเข้าใจง่าย เธอบอกว่าเป็นงานที่ชอบ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ง่าย เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้สัมปทานกับบริษัทประจำอย่างทุกวันนี้ ฟรีแลนซ์อย่างเธอจำต้องหามรุ่งหามค่ำเพื่อประมูลงานแข่งกับนักออกแบบรายอื่นๆ อยู่เสมอ ขณะเดียวกันอาจเพราะเป็นงานที่ทำได้จากที่บ้าน เส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับการพักผ่อนจึงพร่าเลือน เธอบอกในบางวันเธอเผลอรวดทำงาน 14 ชั่วโมงต่อวัน หรือในบางสัปดาห์ เธอทำงานติดกันทั้ง 7 วันเลยก็มี

อัญชลีไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีโรคประจำตัว แต่เธอก็รู้ตัวดีว่าเพราะเอาแต่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และไม่เคยออกกำลังกาย จึงไม่ใช่คนแข็งแรงนัก กระทั่งเมื่อสองปีที่แล้ว โครงการก้าวคนละก้าวของพี่ตูน-บอดี้สแลม (อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลม) จุดประกายให้เธออยากเข้าร่วมโครงการ เธอซื้อรองเท้าวิ่ง และเริ่มฝึกซ้อมเพื่อจะได้ออกวิ่งพร้อมกับพี่ตูน กระนั้นทันทีที่เริ่มซ้อมวิ่ง ก็พบว่าร่างกายกลับเหนื่อยล้ากว่าปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และนั่นทำให้ผู้หญิงที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องสุขภาพตัดสินใจไปตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง

และนั่นทำให้เธอพบกับเนื้อร้ายในทรวงอกขึ้นมาจริงจริง

การวิ่งอย่างเด็ดเดี่ยว

เวลานั้นคือเดือนพฤศจิกายน 2560 อัญชลีอายุ 37 ปี แตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ที่เมื่อพบมะเร็งในวัยที่ไม่ควรจะพบ แทนที่ความรู้สึกหดหู่หรือตีโพยตีพายต่อโชคชะตา อัญชลีกลับยอมรับอย่างเรียบง่าย พร้อมเตรียมกายและใจเพื่อจะที่ฝ่าฟันช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต

“จำได้ดีว่าวันนั้นคือวันที่ 10 พฤศจิกายน หลังจากอัลตราซาวด์แล้วพบก้อนเนื้อขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ปกติการจะยืนยันว่าเป็นมะเร็งเนี่ยจะต้องผ่าเพื่อเอามาวินิจฉัยก่อน แต่เราเห็นสีหน้าคุณหมอ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเราเป็นมะเร็ง เรานัดผ่าตัดเดือนธันวาคม ก็พบว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 1 ซึ่งโชคดีที่ยังไม่ลามไปยังต่อมน้ำเหลือง จากนั้นคุณหมอก็วางแผนรักษา ด้วยการให้ยาคีโม 4 เข็มและฉายแสงอีก 31 ครั้ง สรุปว่าปลายปีนั้น เราซื้อรองเท้าวิ่งมาไม่ได้วิ่งเลย ใส่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแทน”

อัญชลีเล่าเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนให้ฟังด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ซึ่งหากพิจารณากันตอนนี้ เราจะเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง ท่าทีกระฉับกระเฉง แข็งแรง และอารมณ์ดีอยู่เสมอ ใครจะเชื่อว่าปีที่แล้วตลอดทั้งปี เธอทุ่มร่างกายทั้งหมดต่อสู่กับมะเร็ง แถมสู้กับมันเพียงลำพังเสียด้วย… อ่านไม่ผิดหรอก ตลอดเวลาการรักษา เธอไม่บอกคนรอบข้างเลยว่าเป็นมะเร็ง

“พ่อแม่เสียตั้งแต่เราเป็นเด็ก เราโตมากับครอบครัวพ่อ มีคุณอาเลี้ยงเรามา ที่ตัดสินใจไม่บอกใครเพราะเราคิดว่าจะสู้เองคนเดียวดีกว่า ไม่บอกทั้งอาและเพื่อนสนิท ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง กลัวเขาจะจิตตก ซึ่งถ้าเขาจิตตก ก็อาจทำให้เราจิตตก หรือเราต้องไปปลอบเขา เราก็จะเหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็น

มีบอกอยู่รายเดียวคือบริษัทที่เราทำงานด้วยที่อเมริกา เพราะเราจะต้องจัดตารางการทำงานใหม่เพื่อเอาเวลาไปรักษาตัว ทางนั้นเขาก็กังวลใจ แต่เราก็ยืนยันว่าฉันทำงานต่อได้ ไม่ต้องห่วง แล้วก็ไปบอกคุณหมอว่าให้บอกขั้นตอนการรักษาและอาการที่เราต้องประสบมาให้หมดทีเดียว ไม่ต้องทยอยบอกเป็นขั้นตอน เพราะเราจะออกแบบการใช้ชีวิตของเราหลังจากนี้”

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

ฟังดูเหมือนง่าย กระนั้นอัญชลีก็ยืนยันว่าตลอดหนึ่งปีของการรักษานั้นแสนยากเย็น เธอทรมานกับผลข้างเคียงที่รุนแรงไม่ต่างจากคนอื่น และมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ หากเธอก็ยืนยันว่าในห้วงเวลาที่ผ่าน เธอไม่เคยร้องไห้ หรือนึกท้อต่อการมีชีวิต อัญชลีมองว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้เธอผ่านความเจ็บปวดมาได้คือการตั้งสติ

“ถามว่าตกใจไหมตอนทราบผลก็ตกใจ และเสียใจแหละ แต่จะทำไงได้ มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยอมรับสิ่งที่เกิด และวางแผนรักษาตัวให้ดีที่สุด”เธอกล่าว

อัญชลีมองว่าอาจเพราะก่อนหน้านี้เธอฝึกปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ เลยตระหนักในความสำคัญของการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์และพยายามปรับใช้ในชีวิตประจำวันเสมอ เธอว่าหากใครสักคนยอมรับความจริงได้ แม้ความจริงจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ใครคนนั้นจะไม่เหนื่อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น…

เธอยังเล่าติดตลกอีกว่า ระหว่างที่ป่วยและต้องทำงานไปด้วย กลับเป็นช่วงที่ผลงานออกมาดีเป็นพิเศษ

“เรารู้ทันร่างกายด้วยน่ะ อย่างวันนี้หัวตื้อมาก ทำงานไม่ได้ งั้นพักก่อน แล้วตื่นมาเช็คงาน หรือดีไซน์ซ้ำอีกรอบ เรารู้ตัวว่าเราอ่อนแอ ซึ่งมันส่งผลต่อคุณภาพงาน เราก็เลยไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ กลายเป็นว่าลูกค้าที่เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเราเป็นมะเร็ง ก็ชื่นชมผลงานผ่านบริษัทที่เราทำงานให้มา แต่ช่วงที่ร่างกายเราอ่อนล้าหนักๆ แค่ยกแขนยังทำไม่ได้ หรือตาแสบจนแทบลืมไม่ได้นี่ เราก็แจ้งเขาไปตรงๆ แล้วก็ขอลาหยุดโดยไม่รับค่าจ้างไปสองอาทิตย์เลยนะ ไม่ฝืน”

อัญชลีใช้เวลา 6 เดือนเต็มในการรักษาตัว และอีกราว 4 เดือนกับการพักฟื้นร่างกาย เธอจำได้ดีว่าวันที่ร่างกายเธอกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งคือวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 ครบรอบหนึ่งปีพอดีนับจากวันที่เธอค้นพบก้อนเนื้อในทรวงอก เธอฉลองช่วงเวลาดังกล่าวด้วยการเดินทางไปจังหวัดนครปฐม และร่วมวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนการกุศลเพื่อนำเงินบริจาคให้แก่โรงพยาบาลศิริราช ร่วมรายการเดียวกับพี่ตูน-บอดี้สแลม และนั่นเป็นการออกวิ่งครบ 10 กิโลเมตรครั้งแรกในชีวิต

หากมีห้วงเวลาไหนที่คนหนึ่งคนตราตรึงและจะจดจำมันไปตลอดชีวิต อัญชลีบอกว่าการวิ่งครั้งนี้ของเธอคือหนึ่งในนั้น 

กลับมาวิ่งเพราะพี่ตูน

            ในขณะที่ความปรารถนาจะร่วมวิ่งเพื่อระดมทุนให้โรงพยาบาลในโครงการก้าวคนละก้าว ทำให้เธอค้นพบเนื้อร้ายในร่างกาย ความปรารถนาจะได้กลับมาวิ่งอีกครั้ง ก็เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เธอเอาชนะโรคร้าย

            เช่นเดียวกับความศรัทธาต่อพุทธศาสนาอย่างมีเหตุผล อัญชลีมองว่าความมุ่งมั่นในการออกวิ่งทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือคนอื่นของพี่ตูน ก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่เธอใช้ยึดเหนี่ยวให้ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้

            “หมอเมย์ (พญ.สมิตตา สังขะโพธิ์ – คุณหมอที่ออกวิ่งพร้อมกับพี่ตูนในโครงการก้าวคนละก้าว) คือคนแรกที่เราบอกเขาไปว่าเราเป็นมะเร็ง บอกแบบไม่ได้ตั้งใจหรอก บังเอิญเจอเขาที่สนามบิน แล้วเราก็บอกเขาว่าเรามีแรงบันดาลใจในการวิ่งมาจากพี่ตูน แต่เจอมะเร็งเสียก่อน คือเล่าแบบธรรมดามาก เพราะตอนนั้นเราหายแล้ว และพอมาย้อนคิดอีกที ก็นึกขึ้นได้ว่าเราไม่เคยบอกใครเรื่องเราเป็นมะเร็งมาก่อนเลยนี่” อัญชลีกล่าว

            หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อัญชลีได้คุยกับหมอเมย์ หมอเมย์และคุณป๊อก (อิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งผู้วิ่งเคียงข้างพี่ตูนตลอด 2,215 กิโลเมตรจากเบตง-แม่สาย) ได้ช่วยประสานทำให้เธอก็ได้พบกับพี่ตูนตัวจริงที่เชียงใหม่ นั่นเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน 2561 การพบกับไอดอลครั้งนั้น จุดประกายให้อัญชลีเริ่มวิ่งอย่างจริงจัง และแม้เธอไม่ทันได้วิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวพร้อมกับพี่ตูน แต่ดังที่กล่าว การวิ่งครบ 10 กิโลเมตรในวันครบรอบขวบปีของการค้นพบมะเร็งในวันที่ 10 พฤศจิกายน หาใช่เพียงการวิ่งระยะไกลสำเร็จเป็นครั้งแรก แต่ยังเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองครั้งแรกในชีวิต

            “ตอนหายจากมะเร็งก็ดีใจ แต่เราพบว่าเราดีใจมากกว่าตอนสามารถวิ่งได้ครบ 10 กิโลเมตรนี่แหละ จากคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถือว่ามาไกลมากเลยนะ” เธอกล่าวอย่างภาคภูมิ

            ปัจจุบันอัญชลียังคงทำงานออกแบบพรีเซนเทชั่นให้บริษัทที่อเมริกาเช่นเดิม แตกต่างก็ตรงเธอเป็นคนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนในบางวาระ (เธอวางแผนจะเข้าร่วมวิ่งมาราธอนในเร็ววันนี้) เล่นโยคะ สลับกับการเข้าฟิตเนส เลือกสรรในอาหารการกินมากขึ้น และเผื่อเวลามาเขียนเพจเฟซบุ๊ค ‘อันเล่าเรื่อง’ เล่าประสบการณ์การรับมือกับมะเร็งที่ผ่านมา เขียนบทความให้กำลังใจผู้ที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเธอ รวมถึงบทความสร้างแรงบันดาลใจผ่านการวิ่ง      

“อาจเป็นเพราะเรามุ่งมั่นจะกลับมาเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิมให้ได้ ทุกอย่างมันเลยผ่านมาอย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เราไม่เคยท้อแท้ ไม่คิดด้วยว่าเราเป็นคนป่วย เราแค่เป็นมะเร็ง (ยิ้ม)

 ซึ่งถ้ามองย้อนกลับมา ข้อดีของมันก็ยังมีอยู่บ้างนะ คือมันทำให้เรากลับมารักตัวเองอย่างถูกทาง ทำให้เราอยากเป็นคนแข็งแรง แล้วก็พบว่าชีวิตที่มีสุขภาพดี หรือการได้ออกวิ่งเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ช่างเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขจริงๆ” อัญชลีทิ้งท้าย 

เรื่อง: จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์
ภาพ: กรินทร์ มงคงพันธ์
ภาพบางส่วน: อัญชลี จตุรานน