พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล : เมื่อความเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ แต่คือบทเรียนหนึ่งของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาวัน และสันติอาวาส ที่เรารู้จักกันดีในภาพที่คุ้นเคยเป็นพระนักคิดและนักปฏิบัติผู้ถ่ายทอดธรรมะให้เข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บป่วย ความทุกข์ และการเผชิญความตายอย่างสงบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ครูทางใจ” ให้แก่ผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้คนที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากของชีวิต บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงเพียง “การตายอย่างสงบ” แต่กำลังชวนให้เราเข้าใจว่า แม้ในวันที่ร่างกายอ่อนแรงที่สุด มนุษย์ก็ยังสามารถมีความหมาย มีสติ และมีความสุขสงบได้ หากเรา “วางใจเป็น”

เมื่อกายป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “วางใจให้ถูก”

พระอาจารย์กล่าวว่า ความทุกข์ของผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ใจที่ไม่ยอมรับ”
ความเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้นคำสอนสั้น ๆ ที่ท่านสรุปจากพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า คือ “นึกถึงพระ… ละทุกสิ่ง”
ซึ่งการ “นึกถึงพระ” ไม่จำกัดเพียงการนึกถึงพระพุทธรูปหรือพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการระลึกถึงสิ่งดีงาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือ หรือความเมตตาที่ทำให้ใจอบอุ่น เกิดปีติ และไม่จมอยู่กับความสิ้นหวัง และขณะเดียวกัน การ “ละทุกสิ่ง” คือการฝึกปล่อยวาง ทั้งทรัพย์สิน หน้าที่ ความสัมพันธ์ ความโกรธ ความเสียใจ หรือแม้แต่ความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะยิ่งยึดมั่นมากเท่าไร ใจก็ยิ่งต่อสู้กับความจริงของชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เพราะหลายครั้ง ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ “การไม่ยอมปล่อย” กับสิ่งที่เป็นห่วงอยู่ทำให้เกิดทุกข์ทางใจ

ความเจ็บป่วยอาจเป็น “ครู” ที่ดีที่สุดของชีวิต

แทนที่จะมองความป่วยไข้เป็นศัตรู พระอาจารย์กลับชวนให้มองมันในฐานะ “บทเรียน” โดยโรคภัยอาจกำลังเตือนว่า เราใช้ชีวิตไม่สมดุล เหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป หรือหลงลืมการดูแลตัวเองมานานเกินไป ซึ่งขณะเดียวกัน ความเจ็บป่วยยังทำให้เราเห็น “สัจธรรม” ของชีวิตอย่างชัดเจน ว่าไม่มีอะไรเที่ยง ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้เสมอไป และชีวิตมนุษย์ล้วนมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด แต่กลับทำให้หลายคน “ตื่น” จากความประมาท และหันกลับมาถามตัวเองว่าชีวิตที่เหลืออยู่…อยากใช้ไปเพื่ออะไร? ดังคำของท่านพุทธทาสที่พระอาจารย์ยกขึ้นมาเตือนใจว่า “ป่วยทุกที ก็ฉลาดทุกที”

ในวันที่รู้สึกโดดเดี่ยว อย่าลืมหาที่พึ่งทางใจ

หนึ่งในความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยจำนวนมากเผชิญ ไม่ใช่อาการของโรค แต่คือความรู้สึกว่า “ไม่มีใครเข้าใจ” บางคนถูกตัดสินด้วยคำพูด บางคนถูกซ้ำเติมโดยไม่ตั้งใจ และบางคนต้องเผชิญความกลัวเพียงลำพัง พระอาจารย์จึงเมตตาแนะนำให้ผู้ป่วยมองหา “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” อาจเป็นกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยโรคเดียวกัน หนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ
หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่เคียงข้างในวันที่เงียบเหงา เพราะบางครั้งการได้รับฟังจากคนที่ “เข้าใจจริง ๆ”
สามารถเยียวยาใจได้มากกว่าคำปลอบใจใดๆ ทั้งหมด

ความรักที่แท้จริง คือการรับฟังความต้องการของผู้ป่วย

ในหลายครอบครัว ผู้ป่วยระยะท้ายอาจอยากใช้เวลาที่เหลืออย่างสงบ แต่คนรอบข้างกลับพยายามยื้อการรักษาไว้ทุกทาง เพราะกลัวการสูญเสีย พระอาจารย์จึงชวนให้ทุกฝ่ายกลับมาตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่…ทำเพื่อผู้ป่วยจริง ๆ หรือเพื่อความกลัวของตัวเราเอง โดยท่านย้ำว่า การดูแลที่ดีที่สุด คือการ “เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” รับฟังความต้องการของเขาอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องการรักษา คุณภาพชีวิต และความหมายของช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยยังมี “เจตจำนง” หรือมีเหตุผลบางอย่างที่อยากมีชีวิตต่อ เช่น เพื่อความรักต่อคนในครอบครัว หรือความปรารถนาที่จะอยู่เพื่อใครสักคน สิ่งนั้นจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ก้าวผ่านความทุกข์ได้ เพราะเมื่อใจยังมีคุณค่าให้ยึดโยง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็อาจเบาลงอย่างน่าอัศจรรย์

ก่อนจากลา สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ร่างกาย…แต่คือ “ใจที่คลี่คลายแล้ว”

ในวาระท้ายของชีวิต หลายคนไม่ได้ทุกข์จากความเจ็บปวดทางกายเพียงอย่างเดียว แต่ทุกข์จากเรื่องที่ค้างคาในใจหรือความรู้สึกผิด คำขอโทษที่ยังไม่ได้พูด หรือความสัมพันธ์ที่ยังไม่คลี่คลาย มักย้อนกลับมาเสมอ พระอาจารย์จึงแนะนำว่า หากยังมีเวลา ควรรีบ “ปลดล็อกใจ” ไม่ว่าจะด้วยการขอขมา ให้อภัย พูดความในใจ หรือทำบุญอุทิศเพื่อให้ใจสงบ หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีศาสนา ท่านก็ยังเชื่อว่า ทุกคนสามารถค้นพบความสงบได้ ผ่านการนึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยทำ หรือความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในชีวิตที่ผ่านมา เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการก่อนจากโลกนี้ อาจไม่ใช่การมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุด แต่คือการมี “ใจที่เบาที่สุด” ซึ่งความตาย…อาจไม่ใช่จุดจบที่น่ากลัว แต่พระอาจารย์ไพศาลมองว่า ความตายไม่ใช่ศัตรูของชีวิต แต่เป็นเพียง “การเปลี่ยนผ่าน” เหมือนการย้ายบ้าน หรือการออกเดินทางครั้งใหม่

หากเราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีความรัก มีความหมาย และภาคภูมิใจกับสิ่งที่เคยทำ ความทรงจำเหล่านั้นจะกลายเป็น “เสบียงทางใจ” ที่ช่วยให้เราก้าวต่อไปได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังมาถึง
และบางที…การเรียนรู้เรื่องความตายอย่างเข้าใจอาจทำให้เรา “ใช้ชีวิต” ที่เหลืออยู่ได้งดงามกว่าเดิมที่สุดก็เป็นได้

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร การดูแลที่โอบอุ้มทั้งครอบครัว

จากหมอ ICU สู่การดูแลแบบประคับประคอง

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ “หมอแนต” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลคูน
หมอแนตเริ่มเล่าว่า “จากเดิมที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต (ICU) จากประสบการณ์ในการทำงานช่วงเวลานั้นทำให้หมอแนตได้เผชิญกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และตระหนักว่ายังมีองค์ความรู้และทักษะบางส่วนที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของชีวิต ความรู้สึกเสียดายที่ในอดีตอาจยังดูแลผู้ป่วยได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอแนตตัดสินใจศึกษาด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อกลับมาดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

หัวใจของการดูแล : “รักษาที่คน ไม่ใช่เพียงโรค”

หมอแนตอธิบายว่า “การดูแลแบบประคับประคองไม่มีแนวทางตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีบริบทชีวิต ความเชื่อ และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ตัวตนของผู้ป่วย” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า สิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ โดยหลักๆแล้วการรักษาไม่ได้หมายถึงการยึดตามแนวทางของโรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ป่วย” ซึ่งในมุมมองนี้ ผู้ป่วยจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแลของตนเอง แม้ในวันที่โรคไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด”

การดูแลผู้ป่วย และการดูแล “ผู้ดูแล”

นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว หมอแนตยังให้ความสำคัญกับ “ผู้ดูแล” ซึ่งมักต้องแบกรับภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง แม้ภายนอกอาจดูเหมือนไม่ได้เผชิญกับความเจ็บป่วยโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ดูแลต้องใช้ทั้งพลังใจ ความอดทน และการตัดสินใจในทุก ๆ วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอยากเน้นย้ำว่า ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา และสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อรู้สึกไม่ไหว “การหยุดพักเพื่อดูแลตัวเอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ยั่งยืน” ซึ่งการมีระบบสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ทีมแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไปพร้อมกัน

การสื่อสารและการรับฟังในครอบครัว : จุดกึ่งกลางของการตัดสินใจ

ในสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางการรักษาที่ดีที่สุดแทนผู้ป่วย ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาตินั้น หมอแนตมองว่า “การสื่อสารและการรับฟังอย่างแท้จริง” คือจุดกึ่งกลางสำคัญที่ช่วยให้ทุกฝ่ายค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครถูกหรือผิด แต่เพื่อมองเห็นความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละความคิด และในบทบาทของแพทย์จึงไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดและรับฟังกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อครอบครัวสามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันได้ การตัดสินใจจะไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่จะกลายเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับผู้ป่วยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือร่วมตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวจึงยิ่งมีความหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยโอบอุ้มให้การดูแลยังคงตั้งอยู่บนความรัก ความเคารพ และความตั้งใจที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย

การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง คือกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ และสมาชิกในครอบครัวมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางการรักษา ซึ่งความสำคัญของการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเคยแสดงเจตนารมณ์เกี่ยวกับการรักษาไว้ล่วงหน้า ซึ่งในบางกรณีนั้น ผู้ป่วยอาจเลือกปฏิเสธการรักษาที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยการตัดสินใจลักษณะนี้ ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ต่อชีวิต แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายสำหรับเขาในระยะท้ายมากกว่า และการเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ คือการที่ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องการ และได้มีโอกาสสื่อสารความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน

บทเรียนชีวิตและความหมายของ “ครอบครัว”

“จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก แนตได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพียงระยะเวลา แต่คือ “ความหมายและความสัมพันธ์” ที่เราสร้างขึ้นระหว่างทาง โดยท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของคนเราอาจมีเพียงเท่านี้
สิ่งสำคัญคือการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน ซึ่งในมุมมองของแนตมองว่า “ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หมายถึงกลุ่มคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะการได้มีครอบครัวที่เกื้อกูลกัน เป็นหนึ่งในแรงสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับช่วงสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมอยู่รอบตัว”

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

นพ.วิกรม เจนเนติสิน หมอมะเร็งไทยแลนด์

หากพิจารณาให้ดี มากกว่าครึ่งของชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับ ‘การเลือก’ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ความสำเร็จหรือล้มเหลว ความรักหรือความเกลียด ฯลฯ ล้วนเกิดจากการเลือกทั้งสิ้น บางครั้งเราเป็น ‘ผู้เลือก’ แต่ไม่น้อยเราก็กลายเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ทั้งที่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ตามแต่สถานการณ์จะพาไป แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้เลือกหรือผู้ถูกเลือกในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม เราทุกคนล้วนต้องการโอกาสในการตัดสินใจหรือเพียงมีส่วนร่วมในการเลือกบางอย่าง แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ขอแค่ให้ได้เลือกด้วยตัวเอง แม้ในสถานการณ์นั้นเราจะไม่ได้อยู่สถานะที่จะเลือกอะไรได้ก็ตาม

“เพราะหมอมะเร็งไม่ได้รักษาแค่ตัวโรค แต่เรารักษาคนไข้ ผมจึงไม่ใช่หมอที่จะบอกคนไข้ว่า ‘คุณต้องเลือกทางนี้เท่านั้น ทางนี้ดีที่สุด’ แต่ผมจะใช้การรับฟังว่า คนไข้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเขาอยากให้หมอช่วยตัดสินใจอะไรบ้างไหม เช่น หากคนไข้มีข้อจำกัดบางอย่าง หมอก็จะช่วยดีไซน์เส้นทางที่เหมาะกับคนไข้ให้มากที่สุด แต่สุดท้ายสิทธิในการเลือกทั้งหมดอยู่ที่คนไข้ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า เส้นทางที่ดีที่สุดหรือกระบวนการการรักษามะเร็งที่ถูกต้องที่สุดนั้นเป็นเพียงสถิติจากการศึกษาที่บ่งชี้ถึงผลลัพธ์ทางการรักษาโรค แต่แน่นอนว่าหมอมะเร็งแทบทุกคนไม่มีทางรู้แน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่า ผลลัพธ์ของแผนการรักษาคนไข้แต่ละคนจะออกมาเป็นอย่างไร เราเพียงเดินตามไกด์ไลน์ที่เคยศึกษาและบ่งชี้ว่า ทางนี้ได้ผลลัพธ์ทางการรักษาโรคที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้การันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะดีที่สุดสำหรับคนไข้คนนี้ และถึงแม้ว่าทางนั้นจะทำให้โรคของคนไข้หายได้จริงๆ แต่หากระหว่างทางคนไข้กลับทุกข์หนัก หรือพอโรคหาย คนไข้กลับต้อง Suffer กับสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต ผมคิดว่าก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว”

หมอนาย-นพ.วิกรม เจนเนติสิน อายุรแพทย์เฉพาะทาง มะเร็งวิทยา ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 15 ปี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งแบบองค์รวม ภายใต้แนวทางการรักษาที่ทันสมัยอย่างการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team : MDT) เพื่อออกแบบและวางแผนการรักษาโรคมะเร็งเฉพาะบุคคล ในวัย 43 ปี นอกจากบทบาทของคุณหมอฟูลไทม์ของโรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark Hospital) และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของเพจ ‘หมอมะเร็งไทยแลนด์’ พื้นที่แบ่งปันความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่มุ่งเน้นข้อมูลที่ถูกต้องผ่านเนื้อหาเข้าใจง่าย เพื่อหวังให้คนไทยเข้าใจและรับมือกับโรคมะเร็งได้ดีขึ้นแล้ว หมอนายยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ ‘แคนเซอร์ อะแวร์ พลัส’ (Cancer Aware Plus) แอปพลิเคชันที่จะช่วยเพิ่มสถิติของคนไทยหายขาดจากมะเร็ง

“ทุกวันนี้ ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณไปกับการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลามกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังรักษาไม่หาย และพอไม่หาย คนไข้ก็ไม่สามารถกลับไปสร้าง GDP (Gross Domestic Product) ให้กับประเทศได้ เพราะคนไข้ต้องรักษาตัวเองไปเรื่อยๆ นี่เองเป็นเหตุผลที่เราพยายามผลักดัน Cancer Aware Plus เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งได้เร็ว ช่วยให้เจอโรคในระยะต้น ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเราจะเริ่มต้นในกลุ่มเสี่ยงก่อน ทั้งด้านอายุ พันธุกรรม และความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะสามารถเปลี่ยนสถิติจากเดิมที่เจอมะเร็งในระยะลุกลามกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ และวันนั้นนอกจากคนไข้มะเร็งจะมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น และกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมแล้ว บรรดาแพทย์เองก็จะมีงานน้อยลง จากเดิมที่เราต้องติดตามอาการคนไข้ระยะลุกลามทุก 2-4 สัปดาห์ หากคนไข้มะเร็งสามารถรักษาหายขาดได้ จำนวนคนไข้สะสมก็จะลดน้อยลง ซึ่งช่วยลดงานให้หมอมะเร็งได้ทั่วประเทศ ในขณะที่คนไข้เองก็ไม่ต้อง Suffer มาโรงพยาบาลบ่อยๆ และไม่ต้องมานั่งรอหมอนานๆ แน่นโรงพยาบาล นี่คือสิ่งที่ผมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด”

ก้าวแรกบนเส้นทางมะเร็ง

“สมัยที่เพิ่งจบหมอและศึกษาต่อด้านอายุรศาสตร์ (Internal Medicine) ผมเจอเคสมะเร็งเยอะมาก และมักเจอเคสหนักๆ ระยะท้ายๆ ต้องแอดมิตเสียส่วนใหญ่ จนเกิดความสงสัยว่า ทำไมเคสแต่ละเคสที่มาถึงมือเรา ไม่มีทางรักษาได้เลย ในขณะที่คนไข้เองก็ดูทุกข์มาก นั่นเป็นจุดประกายแรกๆ ที่ทำให้ผมเลือกที่จะศึกษาต่อด้านมะเร็ง เพราะอยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ อยากเป็นความหวังของคนไข้ อยากให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีขึ้น 

“ช่วงที่เรียนแพทย์ผมมีโอกาสได้เรียนเรื่อง การดูแลคนไข้แบบองค์รวม (Holistic Approach) คือ การดูแลคนไข้แบบองค์รวมทุกอย่าง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ แต่มาเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ตอนเป็นหมอมะเร็งนี่แหละ เพราะคนไข้มะเร็งแทบทุกคนจะเป็นคนไข้ที่มีความป่วยในทุกมิติ ฉะนั้น หมอมะเร็งที่เก่งจริงๆ ต้องสามารถคลายทุกข์ให้คนไข้ได้ในทุกมิติ และสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ผมตั้งใจและพยายามทำมาตลอด เพราะการเป็นมะเร็งไม่ใช่แค่ความทุกข์ทางกาย แต่ทุกข์ทุกอย่าง ทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางความคิด ฯลฯ  และคนไข้มะเร็ง Suffer ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตัวโรคไม่ได้รักษายาก เช่น คนไข้มะเร็งระยะต้น แต่อย่างที่รู้กันดีว่า คนไข้ไม่ได้ทุกข์แค่ตัวโรค แต่เขาจะทุกข์ไปถึงจิตใจ ทุกข์ไปถึงคนในครอบครัว หมอมะเร็งในอุดมคติของผมจึงไม่ใช่แค่คนที่สามารถเคลียร์โรคทางกายเท่านั้น แต่ต้องสามารถเคลียร์ทุกความทุกข์ให้คนไข้ได้”

ทางเลือก VS ทางรอด 

“ในความจริงนั้น การรักษาโรคมะเร็งอาจจะมีไกด์ไลน์ที่ให้เดินตามอยู่ แต่การเดินตามไกด์ไลน์นั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงเสมอไป อาจจะมีทางแยก ทางโค้ง ฯลฯ ได้บ้างตามความเหมาะสมกับคนไข้ในแต่ละคน นั่นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่คนไข้ต้องรับรู้ในทุกมิติของทางเลือกที่มีอยู่ เพราะการรักษามะเร็งนั้นไม่เหมือนการรักษาโรคทั่วไป คนไข้มะเร็งจำเป็นต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เตรียมร่างกายเท่านั้น แต่เขาต้องจัดการเรื่องการงาน การเงิน ครอบครัว ฯลฯ  นั่นทำให้เส้นทางที่หมอตั้งใจเลือกให้เขาก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกับเขาในทุกๆ มิติมากกว่า

“บ่อยครั้งทางที่คนไข้เลือกอาจจะไม่ใช่ทางที่ตรงกับไกด์ไลน์ของการรักษา แต่เป็นทางเลือกที่ช่วยซัปพอร์ตคนไข้ในแง่อื่น เช่น แง่ของค่าใช้จ่าย แง่ของการทำงาน แง่ของครอบครัว ฯลฯ ซึ่งทำให้คนไข้สามารถรักษาตัวอย่างต่อเนื่องและผลการรักษาอาจจะดีกว่า สิ่งที่หมอมะเร็งควรทำก็คือเสนอทางเลือกหลายๆ ทางให้คนไข้ โดยทางแรกสุดก็ยังต้องเป็นทางที่คนไข้จะมีโอกาสหายขาดได้มากที่สุด รวมถึงบอกข้อดีและข้อเสีย หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคนไข้เลือกทางนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ในการรักษามะเร็ง ทุกทางเลือกล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่คนไข้ควรรู้ทุกทางเลือกก่อนที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น ทางเลือกที่ 1 อาจจะมีข้อดี 90 เปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อเสีย 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์นั้นเขารับได้ไหม เพราะบริบทของคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะรับได้ บางคนก็อาจจะรับไม่ได้และอาจจะนำไปสู่ความทุกข์ใจอย่างรุนแรง หรือเป็นความทุกข์ที่อาจจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ในฐานะของหมอมะเร็ง เราต้องเปิดใจรับฟังคนไข้ สำคัญที่สุดคือยืดหยุ่นเพื่อหาทางรักษาที่ดีที่สุดร่วมกัน โดยบ่อยครั้งอาจจะไม่ใช่การพูดคุยในครั้งเดียว แต่อาจจะต้องคุยซ้ำๆ ปรับจูนกันไปเรื่อยๆ ตลอดการรักษา และสุดท้ายสิ่งที่หมอมะเร็งต้องยอมรับให้ได้ก็คือ ไม่ว่าคนไข้จะเลือกทางที่ดีที่สุดที่เราเสนอให้หรือไม่ นั่นคือสิทธิของคนไข้โดยชอบธรรม” 

หมอรักษา ‘รอยยิ้ม’ 

“ในเรื่องการรักษานั้น ผมพยายามให้อำนาจในการตัดสินใจกับคนไข้มากที่สุด เพราะสิ่งที่เป็น Pain Point ของคนไข้มะเร็งคือ บางทีเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรเลย เพราะไปเจอหมอที่บอกว่าต้องทำ 1-2-3-4 เท่านั้น เหตุผลที่หมอส่วนใหญ่มักพูดแบบนั้นก็อาจจะเป็นเพราะความหวังดีล้วนๆ คือ อยากให้คนไข้มีโอกาสหายมากที่สุด ไม่อยากให้คนไข้เลือกผิดทาง โดยหมอเองก็อาจจะลืมนึกไปว่า เส้นทางดังกล่าวไปขัดกับความคิดของคนไข้หรือเปล่า ทำให้บางทีก็กลายเป็นต้นเหตุให้คนไข้หนีหายหรือเลือกเดินเส้นทางอื่นไปเลย ทำให้เขาเสียโอกาสที่จะหายขาดไปอย่างน่าเสียดาย

“ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมจึงพยายามจะดีไซน์สิ่งที่ตรงกับความต้องการของคนไข้ ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ภายใต้การรักษาโอกาสที่เขาจะหายขาดได้ แม้เปอร์เซ็นต์อาจจะลดลงนิดหน่อย เช่น จากที่ควรจะหายขาด 90 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะมีโอกาสลดลงมาเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เขายังอยู่ในการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หนีหายหรือเลือกไปเส้นทางอื่น  

“สิ่งสำคัญคือคนไข้เองก็ต้องทำความเข้าใจเส้นทางการรักษามะเร็งทุกทางก่อนจะตัดสินใจเลือก และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องเข้าใจว่า เส้นทางนั้นสุดท้ายจุดหมายปลายทางคืออะไร และการเดินทางถึง Goal นั้น เราต้องทำอะไร และระหว่างทางนั้น เราต้องเจอกับอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ของการรักษาที่ดี เพราะเมื่อไรที่เราไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด อาจจะทำให้เดินไปอย่างสะเปะสะปะและอาจจะออกนอกลู่นอกทาง แน่นอนว่าผลการรักษาก็อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด

“นอกจากความเข้าใจในการรักษาแล้ว คนไข้ยังต้องทำความเข้าใจกับความคิดตัวเอง เมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองเริ่มเกิด ‘มโนทุกข์’ หรือทุกข์จากความคิดลบ คิดร้าย คิดล่วงหน้าไปก่อน ฯลฯ ต้องรีบดึงตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะการจมไปกับความคิดเหล่านั้น ไม่มีประโยชน์และไม่มีใครช่วยเราได้ แม้แต่หมอเองก็ช่วยไม่ได้”  

วันที่ไม่มีมะเร็ง…ไม่มี

“ขึ้นชื่อว่ามะเร็งก็ยากทุกชนิด เพราะมะเร็งแต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อย และต่อให้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน เช่น เป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกัน ระยะเดียวกัน ข้างเดียวกัน ฯลฯ แต่บางคนอาจจะรักษาได้ง่าย ขณะที่บางคนรักษาได้ยาก เพราะมะเร็งไม่ใช่โรคที่เราเห็น แต่เป็นสิ่งที่เป็นซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรม นั่นจึงทำให้รหัสพันธุกรรมมะเร็งในแต่ละคนไม่เหมือนกัน และจะยากขึ้นไปอีก หากมะเร็งนั้นเป็นชนิดที่หายาก เพราะต้องยอมรับว่า การรักษามะเร็งทุกวันนี้อิงจากข้อมูลเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นมะเร็งระยะนี้ หน้าตาแบบนี้ รหัสพันธุกรรมแบบนี้ ต้องรักษาอย่างไร ก็จะมีข้อมูลที่เคยทำการทดลองมาแล้วว่า รักษาแบบไหน และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ถ้าเป็นมะเร็งหายากหรือมะเร็งที่พบไม่บ่อย ก็จะมีเพียงข้อมูลที่บอกว่า เคยมีคนทำแบบนี้แล้วดีขึ้น ซึ่งยากเพราะเราไม่รู้ว่า ถ้ารักษาแบบเดียวกันนี้กับคนไข้เราแล้วจะดีหรือเปล่า สิ่งที่หมอจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้มะเร็งหายากหรือคนไข้มะเร็งระยะลุกลาม ก็คือการรักษาประคับประคองคนไข้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการค้นพบออปชันใหม่ๆ ที่จะสามารถยืดอายุคนไข้ไปได้อีก แต่ทางที่ดีที่สุด ผมยังยืนยันว่าเราทุกคนควรตรวจคัดกรองเป็นประจำ เพื่อจะเจอมะเร็งในระยะต้นๆ และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ 

“เพราะโรคมะเร็งเกิดจากเซลล์ดีที่เมื่อผ่านการใช้งานไปนานๆ ก็จะเกิดความเสื่อมและผิดปกติขึ้นก็กลายเป็นมะเร็ง ฉะนั้น ยิ่งคนเราอายุมากขึ้น อายุยืนขึ้น ก็มีโอกาสเกิดมะเร็งได้ตลอดเวลา และไม่มีวันที่มะเร็งจะหายไปจากโลกใบนี้ แต่ผมเชื่อว่า เราจะมีวิธีการรักษามะเร็งได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากวิวัฒนาการที่ล้ำสมัยและการพัฒนาที่เร็วขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา และทุกวันนี้เราก็มีระบบการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น ระบบการถอดรหัสที่ดีขึ้น รวมถึงคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ผลการศึกษาก็เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 5-10 ปี แต่เดี๋ยวนี้ 2-3 ปี ก็รู้ผลแล้ว ฉะนั้น อย่าหมดหวังบนเส้นทางสายนี้” 

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

ฤทธิชัย-ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี โลกเปลี่ยนในวันที่พ่อป่วย

“เราไม่ใช่พ่อลูกที่สนิทกันเท่าไหร่” 

เจสซี่-ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี อาจารย์สาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลูกสาวคนโตเกริ่นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ คุณพ่อสจ๊วต-ฤทธิชัย รุ่งเรืองไมตรี หุ้นส่วนชีวิตและธุรกิจของ คุณแม่ต๊ะ-รัตนา รุ่งเรืองไมตรี นักธุรกิจที่คร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมรองเท้าในเมืองไทยมากว่า 30 ปี ผู้ปลุกปั้น บริษัท โทโซน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (https://www.tzretail.com/tha/main) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้าเด็ก รวมถึงธุรกิจ OEM รับออกแบบและผลิตรองเท้าทั่วไปให้กับแบรนด์ต่างๆ ของไทย 

ย้อนหลังกลับไปเมื่ออายุ 17 ปี คุณพ่อสจ๊วตได้พบกับคุณแม่ต๊ะเป็นครั้งแรกในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันเดียวกัน และหลังจากจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปตามความฝัน จนล่วงเข้าสู่วัยทำงานทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ก่อนจะตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และหลังจากนั้นไม่นานคุณแม่ต๊ะก็ตัดสินใจเปิดธุรกิจรองเท้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่คุณพ่อสจ๊วตจะลาออกจากงานประจำและมาร่วมกันลุยสร้างธุรกิจนี้ด้วยกันในปีถัดมา โดยคุณแม่จะเป็นผู้ออกแบบและดูแลควบคุมการผลิตรองเท้าทั้งหมด ขณะที่คุณพ่อรับผิดชอบเรื่องการเงิน การตลาด รวมถึงเอกสารต่างๆ ทางธุรกิจ ทั้งสองค่อยๆ ก่อร่างสร้างธุรกิจพร้อมๆ กับฟูมฟัก ‘ลูกสาว’ คนโตของบ้าน  

คุณพ่อสจ๊วต : ด้วยความที่พ่อมาจากครอบครัวที่ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาวเลย พอได้มาเป็น ‘พ่อ’ ที่มีลูกสาวสองคน ทำให้เราไม่รู้วิธีดูแลหรือพูดคุยกับลูกๆ เลย ทุกอย่างจึงต้องผ่านแม่หมด เช่น เวลาลูกๆ ไปไหนแล้วอาจจะกลับช้า เราก็จะอดเป็นห่วงไม่ได้ เราก็จะใช้วิธี ‘แม่โทรตามลูกสิ…อยู่ไหนแล้ว’ เพราะแม่ต๊ะจะรู้ว่าควรพูดคุยกับลูกๆ แบบไหน ซึ่งนิ่มนวลกว่าพ่อแน่นอน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พ่อจะไม่ค่อยพูดคุยหรือแสดงออกถึงความรักกับลูกๆ เท่าไร แต่ไม่ใช่ไม่รักนะ  

ณ วันที่เจสซี่เกิดนั้น พ่อกับแม่คุยกันว่า ลูกจะเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรัก เราจึงตั้งชื่อให้ลูกสาวคนแรกว่า ฤดีชนก ซึ่งมีความหมายว่า ดวงใจของพ่อ และด้วยความที่ตั้งแต่เล็กๆ เจสซี่จะเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนมาก ยอมคน ไม่ชอบขัดแย้งกับใคร พ่อกับแม่ก็จะเป็นห่วงเขามากว่า เขาจะใช้ชีวิตในสังคมข้างนอกไหวไหม เป็นห่วงสารพัด กระทั่งเขาเติบโตมา เราจึงได้รู้ว่าภาพที่อาจจะดูอ่อนโยน นิ่มนวล แต่ข้างในของเขาเข้มแข็งกว่าที่เราคิดไว้มาก เพราะในวันที่พ่อรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง จำต้องวางงานทุกอย่างลงและเข้าสู่การรักษาทันที โดยมีแม่ต๊ะเคียงข้าง เจสซี่นี่แหละที่เข้ามาซัปพอร์ตธุรกิจของครอบครัว แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้อยากทำสักเท่าไร เพราะความฝันของเขาไกลกว่านั้น แต่เขาก็ทำได้อย่างดีจนพาครอบครัวผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้

เจสซี่ : เรียกว่าเป็นช่วงวิกฤตของครอบครัวเราที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 5-6 ปี เพราะก่อนหน้าที่คุณพ่อจะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง คุณแม่เพิ่งหายจากวัณโรค และเราในฐานะของลูกสาวคนโตจำเป็นต้องหันกลับมาโฟกัสครอบครัวก่อน และพักความฝันต่างๆ ไว้ 

จำได้ว่า ทันทีที่คุณแม่มาบอกว่า ‘พ่อเป็นมะเร็ง’ เราช็อกเลย เพราะที่ผ่านมาในครอบครัวเราก็ไม่มีใครเคยเป็นมะเร็งมาก่อน นอกจากญาติห่างๆ ฝั่งคุณพ่อที่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ พอได้ยินคำว่า มะเร็ง ก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะในความคิดเราตอนนั้น มะเร็งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย มะเร็งเท่ากับตาย ทำให้เครียดอยู่พอสมควร  ยิ่งพอคุณพ่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ช่วงนั้นเจสเรียนจบปริญญาโทแล้ว และกำลังตัดสินใจว่าจะเรียนต่อปริญญาโทใบที่สองด้านจิตวิทยา แต่ก็ต้องเบนเข็มกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวก่อน ซึ่งยอมรับว่าเป็นภาวะที่หนัก เหนื่อย แต่หนีไปไหนไม่ได้ ยิ่งถ้าช่วงไหนผลการรักษาของคุณพ่อไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ ก็จะยิ่งเฟลหนัก รู้สึกว่า ทำไมชีวิต…มันยากอย่างนี้ แต่เราแสดงออกไม่ได้เลย บ่อยครั้งที่ต้องใช้วิธีระบายออกโดยการแอบร้องไห้ตอนขับรถออกไปส่งสินค้าตามสาขา เพื่อไม่ให้พ่อกับแม่เป็นห่วง หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหันไปพึ่งนักจิตวิทยาที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดให้บริการฟรีสำหรับนักศึกษา เพื่อจะผ่านวิกฤตในครั้งนั้นไปให้ได้

ในวันที่พ่อป่วย

คุณพ่อสจ๊วต : ย้อนหลังไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พ่อเริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกาย คือ ขับถ่ายมีเลือดปนออกมา ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นริดสีดวง จึงไปหายามากินเอง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอก็แนะนำให้ส่องกล้องตรวจ แต่ด้วยราคาค่าตรวจที่สูงจึงปฏิเสธไป กระทั่งวันเกิดในปีนั้นเอง คุณหมอก็โทรศัพท์มาอวยพรวันเกิดพร้อมถามไถ่เรื่องสุขภาพว่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง และถามว่า ไปส่องกล้องมาผลเป็นอย่างไร คิดว่าคุณหมอน่าจะรู้ว่าอาการที่เราเป็นนั้นคืออะไร แต่ท่านน่าจะไม่กล้าพูดจนกว่าจะได้ผลตรวจที่แน่ชัด พ่อจึงตัดสินใจไปตรวจส่องกล้องที่โรงพยาบาลเปิดใหม่แถวบ้าน เพราะที่นั่นมีแพ็กเกจราคาพิเศษ 

หลังจากตรวจส่องกล้องแล้ว คุณหมอก็แจ้งผลว่า ‘เป็นเนื้อร้าย’ ก่อนจะส่งต่อไปยังศัลยแพทย์ของโรงพยาบาล หลังจากไปคุยแล้วก็พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษานั้นค่อนข้างสูงทีเดียว และไม่แน่ใจว่าจะจบลงที่ตัวเลขนั้นจริงๆ หรือเปล่า จึงขอกลับมาคิดกันก่อน ระหว่างนั้นคุณหมอก็แนะนำให้ทำ MRI ก่อน เพื่อตรวจการแพร่กระจายของมะเร็ง ผลปรากฏว่าพบเนื้อร้ายที่ตับขนาดกว่า 16 เซนติเมตร คุณหมอจึงกำชับด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักว่า ‘ต้องรีบทำการรักษา’ ตอนนั้นพ่อกับแม่ตัดสินใจร่วมกันว่า คงต้องย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท คุณหมอก็ดีมาก เร่งเตรียมเอกสารผลการตรวจและข้อมูลการรักษาทั้งหมดให้

หลังจากกลับบ้านมาคืนนั้น พ่อกับแม่ก็นั่งกอดกันร้องไห้ คุยกันว่า จะเอาอย่างไรดี แม่ต๊ะก็บอกว่า เราจะสู้ไปด้วยกัน เราจะไม่ยอมแพ้ จากนั้นเขาก็เข้า Google เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับว่า รักษากันอย่างไร และ ใช้ชีวิตหลังการรักษาอย่างไร จนพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งไม่น้อยที่รักษาหายได้และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ พอแม่ต๊ะเห็นโอกาสนั้นก็พยายามหาข้อมูลสิทธิ์ในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และวันรุ่งขึ้นเขาก็โทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ของ สปสช. จนได้รู้ว่ามีโครงการมะเร็งรักษาได้ทุกที่ หรือ Cancer Anywhere   ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังจากคุยกันในครอบครัว ก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะเลือกไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะใกล้บ้านและเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในด้านการรักษามะเร็งอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังรุนแรงในขณะนั้น ทำให้เราไม่สามารถจะเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลโดยตรงได้ ต้องติดต่อผ่านทางไลน์และโทรศัพท์ จนกระทั่งทางเจ้าหน้าที่ก็ตอบตกลงที่จะรับเราเข้าเป็นผู้ป่วยของทางโรงพยาบาล เพียงแต่เราต้องไปขอ ‘เอกสารส่งตัวผู้ป่วย’ จากทางโรงพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิบัตรทอง 30 บาทก่อน จึงจะเข้ารับการรักษาได้

เจสซี่ : วันที่ไปขอเอกสารส่งตัวที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณหมอเฉพาะทางด้านมะเร็งอยู่ท่านเดียว ทำให้ไปครั้งแรกไม่ได้เจอ ต้องรอคิวในอีก 4 วันถัดมา พอถึงวันนัดคุณหมอก็ดูเอกสารการตรวจต่างๆ และคำแรกที่คุณหมอพูดกับคุณแม่และคุณพ่อในวันนั้น คือ ‘โอ้โห…ทำไมใหญ่’ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำพูดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีและบั่นทอนกำลังใจคนป่วยมาก ก่อนจะตอกย้ำด้วยประโยคว่า ‘รู้ไหมว่าต้องผ่าตัดใส่ถุงทวารเทียมที่หน้าท้องไปตลอดชีวิต รับไหวเหรอ’ คุณแม่ก็ได้แต่ฟังด้วยความอดทน และพยายามจะเข้าใจว่า เธอคงจะเจอกับคนไข้ร้อยพ่อพันแม่ หรือเจอญาติคนไข้ที่พูดจาไม่ดีกับเธอ หรือเจอสถานการณ์บีบคั้นอื่นๆ มาก่อน ทำให้เธอพูดไม่ดีกับเรา 

จากนั้นคุณหมอก็ถามซ้ำๆ ว่า ‘แล้วยังไง…’ คุณแม่ก็บอกคุณหมอไปตามตรงว่า ‘อยากให้คุณหมอช่วยทำใบส่งตัวไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะเราติดต่อไปแล้ว และรอใบส่งตัวจากที่นี่อยู่’ สิ่งที่คุณหมอผู้หญิงท่านนั้นตอบกลับมาก็คือ “ทางเราก็รักษาได้ และไม่รู้นะว่าจะส่งตัวไปรักษาต่อได้ไหม มันขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะเซ็นอนุมัติให้หรือไม่ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องเงิน” คุณแม่ก็อึ้ง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกเชิงขอร้องไปว่า ‘อย่างไร คุณหมอช่วยดูให้หน่อยนะคะ’ จากนั้นคุณหมอก็จะนัดให้กลับมาเจออีกในอีก 8 วันข้างหน้า ไม่ว่าแม่จะขอให้เร่งนัดอย่างไร คุณหมอท่านนั้นก็ได้แต่ตอบส่งๆ กลับมาว่า ‘ไม่รู้’ นั่นทำให้คุณแม่เดินออกมาจากห้องตรวจก่อนจะยืนน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก แต่คุณแม่ก็ไม่ยอมจำนน  

ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจ แน่นอนว่าก่อนจะทำอะไรก็ตาม เราจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง จนกว่าเราจะได้ข้อมูลมาเยอะพอ เช่น ถ้าจะซื้อรถสักคัน เราจะไม่ดูแค่หนึ่งโชว์รูมแน่นอน เช่นกันกับเรื่องสุขภาพของพ่อซึ่งสำคัญกว่าการซื้อรถ เราก็ต้องยิ่งหาข้อมูลให้เยอะและไม่จำเป็นต้องเชื่อคุณหมอท่านใดท่านหนึ่ง ยิ่งเป็นคุณหมอที่พร้อมบั่นทอนกำลังใจในการรักษาก็ยิ่งต้องเปลี่ยนให้ไว บวกกับสภาพเศรษฐกิจในตอนนั้นทำให้ธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ขาขึ้น กำลังทรัพย์จึงมีจำกัด ทำให้เรายิ่งต้องหาข้อมูลเพื่อให้มีทางเลือก เพราะบางครั้งการรักษาที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการรักษาที่แพงที่สุดเสมอไป นี่คือหลักที่ครอบครัวเราใช้ในการผ่านวิกฤติในครั้งนี้มาได้ เจสจึงอยากบอกทุกคนว่า เมื่อเป็นมะเร็งแล้วอย่าเพิ่งหมดหวังเพียงเพราะไม่มีเงิน ในประเทศนี้ยังมีสิทธิให้เราสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีได้ แค่เราต้องหาข้อมูลให้เยอะและอย่าหมดหวังกับแค่คำพูดของใครบางคน วันรุ่งขึ้นคุณแม่ก็โทรหา สปสช. อีกครั้ง และปรึกษาเจ้าหน้าที่ว่า ‘เจอสถานการณ์อย่างนี้ เราควรจัดการต่อไปอย่างไรดี’ ทางเจ้าหน้าที่ก็ย้ำชัดว่า ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเลือกสถานรักษาพยาบาลได้ เพียงต้องใช้เอกสารส่งตัวตามเงื่อนไข Cancer Anywhere คุณแม่จึงโทรกลับไปที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ 30 บาท อีกครั้งและคุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า เราต้องการข้อมูลเลขตรงนี้เพื่อจะรักษาตัวต่อ ทางเจ้าหน้าที่ก็โอนสายให้เราคุยกับแผนกที่ทำหน้าที่ส่งตัวผู้ป่วยของทางโรงพยาบาล หลังจากคุยกันเขาก็ขอให้ส่งเอกสารการรักษาอีก 1 ชุดให้เขา เพื่อความรวดเร็ว คุณแม่ก็รีบวิ่งเอาเอกสารไปให้ในบ่ายวันนั้นเลย อีก 2 วันต่อมา เจ้าหน้าที่ก็โทรให้ไปรับเอกสารส่งตัว จากนั้นเราก็รีบส่งเอกสารนั้นไปที่แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แล้วก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที 

จับมือสู้ไม่ถอย

คุณพ่อสจ๊วต : พ่อพบคุณหมอที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ครั้งแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 และด้วยความที่เป็นผู้ป่วยมะเร็ง 2 ตำแหน่ง คือ ที่ตับและลำไส้ ซึ่งเป็นเชื้อมะเร็งคนละตัวกันและไม่รู้ว่ามะเร็งเกิดที่ใดก่อนกัน ซึ่งนับเป็นเคสที่พบได้น้อย ประกอบกับก้อนมะเร็งตับมีขนาดใหญ่กว่า 16 เซนติเมตร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัดสูง คุณหมอจึงต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ เพื่อให้ทั้งคุณหมอด้านมะเร็งตับ คุณหมอด้านมะเร็งลำไส้ และทีมสหวิชาชีพร่วมประเมิน วินิจฉัย และค้นหาแนวทางการรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 12 กรกฎาคม คุณหมอก็โทรมาแจ้งแนวทางการรักษา โดยจะเริ่มจากการฉายแสงควบคู่กับการรับเคมีบำบัดในส่วนของมะเร็งลำไส้ก่อน 

หลังจากผ่านการรับเคมีบำบัดและฉายแสงมะเร็งลำไส้ไปราว 1 เดือน คุณหมอด้านมะเร็งตับก็เริ่มวางแผนเพื่อการรักษามะเร็งตับ โดยแนะนำการรักษาผ่านเทคโนโลยี Y-90 ซึ่งเป็นการฝังแร่ประเภทหนึ่งที่ใช้อนุภาคเรซินไมโครสเฟียรส์เคลือบสารกัมมันตรังสี Y-90 (Yttrium-90) เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับ โดยรังสี Y-90 จะแผ่รังสีเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ทำให้ก้อนมะเร็งค่อยๆ หดตัวและตายลงในที่สุด แต่การรักษานี้ไม่อยู่ในสิทธิบัตรทอง นั่นทำให้แม่ต๊ะต้องวิ่งหาเงินมารักษา โดยหลังจากจ่ายเงินแล้วทางโรงพยาบาลก็จะสั่งแร่มาจากออสเตรเลีย และนัดคิวผ่าตัดฝังแร่ Y-90 ที่ต้นขา ในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 โดยหลังการผ่าตัดพ่อต้องนอนนิ่งๆ โดยไม่ขยับเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม และหลังออกจากโรงพยาบาลก็ต้องติดตามผลกว่า 6 เดือน ซึ่งปรากฏว่า ก้อนมะเร็งที่ตับยุบไปเพียง 4 เซนติเมตร จากก้อน 16 เซนติเมตร ก็ลดลงมาเหลือ 12 เซนติเมตร 

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น คุณหมอก็ทำการผ่าตัดลำไส้ ซึ่งอยู่ห่างจากทวารเพียง 4.5 เซนติเมตร และเปิดหน้าท้องเพื่อใส่ทวารเทียมไว้ โดยคุณหมอก็ไม่ได้ให้ความหวังว่าจะสามารถดึงลำไส้ให้ต่อกันได้ในภายหลังและปิดหน้าท้องหลังจบการรักษาได้ไหม เนื่องจากใกล้กับทวารมาก และหากทำไม่สำเร็จ ก็หมายความว่า เราต้องใช้ชีวิตกับถุงหน้าท้องหรือทวารเทียมไปตลอดชีวิต หลังผ่าตัดแล้ว คุณหมอก็ให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน และนัดติดตามผลเป็นระยะๆ กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2565 ผลจากการทำ Y-90 ก็ยังคงทำให้ก้อนมะเร็งยุบได้แค่ 4 เซนติเมตร ไม่เล็กไปกว่านั้นอีกแล้ว คุณหมอจึงเปลี่ยนแผนมาใช้ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) เพื่อหวังจะลดขนาดก้อนมะเร็งที่ตับลงอีก โดยทำควบคู่ไปกับ ‘การอุดหลอดเลือดดำ’ (Transarterial Chemo Embolization : TACE) ซึ่งเป็นการรักษามะเร็งตับในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ วิธีนี้จะเป็นการรักษาด้วยการให้ยามุ่งเป้าผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งตับโดยตรง แล้วอุดกั้นหลอดเลือดเพื่อไม่ให้เลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้อร้าย แต่ปรากฏว่าให้ยามุ่งเป้าไปเพียง 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 1 เดือน ผลพบว่า ก้อนมะเร็งตับลดขนาดลงมาเหลือ 9 เซนติเมตร แต่สารอุดกั้นเส้นเลือดดำเกิดหลุดเข้าไปเส้นเลือดอื่นที่ไปเลี้ยงเนื้อดีของตับด้วย เป็นเหตุให้คุณหมอต้องทำการผ่าตัดตับ พร้อมกับตัดต่อหลอดเลือดเพื่อนำเอาสารอุดกั้นออก ซึ่งการตัดต่อหลอดเลือดนั้นเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนมาก ทั้งระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด เพราะหากหลอดเลือดมีอาการบิดตัวหลังการผ่าตัดก็จะเป็นอันตรายมาก ทางคุณหมอจึงส่งตัวให้ไปผ่าตัดที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เนื่องจากมีอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญและมีเครื่องมือรองรับอาการผิดปกตินั้นที่พร้อมกว่า

เจสซี่ : ช่วงเช้าวันที่ 28 กันยายน 2565 เป็นวันผ่าตัดก้อนมะเร็งที่ตับและตัดต่อหลอดเลือดของคุณพ่อ คุณหมอใช้เวลาไปกว่า 15 ชั่วโมง เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าอก หลังจากผ่าตัดเสร็จ คุณหมอก็ออกมาแจ้งคุณแม่ว่า โชคดีที่ไม่ต้องตัดต่อหลอดเลือด เพราะอาจารย์แพทย์หัวหน้าทีมผ่าตัดสามารถเลาะสารอุดกั้นออกจากหลอดเลือดได้ แต่เนื่องจากผู้ป่วยเคยดื่มแอลกอฮอล์และมีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาเป็นประจำมานาน สภาพของตับที่เหลือจึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก สีของตับคล้ำ ไม่เหมือนสภาพตับที่แข็งแรงซึ่งจะมีสีแดง นั่นทำให้ต้องติดตามผลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด 

พอคุณหมอพูดจบ คุณแม่ก็ทำใจแล้วว่า คุณพ่ออาจจะอยู่ได้ไม่นาน ก็พยายามดูแลและทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด หลังจากอยู่โรงพยาบาล 2 สัปดาห์ คุณหมอก็ให้กลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน โดยมอบหมายภารกิจสำคัญให้กลับมาทำด้วย ก็คือการบริหารปอดโดยการเป่ากล่องลูกบอล เนื่องจากการผ่าตัดมีผลทำให้ปอดแฟบและน้ำท่วมปอดได้ง่ายจึงต้องบริหารปอดให้แข็งแรง ระหว่างนั้นทางคุณหมอที่ดูแลมะเร็งลำไส้ก็นัดให้กลับไปรับเคมีบำบัดอีก 5 ครั้ง ซึ่งก็ผ่านมาได้โดยไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ หลังจากนั้น ในช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2566 คุณหมอก็นัดให้เข้ารับการผ่าตัดปิดช่องทวารเทียม ซึ่งตอนนั้นบอกตามตรงว่าทั้งเราและคุณพ่อก็แทบไม่ได้หวังแล้ว ด้วยตำแหน่งลำไส้ที่ผ่าออกนั้นห่างจากทวารเพียง 4.5 เซนติเมตร และคุณหมอก็เคยบอกว่าโอกาสในการผ่าตัดปิดหน้าท้องให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นยากมาก แต่ด้วยความเก่งของทีมแพทย์โรงพยาบาลจุฬากรณ์ก็สามารถทำได้สำเร็จ คืนความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับคุณพ่อได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์  

วัคซีนแห่งชีวิต

คุณพ่อสจ๊วต : หลังการผ่าตัดเก็บลำไส้ ด้วยความที่เราถ่ายของเสียผ่านทางหน้าท้องมาเป็นเวลาปีกว่า ทำให้การกลับมาใช้ทวารปกติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หลังคุณหมอให้กลับบ้านได้เพียงวันเดียว ก็เกิดอาการบวมตั้งแต่ต้นขาจนถึงเท้า ทำให้ต้องกลับเข้ารักษาตัวอีกครั้งในวันที่ 10 มีนาคม 2566 โดยคุณหมอให้ยาขับปัสสาวะ อาการบวมก็เริ่มทุเลาลง และออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 13 มีนาคม 2566 เพื่อกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้จะไม่ต้องกังวลเรื่องถุงหน้าท้องแล้ว แต่ก็ยังมีความกังวลใหม่เกิดขึ้น ก็คือยังไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ โดยคุณหมออธิบายให้ฟังว่า การที่ลำไส้ได้ถูกผ่าตัดต่อนั้น แนวที่ผ่าตัดต่อจะเป็นบริเวณที่ลำไส้ไม่สามารถบีบตัวหรือเคลื่อนไหว เพื่อขับของเสียได้เหมือนเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี ลำไส้จึงจะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น 

หลังจากจบการรักษาไป ยังมีการตรวจพบก้อนที่ตับและลำไส้อีกครั้ง ซึ่งเป็นก้อนเล็กๆ ที่คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดออก ยอมรับว่าตอนนั้นเบื่อที่จะรักษาต่อแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราก็รักษามาทุกรูปแบบ เจ็บตัวมานับครั้งไม่ถ้วน จึงอยากยุติการรักษา แต่ด้วยคำขอร้องของภรรยาและลูกๆ จึงให้ตัดสินใจผ่าตัดอีกครั้งในปี 2567 รวมแล้วการเป็นมะเร็งในครั้งนี้ก็ทำให้ผ่านการผ่าตัดใหญ่ถึง 4 ครั้ง คือ ผ่าตัดตับ 2 ครั้ง และผ่าตัดลำไส้ 2 ครั้ง ยังไม่นับรวมผ่าตัดฝังแร่ที่ต้นขาและผ่าตัดอุดหลอดเลือดดำอีก 1 ครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าโลกคงไม่โหดร้ายกับเราไปตลอด

แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณแม่ต๊ะและลูกๆ ทั้งสองที่เคียงข้างกันมาตลอด แม้บางครั้งพ่อจะมีภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ เพราะการรักษามะเร็งนั้นเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา เจ็บตัวทุกรูปแบบ อีกทั้งยังไม่คุ้นชินกับถุงหน้าท้อง ก็จะมีบ้างที่หงุดหงิด รำคาญ กังวล เหนื่อย ท้อ ฯลฯ แต่แม่ต๊ะและลูกๆ ก็เคยทิ้งไปไหน พยายามเข้าใจและให้กำลังใจพ่อมาตลอด 

เจสซี่ : ที่ครอบครัวผ่านวิกฤตครั้งนี้มาได้ ก็ต้องยกเครดิตให้คุณแม่จริงๆ เพราะคุณแม่เป็นผู้หญิงที่สู้ไม่เคยถอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจ หรือวิกฤติอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะสู้จนถึงที่สุด สู้อย่างเต็มที่ และไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ท่านก็จะไม่เสียใจถ้าได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว

จำได้ว่าหลังจากรู้ว่าคุณพ่อป่วย ท่านเปลี่ยนตัวเองใหม่หมด ทำงานน้อยลง ทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลคุณพ่อ ท่านพยายามทำทุกอย่างเพื่อประคองคุณพ่อให้อยู่ได้อย่างมีคุณภาพที่สุดแม้ว่าจะป่วย ยิ้มให้กันง่ายขึ้น ยอมรับและพยายามเข้าใจในบางอารมณ์ และจากคนที่ไม่เคยทำอาหาร ก็เริ่มจ่ายตลาดเอง เลือกวัตถุดิบเอง และทำอาหารให้คุณพ่อเอง จากเมื่อก่อนทำงาน กลับดึก พอถึงบ้านก็แทบไม่ได้คุยกับใครในบ้านเลย พอคุณพ่อป่วย ท่านก็จะรีบทำงานและกลับบ้านมาหาคุณพ่อส่วนเจสเองก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน ต้องมาเรียนรู้ที่จะดูแลธุรกิจของครอบครัว จากที่ไม่เคยสนใจเลย ซึ่งมาถึงวันนี้ เจสก็ภูมิใจที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวได้ผ่านวิกฤตในครั้งนี้มาได้ และทำให้เรามั่นใจเลยว่า ต่อให้ชีวิตจะเจอเรื่องยากๆ หลังจากนี้ เราก็ไม่กลัวอีกแล้ว เพราะเราเจอเรื่องที่ยากที่สุดมาแล้ว มะเร็งของพ่อเป็นเหมือนวัคซีนของชีวิตเลยก็ว่าได้

โชคดีที่มีครอบครัว

คุณพ่อสจ๊วต : พ่อโชคดีที่มีครอบครัวที่ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แม้ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้แสดงออกถึงความรักกันมากนัก และบางครั้งก็มีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ทุกครั้งที่เราเจอวิกฤต ทุกคนก็จะพร้อมซัปพอร์ตกันและกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเล็กหรือใหญ่ ทุกคนพร้อมสู้ไปด้วยกัน ไม่มีใครทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เราผ่านวิกฤตมาได้ทุกครั้ง รวมถึงการก้าวข้ามมะเร็งในครั้งนี้ด้วย     

เจสซี่ : เรื่องการรักษานั้น ยอมรับว่าเราค่อนข้างโชคดีที่ได้เจอคุณหมอที่ดีและได้รับการรักษาในโรงพยาบาลระดับต้นๆ ของประเทศ ฉะนั้น เรื่องตัวโรคเราจึงไม่ค่อยเป็นห่วงสักเท่าไร จะห่วงก็แต่เรื่องใจ เพราะท่ามกลางการต่อสู้ของทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อที่ต้องสู้ทนกับการรักษา คุณแม่ที่พยายามทำทุกทางเพื่อให้คุณพ่อเข้าสู่การรักษาที่ดีที่สุด ขณะที่เจสเองที่พยายามทำหน้าที่ลูกสาวคนโตที่ดูแลกิจการแทนคุณแม่อย่างสุดกำลัง และน้องสาวที่ทำหน้าที่ของตัวเองไปพร้อมๆ กับเป็นแนวร่วมคอยซัปพอร์ตทุกคนในบ้าน ทุกคนหนักและเหนื่อย ฉะนั้นการสร้างกำลังใจให้กันและกันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในยามวิกฤต

เจสเชื่อว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาก็ดูแลกันไปให้ดีที่สุด จับมือกันไปให้สุดทาง โดยเราต้องเชื่อก่อนว่า ทุกวันที่เรายังมีลมหายใจนั้นคือของขวัญจากเบื้องบน พอมีความเชื่อเช่นนั้นแล้ว เราก็จะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด และเมื่อวันนี้ดีก็ย่อมเป็นรากฐานของอนาคตที่ดีแน่นอน 

ฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่ามะเร็ง ไม่ว่าเราหรือใครในครอบครัวที่เป็นมะเร็ง เราอย่าเพิ่งคิดล่วงหน้าไปไกลว่า ผู้ป่วยมะเร็งจะอยู่ได้แค่ 3-4 ปี แต่ให้มองแค่วันนี้…เราทำดีที่สุดหรือยัง เรามีความสุขที่สุดหรือยัง เราดูแลร่างกายดีที่สุดหรือยัง เราดูแลจิตใจกันดีที่สุดหรือยัง ฯลฯ ถ้าเราทำเมื่อวานดี วันนี้ดี พรุ่งนี้ก็ต้องดีแน่นอน เราต้องอยู่อย่างมีความหวัง ไม่ใช่อยู่แบบทุกข์เศร้า เพราะจิตทุกข์ย่อมนำกายให้ทุกข์ไปด้วย 

โลกในมุมที่เปลี่ยนไป

คุณพ่อสจ๊วต : หลังจากผ่านการรักษามะเร็งมาจนถึงวันนี้ก็กว่า 4 ปีแล้ว บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า การเป็นผู้ป่วยมะเร็งนี้อาจจะโชคดีเสียด้วยซ้ำ เพราะโรคเข้ามาเตือนเราให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต จากเมื่อก่อนที่เราก็อาจจะพลั้งเผลอใช้ชีวิตไปอย่างประมาทบ้าง แต่พอมะเร็งเข้ามา ไม่ใช่แค่พ่อที่เปลี่ยน แต่แม่และลูกๆ เองก็ได้กลับมาทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่การเดินทางท่องเที่ยว พักผ่อน พบเพื่อนฝูง ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับงานเพียงอย่างเดียว  

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาไปไกล และยังไม่หยุดนิ่ง อย่าหมดหวังกับการรักษาเด็ดขาด ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะคิดค้นการรักษาใหม่ๆ หรือยารักษามะเร็งตัวใหม่เกิดขึ้นมาก็ได้ ฉะนั้น อย่าเพิ่งถอดใจ ยอมแพ้ แต่อยู่ให้ได้ อยู่ให้สุข สุขให้มากกว่าเดิมทุกวัน ที่สำคัญตระหนักถึงคุณค่าของครอบครัวและคุณค่าของเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน 

เจสซี่ : ความรักของทุกคนในครอบครัวและความหวังที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้นี่แหละ คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเราทุกคนให้บ้านให้ดำรงอยู่ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนมากนัก เพราะโรคมะเร็งนั้นมีทั้งช่วงที่ง่ายและยากต่อการรักษา ความรักและความหวังคือสิ่งที่เราทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยและผู้ดูแล และมะเร็งของพ่อในครั้งนี้ก็ทำให้เจสเชื่อว่า ความรักความผูกพันของเรานั้นสามารถเอาชนะได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามที่จะเข้ามา ถ้าเราทุกคนในครอบครัวมีความรักและมีความหวัง เราก็พร้อมจะกันสู้ไปด้วยกัน ทุกวันนี้เจสไม่กลัวอะไรอีกแล้ว   

ที่สำคัญกว่านั้น มะเร็งของพ่อในครั้งนี้ยังทำให้เจสกลับมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมา และได้เห็นถึงเดดไลน์ของบางสิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้เราอาจจะคิดว่า นั่นเป็นของตาย หันมาเมื่อไรก็เจอ จนหลงลืมคุณค่าสิ่งนั้นไป พอได้กลับมาทบทวนก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า เราทำดีที่สุดกับสิ่งนั้นแล้วหรือยัง

จากเมื่อก่อนครอบครัวของเราค่อนข้างสื่อสารกันน้อยมาก ต่างคนต่างทำหน้าที่ พอกลับมาถึงบ้านก็ต่างแยกย้ายเข้าห้องใครห้องมัน แทบจะไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันเท่าไร ทุกวันนี้เราก็หันมาคุยกันมากขึ้น ดูแลกันมากขึ้น แม้แต่คุณพ่อเองที่เป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย ไม่ค่อยแสดงออกกับลูกๆ เราก็จะเห็นว่าท่านเริ่มพูดคุยมากขึ้น ปอกผลไม้แช่เย็นไว้รอลูกๆ และอีกหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความรักความห่วงใยจนเราทุกคนในบ้านสัมผัสได้  ด้วยหน้าที่การงานจะทำให้เราไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่ทุกคนได้มาเจอกัน ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน เราจะรู้สึกว่าเวลานี้มีคุณค่ามากเลย และนี่คือสิ่งที่เจสหันกลับมาให้ความสำคัญมากๆ หลังจากที่คุณพ่อเป็นมะเร็ง เพราะเรารู้แล้วว่าเราทุกคนล้วนมีเวลาจำกัดและไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

นพ.นิยม บุญทัน หมอคนสุดท้ายกับภารกิจดีไซน์ลมหายใจที่ปลายทาง

คุณรู้ใช่ไหม คนเราเกิดมาต้องตาย
คุณเคยคิดถึงความตายของตัวเองบ้างหรือเปล่า
ถ้าวันหนึ่งคุณเจ็บป่วยหนัก คุณอยากใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างไร
….

หนึ่งในหลายๆ คำถามชวนให้คิดและทบทวนอีกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตจาก นพ.นิยม บุญทัน เจ้าของเพจ หมอคนสุดท้าย แพทย์ประจำศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวัย 33 ปี คุณหมออุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงาน Palliative care หรือการดูแลแบบประคับประคองในกลุ่มผู้ป่วยระยะท้ายให้มีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย รวมถึงอยู่เคียงข้างผู้ป่วยและครอบครัวจนลมหายใจสุดท้ายมาถึง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีสิทธิ์ตายดี  

“โดยมุมมองส่วนตัวนั้น หมอมองว่าความตายเป็นมิติหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ความตายเป็นเรื่องของคนทุกคน เราทุกคนเกิดมามีปลายทางเดียวกัน และแน่นอนว่าในช่วงเวลาสุดท้ายปลายทางของทุกคน คงไม่มีใครอยากจากไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ในเมื่อตอนเราเกิดมายังมีสูติแพทย์ที่มาช่วยทำคลอด รวมถึงมีแพทย์ที่เข้ามาดูแลความเจ็บป่วยต่างๆ ตลอดเส้นทางชีวิต ฉะนั้นในช่วงเวลาเจ็บป่วยระยะสุดท้ายก็ควรมีบุคลากรทางการแพทย์หรือใครสักคนที่เข้ามาให้การดูแลตรงนี้เช่นกัน เพื่อให้การจากไปอย่างสมบูรณ์หรือจะเรียกง่ายๆ เพื่อการตายดี หรือ Good Death นั่นเอง ตรงนี้เป็นบทบาทสำคัญของทีม Palliative care ที่จะเข้ามาดูแลในอีกช่วงเวลาสำคัญหนึ่งของชีวิต”

สู่เส้นทางหมอคนสุดท้าย 

“คงต้องบอกว่า ‘หมอ’ ไม่ใช่อาชีพที่ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก แต่เหมือนจับพลัดจับผลูมาเป็นหมอมากกว่า เพราะในสมัยมัธยมเชื่อว่าเด็กหลายๆ คนก็คงไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร หมอก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังค้นหาตัวตนไปเรื่อยๆ กระทั่งช่วงศึกษาอยู่ชั้น ม.6 ทางโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตกำลังเปิดรับสมัครนักเรียนทุน ซึ่งหากสอบผ่านก็จะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจนจบการศึกษา โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อจบแล้วจะต้องกลับไปทำงานในภูมิลำเนาหรือเขตที่ตนสมัคร หมอก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดี หากเราจะได้ทุนการศึกษาโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินคุณพ่อคุณแม่ และมีงานรอเราอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเดินเตะฝุ่นหางานหลังเรียนจบ

“ด้วยความที่หมอเป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นชาวนาอยู่ที่สุรินทร์ แม้พวกท่านจะสนับสนุนให้เราเรียนเต็มที่และไม่ได้คาดหวังอะไรกับเราก็ตาม แต่ตัวเราเองจะซึมซับรับรู้มาตลอดว่า คุณพ่อและคุณแม่ค่อนข้างลำบาก เราจึงตั้งใจเรียนมาตลอด โดยไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นจะทำอาชีพอะไร รู้แค่ว่าการศึกษาจะทำให้เราและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงเป็นเหตุให้หมอสมัครเข้าร่วมโครงการและได้เป็นนักเรียนแพทย์ ODOD ในที่สุด

“หลังจากสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปี 2559 หมอก็กลับมาใช้ทุนเป็น แพทย์เพิ่มพูนทักษะ อยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ 1 ปี ก่อนจะศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้าน ‘เวชศาสตร์ครอบครัว’ ซึ่งต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย โดยตอนนั้นย้ายมาอยู่ที่ ‘โรงพยาบาลปราสาท’ เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอในจังหวัดสุรินทร์ กระทั่งสองปีให้หลังนี้ หมอตัดสินใจย้ายมาเป็นแพทย์ประจำศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อทำงาน ‘ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย’ แบบฟูลไทม์” 

จุดไฟ ‘อินฟลูฯ’ ในชุดกาวน์

“ระหว่างที่ศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้าน ‘เวชศาสตร์ครอบครัว’ สิ่งที่หมอสนใจและชอบที่สุดก็คือ การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง หรือ Palliative care ซึ่งเป็นพาร์ตหนึ่งของงานเวชศาสตร์ครอบครัว ช่วงนั้นมีโอกาสได้ดูแลคนไข้ในระยะท้ายและมีเรื่องราวความประทับใจมากมาย บางเรื่องเราก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่าน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผ่านบทความบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอยู่โพสต์หนึ่งซึ่งเป็นเรื่อง ‘ยายอยากกลับบ้าน…แด่ลมหายใจสุดท้ายที่งดงาม’ เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 จู่ๆ ก็มีคนเข้ามามาอ่าน กดไลต์ กดแชร์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก น่าจะมาจากทุกคนต่างมีประสบการณ์การสูญเสีย ไม่ว่าจะสูญเสียคนในครอบครัว คนรัก คนรู้จัก ฯลฯ มิตินี้เป็นมิติหนึ่งที่อยู่กับชีวิตของเราทุกคน นั่นทำให้คนที่ผ่านมาอ่านเกิดความยึดโยงกับประสบการณ์เดิม รวมถึงอาจจะมีความรู้สึกร่วมในฐานะคนที่ดูแลคนไข้ ซึ่งหลายครั้งเราอาจจะดูแลคนไข้จนไม่มีเวลาทบทวนหรือใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ไม่มีโอกาสได้รับรู้หรือสัมผัสกับความรู้สึกทุกข์ยากหรือความเจ็บปวดในใจ ฯลฯ พอหมอนำเรื่องเหล่านี้มาถ่ายทอด คนอ่านก็คงเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ 

“หลังจากนั้นมาไม่ว่าจะเขียนบทความอะไรก็ตาม มักจะมีคนเข้ามาอ่านและแชร์กันจนเพื่อนหลายๆ คนเชียร์ให้เปิดเพจ แต่ด้วยความที่หมอเป็นคนไม่สนใจโซเชียล และมีความกังวลลึกๆ ถ้าเราทำจะดีหรือเปล่า จึงได้แต่คิดแล้ว คิดอีก จนวันหนึ่งก็มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนสนิทซึ่งเป็นคุณหมอหัวใจเด็ก เขาได้พูดให้ข้อคิดว่า ถ้าคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ แม้เพียงคนเดียวก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ประโยคนั้นจุดประกายให้เราคิดได้ว่า เอ้อ…ทำไมเราต้องคาดหวังว่าจะได้การตอบรับมากน้อยแค่ไหน แค่มีใครสักคนผ่านมาอ่านและได้เรียนรู้หรือได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราแชร์หรือถ่ายทอดออกไป ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วนี่นา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอตัดสินใจเปิดเพจชื่อ ‘คุณหมอคนสุดท้าย’ ในเดือนพฤศจิกายน 2562

“เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้ก็เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า หมอประคับประคอง หรือ หมอ Palliative care นั้นเป็นคนสุดท้ายที่จะได้ดูแลคนไข้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จึงเป็นที่มาค่อนข้างตรงตัวก็คือ หมอคนสุดท้ายที่ได้ดูแลรักษาคนไข้และอยู่เคียงข้างเขาจนวันสุดท้ายมาถึง โดยภาษาอังกฤษหมอเลือกใช้คำว่า The last doctor และนับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เกือบ 6 ปีมาแล้ว เจตนารมณ์ของหมอก็ยังเหมือนเดิม คือ ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อญาติ ต่อผู้ป่วยระยะท้าย โดยคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะมาจาก ‘ความอยากเล่า’ เป็นอันดับแรก คือ อยากเล่า…เล่าเลย

“ส่วนใหญ่เวลาที่หมออยู่กับคนไข้หรือครอบครัวคนไข้นั้น เราไม่ได้รับรู้แค่อาการของคนไข้ แต่หมอยังได้สัมผัสถึงเรื่องราวที่หลากหลาย แน่นอนว่าหลายครั้งก็มีบางอย่างที่กระแทกใจเรา และอีกไม่น้อยที่รู้สึกว่า ตัวหมอเองก็ได้บทเรียนและได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคนไข้และครอบครัวคนไข้ จนอยากนำไปถ่ายทอดเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่นต่อไป ซึ่งทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกทำนองนี้ สิ่งแรกที่หมอทำก็คือ ขออนุญาตคนไข้หรือครอบครัวเพื่อนำเรื่องราวนี้ไปถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้อื่นและคนในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะยินดีที่จะให้เรานำไปถ่ายทอด เพียงแต่เราเองที่จะบอกเขาว่า ขอปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความลับหรือการเข้าถึงตัวตนของคนไข้และครอบครัว เพราะในฐานะหมอก็ยังมองว่า ความลับของคนไข้และครอบครัวยังเป็นเรื่องสำคัญเสมอ

“นอกจากเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แล้ว 2-3 ปีให้หลังมานี้ เนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การเป็น ‘กระบอกเสียง’ ให้กับสังคม กระทั่งขับเคลื่อนงานดูแลประคับประคอง (Palliative care) ในระดับนโยบายต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิการรักษาการดูแลประคับประคองของตัวเอง ซึ่งจะสอดแทรกอยู่ในหลายๆ บทความ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนและสังคมตื่นตัว รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการดูแลประคับประคองมากขึ้น โดยเนื้อหาทั้งหมดในเพจจะมีผู้ดูแลคนเดียว คือ ตัวหมอเอง ทำให้บางช่วงเพจอาจจะเงียบไปบ้าง เหตุผลเดียวก็คือภาระงานที่ค่อนข้างยุ่ง แต่เมื่อมีโอกาสก็จะกลับมาถ่ายทอด เพราะหมอเชื่อว่าหลายๆ เนื้อหาในเพจก็ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าเรื่องราว แต่ยังมีบทบาทมากกว่านั้น เช่น เคสคุณยายที่พาลูกชายมารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งหมอเขียนเล่าถึง ความเจ็บปวดของแม่คนหนึ่งที่รู้ว่ากำลังจะสูญเสียลูกชายไป มากไปกว่านั้นคือ ความยากลำบากของหญิงชราที่ต้องมานอนเฝ้าลูกชายที่โรงพยาบาล หลังจากคอนเทนต์นี้ถูกเผยแพร่ไปก็มีผู้ติดตามจำนวนมากทักเข้ามา ทั้งให้กำลังใจ สอบถามรายละเอียด กระทั่งยื่นความประสงค์จะบริจาคช่วยเหลือคุณยาย รวมถึงผู้ป่วยยากไร้คนอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นทางศูนย์การุณรักษ์จัดตั้ง ‘มูลนิธิการุณรักษ์’ ขึ้น หมอจึงทำหน้าที่สะพานเชื่อมให้ผู้ที่ต้องการบริจาคเข้ามาร่วมทำบุญกับทางมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือคนไข้ยากไร้ ซึ่งถือว่าเรื่องราวของคุณยายก็เป็นการต่อโอกาสให้กับคนไข้อีกมากมาย ในขณะที่คุณยายเองก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ไปด้วย”

ประคับประคองในเมืองไทย

“ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) คือ มิติการดูแลสุขภาพอีกมิติหนึ่งที่เป็นการดูแลผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต หรือเป็นโรคที่เขารับรู้ได้ว่าระยะเวลาของเขามีจำกัด ซึ่งการดูแลนี้จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการดูแลคุณภาพชีวิตของคนไข้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด โดยจะต้องเป็นการดูแลรักษา ป้องกัน รวมถึงการบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงไม่ได้ดูแลเฉพาะแค่ ‘ตัวคนไข้’ แต่เป็นการดูแลไปถึง ‘ครอบครัว’ ของคนไข้ด้วย

“หากเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน วันนี้ Palliative care ในประเทศไทยเดินทางมาไกลพอสมควร ปัจจุบันเรามีคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเรื่อง Palliative care มากขึ้น ขณะที่ในภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Peaceful Death หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ฯลฯ ก็มีการผลักดันนโยบายต่างๆ รวมถึงมีระบบให้บริการต่างๆ ในแต่ละโรงพยาบาลดีขึ้น รวมถึงในภาคประชาชนเองก็รับรู้และเข้าใจสิทธิ์การเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองกันมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าก็ยังมีอีก ‘หลายจุด’ ที่ต้องขับเคลื่อนและพัฒนากันต่อไป เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองอย่างเท่าเทียม 

ส่วนแรก ก็คงเป็นเรื่องของความรู้และความเข้าใจของประชาชนในการเข้าถึงระบบการบริการหรือการดูแล Palliative care ส่วนที่ 2 ก็คือ ในส่วนของความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงองค์ความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในหลายๆ ส่วน ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในระบบการศึกษาของบุคลากรทางการแพทย์

ส่วนที่ 3 ก็คือ ในระดับนโยบายระดับประเทศ อยากให้ผู้บริหารในในระดับประเทศสนับสนุนสิทธิการรักษาและดูแลแบบประคับประคองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการในการรักษา รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง”

ก่อนจะขอยุติลมหายใจ

“การุณยฆาตเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันมากขึ้นในสังคมไทย ขณะที่ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศมีการเรียกร้องให้ออกกฎหมายการุณยฆาต ซึ่งบางประเทศผ่านเป็นกฎหมายแล้วก็มี เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาในบางรัฐ ฯลฯ และหากสังเกตกันดีๆ ประเทศที่มีกฎหมายการุณยฆาตนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีระบบการดูแล Palliative care ที่ดี กล่าวคือ ก่อนที่คนไข้จะเข้าสู่การการุณยฆาตนั้น พวกเขาได้รับการดูแลประคับประคองและจัดการความไม่สุขสบาย ความทุกข์ทรมานทั้งกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณอย่างเต็มที่แล้ว แต่คนไข้ก็ยังเลือกในแนวทางนั้น

“สำหรับประเทศไทยนั้น หมอจึงมองว่า ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องการุณยฆาต จุดสำคัญที่เราต้องมาทบทวนกันก็คือ เราจะสามารถพัฒนาระบบการดูแลประคับประคองในประเทศนี้ให้ดี และประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมอย่างไรก่อน นี่คือด่านแรกที่สำคัญ และเมื่อถึงเวลานั้นการการุณยฆาตอาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนไข้หลายๆ คนก็ได้ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว คนไข้ของเราหลายคนที่เผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนถามหมอว่า ‘ขอให้การุณยฆาตได้ไหม’ หรือ ‘ขอให้ทำให้เขาจบชีวิตไปเลยได้ไหม’ แต่พอทีมประคับประคองเข้าไปดูแล จัดการ อาการปวด อาการเหนื่อย หรืออาการที่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน จนทุกอย่างดีขึ้น และเราเข้าไปพูดคุยเพื่อประเมินเรื่องสภาวะจิตใจของเขา เราก็พบว่า จริงๆ แล้วคนไข้ไม่ได้อยากตาย ไม่ได้อยากได้รับการุณยฆาต นั่นแสดงว่าเมื่อทุกคนได้รับการดูแลที่ดีและรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า มีความหมาย ก็มักจะเปลี่ยนความคิดที่อยากจากโลกนี้ไป นี่เป็นบทบาทสำคัญของทีมประคับประคองที่จะเข้าไปช่วยคนไข้”  

ความหวังระยะท้าย

“ทุกวันนี้คนไข้ส่วนใหญ่หรือแม้แต่ประชาชน รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่า การที่คนไข้มาถึงจุดที่ต้องดูแลแบบประคับประคองนั้น เป็นคนไข้ที่หมดหวังหรือสิ้นหวังกับการรักษาแล้ว รักษาต่อไม่ได้แล้ว แต่ความจริงแล้ว ในปัจจุบันนี้การดูแลแบบประคับประคองนั้นสามารถเดินควบคู่ไปกับการรักษาหลักได้  ยกตัวอย่าง คนไข้ที่ให้เคมีบำบัดหรือฟอกไต หรือในกลุ่มคนไข้ที่เจ็บป่วยในโรคเรื้อรังหรือรักษาไม่หาย ทีมประคับประคองสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสหสาขาวิชาชีพเพื่อดูแลควบคู่ไปกับคุณหมอเจ้าของไข้ได้ และเมื่อตัวโรคดำเนินแย่ลงในอนาคต จนการรักษาหลักเริ่มไปต่อไม่ได้ หรือต้องยุติการรักษาหลักลง บทบาทของทีมประคับประคองก็จะเริ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไข้อยู่ในระยะท้ายหรือใกล้เสียชีวิตเท่านั้น จึงจะมาเจอกับทีมประคับประคอง

“ความเข้าใจผิดตรงนี้ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่เมื่อต้องมาถึงมือทีมประคับประคอง เขามักจะรู้สึกหมดหวัง สิ้นหวังกับการรักษาแล้ว กลายเป็นงานที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการสร้างความหวังใหม่ขึ้นมา โดยหมอมักจะพูดกับคนไข้เสมอว่า ถึงแม้ว่าตัวโรคของเขาจะไม่สามารถรักษาต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการรักษาจะสิ้นสุดลง เพราะยังมี ‘ทีมประคับประคอง’ ที่จะยังดูแลรักษาอยู่ เพียงแต่เราจะเปลี่ยนเป้าหมาย จากเดิมที่เรามุ่งเน้นไปจัดการตัวโรคมาเป็นการที่จะดูแลอย่างไรให้เขาอยู่อย่างสุขสบาย ทั้งกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ และอยู่อย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด รวมถึงอยู่อย่างไรให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีความหมายมากที่สุด นี่คือมิติการดูแลรักษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การรักษาตัวโรค ฉะนั้น คนไข้ทุกคนที่มาถึงมือทีมประคับประคองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เขายังมีทีมหมอ ทีมพยาบาล ทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีในขณะที่ยังมีลมหายใจ ถึงแม้ตัวโรคจะรักษาไม่หายก็ตาม 

“ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหลืออยู่ ของคนไข้ที่ถูกส่งตัวมาหาทีมประคับประคองนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของคุณหมอเจ้าของไข้แต่ละท่าน หากเป็นคุณหมอที่เข้าใจการดูแลแบบประคับประคองว่า ไม่ใช่แค่รอใกล้เสียชีวิต หรือทำอะไรไม่ได้แล้วจึงส่งเข้ามา คุณหมอก็จะส่งคนไข้เข้ามาตั้งแต่ช่วงการรักษาในระยะแรกๆ ซึ่งก็มีคนไข้ที่มีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ 6 เดือน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง หรือหลายๆ คนถึงปัจจุบันกว่า 2 ปีแล้ว ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติก็มี แต่ในกรณีคุณหมอเจ้าของไข้เข้าใจผิดว่า การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต คุณหมอก็จะส่งมาในช่วงการรักษาท้ายจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนไข้ก็จะอยู่กับเราเพียงหลักสัปดาห์ หลักวัน หรือบางรายก็เป็นหลักชั่วโมง

“นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์ควรมีความเข้าใจต่อ Palliative care อย่างแท้จริง เพราะจะช่วยให้คนไข้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพกับทีมประคับประคองได้ยาวนานขึ้น ทั้งในแง่ของการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในการประคับประคองจิตใจคนไข้กับครอบครัว รวมถึงการจัดการอาการที่ไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องมาดูแลกันแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือวันต่อวันเท่านั้น ทำให้คนไข้และครอบครัวสูญเสียโอกาสหลายๆ อย่างในการดูแลกันและกันไป”

เมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง 

“หมอคิดว่าความตายนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน ดังนั้น การเตรียมตัวตายก็เป็นเรื่องของทุกคนเช่นกัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรอว่า เราต้องเจ็บป่วยระยะท้าย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายแล้ว ค่อยมาตัดสินใจหรือคิดเรื่องนี้ แต่เราทุกคนสามารถวางแผนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ได้ตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้ หรือเดี๋ยวนี้เลย สิ่งนี้เรียกว่า การวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) เราทุกคนสามารถเตรียมตัว วางแผน และพูดคุยสื่อสารกับคนที่รักหรือคนในครอบครัวได้เลยตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงดี และสามารถตัดสินใจเองได้ 

“เพราะการวางแผนดูแลล่วงหน้านั้น ไม่ใช่แค่เรื่อง…จะใส่ท่อช่วยหายใจไหม จะปั๊มหัวใจไหม หรือจะเจาะคอไหม ฯลฯ หากในอนาคตเราเจ็บป่วยวิกฤต จุดนั้นเป็นจุดเล็กๆ เกี่ยวกับหัถตการพยุงชีพเท่านั้น แต่การวางแผนดูแลล่วงหน้ายังทำให้เรามีโอกาสได้มาคิดทบทวน ใคร่ครวญคุณค่า ความต้องการ และสิ่งต่างๆ ในชีวิต รวมถึงคุณภาพชีวิต หรือชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในรูปแบบของเราเอง ฯลฯ ซึ่งหากทุกคนสามารถวางแผนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้คนในครอบครัว คนที่เรารัก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเรานั้นได้รับรู้ความต้องการที่แท้จริงของเรา ตรงกันข้ามหากเราไม่วางแผนไว้ เมื่อวันหนึ่งที่เราไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร หรือไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว แน่นอนว่าย่อมสร้างความยากลำบากให้แก่คนในครอบครัว หรือคนที่อยู่ข้างหลังต้องมาคิดหรือตัดสินใจแทนเรา”

ความหวังดีที่อาจทำร้ายกัน

“ปัจจุบันนี้จะมีคำคำหนึ่งที่เราคงได้ยินกันบ่อยๆ คือ Acute กตัญญู Syndrome หรือแปลเป็นไทยว่า ภาวะกตัญญูเฉียบพลัน ซึ่งอธิบายกลุ่มอาการของญาติที่อยู่ห่างไกลหรือไม่เคยได้มาดูแล ‘ผู้ป่วยสูงอายุ’ ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะท้าย และขอร้องให้แพทย์ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่หรือยื้อชีวิตให้ได้นานที่สุด แม้ผู้ป่วยจะต้องนอนติดเตียงหรือไม่รับรู้อะไรแล้วก็ตาม  

“หมอคิดว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกขับเคลื่อนจากความรัก ความหวังดี หรือหลายๆ ครั้งก็อาจจะมาจากความรู้สึกผิด รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกรับกับการสูญเสียไม่ได้ ฯลฯ พวกเขาจึงพยายามทำสิ่งที่คิดว่า ดีที่สุดสำหรับคนที่เขารัก โดยส่วนตัวหมอคิดว่า การที่เราจะตัดสินว่า เขาเป็น Acute กตัญญู Syndrome อาจจะไม่แฟร์กับหลายคนหรือหลายๆ ครอบครัว เพราะสิ่งที่พวกเขาทำก็มาจากพื้นฐานของความรักและความหวังดี 

“ฉะนั้น เวลาที่หมอเจอสถานการณ์อย่างนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องพูดคุยและทำความเข้าใจ เพื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาคืออะไร ถ้าเป็นความรู้สึกผิด เราก็ต้องพยายามที่จะคลาย ความรู้สึกผิดนั้นให้เขา หรือถ้าเป็นความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เราก็ต้องพยายามที่จะเข้าไปดูแลประคับประคองจิตใจตรงนั้น เพื่อที่จะช่วยให้เขาได้ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนั้น

“ทุกวันนี้ หมอมักจะชวนหลายๆ คน รวมถึงตัวเองตั้งคำถามว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาต้องจากเราไป เรามีอะไรที่เรารู้สึกเสียดายหรือยังไม่ได้ทำหรือเปล่า หมอคิดว่า การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องกลับมาตั้งคำถามหรือเกิดความรู้สึกผิด หรือพยายามที่จะยื้อชีวิต เพื่อทำให้เราเกิดความสบายใจ

“ถ้าวันนี้เราได้ดูแลเขาดีที่สุดแล้วก็จะไม่รู้สึกผิด แต่คำว่า ดูแลดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่า เราต้องมาอยู่กับเขาตลอดเวลา เพราะในปัจจุบันนี้ทุกคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง บางคนต้องไปทำงานไกลๆ ไม่ได้อยู่ดูแลท่าน แต่ก็ส่งเงินมาจุนเจือให้ครอบครัวหรือพ่อแม่ หมอคิดว่านั่นเป็นบริบทหนึ่งในการดูแล ฉะนั้น คำว่า ดีที่สุด เราคงหาจุดที่เป็นคำตอบของคำว่า ดีที่สุด ไม่ได้ แต่ขอแค่เราดูแลกันอย่างเต็มที่ เต็มกำลังเท่านั้น…ก็คงเพียงพอ”

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

ฐิตารีย์ มโนสิทธิศักดิ์ ว่าด้วยเรื่องชีวิต ความคิด และความกลัว

คุณกลัวอะไรที่สุดในชีวิต?

เชื่อว่าภายใต้ความหลากหลายของคำตอบนั้น ล้วนมี ‘ความไม่รู้’ เป็นต้นตออยู่แทบทั้งสิ้น นั่นอาจจะพูดได้ว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นนั้นก็คือปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ที่มีต่อความไม่รู้ ซึ่งข้อดีของความกลัวก็คือช่วยกระตุ้นให้เราทุกคนรู้จักระแวดระวังตัว ไม่ประมาท กระทั่งหาวิธีป้องกันไว้ก่อน แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับระดับความกลัวของแต่ละคน เพราะหากความกลัวมากเกินไปจนไร้ซึ่งสติ ความกลัวนั้นย่อมไม่มีผลดีใดๆ เลย ตรงกันข้ามอาจจะนำผลร้ายมาสู่ตัวเราได้ เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีความกลัวเลย–ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนกล้าหาญ แต่อาจจะเป็นแค่ ‘คนประมาท’ คนหนึ่ง และเมื่อเกิดภัยใดๆ ขึ้นก็อาจจะไม่สามารถปกป้องหรือเอาตัวรอดได้ ฉะนั้น อย่าเขินอายที่จะ ‘กลัว’ เพราะความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา แค่ยอมรับและเอาชนะความกลัวนั้นซะ ซึ่งอาวุธเดียวที่จะเอาชนะความกลัวได้ก็คือ ความรู้เท่าทัน 

กุ้ง-ฐิตารีย์ มโนสิทธิศักดิ์ คุณแม่วัย 50 กะรัตของลูกสาวสามคน พร้อมพ่วงตำแหน่งคุณยายหน้าใสของหลานสาวตัวน้อยอีกสอง อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด HER2 positive ระยะ 3 ที่เคยกลัวมะเร็งมาตั้งแต่จำความได้ แต่เมื่อเธอมาอยู่ในสถานะผู้ป่วยมะเร็ง เธอกลับได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเป็นมะเร็งนั้น ไม่ใช่ตัวโรคหรือผลข้างเคียงจากการรักษา แต่เป็น ‘ความกลัว’ ของตัวผู้ป่วยเองต่างหาก นั่นเองเป็นที่มาที่ทำให้หลังจบการรักษา เธอตัดสินใจอุทิศแรงกาย แรงใจ และเวลาส่วนหนึ่งในชีวิตเป็น ‘จิตอาสา’ เพื่อช่วยเหลือและส่งต่อพลังบวกไปยังผู้ป่วยมะเร็งเท่าที่กำลังจะมี

“ทัศนคติที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เพราะเราเชื่อว่าผู้ป่วยเกือบทุกคน พอรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ไม่มีใครไม่กลัว ลึกๆ ทุกคนก็กลัวกันทั้งนั้น เพียงแต่ความกลัวจะอยู่กับเราสั้นหรือยาว ก็ขึ้นอยู่ที่สติของแต่ละคน ถ้าตั้งสติได้เร็ว เดินหน้ารักษาตัวต่อได้ไว แน่นอนว่าก็จะดีกับตัวผู้ป่วยเอง เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เคยกลัว แต่ไม่ใช่ความกลัวตาย เป็นความกลัวการทรมานจากการรักษามากกว่า เนื่องจากเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเท่าที่ควร และจากประสบการณ์ที่เคยเห็น ‘คุณป้า’ ที่เลี้ยงเรามาป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม ระหว่างการรักษา เรารับรู้ได้ว่าท่านทรมานมาก ทั้งต้องตัดเต้านมทิ้ง พอให้คีโม ผมของท่านก็ร่วง มีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน กินอะไรไม่ได้ กระทั่งฉายแสง ผิวหนังก็เกิดอาการไหม้ หลุดลอก และไม่นานท่านก็จากไป นั่นกลายเป็นความเชื่อฝังหัวมาตลอดว่า ถ้าใครเป็นมะเร็ง…ต้องตายแน่นอน ซึ่งทั้งหมดเป็นความกลัวที่มาจากความไม่รู้” 

บทเรียนราคาแพง

“ย้อนหลังกลับไปตอนอายุ 26 ปี ตอนนั้นเราตรวจพบเนื้องอกในมดลูก เป็นเหตุให้ต้องผ่าตัดมดลูกทิ้ง ก่อนจะตรวจติดตาม ‘เต้านม’ และ ‘รังไข่’ เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี ไม่เคยขาดมากว่า 22 ปี จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม ปี 2565 เรามีอาการเจ็บที่บริเวณใต้รักแร้ แต่ตอนนั้นคิดไปเองว่า น่าจะมาจากการดูแลคุณแม่สามีที่ป่วยติดเตียง เพราะเราต้องคอยพลิกตัวท่านไปมาเป็นประจำ จึงไม่ได้เอะใจอะไร บวกกับเราเพิ่งผ่านการตรวจเต้านมกับคุณหมอสูติฯ ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรงได้ แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปไม่นาน รักแร้เริ่มบวมขึ้น จึงตัดสินใจไปหาคุณหมอสูติฯ ที่ตรวจภายในและเต้านมให้ประจำ 

“พอคุณหมอตรวจคลำหน้าอกดู แต่ไม่เจออะไรผิดปกติ จึงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นอาการต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้อักเสบ และคุณหมอก็นัดติดตามผลอีกครั้งในเดือนสิงหาคม แต่ด้วยความกังวลใจ เราจึงขอนัดหมายตรวจเต้านมกับคุณหมอเฉพาะทางที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ก็คือโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งได้คิวเร็วสุดคือ 1 กันยายน 2565 หรืออีก 3 เดือนถัดมา 

“พอถึงวันนัด คุณหมอก็ส่งให้ไปแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ ตอนนั้นเริ่มรู้แล้วว่า น่าจะมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เพราะคุณหมออัลตราซาวนด์ที่ใต้รักแร้นานเป็นพิเศษ หลังจากตรวจเสร็จ 1 ชั่วโมง คุณหมอก็เรียกฟังผล โดยบอกสั้นๆ ว่า พบก้อนที่เต้านมและใต้รักแร้ จากนั้นก็แนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ  

“ด้วยความที่เราเคยมีประวัติเป็นเนื้องอกมาก่อน ทำให้ประกันสุขภาพในตอนนั้นไม่ครอบคลุมค่ารักษา ‘เนื้องอก’ จึงปรึกษาคุณหมอขอไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ฝั่งรัฐบาล เพื่อประหยัดค่ารักษาพยาบาล ซึ่งคุณหมอก็ใจดีมาก ส่งตัวและนัดคิวให้เจาะชิ้นเนื้อภายในสัปดาห์นั้นเสร็จสรรพ

“หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็นัดให้มารับผลการตรวจซึ่งเป็นเอกสาร ก่อนจะถึงวันนัดฟังผลกับคุณหมออีกครั้ง หลังจากได้เอกสารมา พอเราเห็นค่า BIRAD 5 ก็ค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทำให้พอรู้แล้วว่าตัวเองคงเป็นมะเร็งแน่นอน กระทั่งถึงวันที่คุณหมอนัด ผลก็เป็นไปตามคาด คือเราเป็นมะเร็งเต้านม ระยะ 3 แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ที่สำคัญยังเป็นมะเร็งพันธุ์ดุ ชนิด HER2 positive แบบไม่มีตัวรับฮอร์โมน

“ตอนนั้นเกิดคำถามขึ้นมาว่า ตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมได้อย่างไร เพราะตลอดกว่า 22 ปี เราตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านม รวมถึงตรวจภายใน เราไปตามนัดไม่เคยขาด หากเป็นมะเร็ง ทำไมไม่พบในระยะต้นๆ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ไปหาหมอเฉพาะทางด้านเต้านม แต่เป็นการให้คุณหมออ่านผลจากการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เท่านั้น จึงอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ไม่พบความผิดปกติใดๆ และด้วยความดุของมะเร็งชนิด HER2 ทำให้ทุกอย่างลุกลามไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงช่วงระหว่างปีของการรอตรวจ”

หาความรู้สู้ความกลัว

“หลังออกจากห้องคุณหมอในวันนั้น เราก็โทรบอกลูกสาวและสามีทันที จำได้ว่าลูกๆ ต่างตกใจและร้องไห้กันใหญ่ ส่วนสามีก็พยายามบอกเราว่า ไม่เป็นไร เป็น…ก็รักษาไป ไม่ต้องกลัวนะ แต่ลึกๆ ก็คิดว่าเขาน่าจะเครียดอยู่พอสมควร หลังกลับถึงบ้าน ลูกสาวทั้งสามคนก็มารวมตัวแล้วช่วยกันเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็ง โดยเข้าเพจและกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวกับมะเร็ง ทำให้เราได้รู้จักกับ Art for Cancer เป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจในโรคมะเร็งมากขึ้น ยิ่งเรามีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น ความกลัวก็ยิ่งน้อยลง นั่นเองที่ทำให้สติเริ่มกลับมาและพร้อมรับมือกับโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี 

“ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะนอกจากกำลังใจทั้งจากครอบครัวและคนที่รักมอบให้อย่างมหาศาลแล้ว เรายังรู้สึกว่า เรายังมีโอกาสที่ดีในการรักษา ได้เจอคุณหมอที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอศัลยกรรม คุณหมอคีโม คุณหมอฉายแสง ฯลฯ แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐ แต่การรักษาทุกอย่างดำเนินไปค่อนข้างรวดเร็ว เพราะพอรู้ผลว่าเป็นมะเร็งในวันที่ 1 กันยายน 2565 แล้ว เราก็เริ่มให้คีโม 4 เข็ม พร้อมยามุ่งเป้า 4 เข็ม ในเดือนตุลาคม 2565 และโชคดีมากที่สุดตรงที่มะเร็งตอบสนองกับยา หลังให้คีโมครบ 4 เข็ม ก้อนก็หายไปจนหมด จากเดิมที่คุณหมอขอผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองเต้า ก็เปลี่ยนแผนมาเป็น ‘การผ่าตัดแบบสงวนเต้า’ และเลาะต่อมน้ำเหลืองออกไป 7 ต่อมเท่านั้นในเดือนมกราคม 2566 

“หลังผ่าตัดแล้ว พักฟื้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็เข้าสู่การให้คีโมต่ออีก 4 เข็ม พร้อมด้วยยามุ่งเป้าต่อเนื่องอีก 14 เข็ม ก่อนจะฉายแสงอีก 33 แสง เรียกได้ว่าเต็มแมกซ์ทุกขั้นตอน รวมระยะเวลารักษาตัวไปกว่า 1 ปีครึ่ง โดยจบการรักษาไปเมื่อเดือนมีนาคม 2567 แต่กว่าจะจบได้ ก็เกือบแย่เหมือนกัน” 

ระหว่างทางการรักษา

“ด้วยความที่เรารู้อยู่แล้วว่า กระบวนการในการรักษามะเร็งนั้นค่อนข้างหิน พอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เราก็พยายามบำรุงร่างกายให้พร้อมกับการรักษาทุกทาง กินทุกอย่าง โดยเฉพาะไข่ขาว รวมถึงเสริมด้วยโปรตีนทางการแพทย์ ทำให้การให้คีโมเข็มแรกนั้นแทบไม่มีอาการแพ้ใดๆ เลย นอกจากภูมิคุ้มกันที่ต่ำลง และนั่นทำให้สัปดาห์แรกหลังจากให้คีโมมาก็ติดโควิดทันที แต่โชคดีที่กินยาแก้ไข้แค่เม็ดเดียว จากนั้นก็หมั่นเช็ดตัวบ่อยๆ จนหายเป็นปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์ และสามารถให้คีโมเข็มที่ 2 ต่อได้เลย หลังจากนั้นก็ผ่านคีโมสูตรน้ำขาว 4 เข็มแรก พร้อมยามุ่งเป้ามาอย่างราบรื่น 

“พอให้คีโมครบ 4 เข็มแล้ว คุณหมอก็นัดผ่าตัดแบบสงวนเต้า และพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นก็เริ่มให้คีโมเข็มที่ 5 ต่อ โดยรอบนี้เป็นคีโมสูตรน้ำแดง พอครบ 8 เข็มแล้ว คุณหมอก็ให้ฉายแสงต่ออีก 33 แสง พร้อมด้วยยามุ่งเป้าต่อจนครบ 14 เข็ม และด้วยความที่เราเป็นมะเร็งเต้านมด้านซ้ายและการให้ยามุ่งเป้านั้นมีผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อหัวใจอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องฉายแสงแบบ ‘กลั้นหายใจ’ จะได้ลดผลข้างเคียงต่อหัวใจลง 

“ระหว่างการฉายแสงนั้น เราก็คิดว่าตัวเองแข็งแรงดีเพราะน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 10 กิโลกรัม กินได้ทุกอย่าง นอกจากผมร่วงและมีอาการตากุ้งยิงจากอาการแพ้คีโมแล้ว อาการข้างเคียงอื่นๆ ก็แทบไม่มี ทำให้ใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่เหมือนคนป่วย แต่ด้วยความที่มะเร็งลามไปยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว จำเป็นต้องฉายแสงครอบคลุมมาถึงคอ ซึ่งผลจากการรักษาทำให้หลอดอาหารตีบลง และเจ้าหน้าที่ฉายแสงก็จะเตือนเราทุกครั้งว่า เวลากินข้าวให้เคี้ยวช้าๆ นะคะ เพราะหลอดอาหารจะตีบลงนะคะ แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีอาการใดๆ สามารถกินอาหาร กินยาได้ตามปกติ จนกระทั่งฉายแสงมาจนครั้งที่ 30 วันนั้นเราก็กินยาตามปกติเหมือนทุกวัน แต่วันนั้นดันกลืนไม่ลง เหมือนยาเข้าไปขวางหลอดลมพอดี โชคดีมากที่วันนั้นสามีอยู่บ้าน เราก็รีบเดินไปหาและชี้ที่คอ เพื่อบอกเขาว่า ยาติดคอและหายใจไม่ออก 

“พอสามีรู้ก็ทำการ ‘รัดท้องอัดยอดอก’ เพื่อจะให้ยาหลุดออกมาจากหลอดลม ทำไปราว 3 ครั้ง ยาก็ยังไม่หลุด จนหน้าเราเริ่มเขียวเพราะขาดอากาศหายใจ สามีตัดสินใจอัดครั้งสุดท้ายอย่างแรง จนยาหลุดออกมา เราสามารถหายใจได้ แต่ปรากฏว่าซี่โครงเราหักไป 2 ซี่ โชคดีมากที่ซี่โครงไม่หักไปทิ่มอวัยวะอื่นๆ ซึ่งคุณหมอก็บอกว่า ทำถูกแล้ว เพราะหากนำส่งโรงพยาบาลก็คงไม่ทัน ตอนนั้นต้องใช้เวลาในการรักษาตัวไปราว 3 เดือน กว่ากระดูกซี่โครงจะประสานกันสนิท 

“หลังจบการรักษา เราก็เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่หมด พยายามดูแลตัวเองมากขึ้น โดยมีลูกๆ เป็นผู้ช่วย เช่น ตั้งนาฬิกา 4 ทุ่มปุ้บ! ต้องเข้านอน ส่วนเรื่องอาหารก็เปลี่ยนมาเป็นกินข้าวกล้อง หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน ของปิ้งย่าง เน้นกินโปรตีนให้ถึง ซึ่งทั้งหมดนี้เราได้มาจากการหาข้อมูลจากผู้รู้ คุณหมอ อดีตผู้ป่วย และแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือในโซเชียลตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ทำให้มีความรู้มากขึ้น ความกลัวลดลง และมีสติพร้อมรับมือกับโรคมะเร็งและอาการต่างๆ ที่เข้ามา สำคัญที่สุดก็คือเรารู้แล้วว่า มะเร็งก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด จากเดิมที่มีความเชื่อฝังหัวว่า มะเร็งคือโรคร้าย ใครเป็นมะเร็งก็เท่ากับตาย แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว มะเร็งก็แค่โรคโรคหนึ่งที่รักษาได้ แค่เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ ตั้งสติให้ไว ดำเนินการรักษาไปให้ถูกทาง และอย่ายอมแพ้”

พรุ่งนี้อาจไม่มีอยู่จริง

“หากย้อนหลังกลับไปตอนอายุ 18 ปี เคยมีหมอดูทักว่า เราจะเป็นมะเร็งเกี่ยวกับเพศหญิง ด้วยความเป็นเด็กในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งอายุ 25 ปี ก็มีหมอดูมาทักอีกว่า เราจะเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนั้นผ่านการผ่าตัดมดลูกออกแล้ว จึงคิดว่าคงไม่เป็นแล้วมั้ง พออายุ 32 ปี ก็มีหมอดูมาดูฮวงจุ้ยที่บริษัทและเดินมาที่โต๊ะ ก่อนจะทักว่า คนที่นั่งโต๊ะนี้จะเป็นมะเร็งนะ ตอนนั้นเริ่มคิดหนักถึงขั้นบินไปฮ่องกงเพื่อแก้ดวง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น พออายุ 48 ปี ก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งอยู่ดี ตั้งแต่นั้นมาเราก็เชื่อเสมอว่า โลกนี้ไม่มีเหตุบังเอิญ ทุกอย่างคงถูกกำหนดมาแล้ว และเราทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะนำพาเราไปเจอกับอะไรบ้าง แต่เราล้วนเลือกที่จะมี ‘มุมมอง’ ต่อสิ่งที่เจอได้

“นั่นเองที่ทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต เราจะไม่มองสิ่งที่เสียไป แต่เราจะมองสิ่งที่ยังมีอยู่ ทำให้พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง เราจึงไม่มัวฟูมฟายว่าจะมีชีวิตอยู่อีกเท่าไร แต่เราหันมาโฟกัสถึงการใช้ทุกวินาทีที่มีอยู่อย่างมีคุณค่า ใช้ชีวิตในแต่ละวันเสมือนเป็นวันสุดท้าย เพราะเรารู้แล้วว่า ชีวิตเรานี้ไม่ได้มีวันพรุ่งนี้เสมอไป…” 

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

แม่ชีณัฐรดา ทิพย์สมบัติ มะเร็งเปลี่ยนไป เมื่อใจเราเปลี่ยนแปลง

อย่างที่รู้กันดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่นิ่ง แม้ชีวิตก็มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นสัจนิรันดร์ ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้ความเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง คงอยู่สภาพเดิมไม่ได้ และ ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งซึ่งเคยมี เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว…ไม่มี มาแล้ว…ก็หายไป เปลี่ยนไป หลายสิ่งทิ้งไว้เพียงสัญลักษณ์ให้จดจำ หลายอย่างทิ้งเรื่องราวให้รำลึก ศึกษา เรียนรู้ ขอบคุณ และก้าวข้ามไปด้วยปัญญาที่เข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อสุดท้ายเราจะมั่นคง เบิกบานได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

แม่ชีณัฐรดา ทิพย์สมบัติ ผู้ป่วยมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ชนิดพบน้อย แต่เป็นพันธ์ุดุแพร่กระจายเร็ว วัย 45 ปี อดีตเจ้าของกิจการรับฝากขายอสังหาริมทรัพย์ สปา และร้านกาแฟ ฯลฯ ผู้ที่เคยเข้าใจว่า การมีรายได้มากๆ จะนำมาซึ่งความสุขของตัวเองและคนที่เธอรัก นั่นจึงทำให้เธอยอมทุ่มเท ทั้งเวลา แรงใจ แรงกายทั้งหมด จนกระทั่งมะเร็งได้เข้ามาทักทาย เสมือนเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่นำไปสู่ความเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง 

“ณ วินาทีที่คุณหมอแจ้งผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็ง และเป็นพันธุ์ดุ แพร่กระจายเร็ว จะต้องเร่งให้คีโม สิ่งที่แวบขึ้นมาในตอนนั้นคือ อ๋อ…นี่นะหรือของยืม สู่ความเข้าใจยิ่งขึ้นว่า ตัวเรา ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกผู้คน สัตว์ สิ่งต่างๆ แม้แต่คนที่รักที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นเพียง ‘ของยืม’ ของชั่วคราว ไม่เที่ยง ต่างมีความแปรปรวนไปตามเหตุตามปัจจัย แค่ผ่านมาให้รู้ว่า นี่คือทุกข์ มีสภาพทุกข์ เป็นทุกขลักษณะ คือ ไม่เที่ยง ยึดเป็นตัวตนไม่ได้เลยว่า เป็นเรา เป็นของเรา ลาภ ยศ สรรเสริญ เหมือนบ่วงหยาบที่กว่าจะวางได้ก็หลงใช้เวลายึดมานาน เมื่อวางได้สุดท้ายก็เรายังหลงยึดบ่วงละเอียดอีก นี่คือคนรัก ครอบครัว รักกันอย่างไรก็เอาไปไม่ได้ เหมือนตื่นจากความหลง สู่การวางว่า ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา แล้วอาการที่เข้าไปยึด นั่นแหละตัวทุกข์ที่ไปยึดของไม่เที่ยง เพราะอยากจะให้มันคงเดิม

“มันดูเหมือนยาวนานนะ พอเล่าออกมาเป็นภาษาพูด แต่จริงๆ ตอนเห็นเร็วมากที่ผุดขึ้นมาแล้วก็ดับไปหลังคุณหมอพูดไม่นาน แล้วสติก็ดึงกลับมาที่ปัจจุบันว่า ก็ในเมื่อตอนนี้เป็นแล้ว จะให้ทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องยอมรับและอยู่ร่วมกันไปในฐานะของยืมเช่นกัน ที่จะไม่เบียดเบียนกัน ยิ้มแล้วก็ขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนรู้บางอย่างอย่างเข้าใจ และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือทำอย่างไรไม่ให้ครอบครัวและคนที่รักทุกข์ใจไปกับเรา คำตอบที่ได้คือยิ้ม เราต้องยิ้ม บอกเขาด้วยใจยิ้ม ใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้มให้เขาใจเบา ทุกคนจะได้คลายความห่วง คลายทุกข์จากความห่วงเรา รอยยิ้มเราช่วยให้เขาเบาใจ

“ทันทีที่มีสติ เราก็จะรู้เท่าทันทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งที่มากระทบ และสามารถเห็นทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง  ยอมรับทุกอย่างได้ตามความเป็นจริงในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ธรรมดา เรียกว่าเกิดการเรียนรู้ จนยอมรับ แล้วนำไปสู่การปล่อยวางด้วยปัญญา ปล่อยวางในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ มาอยู่กับสิ่งที่ควบคุมได้ นั่นก็คือ ‘ใจที่ปกติ’ อยู่ก่อนนั่นเอง”

วิกฤตสุขภาพ

“ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชีวิตฆราวาสและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เดิมทีเป็นคนโครงสร้างเล็ก เริ่มมีอาการผิดปกติทางร่างกายคือ น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 12 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน จากคนไซส์ XS กลายเป็นไซส์ XL จนคนเริ่มทักมากขึ้นว่า อ้วนขึ้นนะ ซึ่งก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง เพราะการรับรู้และภาพจำของคนทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งก็คือคนที่ผอมซูบ หมอง ไม่ผ่องใส ตรงข้ามกับเราในตอนนั้นโดยสิ้นเชิง

“ด้วยพื้นฐานเป็นคนดูแลสุขภาพเรื่องอาหารอยู่แล้ว และระยะ 2-3 ปีหลัง เมื่ออายุใกล้เลข 4 ก็เริ่มหันมาใส่ใจการออกกำลังกายมากขึ้น จึงพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายด้วยตนเอง แต่น้ำหนักก็ไม่ลง และยังสังเกตเห็นอาการผิดปกติ คือ ท้องเริ่มโตขึ้น และท้องแข็งตลอดเวลา แม้ตอนตื่นนอนที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลย ซึ่งปกติคนเราจะท้องแฟบในยามเช้าหลังตื่นที่ยังไม่ได้ทานอาหาร แต่ท้องเรากลับแข็งและใหญ่ ทั้งที่การขับถ่ายยังปกติ และยังมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยและเรอบ่อยแม้ทานอาหารแค่นิดเดียว จนคนรอบข้างทักบ่อยขึ้นว่า มีน้องหรือเปล่า ท้องหรือเปล่า บวมไปทั้งตัว จึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งด้วยมั่นใจแล้วว่า ต้องมีความผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่ต้องอาศัยการตรวจละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญ

“หลังจากที่อธิบายอาการอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่คัดกรองก็ส่งเราไปยังแผนกโภชนาการและเบาหวานทันที ซึ่งคุณหมอมุ่งประเด็นความสนใจไปที่เรื่องน้ำหนักตัวเพิ่ม โดยไม่ได้มีการตรวจร่างกาย มีเพียงตรวจผลเลือด ดูไขมันไตรกลีเซอไรด์และระดับน้ำตาล ซึ่งทุกค่าอยู่ในระดับดีทั้งหมด นั่นทำให้ถูกชักชวนเข้าร่วมโปรแกรมการทานอาหารคีโต โดยมีคุณหมอคอยติดตามการทานอาหารแต่ละมื้อผ่านทางไลน์ทุกวัน และมีการนัดทุก 2 สัปดาห์ ต่อเนื่องประมาณ 8 เดือน โดยผลเลือดดีขึ้นทุกครั้ง และไม่พบว่าเป็นโรคพุ่มพวง (SLE) รวมถึงยังไม่พบสาเหตุความผิดปกติอื่นใด

“เวลาผ่านไป น้ำหนักตัวนอกจากจะไม่ลดเลย กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งรู้สึกว่าร่างกายแย่ลง เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย แน่นท้อง มีปัญหาเรื่องลมและการย่อยมากขึ้น ปัสสาวะบ่อยขึ้น และไม่ได้ส่งตัวไปตรวจแผนกอื่น จึงตัดสินใจยุติการรักษา และตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตต่างจังหวัดกับครอบครัว ด้วยคิดว่าคงเป็นชีวิตช่วงสุดท้ายแล้วในตอนนั้น เพราะร่างกายที่ถอยลงทุกวันอย่างไม่รู้สาเหตุและใช้เวลาในการรักษากับคุณหมอเต็มที่แล้ว”

สู่การค้นพบคำตอบของชีวิต

“ระหว่างที่กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดก็มีโอกาสได้เจอคุณหมออีกท่านซึ่งเป็นสูตินรีแพทย์ และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาใหม่อีกครั้ง เนื่องจากตรวจพบก้อนขนาดใหญ่กว่า 14 เซนติเมตร ในช่องท้อง และนำมาสู่การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้งหมด จากนั้นก็ทราบผลตรวจชิ้นเนื้อในภายหลังว่า เป็นมะเร็งชนิดพันธุ์ดุ แพร่กระจายเร็ว ซึ่งไม่สามารถรักษาโดยแพทย์ทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นมะเร็งชนิดที่พบน้อย คือ มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ลุกลามไปรังไข่และบริเวณโดยรอบ จึงจำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดโดยด่วน

“สิ่งที่แวบเข้ามาในตอนนั้น คือ ไม่เชื่อ ใช่เหรอ ตรวจผิดหรือเปล่า แต่ยังมีสติคอยบอกว่า อืมม…เมื่อเป็นแล้วก็ต้องตามนั้นแหละ ก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนกับเขาไป ไม่เบียดเบียนกัน แล้วก็ร้อง อ๋อ…ขึ้นมาใจว่า นี่เหรอ ‘ของยืม’  นี่เหรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ ดุจบ่วงหยาบที่เคยเข้าใจมาทั้งชีวิตว่าสำคัญ…กว่าจะวางได้ สุดท้ายก็ อ๋อ…ยังมาติดบ่วงละเอียดอีก คือ ครอบครัว คนรัก ให้รักกันแค่ไหนก็เอาไปไม่ได้ ร่างกายนี้ก็เช่นกัน

“จากนั้นก็เกิดความรู้สึกเย็นตั้งแต่หัวจรดเท้าขึ้นมาทันที จึงยิ้มแล้วบอกคุณหมอไปว่า ‘ค่ะ’ พร้อมกำชับคุณหมอว่า ‘ผลการวินิจฉัยนับจากนี้ ไม่ว่าเป็นอย่างไรขอให้คุณหมอแจ้งผลกับคนไข้คนเดียวเท่านั้นนะคะ ไม่ต้องแจ้งญาติคนไข้เพราะท่านอายุเยอะกันแล้ว ไม่อยากให้เป็นกังวลกัน’”  

ตื่นรู้อยู่กับมะเร็ง

“หลังจากวันนั้น ด้วยความที่เราไม่อยากให้แม่และทุกคนเป็นทุกข์ใจ เราจึงใช้วิธีรักษาใจตัวเองให้ปกติแล้วบอกความจริงกับทุกคนด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะใช้ชีวิตด้วยอาการท่าทีอย่างปกติธรรมดาที่มะเร็งยังไม่ได้เข้ามา แน่นอนว่าทุกคนที่รักและเป็นห่วงเราย่อมตกใจและมีท่าทีที่เป็นห่วง แต่พอเห็นรอยยิ้มของเราและการแสดงออกที่เป็นปกติ ไม่ได้มีความทุกข์เศร้าหมองแต่อย่างใด ก็เริ่มเข้าสู่การปรับตัวยอมรับ 

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากมะเร็งในตอนนั้นก็คือ การได้เห็นความรักจากทุกคน มีคนที่รักและเป็นห่วงเรามากมาย ทั้งคนในครอบครัว ญาติ มิตร และเพื่อนฝูง ยิ่งเรารู้ว่าทุกคนรักเรา เราก็จะยิ่งต้องยิ้มขอบคุณและจะไม่ทำให้ทุกคนทุกข์ใจที่เห็นเราทุกข์ และการที่เราคนนึงมีสติจะนำพาคนรอบข้างให้มีสติไปด้วย นั่นหมายความว่าการดูแลใจตัวเองก็เท่ากับการได้ดูแลใจผู้อื่นเช่นกัน

“ด้วยข้อมูลและประสบการณ์ที่มีเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ทำให้ในวันนัดเคมีบำบัดเข็มแรก เราจึงตัดสินใจปฏิเสธการรับเคมีบำบัดครั้งนั้นไป เพราะหากมีอาการอ่อนเพลียหรือผลข้างเคียงอื่นๆ ก็ไม่อยากเป็นภาระให้กับคนในครอบครัวที่ต้องมาดูแลในระหว่างการรักษา เราจึงตั้งใจจะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อไม่เป็นภาระใคร และยังคงรักษาใจให้ปกติ ซึ่งคุณหมอก็ตกลง เพียงแต่ต้องมีการติดตามอาการทุกเดือน และกรณีที่พบความผิดปกติของก้อนหรือมีการกระจายก็ต้องให้เคมีบำบัดทันที

ก้าวแรกสู่เส้นทางธรรม

“พอครบ 2 ปีเต็ม คุณหมอก็แจ้งว่า หากผลตรวจร่างกายในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยนเสมือนที่ผ่านมา คุณหมอจะเริ่มเลื่อนนัดทุก 6 เดือนแล้ว และหากผลยังออกมาเหมือนเดิมอีก ก็จะนัดปีละครั้ง วางแผนการติดตามกันไว้แบบนี้ ทำให้เข้าใจว่าแนวโน้มโรคดีขึ้น ระหว่างนั้นจึงเริ่มมองหาสถานที่บวชเพื่อศึกษาธรรมให้เข้าใจยิ่งขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำด้วยเห็นในประโยชน์

“ย้อนหลังกลับไปปี 2541 สมัยที่ยังเป็นนิสิตปี 1 ได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมในโครงการที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น ซึ่งการเดินทางไปปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นได้เปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่รู้จักศาสนาพุทธไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่รู้จักเพียงการเข้าวัด ทำบุญ ถวายสังฆทาน แต่การปฏิบัติธรรมครั้งนั้นทำให้เข้าใจถึงหลักธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพระพุทธองค์มองเห็นตั้งแต่ 2500 กว่าปีก่อน นำมาสู่ความศรัทธาที่จะใคร่รู้ ใคร่ศึกษาทุกครั้งที่มีโอกาส จนวันที่ได้เจอโรคมะเร็ง ทำให้เข้าใจชีวิตจากคำสอนของพระพุทธองค์มากขึ้น

“ดังเช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสภาพของร่างกายที่ไม่เที่ยง แปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ความอยากจะให้มันคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง และยึดของไม่คงที่ว่าเป็นเรานี่แหละที่ทำให้เป็นทุกข์ เป็นความจริงที่ธรรมดาแต่น้อยคนที่จะยอมรับ จนสูญเสีย ‘ใจที่ปกติ’ ซ้ำร้ายบางคนก็ยังทุกข์โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังทุกข์ จึงไม่คิดหาทางออกจากทุกข์ ทางนี้จึงเป็นทางที่คิดว่าทุกคนควรศึกษา นั่นเป็นที่มาของการตัดสินใจบวชเพื่อศึกษาพระสัทธรรมให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น และคิดว่าเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ครอบครัว ผู้มีพระคุณ ทุกคนที่รักเรา อีกทั้งการบวชนี้ยังถือว่าได้เป็นสะพานพาครอบครัวและเพื่อนให้ได้มาเรียนรู้พระสัทธรรมด้วย”

ร่างกายนั้น…ไม่เที่ยง

“ระหว่างที่รอนัดฟอลโลอัปในครั้งต่อไปนั้น ด้วยความมั่นใจว่าน่าจะคุมโรคได้แล้ว เราจึงติดต่อสถานปฏิบัติธรรมเพื่อขอบวชไว้เรียบร้อย โดยวางแผนว่าจะไปบวชในวันที่ 6 มิถุนายน 2565 หลังจากไปหาคุณหมอตามนัดแล้ว แต่ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 ก็มีเหตุให้ต้องเข้าผ่าตัดด่วน เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ถึงขั้นขยับตัวไม่ได้ โชคดีที่ช่วงนั้นมาทำธุระที่กรุงเทพฯ เพื่อนจึงส่งตัวแอดมิตที่โรงพยาบาลรามา ผลปรากฏว่าพบก้อนขนาด 7-8 เซนติเมตร ในตำแหน่งที่เคยผ่าตัดไปแล้ว โดยก้อนดังกล่าวเกิดการบิดตัว ปริ แตก และติดเชื้อ ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามะเร็งได้กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ คุณหมอต้องใช้เวลาในการผ่าตัดกว่า 13 ชั่วโมง และใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในอวัยวะต่างๆ ที่มะเร็งกระจายไปทั้งหมด 5 ทีม 

“ถัดจากนั้นอีก 2 เดือน คุณหมอก็นัดให้คีโมทุกสัปดาห์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะคุมโรคได้ ด้วยมะเร็งที่เราเป็นนั้นเป็นชนิดที่พบน้อย พันธุ์ดุ เพราะไม่ค่อยตอบสนองกับการรักษาใดๆ โดยคีโมทีใช้นั้นเป็นสูตร Doce+Gem* ซึ่งเป็นสูตรที่ไม่ค่อยมีผู้ป่วยมะเร็งในไทยได้รับกันมากนัก อีกทั้งยังต้องฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดระหว่างสัปดาห์ 

หมายเหตุ : *โดซีแทกเซล (Docetaxel) และเจมไซตาบีน (Gemcitabine) 

“แม้ในใจจะอยากปฏิเสธการรักษา แต่เพื่อให้คนรอบข้างเบาใจที่สุดในตอนนั้นจึงจำเป็นต้องปล่อยวาง และรับคีโมตามคุณหมอสั่ง อาการข้างเคียงก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่เราก็พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่เอาข้อมูลหรือประสบการณ์ในอดีตมาสะกดจิตหรือหลอกตัวเองให้จิตตก หรือสร้างความกลัวไปก่อน สิ่งเดียวที่ทำคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมรับกับการรักษาให้มากที่สุด 

“ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาใจให้ปกติ เพราะไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือเกิดเหตุการณ์ใดๆ ในวันนี้ สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ก็ต้องวางลง และหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราควบคุมได้ ก็คือใจเราเอง หน้าที่เดียวของเราก็คือดูแลใจของตัวเองให้ปกติ มีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดไปก่อน ไม่คิดไปไกล ไม่คิดถึงเมื่อวาน อยู่แค่ตรงนี้

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

“เป็นเวลากว่า 1 ปีที่แผนการบวชถูกพับเก็บไว้ จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2566 คุณหมอก็แจ้งขอจบการรักษาด้วยคีโม เพราะผลการตรวจร่างกายของเรานั้น ทำให้คุณหมอเกรงว่า หากให้คีโมต่อไป ทั้งไตและอวัยวะอื่นๆ อาจจะทนไม่ไหว จึงสั่งจบคอร์สคีโม แม้จะยังคุมตัวโรคไม่อยู่ และมีการแพร่กระจายเป็นระยะ อีกทั้งการตอบสนองกับยาเคมีบำบัดก็เริ่มน้อยลง โดยวันนั้นก่อนออกจากห้องตรวจ คุณหมอก็พูดขึ้นว่า ‘คนไข้ยอดเยี่ยมมากเลยนะ ในฐานะที่หมอดูแลคนไข้มา บอกเลยว่าหมอชื่นใจนะ ไม่คิดว่าคนไข้จะอดทนถึงขนาดนี้ นับจากวันนี้ไปคนไข้ต้องมีความสุขให้มากๆ นะคะ อยากทำอะไร…ทำเลย อยากเที่ยวที่ไหน…ไปเลย อยากกินอะไร…กินเลย’

“หลังจากกล่าวลาคุณหมอแล้ว สิ่งแรกที่ทำหลังจากก้าวเท้าออกมาจากห้องตรวจก็คือโทรไปยังสถานปฏิบัติธรรมที่เคยตั้งใจจะไปบวชเมื่อปีก่อน และติดต่อขอบวชทันที ทางเจ้าหน้าที่ก็นัดหมายเป็นวันที่ 6 มิถุนายน 2566 จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีกำหนดจะลาสิกขาบท และตั้งใจจะบวชไปจนกว่าจะรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว ถึงเวลานั้นคงต้องกลับไปเกื้อกูลคนที่บ้าน 

“จากวันที่จบคอร์สคีโมและมาบวช แม่ชีก็ยังไปฟอลโลอัปกับคุณหมอที่โรงพยาบาลรามาอย่างสม่ำเสมอ เข้าใจว่าโรคมะเร็งนี้ไม่มีวันหาย มีแค่ช่วงที่สงบและไม่สงบเท่านั้น และไม่ว่าจะอยู่ช่วงใด เราก็เต็มใจที่จะอยู่กับเขา ที่ผ่านมาเราไม่มีความรู้สึกว่า อยากหนีจากโรคนี้ หรืออยากผลักไสเขาออกไป แต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจจังที่ฉันเป็นมะเร็งนะ แค่เราอยู่ด้วยความเข้าใจและยอมรับ” 

แค่ของยืมจากธรรมชาติ 

“ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์สุขทุกข์ใดๆ ล้วนเป็น ‘ของยืม’ ที่ผ่านมาและผ่านไป ถ้ามีสติ…เราก็จะรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นมาเพียงแค่ให้เรารู้ เรียนรู้ และจากกันด้วยการขอบคุณ แต่ถ้าเมื่อไรที่เราต้อนรับสิ่งเหล่านี้ด้วย ‘ความไม่รู้’ ไปยึดมั่นอยากให้มันอยู่ ยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา และต้องการให้มั่นคงอยู่อย่างนั้นไปตลอด ความจริงแล้วธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่เคยทำร้ายใคร ใจที่ไม่ยอมรับต่างหากที่ทำร้ายและทำให้ใจทุกข์ 

“คำว่า ‘มะเร็ง’ ไม่ได้แตกต่างจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิต เพียงแต่เราไปให้คำนิยามแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ในอดีต บ้างว่า ‘มะเร็ง’ แปลว่า ตาย บ้างก็ว่า ‘มะเร็ง’ แปลว่า ความน่ากลัว หรือหลายๆ คนอาจจะว่า ‘มะเร็ง’ คือความทรมาน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีตล้วนๆ ที่เราเคยได้รู้ เคยได้ยิน เคยได้ฟังมา แต่หากเรายอมรับ ‘มะเร็ง’ เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งล้วนเกิดภายใต้ความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ที่เป็นอื่นตลอดเวลา เราก็จะไม่ทุกข์  

“มะเร็งในวันนี้ขึ้นอยู่ที่เราจะนิยาม ถ้าเรานิยามว่าเป็นโรคร้าย มะเร็งก็คือโรคร้าย แต่ถ้าเราให้คำนิยามว่า มะเร็งคือของขวัญ มะเร็งก็เป็นของขวัญที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท ได้ปัญญาการปล่อยวาง ไม่ว่าจะยืมใช้ด้วยนิยามอะไร ผลที่ได้คือความหนักเบาของใจไม่เท่ากัน”

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ ตื่นรู้และดำรงอยู่อย่างเข้าใจ 

ในเชิงพุทธศาสนานั้นยกย่องให้ ‘การตื่นรู้’ เป็นสภาวะสำคัญในการเกิดเป็นมนุษย์ การเกิดที่มีคุณค่าคือเกิดมาและได้ฝึกฝนเรียนรู้จากการดำเนินชีวิตตามสัญชาตญาณไปสู่การดำรงชีวิตด้วยปัญญาญาณ พูดง่ายๆ ว่า การตื่นรู้เป็นปัญญาญาณที่ทำให้เราเห็นคุณค่าความหมายอันงดงามของชีวิต และเราทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อตื่นรู้ความหมายอันงดงามนี้…ในวันใดวันหนึ่ง 

ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีทฤษฎีตายตัว เราล้วนมีวิถีการตื่นรู้แตกต่างจำเพาะไปตามแต่ละบุคคล บ้างตื่นรู้จากเรื่องราวแจ่มใส เบิกบาน ไม่น้อยก็ตื่นรู้จากปัญหาขุ่นมัว เศร้าหมอง จนรู้แจ้งความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในของตนเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นวิถีใด การตื่นรู้ย่อมนำมาซึ่งความหมายในการมีชีวิตอยู่ที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

หนึ่งในนั้นก็คือ พอลลีน-พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ แฟชั่นดีไซเนอร์วัย 35 ปี เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Taupe ที่พ่วงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของไทย บี บี ฟรุท ผู้ผลิตและนำเข้าขนมหวานชนิดต่างๆ ที่ครองใจวัยรุ่นฟันน้ำนมมากว่า 40 ปี เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมในวันที่ชีวิตกำลังไปได้สวย ท่ามกลางความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา เธอกลับมองเห็น ‘ชีวิต’ ในอีกมุมหนึ่ง

“ความคิดแรกก็คือ ตายแน่! ฉันคงต้องหัวล้านแล้วตายไปในที่สุด (หัวเราะ) เพราะมุมมองเกี่ยวกับมะเร็ง ณ วันนั้น มะเร็งเท่ากับตาย ทำให้เราทุกข์ใจมากๆ และเสียใจที่สุดที่ต้องทิ้งสามีให้อยู่คนเดียว ด้วยความที่เขาเป็นชาวแคนาดาและย้ายมาอยู่สิงคโปร์เพื่อจะใช้ชีวิตกับเราได้เพียง 3 ปี จึงเป็นห่วงเขามาก ยิ่งไปกว่านั้นก็ห่วงพ่อแม่และพี่ๆ ทั้งสี่คน เป็นความทุกข์ที่เกิดจากความห่วงกังวลถึงคนอื่นทั้งหมด

“ทุกข์ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ กระทั่งวันหนึ่งก็เกิดโมเมนต์เหมือนรีเฟล็กซ์กับตัวเองว่า ตลอดระยะเวลาที่เราเสียใจ เป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และเอาแต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่า ทำไมต้องเป็นเรา หรือนั่งรถออกไปเห็นคนเดินถนนแล้วอิจฉาที่เขาไม่ได้เป็นมะเร็ง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเติบโตขึ้นเลย ตรงกันข้ามจิตใจของเรากลับดาวน์ดิ่งลงเรื่อยๆ จนทำให้เราคนเดิมที่สามารถเรียนรู้และดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจ…หายไป

“เราเริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่นั้นเริ่มไร้ประโยชน์ และเราไม่อยากเสียเวลาไปกับความเสียใจในเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว เราทุกข์มาจนถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะจมทุกข์อยู่กับอดีตหรือเดินต่อไปข้างหน้าด้วยการยอมรับความจริง และไม่กลับมาจมทุกข์อีกแล้ว ซึ่งพอลลีนก็เลือกอย่างหลัง” 

แรกเริ่ม

“ย้อนหลังกลับไปราวปลายเดือนกันยายน 2567 ด้วยความที่เรามี TikTok พอลลีนก็จะรับงานรีวิวอยู่บ้าง ซึ่งตอนนั้นก็ได้งานรีวิวแพ็กเกจตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งมา ซึ่งโดยปกติเราตรวจสุขภาพประจำปีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์มาก่อนเลย ด้วยความที่อายุเพิ่ง 35 ปี เราจึงรู้สึกว่ายังไม่ถึงวัยที่จะตรวจ และหากจะตรวจก็คงรอให้ถึง 40 ปีก่อน เพราะทั้งคุณแม่และพี่สาวทั้งสามคนของเราก็เริ่มตรวจเต้านมตอนอายุ 40 ปี 

“ที่ผ่านมาการตรวจสุขภาพประจำปีก็ไม่มีอะไรน่าห่วง ด้วยความที่เราถูกสอนให้ดูแลสุขภาพอย่างดีมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเรื่องการกิน การนอน และการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้ไลฟ์สไตล์ของพอลลีนก็คือ กินดี นอนดี และออกกำลังกาย ตั้งแต่จำความได้คุณแม่ของพอลลีนจะเคร่งครัดมากเรื่องการกิน เราถูกสอนให้เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่กินขนมกรุบกรอบ ขนมซองๆ น้ำอัดลม หรือฟาสต์ฟู้ดใดๆ เลย ฯลฯ ทำให้กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเรามาจนโต และพอลลีนแน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ เลยว่ามะเร็งในเคสของเรานั้นไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องการกินหรือไลฟ์สไตล์แน่นอน

“ด้วยความที่เป็นงาน เราจึงไม่อยากปฏิเสธ ซึ่งยอมรับว่านี่คือความโชคดีในโชคดีมากๆ เพราะหลังจากตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์แล้ว คุณหมอก็ทักว่าพบสิ่งผิดปกติที่เต้านมด้านขวาและแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ  ซึ่งเราก็ตัดสินใจว่าเจาะเลย คุณหมอก็เจาะให้ในวันนั้นเลย”

เรียนรู้

“อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา คุณหมอก็นัดให้เข้ามาฟังผลชิ้นเนื้อ ด้วยความคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งคือ 0 เปอร์เซ็นต์ เราก็ยังบ่นกับพี่ๆ ว่า ทำไมต้องนัดไปฟัง โทรมาบอกผลก็ได้มั้ง (หัวเราะ) แต่โชคดีที่วันนั้นเป็นช่วงที่สามีมาเมืองไทยพอดี จึงชวนให้ไปฟังผลด้วยกัน คุณหมอแจ้งผลเป็นภาษาไทย แน่นอนว่าสามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ฟังไม่รู้เรื่อง และหลังจากคุยกับคุณหมอจบ เราก็หันมาบอกกับสามีว่า พอลลีนเป็นมะเร็งนะ สามีก็บอกว่า พอรู้แล้วละ เพราะ 20 กว่านาทีที่คุยกับคุณหมอ สามีจะได้ยินคำว่า ‘มะเร็ง’ อยู่หลายๆ ครั้ง และคิดว่าน่าจะหมายถึง cancer นี่แหละ

“สิ่งที่สามีทำกับเราก็คือทำทุกอย่างให้ดูปกติ ไม่พยายามผลักความคิดเห็นของเขาให้กับเรา หากแต่พยายามเข้าใจเรา แม้จะเข้าใจได้ไม่ทั้งหมด แต่เขาก็พยายาม โดยประโยคหนึ่งที่เขามักจะถามในวันที่เราเสียใจหรือกังวลมากๆ ก็คือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจมากที่สุด

“6 ปีกับความสัมพันธ์ตั้งแต่พบกัน เป็นแฟนกัน กระทั่งแต่งงานกันมา ไม่มีวันไหนที่เราทะเลาะกันเลยสักครั้ง และความสัมพันธ์ของเรามันดีมากๆ เฮลตี้มากๆ แต่ในวันที่เราเป็นมะเร็งแล้วเรากอดสามี เสียใจ ร้องไห้ เราเพิ่งเข้าใจประโยคที่ว่า มีรักย่อมมีทุกข์ เราได้เห็นสัจธรรมของความรักอย่างแท้จริงในวันนั้น จากที่เคยคิดว่ารักของเรามันดีจังเลย แต่ต่อให้ความรักดีแค่ไหน สุดท้ายก็ทุกข์อยู่ดี

“พอลลีนรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเรียนรู้ รู้แจ้ง และเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในการเกิดเป็นมนุษย์ของเราเลยก็ว่าได้ เราเข้าใจว่า อ๋อ…ชีวิตคนเราเกิดมาก็ต้องเรียนรู้อย่างนี้แหละ ถ้าเกิดมาแล้วไม่ยอมเรียนรู้ ก็คงไม่เติบโต การเกิดนั้นก็ย่อมเสียเปล่า”

เข้าใจ

“นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะปลูกฝังเรื่องการปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เรามีความทุกข์ เราก็จะย้อนกลับไปหาธรรมะและคำสอนของพระพุทธองค์ พยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาด้วยใจที่เปิดกว้างและเข้าใจ 

“หลังรู้ผลคืนนั้นพอลลีนเข้าไปนั่งในห้องพระและเอาแต่ถามคำถามเดิมๆ ว่า Why Me? ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมๆๆๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เริ่มได้สติก็อธิษฐานกับพระพุทธรูปตรงหน้าว่า ชีวิตนี้พอลลีนยังเรียนรู้ได้ไม่เข้าใจมัน 100 เปอร์เซ็นต์เลย ขอโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะเรียนรู้ชีวิต ทำความเข้าใจธรรมะและสัจธรรมของชีวิตให้ได้มากกว่านี้ เรายังไม่อยากให้มันจบวันนี้ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนบอกกับตัวเองไปด้วยว่า ให้ลองสู้และขอให้โลกใบนี้ช่วยให้เราได้มีชีวิตอยู่ต่อ

“วันรุ่งขึ้น ทันทีที่เราลืมตาตื่นขึ้นมา ก็ยังมีความรู้สึกตัดพ้อทำนองว่า เฮ้ออออ…ทำไม Story ในชีวิตเราต้องเป็นอย่างนี้ ก็ยังอยู่ แต่เราก็พยายามจะไม่จมไปกับมันและเดินหน้าปรึกษาคุณหมอ 3 ท่าน เพื่อขอ Second Opinion โดยระหว่างนี้จะมีเพียงสามี พี่สาว 3 คน และพี่ชายเท่านั้นที่รู้ เพราะเราไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องมาทุกข์ เครียด หรือกังวลไปกับเรา 

“กระทั่งเช้าวันหนึ่ง คุณพ่อก็ส่งพุทธพจน์บทหนึ่งมาให้ ซึ่งเป็นปกติทุกวันอยู่แล้วที่ท่านจะส่งคำคมหรือธรรมะมาให้เราผ่านทางไลน์ แต่แปลกที่วันนั้นพุทธพจน์บทเดิมนี้ปรากฏให้เราเห็นถึง 3 ครั้ง จากต่างที่ต่างเวลากัน โดยที่เราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอัลกอริทึม (Algorithm) หรือเปล่า แต่ก็เป็นประโยคที่ทำให้เราได้ฉุกคิด ซึ่งประโยคนั้นก็คือ

“พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ 
พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต 
เมื่อเล็งเห็นประโยชน์สูงสุด 
พึงสละทั้งอวัยวะและชีวิต 
เพื่อรักษาธรรมไว้”

“จำได้ว่าโมเมนต์นั้นทำให้เรายอมที่จะสละชีวิตได้ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเรายอมตาย แต่เป็นการสละความยึดติดถือมั่นในชีวิตนี้ เพื่อมีธรรมะในจิตใจ เพื่อเราที่จะได้เรียนรู้ต่อ และนี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของพอลลีนเลยก็ว่าได้ เพราะนั่นทำให้เราเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า ‘ชีวิตต้องเป็นแบบที่เราต้องการ’ มาเป็น ‘ชีวิต…ไม่ว่าขึ้นหรือลง ทุกข์หรือสุข it’s OK’ เหมือนประโยคที่ว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ หลังจากนั้นเราเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตใหม่ เป็นมุมมองที่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาเราไม่เคยมีมุมมองนี้เลย”

เติบโต   

“หลังจากผ่าตัดสงวนเต้าผ่านไปไม่นาน ก็ทราบผลว่าตัวเองเป็นมะเร็งในท่อน้ำนมชนิด ‘มิวซินัส’ (Mucinous Carcinoma) ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง จัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งท่อน้ำนมชนิดไม่ลุกลาม (Ductal carcinoma in situ) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า DCIS อีกทั้งยังเป็นในระยะ 0 เท่านั้น  

“เราได้คำตอบเหล่านี้ในวันที่เราเอาชนะ (overcome) ความทุกข์ ความกลัว และความคิดที่ว่า ฉันตายแน่!  มาแล้ว (หัวเราะ) และคุณหมอก็บอกว่าเราโชคดีที่พบในระยะนี้ และเข้าสู่การรักษาได้ไว แต่เหตุการณ์นี้ก็ตอกย้ำให้เรารู้ว่า บางทีสิ่งที่เรามองไม่เห็นก็น่าจะมีอยู่จริง 

“หลังพักฟื้นจากผ่าตัด 1 เดือน พอลลีนก็เข้าสู่กระบวนการฉายแสงทั้งหมด 16 แสง โดยใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ก็จบการฉายแสง จากนั้นก็รับประทานยาทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen) ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี”

ผลิบาน

“ทุกวันนี้ วิถีชีวิตของพอลลีนไม่ได้เปลี่ยน ยังโฟกัสกับการกินดี นอนดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม แต่เปลี่ยน Mindset ใหม่หมด เริ่มจากการจัดเรียงลำดับความสำคัญในชีวิต จากเมื่อก่อนเป็นคนบ้างาน (Workaholic) ต้องทำงานทุกชิ้นออกมาให้ดีที่สุด แต่พอมะเร็งเข้ามา เราได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมันมีอะไรที่มากกว่านั้น…

“ในวันที่เราป่วย มีอาการข้างเคียงจากการฉายแสง เราเห็นภาพตัวเองเหมือนปลาที่กำลังนอนพะงาบๆ บนเตียง ทำอะไรไม่ได้เลย จะลุกนั่งก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ แม้แต่จะนอนหลับก็นอนไม่ได้ วินาทีนั้นเรารู้เลยว่า มันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพ จิตใจ และร่างกายของเรา

“ทุกวันนี้พอลลีนจะบอกกับคนรอบข้างเสมอว่า อย่าบอกว่าตัวเองไม่กลัวตาย ถ้ายังไม่ได้จะตายจริงๆ เราไม่มีวันรู้หรอกว่า ความตายมันน่ากลัวแค่ไหน พอลลีนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ความตายมีอยู่จริง แต่เกือบทั้งหมดมักคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าอายุยังไม่ถึงวัยใกล้ความตาย โดยหลงลืมไปว่าความตายไม่ได้เลือกวัย

“ทุกคนเกิดมาพร้อมแพ็กเกจดูโอ คือ เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีแก่ มีเจ็บ มีตาย แต่คนส่วนใหญ่มักไม่นึกว่าเราจะแก่ เจ็บ ตาย และใช้ชีวิตไปโดยหลงลืมความจริงข้อนี้ไป พอลลีนก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น เรามักคิดว่า ไม่ตายวันนี้หรอก เรามักคิดว่า เราอยู่ห่างไกลจากความตาย เรามักคิดว่า เวลาของเรายังมีอีกเยอะ แต่พอมะเร็งเข้ามาเรารู้เลยว่า ความตายมีอยู่จริงและกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ มะเร็งทำให้เราใช้ชีวิตอย่างตระหนักถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจ”

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

ภัทรวรรณ สุขวิบูลย์ สู่ฉันคนใหม่ในโลกใบเดิม

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกการเดินทางจะสวยงามและราบรื่นไปเสียหมด บางการเดินทางก็น่าเบื่อหน่าย บางการเดินทางก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่นักเดินทางจะนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อหยุดอยู่กับที่ ก็คงเหมือนกับทุกอย่างในชีวิตคนเราที่ล้วนมีสองด้านเสมอ ทั้งด้านดีและด้านร้าย แต่ถึงที่สุดแล้วเราทุกคนต่างมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะรับหรือไม่รับอะไร จมดิ่ง หรือปล่อยวางและเดินต่อไปข้างหน้า หากมองในแง่ดี หลายครั้งสิ่งเลวร้ายในชีวิตเราก็ให้แง่คิด สร้างบทเรียน กระทั่งทิ้งประสบการณ์ที่มีคุณค่าไว้ให้ชีวิตเราได้เหมือนกัน   

แพรว-ภัทรวรรณ สุขวิบูลย์ กราฟิกดีไซเนอร์และวิดีโอ อิดิเตอร์ แห่งเปเปอร์มอร์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด HER2 positive ระยะ 1 วัยเพียง 32 ปี ที่ผ่านการผจญภัยไปในโลกมะเร็งอยู่หลายครั้งหลายครา ครั้งแรกในสถานะหลานสาวที่อาสาพาคุณป้าที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไปให้เคมีบำบัด ครั้งที่สองในบทบาทของผู้ดูแลคุณพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย และครั้งที่สามกับการเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างเป็นทางการหมาดๆ เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งยังพ่วงท้ายตำแหน่งผู้ (ป่วย) ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมตามมาติดๆ 

“ใครที่รู้เรื่องราวของแพรวมาตั้งแต่ต้น ก็มักถามด้วยคำถามคล้ายๆ กันว่า โรคมะเร็งมันติดต่อกันได้หรือเปล่าเนี่ย!?! เพราะดูเหมือนชีวิตแพรวจะแวดล้อมไปด้วยบรรดาผู้ป่วยมะเร็ง ยิ่งช่วงที่เรากำลังให้เคมีบำบัดและร่างกายกำลังล้ามากๆ คุณแม่ก็มาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมอีกคน นั่นเป็นเหตุผลให้เราต้องมองหาแม่บ้านเข้ามาช่วยดูแล ปรากฏว่าญาติก็แนะนำพี่แม่บ้านคนหนึ่งมาให้ ถามไปถามมาปรากฏว่าพี่แม่บ้านคนนั้นก็เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งลำไส้อีก (หัวเราะ)” 

มะเร็งของพ่อ

“ย้อนหลังไปเมื่อ 6 ปีก่อน คุณพ่อของแพรวตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้ระยะ 4 ช่วงนั้นแพรวเพิ่งเริ่มทำงานประจำได้ไม่นาน พอรู้ว่าคุณพ่อเป็นมะเร็ง เราก็ตัดสินใจยื่นจดหมายลาออก เนื่องจากตอนนั้นคุณหมอวินิจฉัยมาแล้วว่า คุณพ่อจะอยู่กับเราได้อีกไม่เกิน 1 เดือน จากนั้นก็มุ่งมั่นตั้งใจทำทุกอย่างเสมือนเป็นพยาบาลท่านหนึ่ง ดูแลตั้งแต่การออกไปตลาดในตอนเช้าเพื่อหาวัตถุดิบมาทำอาหารที่ดีที่สุดให้พ่อ ทำความสะอาดร่างกาย ทำแผล เปลี่ยนถุงหน้าท้อง ฯลฯ โดยหวังลึกๆ ว่า เราจะช่วยให้พ่อเอาชนะโรคนี้ให้ได้ จึงทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ที่สุด กระทั่งท่านจากไปในอีก 6 เดือนถัดมา ซึ่งนับเป็น 6 เดือนที่มีค่าที่สุดในชีวิตของแพรว และทุกครั้งที่เราย้อนมองกลับไป แพรวไม่เคยเสียใจหรือเสียดายอะไรเลย เพราะเราทำทุกอย่างอย่างสุดความสามารถเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้แล้ว มันเป็นการจากไปที่งดงามที่สุดแล้ว และไม่มีห่วงกังวลใดๆ ต่อกันแล้ว 

“หลังงานศพของคุณพ่อเสร็จสิ้น วันหนึ่งเราก็เข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดในห้องท่าน และพบว่ามีหนังสือเกี่ยวกับวิธีต้านมะเร็งอยู่จำนวนหนึ่ง นั่นทำให้เรารู้ว่าคุณพ่อน่าจะรู้ตัวมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ด้วยชุดความคิดความเชื่อแบบเก่าๆ ทำให้เขากลัวที่จะไปรักษาตัว จึงปล่อยไว้จนโรคดำเนินมาถึงระยะท้ายๆ ที่ไม่มีโอกาสรักษาแล้ว และเมื่อย้อนคิดกลับไป เราจะพบว่าหลายครั้งคุณพ่อได้ส่งสัญญาณผ่านคีย์เวิร์ดบางอย่าง เช่น บอกให้เราไปเรียนวิชาป้องกันตัว เนื่องจากตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าแพรวจะไปไหนมาไหน คุณพ่อก็จะคอยไปรับไปส่งด้วยความห่วงเสมอ ซึ่งตอนนั้นท่านคงรู้ตัวว่าจะอยู่กับเราได้ไม่นานแล้ว จึงอยากให้มีวิชาป้องกันตัวเอาไว้”

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจผล

“แพรวไม่แน่ใจว่ามันเป็นความกลัวหรือแค่กังวลกันแน่ แต่หลังจากรู้ว่าคุณพ่อเป็นมะเร็ง ก็ทำให้เรานึกถึงสุขภาพตัวเองขึ้นมาและอยากลองตรวจสุขภาพดูบ้าง จากเมื่อก่อนแทบไม่ได้อยู่ในความคิดเราเลย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับเพื่อนสนิทคุณแม่แนะนำสถาบันมะเร็งแห่งชาติมาให้ เพราะเขาตรวจสุขภาพที่นี่เป็นประจำ และการตรวจสุขภาพครั้งนั้นก็ทำให้เราพบก้อนที่เต้านมด้านขวาจากการคลำด้วยมือของคุณหมอ ก่อนจะตรวจซ้ำด้วยการอัลตราซาวนด์อีกครั้ง แต่ผลการตรวจยังอยู่ในระดับไม่น่าเป็นห่วง คุณหมอจึงนัดติดตามผล 

“ปีแรกผลก็ยังปกติดี พอปีที่ 2 ก็พบว่าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น และผล BIRADS4 คุณหมอจึงแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ แต่ก็ยังไม่พบเชื้อมะเร็ง จึงนัดติดตามผลเรื่อยมา จนกระทั่งปีที่ 3 ขนาดก้อนก็ยังคงใหญ่ขึ้นไม่หยุด ตอนนั้นคุณหมอก็ยังบอกว่าไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง เพราะเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจแล้ว แต่อย่างที่รู้กันดีว่า การเจาะชิ้นเนื้อก็เป็นการสุ่มตรวจ เราจึงเริ่มเป็นกังวล และบางทีเราก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้าอกอยู่เป็นระยะ จึงขอร้องคุณหมอให้ผ่าตัดเอาก้อนนี้ออกไป ซึ่งคุณหมอก็นัดผ่าตัดในอีกหนึ่งเดือนถัดมา แต่เป็นแค่การผ่าตัดเล็กและจะนำก้อนที่ผ่าออกมาส่งตรวจอีกรอบเพื่อความมั่นใจ 

“หลังผ่าตัดเราก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ วันหนึ่งก็มีคนเอามะพร้าวมาฝาก เราก็หยิบขึ้นมาเฉาะโดยลืมไปว่าแผลที่ผ่าตัดยังไม่สมานดี นั่นเป็นเหตุให้เลือดไหลออกจากแผลผ่าตัด ทำให้ต้องรีบกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง และปรากฏว่าผลตรวจก้อนนั้นส่งมาถึงคุณหมอพอดี จึงทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม HER2 แบบไม่ทันตั้งตัว”

ขอเที่ยวก่อนได้ไหม?

“เป็นความรู้สึกช็อกในช็อกก็ว่าได้ ด้วยความที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็น และก่อนหน้านั้นก็จองตั๋วไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์จิบลิ (Ghibli Museum) ที่ประเทศญี่ปุ่นกับเพื่อนสนิทเป็นที่เรียบร้อย ตั๋วพร้อม ที่พักพร้อม เพื่อนพร้อม ทุกอย่างพร้อมหมด ยกเว้นตัวเรา และความที่อยากไปมาก ถึงขั้นไปขอหมอว่า ‘ขอไปเที่ยวก่อนได้ไหม ค่อยกลับมารักษาได้ไหมคุณหมอ’ แน่นอนว่าคุณหมอไม่อนุญาต (หัวเราะ)

“หลังจากนั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์เราก็เข้าสู่กระบวนการรักษา โดยคุณหมอให้ตัวเลือกมา 3 ตัวเลือก คือ 1) ผ่าตัดสงวนเต้า 2) ผ่าตัดออกทั้งหมด และ 3) ผ่าตัดทั้งหมดแล้วเสริมเต้า เราก็ตัดสินใจเลือกข้อแรก เพราะคิดว่าน่าจะรักษาคุณภาพชีวิตและความมั่นใจไว้กับเราได้มากที่สุด จากนั้นก็มุ่งมั่นเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ทั้งหมด โดยมี ‘พี่ออย’ (ไอรีล ไตรสารศรี) ผู้ก่อตั้งโครงการอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ บาย ไอรีล (Art for Cancer by Ireal) เป็นแรงบันดาลใจ โดยเราจะคิดเสมอว่า ขนาดพี่ออยเป็นระยะ 4 แล้วยังสู้เลย เราก็ต้องสู้ดิ! จากนั้นเราก็เดินหน้าลุยเลย” 

วาเลนไทน์กับชายปริศนา

“เนื่องจากการผ่าตัดครั้งแรกเป็นการผ่าตัดเล็กที่ยังไม่รู้ว่าเป็นมะเร็ง จึงทำให้คุณหมอต้องนัดผ่าตัดในครั้งที่สองและฉีดสีในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อตรวจดูการลุกลามของมะเร็ง ซึ่งบอกตามตรงว่ากลัวมาก เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องวางยาสลบ  พอเข้าห้องผ่าตัด ทางวิสัญญีแพทย์ก็เข้ามาคุยด้วย ‘จะใส่ท่อช่วยหายใจแล้วนะ’ ตอนนั้นเราก็ยิ้มแห้งๆ หัวใจก็เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนคุณหมอแซวว่า ‘แหม หัวใจเต้นแรงจังเลย’ จากนั้นจอก็ดับไปเลย ไม่รู้สึกตัวอะไรอีกแล้ว  

“ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในทุ่งดอกไม้กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ความรู้สึกตอนนั้นมีความสุขแบบบอกไม่ถูก และภาพสวนดอกไม้ก็สวยงามตราตรึงจนเราอยากอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาลเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงพยาบาลมาปลุก ผู้ชายคนนั้นก็รีบปล่อยมือเราทันที และเหมือนจะบอกกับเราว่าให้กลับไป ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา รอบเตียงก็ห้อมล้อมไปด้วยนางพยาบาลหลายคนมาก จากนั้นก็ตบมือให้เราแล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า ‘โอ้โห ภัทรวรรณเก่งมากเลย ฟื้นตัวเร็วมาก’ 

“หลังจากตั้งสติได้ สิ่งแรกที่เรามองหาก็คือ ‘สายเดรน’ เพราะก่อนจะผ่าตัดคุณหมอจะบอกล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองมีสายเดรนติดอยู่ นั่นหมายถึงมะเร็งได้ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้วนะ ปรากฏว่าไม่มี ตอนนั้นดีใจมาก เรียกว่าเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้  

“สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามค้างคาใจจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ผู้ชายในสวนดอกไม้นั้น…ใช่คุณพ่อของเราหรือเปล่า ไม่มีใครตอบเราได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือแพรวกลายเป็นคนที่เชื่อในเรื่องโลกหลังความตายอย่างสนิทใจ และคิดเสมอว่าเราได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยนับจากนี้ไปเราจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ไม่กลับไปวนลูปกับไลฟ์สไตล์เดิมๆ ที่เสี่ยงจะทำให้มะเร็งกลับมา ที่สำคัญยังไม่ลืมที่จะขอบคุณมะพร้าวลูกนั้น ที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเราเป็นมะเร็งก่อนกำหนด (หัวเราะ)”

‘ทัพพี’ สีสันในก๊วนสามแม่ครัว 

“หลังพักฟื้นอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เข้าสู่กระบวนการให้เคมีบำบัด โดยแบ่งเป็นสูตรน้ำแดง 4 เข็ม ทุก 3 สัปดาห์ และต่อด้วยสูตรน้ำขาวอีก 12 เข็ม ทุกสัปดาห์ จากนั้นจึงจะเข้าสู่การให้ยามุ่งเป้า 17 เข็ม ทุก 3 สัปดาห์ และฉายแสง 24 แสง ทุกวัน เป็นอันจบการรักษา 

“ระหว่างที่รักษามาจนถึงเคมีบำบัดสูตรน้ำขาวประมาณเข็มที่ 6 คุณแม่ก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมอีกคน กลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรุ่นน้องเรา (หัวเราะ) แต่โชคดีมากที่ไม่ใช่สายพันธุ์ดุอย่าง HER2 และยังอยู่ในระยะ 1 แต่คุณแม่ก็ตัดสินใจผ่าตัดเต้านมด้านซ้ายยกเต้าเพื่อปิดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และรับยาเคมีบำบัดต่ออีก 4 เข็ม ก่อนจะกินยาต้านฮอร์โมนต่ออีก 5 ปี  

“นับเป็นช่วงชีวิตที่ความทุกข์ถาโถมเข้ามาแบบไม่พัก แต่เราก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังเรามี จำได้ว่าพอรู้ว่าแม่เป็นมะเร็ง แทนที่จะนั่งทุกข์อยู่บ้านรอการรักษากันสองแม่ลูก เราก็ออกไอเดียพาแม่ไปล่องแพที่กาญจนบุรีกับเพื่อนๆ คุณแม่รวม 5 คน กระโดดน้ำเล่นกันอย่างไม่แคร์วิกผม หัวเราะดังๆ ให้กับโรคมะเร็ง ก่อนจะกลับเข้าสู่กระบวนการรักษาพร้อมรอยยิ้ม และตั้งแต่นั้นมาแพรวก็กลายเป็นหนึ่งในก๊วน ‘สามแม่ครัว’ แก๊งสาวๆ วัย 67 ปี ที่มีแม่และเพื่อนแม่อีกสองคนเป็นสมาชิก พอมีเราแทรกตัวเข้ามา ก๊วนนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘สามแม่ครัวกับหนึ่งทัพพี’ ชวนกันกิน เที่ยว และทำกิจกรรมสนุกๆ จนถึงทุกวันนี้”

กิน-กาย-ใจ

“ตั้งแต่เริ่มรักษาจนถึงทุกวันนี้ แพรวจะให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง คือ กิน กาย และจิตใจ การกิน ก็จะเน้นอาหารกลุ่มโฮลฟู้ดส์ (Whole foods) และแพลนต์เบส (Plant-based food) เน้นวัตถุดิบสด สะอาด และธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการทางการปรุงอะไรมาก ขณะที่โปรตีนก็จะเน้นแค่เนื้อขาว เช่น ปลา ไก่ ไข่ต้ม ฯลฯ เป็นหลัก และเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน ซึ่งพอกินไปได้สักระยะ ร่างกายเราก็จะเรียนรู้ พอเจอของทอด ของมัน ก็เริ่มไม่อยากกินแล้ว นอกจากนี้ก็จะเสริมอาหารทางการแพทย์บ้าง เช่น โปรตีนจากพืช เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเป็นระยะ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเบื่ออาหาร ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่ผู้ป่วยทุกคนต้องเจออยู่แล้ว และหน้าที่เราก็คือกินให้ได้มากที่สุด ซึ่งช่วงนั้นก็จะมีเครื่องปั่นอาหารคู่กาย เอาไว้ปั่นผักผสมโปรตีนกิน เพื่อจะได้กลืนง่าย ย่อยง่าย ถ่ายคล่อง 

“ส่วน เรื่องร่างกาย นอกจากเรื่องการนอนเร็วขึ้น ก็ยังเพิ่มเวลานอนระหว่างวัน รวมถึงพยายามให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไปให้ได้มากที่สุด โดยการกินอาหารที่มีกากใย จิบน้ำบ่อยๆ จะได้ย่อยง่าย ถ่ายคล่อง เพื่อช่วยให้ตับไม่ต้องมาทำงานหนัก และพยายามเข้าหาธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น รับแสงแดดตอนเช้า ฯลฯ

“สุดท้ายเป็น เรื่องจิตใจ เพราะถึงกายป่วย แต่เราต้องไม่ยอมให้ใจป่วยเด็ดขาด ฉะนั้น อะไรที่ทำให้เรายิ้มได้ เราก็จะทำ นอกจาก ‘วิก’ หลากสีที่เราช่วยเสริมความมั่นใจและสีสันให้ชีวิตระหว่างป่วยแล้ว เรายังมีกิจกรรมฝึกสมาธิ-ดีท็อกซ์จิตใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการปักผ้าแบบ ‘ซาชิโกะโอริ’ (Sashiko-ori) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาปักผ้าแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น รวมถึงการเขียนบันทึกที่เหมือนการระบายสิ่งต่างๆ ลงไปในสมุด เยียวยาความรู้สึกช่วงที่ป่วยได้เป็นอย่างดี ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนั้นเป็นของที่ระลึกจากพี่ออย-ไอรีล ไอดอลที่เรารักนั่นเอง 

“ด้วยความที่ พี่พราว (ปารมิตา โกมารกุล ณ นคร) ซึ่งเป็นหัวหน้างานของแพรวเป็นเพื่อนสนิทกับพี่ออย หลังจากเขาทราบข่าวว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง พี่พราวก็ตรงไปหาพี่ออยเกือบจะทันที เพื่อขอความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม จากนั้นพี่พราวก็ถ่ายภาพและส่งมาให้แพรวก่อนเข้าห้องผ่าตัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง นับเป็นสองภาพที่ช่วยเติมพลังให้เราฮึดสู้ในวันผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี”

ขอบคุณมะเร็ง

“แพรวยังมองมะเร็งเหมือนในวันแรกที่เรารู้จักเขา มะเร็งยังเป็นสิ่งไม่ดีในชีวิตเรา ถ้าเทียบกับนิทานเรื่องสโนไวท์ มะเร็งก็คือแอปเปิลอาบยาพิษของแม่มด แต่สุดท้ายมันก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเรียนรู้และรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น คัดกรองสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตให้มากขึ้น และให้อภัยตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างที่เกิดล้วนมีเหตุและผลของมันเสมอ

“และแม้มะเร็งจะเป็นตัวร้ายในชีวิตของเรา แต่แพรวก็ขอบคุณมะเร็งเสมอที่เข้ามาปฏิวัติชีวิตเรา ทำให้เราหันมาใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ทำให้เราค้นพบวิถีชีวิตใหม่ที่ทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ จากเมื่อก่อนที่จะเป็นคนเฉื่อยๆ คิดว่า ชีวิตเรามีพรุ่งนี้เสมอ แต่พอมะเร็งเข้ามา กลายเป็นเราเชื่อว่า บางทีพรุ่งนี้…อาจจะสายไป เมื่อเรายังมีโอกาสได้ใช้ชีวิต ยังมีลมหายใจทำสิ่งต่างๆ ได้ ก็ทำให้เต็มที่ที่สุด และมีความสุขในทุกๆ นาที ดังที่คุณหมอเคมีบำบัดเคยเขียนประโยคนี้มอบให้แพรวในวันจบการรักษา” 

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

พญ.คัคนานต์ เทียนไชย ความสูญเสียที่ไม่สูญเปล่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนต่างเคยผ่านห้วงแห่งความเจ็บปวด เศร้าหมอง อ่อนแอ ผิดหวัง เหนื่อยล้า หมดพลัง สูญเสีย สับสนมาด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไป บ้างก้าวผ่านมาได้ บ้างก็แตกสลาย บ้างก็ซ่อนเร้นเอาไว้เพื่อรอการเยียวยาในสักวันหนึ่ง สำคัญที่สุดคือทุกความบอบช้ำล้วนมอบบทเรียนสำคัญให้แก่ชีวิตเรา เพียงแต่เราจะมองเห็นหรือไม่

พญ.คัคนานต์ เทียนไชย หรือ‘หมอตาล’ อายุรแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งวิทยา วัย 37 ปี เจ้าของช่อง Dr.Tarn หมอตาลต้านมะเร็ง เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยบอบช้ำจากการสูญเสียบุคคลที่รักไปด้วยโรคมะเร็ง แต่แทนที่เธอจะปล่อยให้ความเศร้าแวะเวียนเข้ามาและผ่านออกไป เธอกลับเปลี่ยนความบอบช้ำในครั้งนั้นให้เป็นพลังผลักดันตัวเองจนมายืนในฐานะ ‘หมอมะเร็ง’ อย่างเต็มตัว

“ช่วงนั้นหมอกำลังเรียนอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 3 ก็ทราบข่าวว่าคุณยายมีอาการผิดปกติบางอย่าง อยู่ระหว่างรอตรวจอัลตราซาวนด์อยู่ที่โรงพยาบาลชลบุรี ด้วยก่อนหน้านั้นคุณยายเคยมีประวัติเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน หมอจึงคิดว่าครั้งนี้ก็น่าจะเป็นนิ่วอีก แต่ปรากฏว่าไม่ใช่

“อาจารย์หมอที่ทำการตรวจร่างกายให้คุณยายโทรมาแจ้งว่า ตรวจพบก้อนที่ตับคุณยาย ตอนนั้นก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นมะเร็ง ถามว่าตกใจไหม ก็ตกใจนะ แต่ด้วยความที่ระยะของโรคยังอยู่ในช่วงต้น ยังไม่ลุกลาม เราจึงคิดว่าน่าจะพอมีโอกาสรักษาได้ กอปรกับสักช่วง 8 ปีก่อนหน้านี้ คุณแม่ก็เคยป่วยเป็น ‘โรคมะเร็งกล้ามเนื้อ’ ระยะต้นและสามารถรักษาหายได้ จึงทำให้หมอมีภาพจำที่ค่อนข้างดีเกี่ยวกับมะเร็ง 

“หลังจากทราบผลแน่ชัดว่าคุณยายเป็นมะเร็งตับ ทางครอบครัวก็ทำเรื่องย้ายคุณยายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยการรักษาก็เริ่มต้นด้วยการฉีดยายับยั้งเส้นเลือดไปเลี้ยงที่ตับ แต่ฉีดไปเพียง 3 ครั้ง ยาก็เริ่มเอาไม่อยู่ มะเร็งแพร่กระจายไปที่ปอด จึงต้องเปลี่ยนมารักษาด้วยการกินยามุ่งเป้า ซึ่งต้องยอมรับว่ายามุ่งเป้าในเวลานั้นยังไม่มีให้เลือกมากเหมือนในปัจจุบัน อีกทั้งประสิทธิภาพก็ยังไม่ดีมาก 

“คุณยายกินยามุ่งเป้าตัวแรกไปได้ประมาณหนึ่งปี ก็เริ่มมีอาการดื้อยา อาจารย์หมอจึงต้องเปลี่ยนให้กินยามุ่งเป้าตัวที่สอง ซึ่งกินไปได้แค่ 4 เดือน คุณยายก็มีอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยา ทำให้คุณหมอต้องยุติการให้ยามุ่งเป้า ไม่นานหลังจากนั้นโรคมะเร็งก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว คุณยายทรุดลง นอนติดเตียงเพียงไม่นาน ท่านก็จากพวกเราไป”

ความสูญเสียที่ไม่สูญเปล่า 

“ด้วยความที่หมอสนิทกับคุณยายมาตั้งแต่เด็ก รักและผูกพันกันมาก จำได้ว่าทุกๆ ปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่มักจะพาเราไปฝากให้คุณยายเลี้ยงเสมอเพราะท่านทั้งสองต้องทำงาน นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดช่วงหนึ่ง เนื่องจากคุณยายจะดูแลเราเป็นอย่างดี ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับก็ยังตามมาดูว่าห่มผ้าไหม หรือพัดลมโดนไหม ฯลฯ และตามใจเราทุกอย่าง ถ้าสมัยนี้ก็คงเรียกว่า ‘สปอย’ ได้เลย หรือแม้ในวันที่ไม่มีใครสนใจเรา ก็จะมีคุณยายนี่แหละที่คอยมานั่งอยู่ข้างๆ ถามไถ่เราเสมอ ทำให้ทุกครั้งที่เรานึกถึงคุณยาย จึงมีแต่ภาพความรัก ความอบอุ่นในหัวใจ และนั่นทำให้การจากไปของคุณยายส่งผลต่อชีวิตหมอมาก

“ช่วงที่คุณยายเสียนั้น หมอจบการศึกษาเป็น ‘แพทย์ประจำบ้าน’ แล้ว และเริ่มใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ย่างเข้าปีที่ 2 จากเดิมที่ตั้งใจไว้แล้วว่า จะไม่เรียนต่อในสาขาย่อยแล้ว เป็นหมออายุรกรรมพอแล้ว แต่พอคุณยายจากไปด้วยโรคมะเร็ง นั่นกระตุ้นให้เราอยากรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้น อยากมีองค์ความรู้ที่สามารถช่วยคนได้ และเผื่อในอนาคตคนที่รักหรือคนในครอบครัวเป็นอีก เราจะได้รู้ช่องทางในการรักษา นี่จึงเป็นเหตุผลให้หมอตัดสินใจเรียนต่อเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง”

กว่าจะเป็นหมอมะเร็ง

“ย้อนหลังกลับไปในช่วงที่กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ยอมรับว่าตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร หรืออยากเรียนอะไร แต่ความที่เราเรียนดีและอยู่ห้องคิงมาตลอด พอมาถึงจุดที่ต้องเลือกคณะ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็จะเลือกอยู่ 2 คณะ คือ ถ้าไม่ไปวิศวกรรมศาสตร์ ก็เลือกแพทยศาสตร์นี่แหละ และด้วยความที่หมอเองไม่ชอบวิชาฟิสิกส์ จึงตัดสินใจมาทางหมอดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นอาชีพที่นอกจากจะดูแลคนอื่นแล้ว ยังสามารถดูแลคนที่เรารัก พ่อแม่ และครอบครัวเราได้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่เองก็น่าจะดีใจที่เราได้เรียนหมอ

“6 ปีในการเรียนที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชนั้นหนักหน่วงมาก คณะอื่นเรียนกันแค่ 4 ปีก็จบ รับปริญญา ได้ทำงานแล้ว แต่ 6 ปีสำหรับการเป็นหมอนั้นเป็นแค่การเริ่มต้น ถือเป็นน้องเล็กสุดในโรงพยาบาล เพิ่งขึ้นคลินิก ดูแลคนไข้ ช่วงนั้นอะไรก็ใหม่ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำหัตถการ เจาะน้ำในปอด ปั๊มหัวใจ ฯลฯ ถือเป็นช่วงวัดใจช่วงที่ 1 ของเส้นทางสายแพทย์ หลายครั้งก็เกิดคำถามขึ้นมาในหัวเหมือนกันว่า เรามาทำอะไรตรงนี้ (หัวเราะ) 

“พอจบ 6 ปี ก็ต้องฝึกงานเป็น ‘แพทย์ใช้ทุน’ อีก 3 ปี ช่วงนี้นับเป็นช่วงวัดใจช่วงที่ 2 เพราะตอนนี้เราจะมีเลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นของตัวเอง ถือเป็นหมอเต็มตัวและต้องรับผิดชอบดูแลคนไข้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีอาจารย์หรือพี่เลี้ยงมาคอยช่วยดูแลเหมือนแต่ก่อน 

“หลังทำงานใช้ทุนจบ ก็มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเป็นหมอว่า อยากจะเลือกไปในเส้นทางไหน ทางสวยงาม เช่น แพทย์ผิวหนัง เสริมความงาม ฯลฯ หรือจะเลือกเส้นทางโหดหิน หมอก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางหลัง โดยเลือก ‘อายุรกรรม’ และใช้เวลาศึกษากว่า 3 ปี จนจบเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

“จากเดิมทีที่ตั้งใจว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่เพราะการจากไปของคุณยายด้วยโรคมะเร็ง ทำให้หมอตัดสินใจศึกษาต่ออีก 2 ปี จนจบทางด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาที่โรงพยาบาลราชวิถีในปี 2565 และทุ่มเทเวลาหลังจากนั้นในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน”

ลมหายใจเพื่อผู้ป่วย

“หากย้อนเวลากลับไปได้ หมอก็ยังจะเลือกเป็นหมอนะ (ยิ้ม) หมอรู้สึกว่าอาชีพนี้ทำให้เราได้ช่วยผู้คน และเป็นงานที่ไม่ว่าจะมองย้อนกลับไปสักกี่ครั้งในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมา เราก็ยังรู้สึกภูมิใจเสมอที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ยิ่งได้มาเป็นหมอมะเร็งอย่างเต็มตัว เราก็ยิ่งได้เรียนรู้ว่า หมอมะเร็งนั้นไม่ได้มีหน้าที่รักษาแค่ตัวโรคหรือรักษาแค่ทางกายของคนไข้ แต่เรายังต้องดูแลจิตใจของคนไข้และครอบครัวของเขาด้วย 

“สำหรับหมอแล้ว การรักษามะเร็งที่ดีที่สุดไม่ใช่การรักษาเยอะๆ อัดยาแพงๆ แต่หัวใจสำคัญในการรักษามะเร็งในมุมมองของหมอก็คือ ทำอย่างไรให้คนไข้มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่มากที่สุด รักษาโรคก็ต้องรักษาแหละ แต่เราต้องคำนึงถึงด้วยว่า การรักษาของเราต้องไม่เพิ่มความทุกข์ให้คนไข้และครอบครัว 

“ฉะนั้น ยาที่แพงที่สุดไม่ได้หมายความว่ายานั้นจะดีที่สุดเสมอไป เช่นกันกับการรักษาที่ดีที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนไข้มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด เพราะหากคนไข้มีชีวิตอยู่นานที่สุดในสภาพติดเตียง สื่อสารอะไรไม่ได้เลย นี่คือความทรมานนะ ขณะเดียวกันครอบครัวของคนไข้เองก็ต้องขายบ้าน ขายทรัพย์สิน หรือกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อรักษาชีวิตแบบนี้ หมอคิดว่าไม่คุ้ม นี่เองที่การทำให้คนไข้มีชีวิตอยู่นานที่สุดไม่ใช่เป้าหมายในการรักษาของหมอ หมอมักจะบอกกับคนไข้เสมอว่า หมอจะพยายามรักษาให้ช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่นั้นได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขที่สุด” 

ใช้ ‘น้ำลาย’ รักษาคนไข้

“ด้วยความที่โรคมะเร็งเป็นโรคที่ซับซ้อน เข้าใจยาก การพูดสื่อสารให้คนไข้เข้าใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น ฉะนั้น คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่หมอมะเร็งควรมีก็คือการเป็นนักสื่อสารที่ดี เพราะคำพูดของหมอสำหรับคนไข้นั้นสำคัญมากนะ คำพูดเพียงสั้นๆ แต่บางทีมีประสิทธิภาพดีกว่ายาด้วยซ้ำ เพราะช่วยดึงคนไข้ที่กำลังดิ่งๆ ท้อแท้ หมดหวัง ให้ฮึดขึ้นสู้ได้ ในทางการแพทย์เรียกว่า ‘Saliva Therapy’ หรือการใช้น้ำลายในการรักษา ซึ่งก็คือการพูดนั่นเอง แต่จะพูดอย่างไรก็แล้วแต่เทคนิคเฉพาะตัวของหมอแต่ละคน 

“สำหรับหมอแล้ว ก็คือการพูดความจริงโดยที่ไม่ทำร้ายคนไข้ให้มากที่สุด ซึ่งก็มีความยากอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในวันที่ต้องบอก ‘ข่าวร้าย’ กับคนไข้ เพราะอย่างที่รู้กันว่า การเป็นมะเร็งในระยะต้นนั้น ทุกอย่างก็จะง่าย แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่มาถึงมือหมอนั้น มักจะมาในระยะท้ายๆ แล้ว และต้องยอมรับว่าการรักษาอาจจะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ สิ่งสำคัญจึงต้องพูดความจริงให้คนไข้รับรู้และยอมรับความจริงให้เร็ว เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาให้เร็วที่สุด ซึ่งยากพอสมควร

“นั่นทำให้ทุกเคส หมอต้องทำการบ้านก่อนที่จะพบคนไข้ โดยจะคุยเก็บข้อมูลกับคนข้างกายคนไข้ก่อน เช่น สามี หรือลูก เพื่อเราจะได้รู้ว่าพื้นฐานครอบครัวเขาเป็นอย่างไร และควรจะพูดอย่างไรดีให้คนไข้ไม่หมดกำลังใจในการรักษา คำพูดของหมอนั้นมีอิทธิพลกับคนไข้มาก คนไข้จะมีกำลังใจหรือท้อแท้ก็ขึ้นอยู่กับเรานี่แหละ ถ้าพูดผิด เขาอาจจะตัดสินใจปฏิเสธการรักษาเลยก็ได้ แต่จะพูดให้ความหวังคนไข้ว่า รักษาเถอะ…เดี๋ยวก็หาย – ก็ไม่ได้อีก เพราะความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น และอาจจะทำให้คนไข้ไม่รับรู้เกี่ยวกับการพยากรณ์โรคของเขา นั่นอาจจะทำให้เขาเสียโอกาสที่จะเตรียมตัว เตรียมใจ หรือทำหลายสิ่งที่ต้องทำหรืออยากทำในชีวิตไปก็ได้

“ฉะนั้น ควรพูดความจริงอย่างไรก็ได้ ให้คนไข้รับรู้ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นยอมรับในทันที แต่อย่างน้อยต้องทำให้เขาไม่ปฏิเสธที่จะรักษา เพราะหมออยากให้คนไข้ทุกคนลองสู้ดูก่อน เพราะหากถอดใจยอมแพ้ตั้งแต่ต้น เราจะไม่มีวันชนะแน่นอน ฉะนั้น สู้เพื่อตัวเองสักครั้ง และหากถึงจุดหนึ่งที่สู้ไม่ไหวแล้ว ก็แค่พอเท่านั้นเอง” 

ที่พึ่งสุดท้ายของคนไข้

“ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หมอได้เรียนรู้ว่า หมอมะเร็งนั้นก็เหมือนหมอคนสุดท้ายของคนไข้ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยเป็นอะไรก็ตาม มักจะมาจบที่หมอมะเร็งเสมอ เช่น คนไข้บางคนมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง รักษากับหมอนั้นหมอนี้หลายครั้งก็ไม่หาย สุดท้ายก็ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง และเชื่อไหมว่า พอเขารู้ว่าเป็นมะเร็ง สิ่งที่คนไข้กลัวที่สุดไม่ใช่ความตายนะ แต่เขากลัวที่จะอยู่บนโลกนี้อย่างทรมาน โดยไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่ง ‘ใคร’ ดี 

“หมอมะเร็งควรจะเป็น ‘ใคร’ คนนั้นให้คนไข้ ควรเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้เขาได้ โดยทำอย่างไรก็ได้ให้คนไข้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าเขาจะไม่อยู่เดียวดาย ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ต้องใช้ยาหรือทำหัตถการใดๆ เลยด้วยซ้ำ แค่คำพูด สีหน้า แววตา หรือเพียงสัมผัส เช่น แตะที่มือเบาๆ และบอกเขาว่า โทรมาได้ตลอดนะ หากมีปัญหาอะไร แค่นี้เขาก็อุ่นใจแล้ว ฉะนั้น หมอมะเร็งนอกจากการรักษาทางกายแล้ว ก็ควรเป็นนักสื่อสารที่ดีเพื่อเยียวยาใจให้คนไข้ด้วย เพราะคนไข้มะเร็งแทบทุกคน เขาอยากฟังหมอพูดเยอะๆ นอกจากอยากเข้าใจถึงตัวโรคและกระบวนการรักษาแล้ว เขายังอยากได้กำลังใจ ความมั่นใจ ความอุ่นใจอีกด้วย 

“หมอเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ความกลัวของคนไข้ลดลง ก็คือ องค์ความรู้ ยิ่งกลัวสิ่งไหน เราต้องยิ่งเดินเข้าไปหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น เมื่อเรามีองค์ความรู้เพิ่มขึ้น ความกลัวของเราจะลดลง นี่จึงเป็นที่มาของการทำช่อง Dr.Tarn หมอตาลต้านมะเร็ง เพื่อแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็งไปยังผู้คน เพราะหมอเชื่อว่า หากทุกคนรู้จักโรคนี้มากขึ้น ความกลัวโรคนี้ก็จะน้อยลง รวมถึงรู้จักหลีกเลี่ยงและป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้มากขึ้น”

คุณค่าที่ค้นพบจากมะเร็ง

“บอกตรงๆ ว่า หมอไม่ได้อยากรักษาผู้ป่วยมะเร็งไปจนวันสุดท้ายของชีวิตหรอกนะ หมอหวังว่าวันหนึ่งจำนวนผู้ป่วยมะเร็งจะลดลงเรื่อยๆ นั่นเป็นที่มาของความฝันเล็กๆ ในอนาคต หมออยากจะเปิดสถานที่ที่จะช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากโรคมะเร็ง แต่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็อยากจะให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการตรวจคัดกรองมะเร็งตามช่วงวัยเป็นประจำ เพราะยิ่งเจอมะเร็งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคนี้ได้สูงขึ้น

“สำหรับผู้ที่กำลังป่วยเป็นมะเร็ง หมอก็อยากจะบอกว่า ไม่ผิดหรอกที่เราจะมองว่า มะเร็งเป็นความโชคร้าย ประสบการณ์เลวร้าย หรือช่วงเวลาร้ายๆ ของชีวิต แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง มะเร็งก็ไม่ต่างอะไรกับบททดสอบของชีวิต ที่หากเราไม่ยอมแพ้ เราย่อมแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน อีกทั้งมะเร็งยังเป็นตำราชีวิตเล่มใหญ่ที่สอนให้เราได้รู้ว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ฉะนั้น เราควรจะมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน และไม่ยึดติดอยู่กับความสุขในอดีต หรือรอความสุขในอนาคต รวมถึงทำให้เราตระหนักได้ว่า เวลาที่เหลืออยู่นั้น ไม่สำคัญว่าจะเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน แต่สำคัญที่ว่าเราได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้นได้คุ้มค่าเพียงใดต่างหาก 

“นอกจากนี้ มะเร็งยังเข้ามาทำให้เรารู้จักปล่อยวาง และช่างมันกับหลายๆ เรื่องในชีวิตได้ง่ายขึ้น เราจะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้ง่ายขึ้น ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไม่ดีในชีวิต มะเร็งเข้ามาเตือนให้เราไม่ประมาทกับการใช้ชีวิต ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของลมหายใจ หันกลับมารักตัวเอง และกลับมาให้ความสำคัญกับคนที่รักและอยู่ข้างๆ เราในวันที่เราทุกข์ที่สุดอีกด้วย”

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

พิชามญชุ์ เอนกวรกุล กับโมงยามแห่งการเดินทางรอบโรค

ในยุคสมัยที่ Google ตอบได้เกือบทุกคำถาม ความรู้ทุกแขนงสามารถหาได้เพียงพิมพ์คำสั้นๆ และเสิร์ชหา แต่กับบางคำถามก็อาจจะไม่มีทางล่วงรู้คำตอบได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส หากต้องรอจนกว่า ‘ชีวิต’ จะทยอยส่งมอบบทเรียนสำคัญให้เราได้เรียนรู้ ยอมรับ กระทั่งน้อมรับ จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ 

ซังซัง-พิชามญชุ์ เอนกวรกุล เป็นอีกคนหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ล้นเหลือ เธอมีฝันเหมือนๆ กับคนวัยเดียวกัน และเคยใช้ชีวิตที่เหมือนว่าจะมีพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ ‘ความกลัว’ ได้แทรกซึมเข้ามาในชีวิต นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองและค้นหาคำตอบผ่านการสะสมสารพัดสารพันความรู้ทีละนิด จนเริ่มมองเห็นและเข้าใจความไม่แน่นอนของ ‘ชีวิต’ มนุษย์

และนั่นกลายมาเป็นเทคนิคที่เธอใช้รับมือกับอุปสรรคต่างๆ นานา รวมถึงสถานะการเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ชนิด HER2 Positive มะเร็งที่มีแนวโน้มความรุนแรงของโรคสูงขึ้น และจากการศึกษาพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะพบ HER2 positive ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับยีนส์ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงทำให้เกิดมะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง มะเร็งกระดูก เป็นต้น

“ออกตัวก่อนว่าซังเป็นคนที่ไม่ชอบเข้าวัด ทำบุญ ฟังธรรม หรือปฏิบัติธรรมใดๆ เลย แต่สกิลหนึ่งที่ติดตัวมาแต่ไหนแต่ไรก็คือ ซังจะเป็นคนที่มองว่าการเกิด-แก่-เจ็บ-ตายเป็นเรื่องธรรมดา จำได้ว่าอายุราว 15 ปี จู่ๆ วันหนึ่งเราเกิดความรู้สึก ‘กลัวตาย’ ขึ้นมาเฉยๆ เข้าใจว่าน่าจะมาจากความพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ของตัวเองในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ฐานะ ความเป็นอยู่ ฯลฯ ทุกอย่างในชีวิตเรามันดีไปหมด แม้จะไม่ได้สุขสบายตลอด แต่คุณพ่อคุณแม่ก็เลี้ยงดูเราอย่างไม่เคยลำบากและให้อิสระทุกอย่าง กอปรกับนิสัยส่วนตัวที่ชอบคิด วิเคราะห์ รู้อะไร เห็นอะไร เราก็มักจะมาคิดต่อ เช่น เรียนเรื่องพุทธประวัติเกี่ยวกับการสละราชสมบัติ ความสุขสบายของเจ้าชายสิทธัตถะ เพื่อเสด็จออกผนวช เราก็จะตั้งคำถามขึ้นว่า ทำไมพระองค์ทรงเลือกทางนั้น หรือแม้แต่การอ่านวรรณกรรมเด็กหลายๆ เรื่อง นอกจากเรื่องราวความสนุกในเนื้อเรื่องแล้ว เราก็จะตั้งคำถามว่า ทำไมตัวละครนั้นรวยแล้วจน หรือ ทำไมคนเรามีเกิดแล้วต้องมีดับ ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกๆ เช้าที่คุณแม่ขับรถไปส่งที่โรงเรียน ท่านจะเปิดวิทยุฟังรายงานการจราจร และก่อนจะจบการรายงานทุกครั้ง ผู้จัดรายการก็จะทิ้งท้ายด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสเสมอ โดยวลีหนึ่งที่ติดอยู่ในใจเรามาตลอดก็คือ ‘ตัวกูไม่ใช่ของกู’ 

“การสะสมคอนเทนต์เหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต จนเกิดเป็นความกลัวและเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ถ้าเราตายแล้ว…ยังไงต่อ’, ‘ชาติหน้ามีจริงไหม’, ‘เกิดแล้วดับหายไปเลยหรือเปล่า’, ‘จะไม่มีเราแล้วจริงๆ เหรอ’ ฯลฯ ยิ่งถามก็ยิ่งกลัว และพอเกิดความกลัวตาย ความกลัวอื่นๆ ก็เข้ามา เช่น กลัวเจ็บ กลัวป่วย กลัวแก่ กลัวไม่สำเร็จ ฯลฯ นั่นทำให้เราเริ่มศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มาเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งก็ไปซื้อหนังสือ ‘คู่มือมนุษย์’ ของท่านพุทธทาสมาลองอ่าน และเริ่มเข้าใจสิ่งที่ตัวเราควบคุมไม่ได้ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ชีวิต’ ของเราเอง ที่จาก ‘มี’ มันกลายเป็น ‘ไม่มี’ ได้ตลอดเวลา และสุดท้ายความตายก็เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด”

ชีวิตที่ผิดแผน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานกว่า 5 ปี ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจที่ Imperial College London ประเทศอังกฤษ และกลับมาใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์เงินเดือนอยู่เพียงไม่นาน เธอก็บอกลาความโสดและเข้าสู่ประตูวิวาห์ พร้อมวางแผนเดินทางท่องเที่ยวและฮันนีมูนกับสามี โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองต้องพร้อมใจลาออกจากงานประจำก่อนออกเดินทาง

“เราทั้งสองคนอยากเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยไปหลายๆ ประเทศในวัยที่ร่างกายยังไหว และยังไม่มีภาระอะไรที่ต้องเป็นห่วง คุณพ่อคุณแม่ก็ยังดูแลตัวเองได้ จึงวางแผนจะไปผจญภัยกันเต็มที่ เตรียมตัวก่อนออกเดินทางกว่า 3 เดือนเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการสมัครอบรม Free Dive กินคลีน ฟิตร่างกาย ทั้งโหนบาร์ ปีนเชือก ฯลฯ เพื่อตั้งใจจะลงแข่งขันวิ่งวิบาก สปาร์ตัน เรซ (Spartan Race) และหลังจากลาออกจากงาน ก็จองตั๋ว จองที่พัก จองซาฟารี ทำวีซ่า ฯลฯ แพลนทริปไว้เกือบเรียบร้อยหมดแล้ว  

“จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2566 ช่วงนั้นอยู่ระหว่างเดินทางไปงานรับปริญญาของน้องชายสามีที่อังกฤษ ก็มีนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่นั่น ด้วยความที่เราเป็นคนรักสุขภาพ เลือกกินอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่ค่อยแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักเท่าไร ทำให้คืนนั้นดื่มกับเพื่อนไปแค่ 2 แก้ว ก็มีอาการใจเต้นเร็วขึ้นมา พอกลับมาที่พักก็ยังไม่หาย จะนอนก็นอนไม่หลับ จึงลองใช้มือนวดๆ คลึงๆ ที่บริเวณหัวใจ คิดว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามือก็ดันไปคลำเจอก้อนแข็งๆ ที่หน้าอกด้านซ้าย และจากที่เป็นนักอ่านตัวยง ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเป็นก้อนเนื้อที่แข็ง ไม่เจ็บ มีโอกาสสูงที่อาจจะเป็นมะเร็งมากกว่าก้อนที่คลำแล้วเจ็บ ณ นาทีนั้นก็รู้สึกแล้วว่าก้อนที่เป็นอยู่นั้นเข้าข่ายจะเป็นมะเร็งสูงทีเดียว

“แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะยังต้องอยู่ที่อังกฤษต่ออีก 10 วัน ระหว่างนั้นก็เล่าให้สามีฟัง และกำชับว่ายังไม่ต้องบอกใคร เพราะกลัวทุกคนที่มาด้วยจะเป็นกังวลไปกับเรา จากนั้นเราก็ปล่อยจอยไปกับการเดินทาง จนกระทั่งเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยวันแรกก็เสิร์ชหาโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งเต้านม และนัดหมายกับแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจภายในสัปดาห์นั้นเลย

“หลังจากคุณหมอตรวจอัลตราซาวนด์แล้ว ก็ขอตรวจแมมโมแกรมเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลกับเราว่า ดูเหมือนว่าจะมีหินปูน ซึ่งพอผลแมมโมแกรมออกมาพบค่า BIRADS 5 หมายถึง พบสิ่งผิดปกติ มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้สูง 

“ทางคุณหมอจึงแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจในวันนั้นเลย จากนั้นก็กลับมารอผลประมาณ 3 วัน จำได้ว่าประมาณวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ก็โทรมานัดให้กลับมาฟังผลในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะถามย้ำๆ ว่า มาได้ไหมคะ โดยแจ้งว่าตามปกติวันอาทิตย์จะไม่ใช่เวรคุณหมอ แต่คุณหมอจะมาเพื่อแจ้งผลเราโดยเฉพาะ ตอนนั้นก็เริ่มรู้แล้วว่า ผลชิ้นเนื้อน่าจะออกมาไม่ดีแน่ๆ จึงคุยกับสามีให้เตรียมใจว่าแผนการเดินทางที่วางไว้น่าจะพังแล้ว”

ความป่วยเป็นธรรมดา

“เพราะรู้อยู่แล้วว่าความป่วยนั้นเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ และก่อนหน้านั้น ผลแมมโมแกรมก็ทำให้พอรู้ว่าก้อนที่เป็นอยู่นั้นมีขนาดแค่ 2 เซนติเมตร ยังคงอยู่ในระยะที่ยังรักษาได้ ทำให้พอคุณหมอแจ้งว่า ผลชิ้นเนื้อออกมาเป็นมะเร็งอย่างที่คาดเอาไว้ เราจึงไม่ได้ตกใจหรือร้องไห้ฟูมฟาย ตรงกันข้ามกลับพูดคุยและสอบถามคุณหมอถึงประเภทของมะเร็งที่เป็น แผนการรักษา รวมถึงการเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที ซึ่งคุณหมอก็ตอบอย่างละเอียด ก่อนจะถามกลับมาว่า ‘ผ่าตัดพรุ่งนี้เลยไหม’

“ด้วยความที่เราไม่เคยผ่าตัด ไม่เคยผ่านประสบการณ์การวางยาสลบมาก่อนเลย จึงขอเลื่อนเป็นอีกสองวันถัดมา เพื่อกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจก่อน (หัวเราะ) พอกลับมาถึงบ้านคืนนั้น ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เพราะต้องนั่งยกเลิกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ตั๋วเดินทาง ฯลฯ โดยแนบใบรองรับแพทย์ไปพร้อมคำร้อง ‘ขอเงินคืน’ เนื่องจากต้องรักษาตัวจากอาการป่วยจึงไม่สามารถเดินทางได้ในวันเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งก็ได้เงินคืนเกือบทั้งหมด

“กระทั่งถึงวันผ่าตัด นอกจากการผ่าตัดแบบสงวนเต้าแล้ว คุณหมอก็ยังนำชิ้นเนื้อพร้อมกับต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ส่งตรวจอีกครั้ง และผลออกมาว่ามะเร็งยังไม่ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง เราจึงเป็นแค่ผู้ป่วยมะเร็งระยะ 1 ซึ่งก็ยิ่งทำให้เราไม่มีความกลัวใดๆ เลย และรู้สึกว่ามะเร็งระยะนี้คงไม่ทำให้เราตายหรอก

“หลังจากกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน นอกจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษามะเร็งทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำความเข้าใจคาแรกเตอร์มะเร็งที่เราเป็นอยู่ว่าคืออะไร และไล่ดูคลิปความรู้จากคุณหมอด้านมะเร็งใน YouTube แล้ว เรายังไปขอ second opinion และ third opinion กับคุณหมอเก่งๆ เพิ่มเติมอีก 2 ท่าน จนสุดท้ายก็ได้แนวทางการรักษาที่ตรงความต้องการ รวมถึงตรงกับแนวทางการรักษาจาก National Comprehensive Cancer Network (NCCN Guidelines) เครือข่ายมะเร็งครบวงจรแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นการรักษาที่ได้ผลที่สุดก็คือ การให้คีโม Paclitaxel ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ควบคู่กับยาพุ่งเป้า 18 ครั้งทุก 3 สัปดาห์ และฉายแสง 25 ครั้ง จากนั้นก็จบด้วยการให้ยาต้านฮอร์โมน 5 ปี

“หนึ่งเดือนก่อนจะให้คีโม ซังก็ยังดำเนินการ ‘ฝากไข่’ ตามคำแนะนำของคุณหมอ เนื่องจากมะเร็งที่เราเป็นนั้นไม่ได้อยู่ในระยะแพร่กระจาย คุณหมอจึงไม่อยากให้เสียโอกาสที่จะมีลูก เราจึงไปฝากตามคำแนะนำคุณหมอ แม้ลึกๆ ซังและสามีก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าพวกเราจะมีลูกไหม (ยิ้ม)”

ยิ่งไม่รู้…ยิ่งกลัว 

“โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ แต่เมื่อไรที่เรารู้ ความกลัวก็จะน้อยลง ซังจึงพยายามจะรู้ในสิ่งที่พอจะรู้ได้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่ออย่างน้อยเราจะได้รู้ว่า มะเร็งมีอะไรบ้างที่ทำให้เรากลัว และมีอะไรบ้างที่เราไม่ต้องกลัว จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านั้น และพร้อมที่จะไปต่อกับมัน เพราะหากเราต้องใช้ชีวิตสักพักใหญ่ๆ กับ condition นี้ เราก็พยายามเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด 

“นี่เองที่ทำให้ซังตัดสินใจตัดผมออกก่อนที่จะคีโม ซึ่งตอนนั้นผมยาวมาก…ยาวถึงเอว จากนั้นก็นำผมที่ตัดออกไปให้ร้านทำวิกให้ เพราะรู้ว่าอย่างไรซะ ผลข้างเคียงจากคีโมนั้นก็ทำให้ผมร่วงแน่ๆ ยื้อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร และการเห็นผมร่วงเป็นกระจุกอาจจะทำให้ผู้ป่วยอย่างเรานอยด์ยิ่งกว่าเดิม   

“การให้คีโม 12 สัปดาห์ ผ่านไปด้วยดี แม้จะต้องบูทเม็ดเลือดขาวบ้างในเข็มที่ 4 และเข็มที่ 9 แต่ก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก ส่วนอาการข้างเคียงก็ถือว่ารับมือไหว เหนื่อยง่ายแต่ยังหายใจได้ ท้องเสียแต่ก็กินข้าวได้ ไม่เบื่ออาหาร แค่กินเสร็จต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเท่านั้นเอง (หัวเราะ) 

“แม้จะไม่กลัว ไม่ทุกข์ถึงขั้นฟูมฟาย แต่ต้องยอมรับว่าก็มีบ้างที่รู้สึกเซ็งๆ ด้วยความที่เราชอบออกกำลังกาย แต่บางช่วงก็ต้องยอมรับว่าร่างกายไม่ไหวจริงๆ จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นพิลาทิสแล้วครูให้ลองยกลูกบอลลูกเล็กๆ ขึ้นลง ปรากฏว่ายกขึ้นไม่ไหว (หัวเราะ) ครูยังตกใจ ทำไมยกไม่ไหว จากปกติเราแข็งแรงมาก เราเองก็ตกใจเหมือนกันว่า ทำไมเรารู้สึกว่าลูกบอลหนักมาก แต่ก็ถือเป็นอีกช่วงชีวิตที่เราได้เรียนรู้อยู่กับความอ่อนแอของร่างกาย ณ ขณะนั้นให้ได้

 
“เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่า เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตเราได้ จากตอนเด็กๆ ที่เคยคิดเสมอว่า เราจะทำอะไรก็ได้ เราจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเราพยายามมากพอสักวันเราก็จะไปถึงจุดที่เราต้องการได้ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่า แค่ความพยายามอย่างเดียวไม่พอ แต่มันมีอีกหลายสิ่งที่ประกอบกัน และบางสิ่งเราก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ก็คือความคิดและการตัดสินใจของเรา” 

สีสันหลังมรสุม

มาถึงวันนี้ นอกจากสถานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาพุ่งเป้าทุก 3 สัปดาห์ โดยจะครบ 18 เข็ม ในช่วงเดือนสิงหาคม  2567 นี้ และยังต้องรับประทานยาต้านฮอร์โมนต่อให้ครบ 5 ปี ซังซังยังเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีสันของกลีบดอกไม้ ภายใต้ชื่อ Petal Palette ธุรกิจแรกในชีวิตที่เธอมุ่งมั่นตั้งใจอยากให้เป็นสีสัน ความสุข และความสนุกให้ชีวิต    

“ซังไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าหมายกับ Petal Palette ไว้สวยหรู เราแค่อยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ด้วยความที่เราเติบโตมาในครอบครัวพ่อค้า ซึ่งมีกิจการโรงงานที่ได้รับการยอมรับในตลาด consumer product แน่นอนว่าลึกๆ เราไม่ได้อยากเติบโตในบริษัทหรือในฐานะลูกจ้างของใคร แต่ก่อนหน้านั้นเราไม่มีความมั่นใจที่จะเริ่มทำ เรากลัวการเริ่มต้น กลัวจะไม่สำเร็จ กลัวสารพัด แต่พอมะเร็งผ่านเข้ามา เราแค่รู้สึกว่า ลองดูสักตั้งดีกว่า! 

“ณ วันนี้ ถ้าถามว่ารู้สึกอย่างไรกับมะเร็ง ก็ยังรู้สึกว่า มะเร็งยังไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับเรานะ (หัวเราะ) มะเร็งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่เราต้องรับมือให้ได้ มะเร็งก็เหมือนเรื่องไม่ดีอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรานั่นแหละ เดี๋ยววันหนึ่งก็ผ่านออกไป หรือวันหนึ่งก็อาจจะกลับมาอีกก็ได้ ทุกวันนี้เราจึงพยายามใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุขให้ได้มากที่สุด” 

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

บัวศศินิตย์ แซ่ลิ้ม ก้าวข้ามความกลัวด้วยความกล้าบนเส้นทางสายมะเร็ง 

บทสนทนาแสนเรียบง่ายของเรากับพี่บัวศ์ – บัวศศินิตย์ แซ่ลิ้ม เกิดขึ้นในร้านกาแฟย่านนครปฐม ไม่ไกลจากบ้านพักของผู้หญิงแกร่งคนนี้ เธอเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาเมื่อราว 2 ปีก่อนว่าเป็นช่วงเวลาที่หินไม่น้อยสำหรับเธอเอง เพราะหลังจากการตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrioid Carcinoma, Figo Grade 2) ที่กำลังขยับจากระยะที่ 2 สู่ระยะที่ 3 ทำให้ชีวิตของเธอต้องเจอกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากการรักษา ภาวะแทรกซ้อนและโรคร่วมที่มาพร้อมกับมะเร็ง การกลับมาเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกครั้งที่ 2 ไปจนถึงการต้องหยุดพักจากงานที่เป็นรายได้หลักซึ่งเธอใช้ดูแลตัวเองและครอบครัวลงชั่วคราวเพื่อกลับมารักษาตัวให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้น พี่บัวศ์บอกกับเราว่า ยาชูกำลังที่ทำให้เธอยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้ นอกจากครอบครัว เพื่อนฝูง และทีมแพทย์แล้ว อีกสิ่งสำคัญคือสติและหัวใจที่ตั้งมั่นของตัวเอง นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ไม่เพียงจะสร้างกำลังใจ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจที่ดีไม่ว่าคุณจะอยู่ในวิกฤตใดของชีวิตก็ตาม 

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก 1 ใน 5 มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง 

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือ Endometrium Cancer ถือเป็นชนิดมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดเป็นลำดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศตะวันตก รองมาจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะที่ประเทศไทยเอง มะเร็งชนิดดังกล่าวนับว่าพบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง โดยมักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งมีสาเหตุใหญ่จากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน 

“จริงๆ พี่เริ่มเห็นสัญญาณที่แปลกไปของร่างกายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 แล้ว โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือการมีประจำเดือนเยอะ และเริ่มมีเลือดปนหนองออกมา รวมทั้งการเกิดฝีขึ้นบริเวณหัวหน่าว แต่ได้มาตรวจแบบจริงๆ จังๆ คือกุมภาพันธ์ ปี 2565 กระทั่งได้รายงานการแพทย์ออกมาช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ในปีเดียวกันว่าพี่เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะ 2 ที่กำลังจะลามเป็นระยะ 3 

“ด้วยโครงสร้างของผนังกล้ามเนื้อของมดลูกจะมีทั้งหมด 3 ชั้น ของพี่เกิดจากกล้ามเนื้อมดลูกชั้นลึกสุดที่เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) แล้วค่อยๆ ขยายออกมาชั้นกลาง คือ เปลือกกล้ามเนื้อของผนังมดลูก (Myometrium) และผนังมดลูกชั้นนอกสุด (Perimetrium) ซึ่งถ้าทะลุส่วนนี้ออกมาคือการลามออกนอกปากมดลูก โดยสามารถลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ม้าม ถุงน้ำดี ไต กระเพาะปัสสาวะได้ พอเป็นในระยะนี้ คุณหมอไม่อยากให้รอ พี่จึงถูกกำหนดวันผ่าตัดช่วงเดือนมีนาคมเลย เป็นการรักษาแบบผ่าตัดแบบตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน ท่อนำไข่ รังไข่ทั้งสองข้าง และเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกรานทั้งสองข้าง (Total abdominal hysterectomy with bilateral salpingo-oophorectomy; TAH c BSO) ที่เชื้อมะเร็งจะไปแพร่ได้ออกให้หมด

“หลังจากอยู่โรงพยาบาลประมาณเกือบ 2 สัปดาห์ จนแผลดีขึ้น ของเสียและน้ำเหลืองถูกขับออกจนเหลือน้อยที่สุด คุณหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านมาพักฟื้นหลังผ่าตัดได้ประมาณ 30 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการรักษาขั้นต่อไป นั่นคือการฉายแสง 28 แสง เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ ต่อด้วยฝังแร่อีก 2 ครั้ง และมีการติดตามผลด้วยการ CT-scan และตรวจภายในเป็นระยะๆ เพื่อเช็กว่ายังมีอะไรผิดปกติอีกไหม ปรากฏว่าเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 ผล CT-scan พบก้อนมะเร็งที่โตขึ้นอยู่ใกล้บริเวณที่ผ่าตัด คุณหมอส่งไป MRI อีกรอบหนึ่งเพื่อตรวจให้ละเอียดขึ้นจนยืนยันว่าก้อนมะเร็งโตขึ้นจริงๆ คราวนี้ คุณหมอใช้การรักษาโดยการให้เคมีบำบัด ซึ่งก่อนการให้เคมีบำบัด คุณหมอจะเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพี่ก่อน เพราะระหว่างทางการทำเคมีบำบัดนั้น ภูมิต้านทานในร่างกายจะต่ำลง มีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ แล้วกิจกรรมการเตรียมความพร้อมก็บังเกิดทันที ทั้งฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ทำฟัน ถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน ต้องจัดให้ครบ โปรแกรมเคมีบำบัดที่คุณหมอวางแผนไว้จะเป็นการให้เคมีบำบัด 6 ครั้ง ช่วงห่างแต่ละครั้ง 3 สัปดาห์ กินเวลา 6 เดือน พี่บัวศ์เริ่มรับเคมีบำบัดครั้งแรกช่วงกลางเดือนมกราคม ปี 2566 และครบไซเคิลสุดท้ายเดือนพฤษภาคมในปีเดียวกัน ถ้านับจากวันที่ผ่าตัดครั้งแรกจนถึงวันนี้ก็ราว 2 ปีกว่าได้แล้วค่ะ ระหว่างทางพี่เองได้มีโอกาสเก็บประสบการณ์ความตื่นเต้น สนุก เร้าใจ เขย่าขวัญ ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลุ้นผลเลือดทุกรอบก่อนว่าผ่านหรือไม่ เรื่องเคมีรั่วออกมาจากเส้นเลือดในไซเคิลที่ 2 และ 3 เรื่องความไม่พร้อมของอุปกรณ์ทำให้หายใจเร็วจนเกือบจะหยุดหายใจไป ต้องวิ่งหาออกซิเจนด่วน ในไซเคิลที่ 4 เรื่องค่าไตไม่ผ่าน เกร็ดเลือดต่ำเกินไปต้องรับเลือดก่อนให้เคมีบำบัดในไซเคิลที่ 5 และ 6 สำหรับพี่ นี่ถือเป็นประสบการณ์แบบครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว (หัวเราะ)”  

ดีเอ็นเอนักสู้

“ระหว่างการรักษาพี่เจอความท้าทายอยู่ตลอดอย่างที่เล่าไป รวมถึงการได้รับผลกระทบจากการฉายรังสีซึ่งมีผลต่อระบบขับถ่าย ไม่ว่าจะเป็นอุจาระหรือปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยแบบทุกๆ ครึ่งชั่วโมง อุจจาระเยอะ หรือหลังจากการผ่าตัดมะเร็งออกไป ก็ได้โรคความดันโลหิตสูงมาอีกหนึ่งโรค เรียกว่าต้องไปโรงพยาบาลแทบทุกสัปดาห์ พอช่วงคีโม พี่โชคดีที่มีอาการแพ้ไม่มาก กินอะไรได้หมด ขับรถไปให้คีโมเองได้ แต่ระหว่างทางของการให้คีโมก็มีเรื่องตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน อย่างไซเคิลที่ 2 ด้วยความที่เราเป็นคนที่เส้นเลือดเล็กมาก เลยมีเคมีรั่วซึมออกจากเส้นเลือดระหว่างให้คีโม ทำให้มีอาการบวมแดง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนถึงจะดีขึ้น หรือบางครั้งเส้นเลือดตัน ซึ่งเป็นชีวิตปกติของคนให้คีโม 

“แต่สิ่งที่ยากที่สุดคงเป็นเรื่องของการทำใจยอมรับ คิดว่าเป็นความโชคดีของตัวเองที่ได้อยู่กับธรรมะมาตลอด พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง อย่างแรกที่ธรรมะเข้ามาช่วยคือการตั้งสติและทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกัน พี่คิดว่า ช่างเถอะ คนเราเกิดมาไม่ว่าใครก็ต้องตาย แล้วด้วยความที่เป็นหัวหน้าครอบครัวด้วย เลยยิ่งต้องกลับมาตั้งสติหนักๆ เลยว่าจะต้องทำอย่างไรให้อยู่รอดได้ เพราะพี่มีทั้งแม่และน้องที่ต้องดูแล ซึ่งคนเป็นแม่ ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไหร่ ท่านจะเป็นห่วง เวลาเห็นลูกป่วย เห็นพี่อาเจียน แน่นอนว่าท่านอยากดูแลให้ดีที่สุด แต่พี่จะบอกแม่ให้หมดห่วงว่า ‘ไม่เป็นไรเดี๋ยว 10 นาทีก็ผ่านไปได้แล้ว’ ดังนั้น พี่จึงพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดและเลือกที่จะทำทุกอย่างที่ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ให้ใครมาทำให้รู้สึกว่าป่วยจนกลายเป็นความเฉาและหมดกำลังใจ เช่น พี่จะขับรถไปหาหมอเอง ซึ่งโชคดีที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นได้ พี่พยายามทำอะไรให้ปกติเหมือนคนไม่ป่วยเพื่อที่ครอบครัวและเพื่อนๆ จะได้สบายใจ ส่วนอะไรที่จะมากระทบใจ พี่จะหลีกเลี่ยงไปก่อน 

“หลังจากตั้งสติได้และดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว พี่เริ่มมาสำรวจว่า แล้วตอนนี้มีอะไรบ้างที่กังวลใจอยู่บ้าง ตอนนั้น พี่เลี้ยงน้องหมาอยู่ตัวหนึ่ง อยู่ด้วยกันมา 16 ปี แล้ว และเขาเป็นหมาที่ป่วยติดเตียง เป็นโรคไตระยะสุดท้าย ต้องให้ยาและน้ำเกลือทุกวัน ตัวพี่กังวลใจเรื่องนี้มากเพราะถ้าต้องไปนอนโรงพยาบาลหลายๆ วัน จะไม่มีใครดูแลเขา คุณแม่และน้องไม่สบายอยู่ด้วย จึงไม่อยากทิ้งภาระให้คนในครอบครัว พี่จึงไปปรึกษากับทางสัตวแพทย์ ซึ่งคุณหมอแนะนำว่า โรคที่เขาเป็นไม่มีทางรักษาแล้วนะ ขณะเดียวกัน คุณหมอเองก็ให้หลักการมา 3 เรื่อง ข้อหนึ่ง ให้ยึดตัวเราเป็นหลัก อย่าให้เขาเป็นภาระกับเรา ขัอสอง อย่าให้เราเป็นภาระกับเขา และข้อสุดท้ายคือ เขาเป็นโรคที่รักษาไม่ได้แล้ว อยู่ประคับประคองรอวันที่จากไป สุดท้ายและท้ายสุด สิ่งที่ยากที่สุดอีกเรื่องก็เกิดขึ้น คือการต้องตัดสินใจทำการุณยฆาตให้เขาหลับไป คุณหมอบอกกับเราว่าต้องทำใจนะ เพราะไม่อย่างนั้น ทั้งเราและเขาจะเป็นภาระซึ่งกันและกัน และนั่นจะยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก นี่คืออีกจุดที่ยากมากๆ แต่เมื่อเราตัดความกังวลออกจากตัวได้ มันทำให้เราไปผ่าตัดได้แบบสบายใจขึ้น และแม้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่ 16 ปีที่ผ่านมาคือความทรงจำที่ดีระหว่างเราทั้งคู่ (ยิ้ม)” 

ประตูสู่การเติบโตของชีวิต  

“2 ปีที่ผ่านมา ทุกเรื่องราวสอนพี่ในฐานะการเป็นมนุษย์เยอะเลย หนึ่งในนั้นคือ การปล่อยวาง พี่พบว่าพอปล่อยวางได้ พี่แทบจะไม่เครียดเลยนะ อย่างตอนที่มารู้ว่าเป็นมะเร็งรอบสอง พี่ไม่ได้ตกใจว่ามะเร็งกลับมา แต่แอบจะมีต่อรองกับคุณหมอนิดหนึ่ง เพราะด้วยอารมณ์และความเชื่อแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการรักษาตัวการรับคีโม บวกกับฟังคนที่หวังดีเล่ามา พี่เลยไม่อยากรับเคมีบำบัด แต่โชคดีมากๆ ที่คุณหมอเจ้าของไข้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ยาเคมีบำบัดถูกพัฒนาไปไกลมาก ไม่ต้องกังวล แถมยังให้กำลังใจ แนะนำ และหาวิธีป้องกันอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการรับเคมีบำบัดเพื่อให้พี่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดด้วย 

“แต่ก่อนพี่เป็นคนทำงานหนักมาก เรียกว่าอะไรที่เป็นเงินจะทำหมด แต่เดี๋ยวนี้พี่ช่างมันและปล่อยได้มากขึ้นเยอะ ถามว่า 2 ปีที่ไม่ได้ทำงานเลย พี่คิดว่าคนส่วนใหญ่คงจะเครียดว่า แล้วฉันจะเอาอะไรกิน พี่เองก็เครียดนะแต่มองว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวรอหายก่อนแล้วค่อยทำก็ได้ แล้วพอไม่มีรายได้ พี่เลือกใช้วิธีคิดง่ายๆ คือกินและใช้เท่าที่มี อะไรที่ไม่จำเป็นจะไม่ทำ ไม่สร้างเงื่อนไขกับตัวเอง พอทำแบบนี้ พี่เลยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเยอะ 

“นอกจากนี้ การมีครอบครัวและกัลยาณมิตรที่ดีก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่มีกำลังใจที่ดีมากๆ จนถึงวันนี้ พี่ได้เห็นน้ำใจและความห่วงใยส่งมาให้ตลอด ทั้งหยูกยา อาหารเสริมที่จะมาช่วยให้เราแข็งแรง อีกอย่างที่บอกไป พี่คิดว่าตัวเองโชคดีที่อยู่กับธรรมะและการทำจิตอาสามาก่อนหน้า เวลามีอะไรไม่สบายใจ พี่จึงมีที่พึ่งทางใจ นั่นคือการสร้างกำลังใจที่มาจากตัวเองได้ แล้วที่มาช่วยเสริมทัพที่ทำให้ผ่านวันยากๆ ไปได้อีกอย่างคือการดูซีรีส์ ตอนนี้พี่เป็นแฟนตัวยงของซีรีส์ทั้งจีนและเกาหลีไปแล้วนะ (หัวเราะ) เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ยังมีพี่บัวศ์ในวันนี้ได้” 

จงเชื่อมั่นว่าฉันทำได้

“ในเรื่องของการรักษา พี่มองว่าการฟังคนอื่นจะได้ประโยชน์ในแง่ของการเป็นแนวทางให้เราได้ เช่น ถ้าเราให้คีโมจะมีอาการอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ เมื่อได้รู้ก่อน เราจะสามารถเตรียมตัวเตรียมใจได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคืออย่ากังวลจนเกินไป เพราะแต่ละคนมีสภาวะร่างกายที่แตกต่างกัน บวกกับเวลานี้วิทยาการด้านการแพทย์ไปไกลมากๆ แล้วอย่างที่บอก รวมไปถึงคุณหมอและทีมรักษาจะมาช่วยเราเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเสมอ ทั้งการตรวจร่างกาย การให้ยาป้องกันเพื่อให้เราได้รับผลกระทบน้อยลง ดังนั้น ถ้าเราทำจิตใจให้ดี เราก็จะมีกำลังใจสู้กับมะเร็งได้ 

“และอย่างที่บอกว่าจุดที่ยากที่สุดคือการยอมรับ ทำใจ และปล่อยวาง จากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าเราปล่อยวางได้เร็ว ได้เยอะ รวมถึงพยายามอย่าให้อารมณ์ความเครียดและวิตกกังวลเข้ามาสุม มองอะไรให้เป็นบวกตลอด จะเป็นตัวช่วยอย่างดีที่ทำให้เราไปต่อได้และไหวในทุกจุดการรักษา สิ่งหนึ่งที่พี่พบว่าดีมากๆ คือการได้แบ่งปันประสบการณ์และให้กำลังใจระหว่างผู้ป่วยมะเร็งด้วยกัน พี่พบว่าวิธีนี้ช่วยตัวพี่เองได้เยอะเลยนะ เหมือนกับว่าเราได้คุยกับคนภาษาเดียวกัน คนที่ผ่านความยากลำบากมาคล้ายๆ กัน จะมีความเข้าอกเข้าใจกัน แต่ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆ ไม่ดีอะไรนะคะ เพียงแค่บางครั้ง มันเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันที่คนไม่ป่วยจะซึมซับถึงความเจ็บปวดของคนที่เป็นมะเร็ง 

“ไม่นานมานี้ พี่มีโอกาสได้เข้าคอร์สกับทาง Art for Cancer ได้ฟังธรรมะจากพระอาจารย์ไพศาล มีหลายๆ สิ่งที่ท่านสอนและเป็นประโยชน์กับตัวพี่มากและอยากแบ่งปันคือ ท่านบอกว่า ‘คนที่เป็นมะเร็ง อันดับแรกที่ท่านอยากแนะนำคือการปรับความคิดให้ค่อยๆ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อใดที่ใจเรายอมรับได้แล้ว ลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขา ไม่ไปต้านกัน และเมื่อเรายอมรับได้ เราจะหาวิธีที่จะรับมือกับมะเร็งที่เราเผชิญอยู่ เมื่อเรารับมือได้ในแนวทางของเรา เมื่อนั้นเราจะทุกข์น้อยลง’ พี่รู้ว่าการยอมรับเป็นเรื่องไม่ง่ายหรอก เพราะพี่บัวศ์เองกว่าจะผ่านมาได้ก็ใช้เวลาไม่น้อยเลย เหมือนที่บอกว่าตอนแรกพี่เองก็ไม่อยากรับการรักษาด้วยคีโม แต่พอยอมรับว่านี่คือกระบวนการรักษาที่จะทำให้หายป่วยได้ แป๊บๆ จากครั้งที่ 1 ก็ไปสู่ครั้งที่ 6 แล้ว พี่จึงอยากให้ใครก็ตามที่ได้อ่านสัมภาษณ์นี้ เชื่อมั่นในความก้าวหน้าของการรักษา เชื่อมั่นในคุณหมอที่รักษาเรา ที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะหายได้ และพี่จะเป็นหนึ่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านความท้าทายนี้ไปให้ได้ค่ะ (ยิ้ม)”  

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

ปรีชา คูหาชัยสกุล เปลี่ยนวิธีคิด…ออกแบบชีวิตรับมือมะเร็ง

ปรีชา คูหาชัยสกุล คือผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma) ซึ่งเป็นชนิดของมะเร็งปอดที่พบได้ราว 40% ของผู้เป็นมะเร็งปอดทั้งหมดที่เป็นเพศชายและหญิง ตลอดเส้นทางการรักษากว่า 3 ปีที่ผ่านมา แม้ตัวเขาจะต้องเจอกับบททดสอบยากๆ เข้ามาปะทะอยู่หลายครั้ง ทว่า ด้วยการใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง การใช้ชีวิตด้วยสติ การมีธรรมะเป็นที่พักให้กับหัวใจ ตลอดจนความทุ่มเทและแรงสนับสนุนที่มาพร้อมความรักจากผู้คนรอบกาย ทำให้ปรีชาในทุกวันสามารถอยู่ร่วมโรคและโลกใบนี้ด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม และเขายังคงใช้กำลังกายที่มีอยู่เก็บเกี่ยวความสุขและความอิ่มเอมในทุกๆ วัน เพื่อเป็นพลังในการก้าวผ่านจุดเปลี่ยนของธรรมชาตินี้ก่อนที่ปลายทางชีวิตจะมาเยือน

มะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma 

“ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ผมมีอาการไอเรื้อรัง ไอแบบมีเสมหะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางมีนาคม แล้วอาการก็ดีขึ้น ซึ่งเวลาเดียวกันนั้น โควิดระบาดหนักมากอย่างที่ใครๆ ก็รู้กันดี ผมจึงไม่กล้าไปตรวจ หลังจากนั้นหายป่วย สุขภาพผมปกติดีเลยนะครับ จนเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งเป็นเวลาตรวจสุขภาพประจำปี ผลจากการเอ็กซเรย์ปอดได้พบก้อนขนาด 4×4 เซนติเมตร ทำให้ผมต้องไปติดตามผลต่อ

“แรกเริ่ม คุณหมอมุ่งไปที่การตรวจหาโรควัณโรคก่อน เพราะว่าครอบครัวผมทั้งคุณพ่อและพี่สาวเคยเป็นมาก่อน เมื่อพบว่าไม่ใช่ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นผมจึงถูกส่งตัวไปทำ CT Scan ผลคือพบก้อนที่ปอด ซึ่งปอดคนเราจะมี 5 กลีบ ฝั่งขวา 3 กลีบ และฝั่งซ้ายอีก 2 กลีบ ผมพบก้อนขนาด 4×4 เซนติเมตร บริเวณปอดขวาด้านบน คุณหมอสั่งตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพิ่มเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งไหม ซึ่งพบว่าเป็นและลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองฝั่งซ้ายมืออีกหลายต่อมแล้ว คุณหมอบอกกับผมว่า ไม่สามารถผ่าตัดได้ เมื่อผ่าตัดไม่ได้ ขั้นตอนต่อไปจึงมี 3 วิธีที่ใช้ในการรักษา นั่นคือเคมีบำบัด ฉายแสง หรือยาพุ่งเป้า ตอนนั้นผมเข้าใจว่าจะได้รับการวินิจฉัยและกำลังจะเข้าขั้นตอนการรักษาได้แล้ว แต่คุณหมอมาจับตัวผม นวดไปนวดมา พบว่าต่อมน้ำเหลืองผมโต การประเมินเบื้องต้นคือผมอาจจะเป็นระยะที่ 4 นั่นคือลุกลามไปทั่วตัว ผมจึงต้องไปทำ PET Scan เพื่อตรวจให้ละเอียดและทราบแน่ชัดว่ามะเร็งลามไปอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น สมอง กระดูก ต่อมหมวกไต ที่ส่วนใหญ่มะเร็งปอดมักจะลามไปถึงหรือยัง จนพบว่าผมเป็นมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma ระยะ 3B ซึ่งไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่ แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนส์ในร่างกาย เพราะฉะนั้น ชิ้นเนื้อที่ส่งไปตรวจ ถ้าพบว่าตรงกับยาพุ่งเป้าชนิดไหน คุณหมอจะใช้ชนิดนั้นเลย ไม่ต้องหาวิธีการรักษาอื่นแล้ว ปรากฏว่าเมื่อไปตรวจแล้ว ของผมไม่ตรงกับยาพุ่งเป้าตัวใดเลย ขณะที่ผลของ PET Scan ระบุว่ามะเร็งของผมยังไม่ลาม ที่พบก็เพียงต่อมหมวกไตมีสีเข้มขึ้นหน่อย วิธีการรักษาจึงใช้การฉายแสง 33 ครั้ง ร่วมกับคีโม 6 ครั้ง กินเวลาประมาณเดือนครึ่งและจบคอร์ส

“เมื่อจบคอร์สแรก ตอนนั้นมีวิธีการรักษาใหม่เกิดขึ้น นั่นคือการใช้วิธีภูมิคุ้มกันบำบัด แต่ยาชนิดนี้มีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร เนื่องจากเป็นยาชนิดใหม่ ผมจึงถามคุณหมอว่า ถ้าผมใช้ยาตัวนี้ อัตราการรอดชีวิตผมจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คุณหมอส่งรีพอร์ตมาให้ผมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ผมคิดสระตะแล้วจึงตัดสินใจใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพิ่มเติมจากการให้คีโมและฉายแสง โดยยาภูมิคุ้มกันบำบัดนี้ ผลที่ดีที่สุดคือไม่ควรเกิน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับคีโมและฉายแสง แต่ผมไม่สามารถทำได้เพราะผลจากคีโมและฉายแสงทำให้ปอดอักเสบเป็นจุดขาวๆ ทั้งหมดเลย จึงต้องรอ 1 เดือนจึงไปเข้าการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้ 

“ตอนนั้นอยู่มาได้ประมาณ 10 เดือน มะเร็งก็กลับมาใหม่ตรงที่ฉายแสงเดิม เป็นจุดเล็กๆ ขึ้นมา ผมไปทำ PET Scan ใหม่ว่าลามที่อื่นหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่ลาม คุณหมอก็มาบอกว่าจะรักษาแบบย้อนกลับไปใหม่ นั่นคือจะผ่าตัดเอาทั้งกลีบปอดขวาด้านบนออกไปทั้งหมด หลังจากนั้นผ่านไปได้อีกราว 11 เดือน ก็พบว่ามะเร็งกลับมาใหม่อีก 2 ก้อนที่ปอดขวากลีบล่าง คุณหมอผ่าตัดให้ผมอีกครั้งและนำเจ้า 2 ก้อนนี้ไปตรวจว่าตรงกับยาพุ่งเป้าตัวไหนไหม จนพบว่ามียาพุ่งเป้าชนิดที่ตรงกับมะเร็งของผมพอดี จึงเริ่มกินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2566 จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 12 เดือนแล้ว โดยปัจจุบันนี้ ผมรักษาด้วยการกินยาพุ่งเป้าอย่างเดียว และติดตามผลด้วยการทำ CT Scan ทุกๆ 4 เดือน นี่คือวิธีการรักษามะเร็งของผม บอกได้เลยว่าครบทุกอย่าง ตั้งแต่ผ่าตัด ฉายแสง ใช้เคมีบำบัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด และยาพุ่งเป้า จนถึงตอนนี้ ผมอยู่มาได้ 3 ปีกับ 8 เดือน นับตั้งแต่วันที่ทราบว่าเป็นมะเร็งครับ”

รู้โรค รู้รักษา วางแผนชีวิต ลงมือธรรม

“เอาจริงๆ ช่วงที่ยากที่สุดสำหรับผมคือเดือนแรกหลังจากได้รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เพราะเป็นช่วงที่สับสนทางความคิดเป็นอย่างมาก ด้วยพื้นฐานที่มีนิสัยชอบวางแผน ชอบข้อมูล สิ่งที่ผมต้องการคือข้อมูลว่าผมเป็นอะไร ระยะไหน ผมจะอยู่ได้เท่าไหร่เพื่อช่วยในการวางแผน ซึ่งถ้าผมไม่รู้เลย ผมจะเครียด เพราะผมวางแผนไม่ถูก ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นหัวหน้าครอบครัว มีคนที่ต้องดูแลและเป็นห่วง ดังนั้น 1 เดือนของการส่งตัวและตรวจเช็กแบบที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งไหม ถ้าเป็นจะเป็นระยะไหน อยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ ต้องรักษาอย่างไร เสียค่าใช้จ่ายแค่ไหน แล้วคำตอบที่แฝงมาด้วยความห่วงใยว่า จะรู้ไปทำไม เป็นก็รักษาได้ ทำให้ตอนนั้นผมเครียดมาก จริงๆ แล้วผมไม่กลัวตายนะ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือข้อมูลเพื่อวางแผนชีวิตต่อไป เช่น การวางแผนทางการเงินเพื่อให้ครอบคลุมและคุ้มค่าที่สุด ถ้าผมจ่ายเงินไปจำนวนมากแต่อยู่ได้ 2 ปี หรือผมต้องเอาทรัพย์สินส่วนที่จะต้องเดือดร้อนถึงลูกและภรรยาผม ผมจะไม่ทำแบบนั้น ผมยอมเสียชีวิต จนกระทั่งเข้าการรักษาและรู้ว่าเป็นระยะเท่าไหร่ ผมไม่ถามหมออีกเลยเพราะเรามีข้อมูลและสามารถไปสืบค้นเพิ่มเองได้แล้ว 

“ด้วยโรคมะเร็งจะวัดอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 5 ปี ระยะที่ผมเป็นพบว่าประมาณ 80% ของคนไข้กลุ่มนี้จะเสียชีวิตในช่วง 5 ปี และมี 20 คนเท่านั้นที่อยู่ถึง 5 ปี เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่าตัวเองน่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 ความเป็นไปได้นี้ แต่จะคิดไว้ก่อนว่าเป็น 80% เพราะเป็นคนไข้เป็นส่วนใหญ่ พอคิดได้อย่างนั้น ผมจึงสบายใจมากขึ้นเยอะเพราะสามารถวางแผนชีวิตได้ว่าจะจัดการเรื่องต่างๆ อย่างไร รวมถึงเรื่องความรู้สึกตัวเองด้วย 

“ส่วนจุดยากหลังจากนั้นจะเป็นความทุกข์ที่มาจากผลจากการรักษาเป็นหลัก เพราะในทุกๆ การรักษาต้องยอมรับว่ามีผลข้างเคียงที่หนักพอสมควร ทั้งผ่าตัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด แม้กระทั่งตอนนี้จากการกินยาพุ่งเป้าก็มีผลเยอะแยะไปหมด การรับมือของผมตอนนี้คือจะพยายามไม่คิดมาก ดำเนินชีวิตเรียบง่ายที่สุด แต่ก่อนหลังจากทำงานเสร็จ ผมไม่เคยดูทีวีเลย ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือ ดูข่าวจากเฟสบุ๊ก ตอนนี้ ผมไปถามลูกว่าใน Netflix มีอะไรดูบ้าง เลยมีโอกาสได้ดูสารคดีเกี่ยวกับผู้คนในมุมต่างๆ ของโลก พอได้ดูเลยได้เห็นชีวิตผู้คนคนมากมายที่มีจุดยากลำบากเช่นกันและไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่เจอกับอุปสรรค นั่นทำให้ผลกลับมาบทวนว่า แล้วอะไรในชีวิตที่ผมโชคดีบ้าง จนพบว่าผมยังมีหนทางที่จะดูแลตัวเองได้ดีอยู่ สามารถเข้าถึงการรักษาทุกอย่างได้นะ มีประกันสุขภาพ มีครอบครัวที่รัก มีทีมแพทย์ที่คอยดูแล นี่คือสิ่งที่หนึ่งที่ช่วยลดความเครียดลงได้

“อย่างที่บอกว่าผมชอบเข้าหาข้อมูล พอเรามีความรู้ เข้าใจข้อมูลที่ได้รับมา และรู้ว่าโรคของเราดำเนินมาจนถึงจุดไหนแล้ว ผมจึงสามารถคาดคะเนอนาคตชีวิตได้ว่าผมน่าจะมีอายุถึงเท่าไหร่ ผมจึงวางแผนชีวิตตัวเองจนถึงวันที่จะไม่อยู่บนโลกนี้แบบที่ไม่ทิ้งภาระให้ใคร พอหมดห่วงตรงนี้ เหมือนเป็นการปลดล็อกความกังวลไปได้อีกหนึ่งเปราะ 

“สุดท้ายคือเปลี่ยนวิธีคิดโดยมุ่งไปทางธรรม เข้าหาการปฏิบัติธรรมมากขึ้น ตอนนี้ความคิดของผมจึงอยู่ปัจจุบันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่คิดนู่นนี่ ไม่คิดย้อนหลัง หรือตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดไปแล้ว แต่จะมองตอนนี้ อยู่อย่างนี้ได้ ให้ทุกข์น้อยลง ตัวผมเองไม่ใช่สุดยอดของผู้ปฏิบัตินะครับ แต่เป็นผู้ที่กำลังเรียนรู้และปฏิบัติอยู่ ผมเองก็เหมือนกับใครหลายๆ คนที่อยากจะตายดี ไม่เป็นภาระของคนอื่นมากนัก ทั้งเรื่องทางด้านการเงิน การดูแล ตอนนี้เลยคิดว่าถ้าเราเตรียมตัวไว้อย่างดี น่าจะทุกข์น้อย ไม่ลำบากคนอื่น และจากไปได้อย่างสงบ ผมจึงวางแผนทุกอย่างไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการเงินที่ดูแล้วจะไม่มีปัญหาอะไร รู้ว่าตัวเองจะรักษาแค่ไหนถึงไม่เดือดร้อน เหลืออยู่เรื่องเดียวที่กำลังทำอยู่คือทำอย่างไรให้ก่อนตายไม่ทรมานมาก จึงมาศึกษาธรรมะที่ทำให้ทุกข์น้อยลง ปรับปรุงตัวเองเพื่อให้เข้ากับโรคได้ ผมเริ่มเรียนการเตรียมตัวตายอย่างมีสติอยู่ และผมหวังไว้ว่าจะทำให้เส้นทางที่จะไปสู่ปลายทางนั้นเรียบง่ายที่สุดครับ” 

ชีวิตใหม่ในโลกใบเดิม

“คุณแม่ผมเสียด้วยโรคมะเร็ง เพื่อนของพี่ก็เป็นมะเร็ง มุมมองต่อโรคมะเร็งคือเป็นแล้วต้องตาย และค่อนข้างจะตายแบบทรมาน คำถามแรกที่ผมถามหมอตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง คือคำถามที่ว่าผมจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ เพราะเราฝังใจว่าจะต้องตายแบบทรมานแน่นอน หลังจากเป็นและเข้าสู่กระบวนการรักษา ไม่ว่าจะฉายแสงที่ไปโดนหลอดลมซึ่งส่งผลต่อการกินแบบที่ถ้ามีการไอขึ้นมา สิ่งที่กินเข้าไปจะออกมาหมด หรือการเจอเรื่องปอดอักเสบในช่วงเวลาที่โควิดรุนแรงแบบที่คนจะเข้าใจผิดเอาง่ายๆ ว่าผมติดโควิดอยู่ หรือการกินยาพุ่งเป้าในทุกวันนี้ซึ่งทำให้ทุกๆ 3 วัน ผมจะท้องเสียใหญ่ครั้งหนึ่ง ผลจากการรักษาต่างๆ รบกวนใจผมมาตลอด รวมตอนที่รู้แล้วว่ามะเร็งของผมจะไม่หายนะ ก็ทำให้ท้อใจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผมออกแบบชีวิตปัจจุบันจนถึงปลายทางที่จะไม่รบกวนตัวเองและไม่ทำให้คนอื่นต้องมาลำบากอย่างที่เล่าไป 

“หลังจากเป็นมะเร็ง การใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป ผมเน้นในเรื่องการอยู่ที่ปัจจุบันมากขึ้น คิดถึงแต่เรื่องตัวเองมากขึ้นในแง่ที่ว่าอย่าไปยุ่ง อย่าไปคิดแทนคนอื่นมากนัก ทำให้ตัวเองทุกข์น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่ทุกข์เลยนะครับ แต่ทุกข์น้อยที่สุด เวลาทำงานก็จะมุ่งแต่กับงาน ผลสำเร็จจะเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่เมื่อทำสิ่งไหนอยู่ ผมจะทำอย่างเต็มที่ เหมือนเวลาเราดูซีรีส์ เราจะดูได้ทั้งวันทั้งคืน แล้วในช่วงเวลานั้นคุณไม่ทุกข์นะ เพราะเราจดจ่อกับช่วงเวลานั้นแบบที่ไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่น แต่ก่อนถ้าผมคุยกับใคร อาจจะมีโมเมนต์ที่คิดไปเรื่อย หรือมีคนโทรมาระหว่างนั้น จะรับดีไหม เป็นเรื่องอะไรนะ เรื่องด่วนรึเปล่า รวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เราจะต้องทำใจนะ ผมจะยึดคำที่พระท่านสอนว่า ‘สิ่งที่เข้ามา เรารับรู้ได้ทั้งหมด แต่อย่าไปรู้สึกกับมันทั้งหมด’

“ล่าสุดที่ผมเพิ่งประสบมาเมื่อตอนเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ผมมีอาการไอออกมาเป็นเลือด 3 วันติด จึงตัดสินใจไปพบคุณหมอและต้องมารักษาในห้องไอซียูเลย คุณหมอส่งผมไป CT Scan เพื่อดูจุดเลือดออกว่าตรงไหน แต่ไม่ว่าต้นตอที่ทำให้เลือดออกคืออะไร คุณหมอจะทำการอุดเลือดเนื่องจากไม่เห็นเลือดรั่วบริเวณไหนเลย การรักษานี้จะใช้วิธีกึ่งวางยาสลบ คือผมต้องรับรู้ไปด้วย เพราะจะต้องนำหลอดสวนเหมือนกับสวนหัวใจเพื่อหาว่าตรงไหนรั่ว แล้วใช้กาวเข้าไปอุด ระหว่างทำผมเจ็บมาก ณ ตอนนั้นก็นึกขึ้นมาว่าเราเรียนธรรมะมาแล้วนี่ ที่พระท่านพยายามจะบอกว่า ‘เราห้ามความเจ็บไม่ได้ แต่เราทำตัวเป็นผู้มองได้ว่าเรากำลังเจ็บนะ แต่อย่าเอาใจไปอยู่กับความเจ็บนั้น’ ผมสู้ด้วยวิธีนี้ เอามือไปเกาข้างเตียง ตั้งสติ ซึ่งก็สู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็ดีใจว่ามีสติในการสู้ ตอนนั้นเริ่มมีกำลังใจแล้วว่า ตอนกำลังจะตายผมจะสู้แบบนี้แหละ

“การเป็นมะเร็งเปิดโลกอีกมุมหนึ่งให้ผม แต่ก่อนต้องยอมรับว่าผมใจร้อน ไม่ค่อยประนีประนอม พูดตรงๆ มะเร็งทำให้ผมเห็นแก่ตัวน้อยลง เริ่มหันมามองว่าอะไรคือสิ่งที่พอเหมาะพอควรกับตัวเอง ไม่สุดโต่งมาก นึกถึงใจคนอื่น ประกอบกับเราเป็นโรคนี้ คนรอบตัวทั้งหลายจึงปฏิบัติกับเราดีไปด้วย ความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นไปด้วย ความสุขที่ตอนนี้คิดและคาดหวังไว้คือเมื่อถึงระยะติดเตียงก่อนที่จะเสียชีวิตเมื่อไหร่ ผมจะทำให้เวลานั้นเป็นช่วงที่ดี ถ้าคนอื่นเห็นเราตายดี ผมคงจะมีความสุขมากๆ เลย” 

คู่มือออกแบบชีวิตรับมือกับมะเร็ง

“ข้อแนะนำของผมหลักๆ สำหรับคนที่ไม่ป่วยและเป็นมนุษย์เงินเดือน ประกันสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้คุณลดปัญหาทั้งปวง แล้วคุณจะมีชีวิตที่ตัดปัจจัยในเรื่องของการรักษาและการเงินไปได้เลย ไม่เช่นนั้นแล้ว ในวันที่คุณป่วยแบบที่ไม่มีหลักประกันใดๆ นอกจากคุณจะติดห่วงเรื่องนี้แล้ว ครอบครัวของคุณอาจต้องล่มสลายเพื่อนำเงินทั้งหมดมาใช้ในการรักษา โรคอื่นผมไม่ทราบ แต่มะเร็งเป็นโรคเรื้อรังที่คุณต้องเข้าถึงการรักษาเพื่อจะมีชีวิตรอด ว่าง่ายๆ ถ้าคุณมีเงิน เงินจะช่วยยืดชีวิตคุณได้จากการเป็นมะเร็ง เพราะคุณสามารถเข้าถึงการรักษาและยาได้เร็ว แต่หากคุณไม่มี คุณต้องมาศึกษาในเรื่องสิทธิ์การรักษาให้ดี เช่น ประกันสังคม บัตรทอง การมีความรู้แต่เนิ่นๆ จะทำให้เมื่อเวลาฉุกเฉินคุณจะมีความรู้และสามารถจัดการอะไรไปได้ทีละขั้นตอน

“สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผมขอพูดถึงมะเร็งระยะที่ 3 ขึ้นไปนะครับ เพราะในระยะที่ 1 หรือ 2 ในมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับมะเร็งปอดที่ผมเป็น ตั้งแต่ระยะที่ 3 ขึ้นไป ข้อเท็จจริงคือไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่จะเป็นการรักษาไปตามอาการของโรคแบบที่จะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ แล้วถ้าคุณยึดมั่นว่าคุณจะหายขาด คุณจะเครียด เพราะฉะนั้นยอมรับความจริงในระยะโรคที่เราเป็นอยู่และรักษาไปตามอาการ รวมถึงวิธีที่เหมาะสมกับเราในช่วงเวลานั้นตามคำแนะนำของแพทย์ สอง – ในเรื่องการรักษา คุณควรเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับผม ผมเลือกการรักษาแผนปัจจุบัน ดังนั้น ผมจะมุ่งกับแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว เพราะจะส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพเต็มที่ เว้นแต่ว่าการรักษาที่คุณจะเลือกนั้นคือทางเลือกเดียวที่มีอยู่ สาม – คุณต้องกล้าถามคุณหมอ คุณเรียบเรียงไว้เลยว่าอยากถามอะไร นี่คือชีวิตของคุณ พอคุณมีความรู้ คุณจะไม่กลัวเพราะคุณรู้ว่าคุณเป็นอะไรและต้องทำอย่างไรต่อไป สุดท้ายคืออยู่กับปัจจุบัน ถ้าคุณสามารถฝึกได้ ลองหาวิธีในแบบของตัวเองว่าทำอย่างไรให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน เพราะถ้าคุณอยู่กับปัจจุบัน คุณไม่มีเวลาไปห่วงกับอะไรมานัก ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่ว่าผมอยู่กับปัจจุบันได้ตลอดหรอกนะ เผลอคิดนั่นนี่อยู่บ่อยๆ เพียงแต่พอนึกขึ้นได้ก็กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้านี้ นี่คือคำแนะนำที่ผมจะให้ได้จากประสบการณ์ที่ผมเจอมาครับ”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

พิมพ์ณิกา ลวางกูร เพราะฉันจะไม่ตายด้วยมะเร็ง

พิม – พิมพ์ณิกา ลวางกูร คืออดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด Triple Negative Breast Cancer (TNBC) มะเร็งที่ดุที่สุดท่ามกลางมะเร็งเต้านมทั้งหมดด้วยพยาธิสภาพของโรคที่มีความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการแพร่กระจายที่สูงกว่าและโอกาสของการกลับมาเป็นซ้ำที่มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่ามะเร็งเต้านมชนิดอื่นๆ ในวันที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเมื่อ 2562 เธอเองไม่ต่างจากผู้ป่วยมะเร็งอื่นๆ ที่ตกใจ เสียใจ ฟูมฟาย กระทั่งสามีมาเตือนสติว่า ‘มะเร็ง เป็นได้ก็รักษาให้หายได้’ หลังจากวันนั้นเธอเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อโรคและบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันจะไม่ตายด้วยมะเร็ง’ และนั่นเป็นจุดตั้งต้นให้คำถามในชีวิตของเธอเปลี่ยนจากการมองว่ามะเร็งคือโชคร้ายไปสู่คำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้หายจากโรค ตลอดเส้นทางกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เธอศึกษาหาความรู้มากมายเกี่ยวกับมะเร็งและการดูแลตัวเอง ปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำ รวมทั้งดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเพื่อให้เซลล์ดีในร่างกายเธอแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็ง วันนี้เธอหายดีแล้วและเริ่มต้นบทบาทใหม่กับการเป็นที่ปรึกษาด้านมะเร็งและสุขภาพ รวมทั้งทำให้เพจอย่าง ‘สวยสู้มะเร็ง’ ที่เธอก่อตั้งเมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่เพียงเป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวการต่อสู่กับโรคตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเท่านั้น แต่คือชุมชนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกำลังใจและแรงบันดาลใจที่พร้อมส่งต่อและสร้างนักสู้โรคที่แข็งแกร่งให้กับโลกใบนี้ 

มะเร็งเต้านมสายพันธุ์ Triple Negative 

ย้อนหลังกลับไปในปี 2562 หลังจากการตรวจสุขภาพที่พิมจะทำเป็นประจำทุกปี เธอพบว่าตัวเองมีก้อนที่เต้านมขวาขนาด 2.5 เซนติเมตร จนกระทั่งคุณหมอที่โรงพยาบาลแห่งแรกแจ้งว่าก้อนเนื้อนั้นคือมะเร็ง เธอตัดสินใจไปขอความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลอีกแห่ง เมื่อคุณหมอทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง ผลทุกอย่างออกมาเหมือนเดิม เป็นการยืนยันได้ว่าเธอเป็นมะเร็งที่เต้านมจริงๆ 

“มะเร็งเต้านมที่เราเป็นคือสายพันธุ์ Tripple Negative (ทริปเปิ้ล เนกาทีฟ) ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดุของมะเร็งเต้านมที่ถ้ากลับมาเป็นซ้ำ จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่ข้อดีคือเมื่อเสร็จสิ้นการรักษาแล้วคือเสร็จเลย ไม่ต้องกินยา 5 ปี 10 ปี เพราะมะเร็งชนิดนี้ไม่รับฮอร์โมน สำหรับการรักษาของเรา เริ่มจากการผ่าตัดแบบไม่ต้องตัดเต้า ไม่ต้องตัดต่อมน้ำเหลือง ตัดเพียงก้อนมะเร็งเท่านั้น โดยระหว่างทางของการรักษาเราได้ไปเจอวิธีการบำบัดรักษาแบบ Gerson Therapy (การบำบัดรักษาแบบเกอร์สัน) จากตอนแรกที่ยังไม่เข้าใจและเต็มไปด้วยคำถาม เพราะมันแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยรู้มาก่อน แต่พอเปิดใจศึกษาและทำความเข้าใจงานวิจัยของเขาก็พบว่าแนวทางนี้สมเหตุสมผล เราเลยลองลงมือปฏิบัติ แล้วให้เวลาและวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย วิธีดังกล่าวเป็นการรักษาในระดับเซลล์โมเลกุล โดยการทำให้เซลล์ที่ดีที่ยังไม่เป็นมะเร็งแข็งแรงมากๆ เพื่อล้อมกรอบเซลล์มะเร็งไว้ไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย และทำให้ร่างกายตรงนั้นแข็งแรง ลดภาวะต่างๆ ที่จะเอื้อให้มะเร็งเติบโต ถ้าพูดให้เห็นภาพ พอเซลล์แข็งแรงก็เหมือนกับเรามีประชากรในประเทศเป็นคนดี 90% มีทหารตำรวจที่แข็งแรง คนไม่ดีก็จะถูกล้อมกรอบไว้ โดยเราใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ 

“แม้การผ่าตัดจะผ่านไปด้วยดี แต่ด้วยสายพันธุ์ที่ว่า คุณหมอจึงแนะนำให้เราทำคีโม 4 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งออกให้หมด เมื่อตัดสินใจว่าจะให้คีโม เราเลยต้องลดความเข้มข้นของการบำบัดรักษาแบบเกอร์สันลง ด้วยร่างกายที่ใช้การดูแลแบบเกอร์สันเต็มรูปจะไม่ให้คีโมด้วยความเชื่อที่ว่าคีโมเป็นสารเคมีที่ทำลายเซลส์ดีไปพร้อมกับทำลายเซลส์มะเร็ง เรากลับมากินเนื้อสัตว์และโปรตีนเสริมเพื่อให้ค่าเลือดเราไปต่อได้ รวมถึงการกระตุ้นเซลส์เม็ดเลือดขาว ระบบภูมิคุ้มกัน หลังจากให้คีโม 4 ครั้ง ทุก 3 สัปดาห์ และฉายแสงวันละ 5 นาที เป็นจำนวน 33 ครั้ง โดยใช้ระยะเวลารักษาทั้งหมด 7 เดือน การรักษาจึงเสร็จสิ้น โชคดีของเราคือมะเร็งไม่ลามเลย จะมีก็คือผลจากคีโม เช่น ผมร่วง ผิวแห้ง และเล็บที่มีลักษณะเป็นคลื่นเท่านั้น 

“หลังจากการรักษาที่ยาวจนถึงฉายแสงจบ เราเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่อ้วน ซึ่งถ้าไม่เข้าใจ ก็คงจะรู้สึกว่าดีนะกินอาหารได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกลายเป็นว่าไขมันที่เยอะจะไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งมะเร็งชอบภาวะการอักเสบ คุณหมอเลยบอกให้ลดความอ้วน ซึ่งเราไม่อยากกลับมาเป็นซ้ำเพราะถ้าเป็นซ้ำโอกาสเสียชีวิตสูง ภารกิจใหม่จึงเริ่มขึ้นคือเราห้ามกลับไปอ้วนอีก ถ้าจะมาสรุปก็คือเป้าหมายของการรักษาจะถูกเปลี่ยนทุกระยะ และนั่นเป็นความท้าทายที่เราต้องข้ามผ่านและผ่านมันมาได้แล้ว (ยิ้ม)”

ขั้นบันไดแห่งความท้าทาย

“ความท้าทายแรกคือทันทีที่คุณหมอบอกว่าก้อนเนื้อนั้นคือมะเร็ง เราเข้าใจคำว่าสติแตกเลยว่าเป็นอย่างไร เรารู้สึกสะเทือนใจที่สุด พอก้าวออกมาจากห้องคุณหมอเพื่อไปลานจอดรถ เราทรุดลงไปร้องไห้ฟูมฟาย จนสามีมาแตะบ่าบอกว่า ‘ไม่เป็นไร เป็นแล้วก็รักษา’ เมื่อตั้งสติและยอมรับได้ว่าเป็นมะเร็งนะ ภารกิจถัดไปคือการจัดการสิ่งต่างๆ เริ่มจากการไปบอกกับครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่เพราะท่านแก่แล้ว เรากลัวและกังวลว่าคุณแม่จะเครียดหากรู้ว่าเราป่วย เราปรึกษากับสมาชิกครอบครัวคนอื่นและตกลงกันว่าจะทำให้การป่วยในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติที่สุด และพี่สาวเป็นพยาบาลด้วย คำพูดเลยยิ่งมีน้ำหนัก พอคุณแม่ท่านทราบ ท่านก็เข้าใจและทุเลาความกังวลลงได้ แต่เรารู้แหละว่าท่านยังมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะมันคือมะเร็ง

“ถัดมาคือเรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อพบก้อนมะเร็ง เราได้รับการประเมินค่าใช้จ่ายมาเกือบ 3.5 ล้านบาท เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่เครียด ไหนจะโรคมะเร็งไหนจะค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โชคดีที่สามีกับพี่สาวเรียกสติกลับมา จนเราตัดสินใจว่าจะเลือกไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เห็นความจริงว่าคนป่วยเต็มไปหมด พอได้เจอเพื่อนร่วมโรคทำให้เรารู้ว่าเส้นทางนี้เราไม่ได้สู้เพียงคนเดียว ไม่ใช่เราที่ลำบากอยู่คนเดียว และอย่างที่บอกว่าเราพบว่าคนไข้มะเร็งมีจำนวนเยอะมาก เราเลยได้เห็นอีกมุมจากฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ว่าทำงานหนักมาก ทุกครั้งที่มีนัด เราจะแต่งตัวสวยที่สุดไปโรงพยาบาล เพราะคิดว่า ความสดใสและสดชื่นที่เราพกไปน่าจะเป็นกำลังใจให้คุณหมอและพยาบาลได้บ้าง ขณะเดียวกัน เราอยากเป็นกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าถึงเราจะป่วย แต่เรายังสามารถสดใสและสร้างพลังใจให้ตัวเองได้นะ 

“สุดท้ายคือความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ การจัดการกับความเครียดและความกลัวทั้งตัวโรคและความกลัวว่ารูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปจนอาจทำให้คนใกล้ตัวเราเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามีผู้หญิงหลายๆ คนต้องแยกทางกับคู่ชีวิต ในกรณีของเรา ถือว่าค่อนข้างโชคดีด้วยครอบครัวอยู่เคียงข้าง แต่เราเองเป็นคนชอบวางแผนและชัดเจนกับทุกอย่างอย่างที่บอกไป เราบอกกับสามีอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะต้องแยกจากกันจริงๆ ขอให้เขาบอกเราตรงๆ อย่าให้เราไปรู้จากคนอื่นเพราะเราคงจะเสียใจมาก เราไม่ได้อยากเสียเขาไปหรอก แต่เราต้องวางแผน ถ้าเรื่องไหนที่กังวล เราจะทำให้ทุกอย่างชัดเจน ตกลงกันไว้ก่อน อย่างน้อยจะช่วยลดความกังวลลงได้มากเลยค่ะ”

Cancer Fighter Community ชุมชนสร้างเสริมส่งต่อกำลังใจ 

ระหว่างเวลา 7 เดือนเต็มของการรักษาตัว นอกจากการปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำแล้ว พิมยังใช้เวลาในการหาความรู้เรื่องสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เธอเป็น เริ่มลงมือปฏิบัติ และวัดผลจากสิ่งที่เธอทำเพื่อให้สุขภาพดีแบบองค์รวม พร้อมๆ ไปกับเปิดเพจเฟสบุ๊คของเธอเองในนาม ‘สวยสู้มะเร็ง’ โดยมีเป้าหมายคือการเป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวชีวิตในช่วงเวลาการเป็นมะเร็งของเธอ  เมื่อมีผู้ติดตามมากขึ้น เป้าหมายของเธอถูกขยายไปไกลกว่าเดิมคือการให้ความรู้และการสร้างเครือข่ายนักสู้มะเร็งในบ้านเราให้มากและแข็งแกร่งขึ้น

“ทุกวันนี้ เพจสวยสู้มะเร็งเป็นมากกว่าพื้นที่ของการแบ่งปันความรู้ แต่เป็นเสมือนชุมชนที่รวมคนหัวอกเดียวกันได้มาพูดคุย ให้กำลังใจ มาร้องไห้และหัวเราะไปด้วยกัน นอกจากความสุขจากการได้รับคำขอบคุณและกำลังใจจากลูกเพจ เรายังได้เรียนรู้และได้ความรู้จากประสบการณ์คนอื่นๆ พร้อมๆ ไปกับมีโอกาสได้ช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งที่เรามี ทั้งข้อมูลของโรคที่เราเผชิญ ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว การสร้างกำลังใจ และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นด้วย”

ของขวัญจากมะเร็ง

“หลังจากเป็นมะเร็ง เราเริ่มศึกษาเรื่องการจัดการความเครียด การกำหนดลมหายใจเพื่อลดความเครียด เมื่อก่อนเราไม่เคยรู้ว่าเวลาเครียด ข้างในร่างกายปั่นป่วนขนาดไหน พอได้รู้ เราเลยตั้งโจทย์ว่าจะไม่เครียด ฝึกให้กำลังใจและสะกดจิตตัวเองว่า ‘วันนี้เป็นวันที่ดีของฉัน ฉันจะไม่ตายเพราะมะเร็งนะ’ พอทำแบบนี้บ่อยๆ ก็เหมือนเราได้โฟกัสและจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองไปสู่สิ่งนั้น เช่น ฉันจะเดินไปกดกาแฟดื่มเองนะ ฉันจะออกกำลังกายนะ ฉันจะฟังธรรมะ เดี๋ยวรักษาเสร็จจะกลับไปทำงานแล้วนะ มะเร็งทำให้เราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนิสัย เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น และเห็นความสุข ให้ความสำคัญกับความสุขเล็กๆ ในแต่ละวันมากขึ้น จากแต่ก่อนที่เรานิยามความสุขจากการได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้กระเป๋า ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ กินอาหารดีๆ เป็นคนที่มีความสุขจากการได้รับ เช่น สามีต้องซื้อของให้ สามีต้องทำสิ่งนี้ให้ เราถึงจะมีความสุข แต่เดี๋ยวนี้แค่เดินไปกดกาแฟแล้วเดินมานั่งดื่ม หรือออกกำลังกายเบาๆ นั่นคือความสุขแล้ว เราเปลี่ยนความสุขจากการที่เคยเป็นผู้รับ ไปสู่การเก็บความสุขจากการเป็นผู้ให้มากขึ้น เราพบว่าตัวเองพูดขอบคุณบ่อยขึ้น ทั้งกับตัวเองและคนที่อยู่เคียงข้าง

“ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้บอกเลยว่าเราอยากขอบคุณมะเร็งที่เข้ามาเตือนเราในวันที่เรายังสู้ไหว และอยากขอบคุณตัวเองที่ปรับเปลี่ยน แล้วลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้กับชีวิต วางแผนและดูแลชีวิตตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้มะเร็งกลับมา แต่ก็ยังเตรียมความพร้อมเสมอหากมะเร็งกลับมาว่าเราจะรับมืออย่างไร ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เราไม่ได้มองแค่ยอดเขาที่เราจะไปให้ถึง แต่เรายังเก็บดอกไม้ระหว่างทางมาเยอะมาก นั่นคือความสุขและประสบการณ์ และเพราะทุกอย่างไม่แน่นอน เราเลยคิดว่าหากช่วงสุดท้ายของชีวิตเรามาถึง อย่างน้อยเราจะมีภาพความทรงจำดีๆ เยอะมาก

“สำหรับเรา การเป็นมะเร็งเหมือนการปิดตาเดินขึ้นบันไดที่ไม่รู้ว่าบันไดขั้นต่อไปจะเจออะไรบ้าง เช่น ให้คีโมแต่ละเข็มเราจะมีสภาพร่างกายเป็นอย่างไรนะ ในความน่ากลัวที่เราคาดหวังอะไรไม่ได้ ทำให้เราต้องวางแผนดีๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านความท้าทายแค่ละขั้นบันไดของการรักษามาได้ (ยิ้ม)” 

ตั้งสติเพื่อปัจจุบันและอนาคตที่ดีกว่า

“อย่างที่เล่าไปพอรู้แล้วว่าเป็นมะเร็ง เราฟูมฟายอยู่ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่เราค้นพบและเรียนรู้คือ เราต้องยอมรับและย้อนกลับมาดูตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นมาถึงจุดนี้ ดังนั้น สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ให้โอกาสตัวเองได้ฟูมฟายไปเลย เพียงแต่ตั้งสติให้เร็ว อย่าเพิ่งโทษลมฟ้า ส่วนคำถามว่าทำไมเป็นฉัน เราคิดว่าเป็นคำถามนี้ดีนะ ลองใช้คำถามนี้แล้วตอบตัวเองว่าทำไมเป็นเรา เพราะเราใช้ชีวิตบนความเครียด กินอาหารไม่ดี ไม่เป็นเวลา ไม่ออกกำลังกาย หรือนอนไม่ดีรึเปล่า เพราะเราเคยเป็นแบบนั้นและคิดว่าการเป็นมะเร็งของตัวเองน่าจะมาจากพฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้ แล้วพอถึงจุดที่ตั้งสติได้ คำถามของคุณจะเปลี่ยนไป นั่นคือจุดพลิกผันที่จะทำให้ความเชื่อและการกระทำเปลี่ยนไปด้วย จากตอนแรกที่กลัวว่าฉันจะตายไหม ถ้าเราตัดสินใจว่าเราจะไม่ตาย เราจะหาทางรอดให้กับตัวเอง 

“จากเส้นทางของเรา มะเร็งไม่เท่ากับตาย แล้ววันนี้เราแข็งแรงกว่าตอนก่อนเป็นมะเร็งด้วย ถ้าคุณท้อแท้ ต้องถามว่าท้อแท้เรื่องอะไร เช่น เรื่องตกงาน เราจะบอกว่ามันจะเป็นแค่ช่วงเวลาเดียว เราผ่านมาแล้ว ตกงานมาแล้วเหมือนกัน แต่เราผ่านมาได้ แล้วพอถึงวันหนึ่งคุณจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตัวเองได้ แสวงหาอาชีพใหม่หรือได้ที่ทำงานใหม่ หายใจลึกๆ วางแผนดีๆ ปรึกษาคนรอบข้าง ยิ่งกลัวยิ่งต้องวางแผนรอ ตั้งหลักให้มั่น แต่ถ้ากลัวแล้วปล่อยให้กลัว ไม่ลงมือทำอะไร ความกลัวจะอยู่ในใจ แล้วพอต้องผ่านในแต่ละขั้นตอนเราจะยิ่งหดหู่ หรือถ้าท้อแท้เรื่องความสัมพันธ์ อย่างที่บอกใจเขาใจเรา กลัวคนที่เรารักจะจากไปใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น ต้องทำให้เขามีความสุข อย่าทำตัวเป็นภาระมากจนเกินไป เราป่วยแค่กาย ไม่ได้ป่วยใจ เราต้องทำให้รู้ว่าเราป่วยนะ แต่เราจะช่วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วเราขอบคุณคนรอบตัวที่อยู่ในทุกๆ ความสัมพันธ์ คนที่อยู่กับเรา ที่ดูแลเรา แนะนำว่าให้เปลี่ยนโฟกัสมาที่การแก้ปัญหา อย่าโฟกัสที่ปัญหา เหมือนเซลล์มะเร็งที่เราพูดถึง อย่าโฟกัสที่มะเร็ง 5% แต่มาโฟกัสอีก 95% และทำให้เซลล์เหล่านั้นแข็งแรงที่สุด

“เคล็ดลับหนึ่งที่เราใช้เสมอคือถ้าท้อ ให้ลองฝึกหายใจ เปลี่ยนจุดสนใจ ไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบ กอดและให้กำลังใจตัวเองให้เป็น ที่เราพูดได้เพราะเราได้ผ่านในจุดยากๆ หลายๆ จุดมาแล้ว เราอยากเป็นกำลังใจให้ และถ้าตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก ลองดูเราเป็นตัวอย่างก็ได้ ที่สำคัญคือเลือกสิ่งที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นค่ะ (ยิ้ม)” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
เพิ่มเติม: BeautifulMindFightCancer 

อจิรภาส์ ประดิษฐ์ ยอมรับ เรียนรู้ เข้าใจ เพื่ออยู่กับมะเร็งอย่างมีสติ

ตุลาคม ปี 2565 คือเดือนที่ แฟน – อจิรภาส์ ประดิษฐ์ คลำพบก้อนเนื้อที่อกฝั่งขวาขนาด 4.5 เซนติเมตร ซึ่งภายหลังได้รับการวินิฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดอยู่เฉพาะที่ (Ductal Carcinoma in Situ: DCIS) ระยะ 3B ที่ลามไปยังต่อมน้ำเหลือง 7 ต่อมจาก 25 ต่อม แฟนบอกกับเราในวันที่คุยกันว่า ในความโชคร้ายของการเป็นมะเร็ง เธอยังโชคดี เพราะระยะของโรคที่เธอเป็น หากได้รับการรักษาอย่างครบขั้นตอนและร่างกายตอบสนองดี จะมีโอกาสรอดชีวิตถึง 85% ในระยะ 5 ปี อีกทั้งชนิดมะเร็งที่เธอเป็นอย่าง ER/PR + Her2 ยังมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำน้อย เมื่อเทียบกับชนิดอื่นๆ อย่าง Her2+ ในระยะ 5-10 ปี แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราขอยกความดีอีกด้านให้กับการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น การเผชิญหน้ากับโรคด้วยความเข้าใจ รวมทั้งการมีสติและใจที่มั่นคงของเธอ ซึ่งกว่า 1 ขวบปีที่ผ่านมา นอกจากการได้รู้จักมะเร็งในตัวเธออย่างถ่องแท้แล้ว ตัวของแฟนเองยังได้เรียนรู้การมีอยู่ของชีวิต ตลอดจนคุณค่าของเวลาในแต่ละวัน และวันนี้เธออยากมาแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการและอยู่ร่วมกับมะเร็ง พร้อมส่งกำลังใจให้ทุกๆ ชีวิตก้าวข้ามพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้ของเธอ 

มะเร็งเต้านมชนิด DCIS และเรื่องราวระหว่างทาง

“จริงๆ แล้ว แฟนถือว่าเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรงมากคนหนึ่งเลย ในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเพราะป่วยหนักมาก่อน ถ้ามีก็ไส้ติ่งอักเสบที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร เพราะว่าไม่ได้ใช้ชีวิตบนความเสี่ยง จุดเสี่ยงที่มีน่าจะมาจากกรรมพันธ์ุที่คุณยายเป็นมะเร็งปากมดลูกและคุณน้าที่เป็นมะเร็งเต้านม แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราคิดว่าเราจะเป็น 

“ตอนที่เจอก้อนเนื้อแฟนอายุ 34 เข้า 35 โดยเริ่มสังเกตตัวเองว่าทุกครั้งที่มีประจำเดือน จะเจ็บหน้าอกข้างหนึ่ง ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่าหรืออาการนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ประมาณ 3-4 เดือนก่อนตัดสินใจไปตรวจอย่างจริงจัง แฟนคลำเจอก้อนที่อก เลยติดต่อไปทางโรงพยาบาลเพื่อขอทำแมมโมแกรม เพราะเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปกติแล้ว แต่ทางโรงพยาบาลตอบกลับมาว่าถ้ายังไม่ถึง 40 ปกติจะไม่ทำแมมโมแกรมกัน 2 อาทิตย์ต่อมา แฟนจึงตัดสินใจไปพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุ พออัลตร้าซาวด์เรียบร้อย คุณหมอพบก้อนเนื้อขนาด 4.5 เซนติเมตร ถ้าเทียบก็ประมาณเกี๊ยวซ่า 1 ลูก และมีอาการต่อมน้ำเหลืองขยายตัว คุณหมอจึงนัดมาเพื่อจะผ่าเจ้าก้อนนี้ออกมา ซึ่งจริงๆ หมอจะผ่าอีก 2 วันเลย แต่ด้วยแฟนต้องเคลียร์งานให้เรียบร้อย จึงขอเวลาเคลียร์งานก่อน โดยระหว่างนั้นก็หาข้อมูลของโรคมะเร็งและรู้แล้วล่ะว่าการที่มีภาวะก้อนเนื้อกับมีต่อมน้ำเหลืองบวม มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งได้ 

“การรักษาในเวลานั้นใช้วิธี Adjuvant หรือการตัดก้อนเนื้อมะเร็งออกไปก่อนการคีโม ซึ่งคุณหมอจะผ่าตัดเต้านมข้างที่มีปัญหาออกโดยผ่า 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อตรวจหา โดยคุณหมอสามารถนำก้อนเนื้อออกไปเกือบหมด 100% ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการผ่าเต้านมออกพร้อมต่อมน้ำเหลือง ซึ่งการผ่าตัดทั้งสองครั้งผ่านไปด้วยดี พอคุณหมอบอกผลว่าเป็นเนื้อไม่ดีนะ คำถามแรกที่ถามออกไปคือจะต้องทำอะไรต่อและขอดูผล จากนั้นแฟนนำผลมาอ่านโดยละเอียดและหาข้อมูลเพิ่มเติม เอาจริงๆ แฟนไม่รู้สึกกังวลอะไร อาจเพราะนิสัยของตัวเองที่ค่อนข้างอยู่กับความจริงมากๆ คิดเพียงว่าถ้าเป็นโรคก็รักษา และเคยคิดว่าการเป็นมะเร็งจะเจ็บปวดกว่านี้ แต่ที่เราประสบเองไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

แฟนเล่าให้เราฟังต่อว่า ในระหว่างทางของการรักษาของเธอ มีเรื่องท้าทายให้เธอต้องก้าวผ่านอยู่เป็นระยะๆ 

“คุณหมอกำหนดวันผ่าตัดว่าจะเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 นะ ก่อนผ่าตัดให้แฟนมาตรวจร่างกายก่อน พอไปอัลตร้าซาวด์ ก็พบว่าที่มดลูกมีก้อนเนื้อประมาณ 8 เซนติเมตรอยู่อีก 1 ก้อน ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย คุณหมอที่ดูแลมะเร็งของเราอ่านผลและบอกคร่าวๆ ว่า ด้วยลักษณะของก้อนเนื้อที่มดลูก ประเมินว่าน่าจะเป็นเนื้องอกธรรมดา คุณหมอจึงแนะนำให้รักษาไปทีละอย่าง เริ่มจากเต้านมก่อน ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าเต้านม คุณหมอมาประเมินร่างกายทุกวันและพบว่าเราแข็งแรงดี จึงนัดเพื่อทำการผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกไปเลย การนอนอยู่ที่โรงพยาบาล 11 วันนั้น เลยได้รักษาทั้งเต้านมและนำเนื้องอกในมดลูกออกไปด้วย

“อีกเรื่องสำคัญของการเป็นมะเร็งที่คนไข้ส่วนใหญ่พบคือผมร่วง ซึ่งตัวเองชิลล์มาก พอผมร่วง เราก็ไปตัดสั้นและเตรียมตัวโกนหัว ระหว่างนั้นก็เลือกใช้วิธีโพกหัว ซึ่งเวลาออกไปทำงาน ถ้าใครไม่ทราบ จะไม่รู้เลยว่าเราเป็นมะเร็ง ระหว่างคีโม แฟนดูแลตัวเองเป็นปกติ มีการปรับการกิน แต่ไม่สุดโต่ง ตอนนั้นจำได้ว่าน้ำหนักขึ้น ดูมีน้ำมีนวล ผิวใสมาก คิดว่าน่าจะเป็นผลจากตัวยาที่ไปทำหน้าที่ลด ER/PR (Estrogen Receptor, ER และ Progesterone Receptor, PR) ในร่างกาย แต่ยังมีสิ่งที่คาดเดาและควบคุมไม่ได้เกิดกับเราอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอาการแพ้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Food Trauma อาการก็คืออะไรที่เรากินในวันให้คีโม แฟนจะรู้สึกไม่อยากกินอยู่นานมาก เหม็นทุกอย่าง หลังจากคีโมเข็ม 5 อาการเริ่มดีขึ้น ผลข้างเคียงมีเพียงผื่นคันและปวดตามข้อต่อ แต่ยังสามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อาจมีที่ต้องพักระหว่างวันบ้างในวันที่มีอาการเวียนหัว 

“อีกหนึ่งความพีคน่าจะเป็นช่วงก่อนจะได้คีโมเข็มสุดท้าย แฟนตกบันไดที่บ้าน ตอนนั้นรู้สึกว่าปวดมาก คิดในใจว่าขาต้องหักแน่เลย อารมณ์ตอนนั้น ประมาณว่า ‘เอ้อ…อะไรก็เอาวะ’ แล้วก็นั่งหัวเราะกับที่บ้านกับโชคชะตาตัวเอง แต่ไม่ได้เศร้าอะไรขนาดนั้น แฟนเลยมีภาพบันทึกความทรงจำคือการเฉลิมฉลองคีโมเข็มสุดท้ายกับเฝือกที่เท้าเรา ถือเป็น 1 ปีที่ได้ทุกประสบการณ์ชีวิตเลยค่ะ” 

มุมความคิดและชีวิตที่เปลี่ยนไป

“จริงๆ ถ้ามองว่าการเป็นมะเร็งเป็นเรื่องลำบาก ก็ทำได้นะคะ แต่แฟนคิดว่าทัศนคติของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก แฟนยังเขียนโน้ตให้ตัวเองเลยว่า ‘Mission of Remission’ คือ ‘การปลอดจากโรคมะเร็งนี้’ เหมือนเราได้โจทย์การทำงานมา เป็นโจทย์ที่เราต้องแก้ สิ่งที่เราทำคือเราจะพยายามมีชีวิตอยู่ แต่จะไม่หลอกตัวเอง แฟนจึงใช้เวลาเข้าใจในสิ่งที่เป็นว่าคืออะไร มีลักษณะแบบไหน การขยายตัวเร็วหรือช้า ตัวโรคตอบสนองกับอะไรในตัวเราบ้าง อะไรที่เป็นตัวกระตุ้น ในมุมหนึ่งเราอาจเป็นคนโชคร้ายคนหนึ่ง ถ้าให้เหตุผลอะไรไม่ได้ ก็โทษโชคแล้วกัน แต่ในความโชคร้าย เราจะยอมรับมันแบบไหน แก้ไขมันอย่างไร พอพบว่าเป็นและยอมรับได้ เราเลยมองไปถึงขั้นถัดไปเลยว่า แล้วจะรักษาอย่างไรต่อ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหลังจากนี้ นั่นเลยทำให้การไปพบคุณหมอแต่ละครั้ง เราจะฮึดมาก รักษาไปตามกระบวนการอย่างที่คุณหมอแนะนำ ขับรถไปโรงพยาบาลเองตลอดการรักษา ตั้งแต่ผ่าตัด ให้คีโม ฉายแสง ดูแลตัวเองหมดทุกอย่าง ยกเว้นตอนขาหักที่ขับรถเองไม่ได้ แต่พอเข้าเฝือกแล้วก็ขับรถเอง รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องดูแลตัวเอง แฟนใช้ทัศนคติแบบนี้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา 

“การเป็นมะเร็งยังทำให้พบความจริงหนึ่งที่ว่า คนเป็นโรคนี้ไม่จำเป็นต้องเจ็บสาหัสเสมอไป ในกรณีของแฟน อาจเพราะชนิด ระยะ และการตอบสนองต่อการรักษา ทำให้เรายังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ทำเต็มที่กับสิ่งที่เราควบคุมได้ กินของอร่อย ทำงานอย่างที่เคยทำ ไปเที่ยว ไม่สนใจคนอื่นมากนัก อยู่นิ่งๆ กับตัวเอง หรือหลายๆ คนเรียกว่าการเจริญสติ ซึ่งช่วยได้มากเลยค่ะ 

“ก่อนเป็นมะเร็ง ตัวเองเป็นคนที่คิดทุกอย่างไกลมากๆ แบบคิดไว้เลย 5 ปี 10 ปีจะทำอะไร พอไม่สบายปุ๊บ การมองทุกอย่างเปลี่ยนไป เรียกว่าการมองทุกอย่างที่ใกล้เราให้ชัดขึ้น ส่วนอะไรที่ไกลตัวจะมองแบบห่างๆ ไม่ได้พยายามที่จะพุ่งเป้าเพื่อไขว่คว้าแบบแต่ก่อน เข้าใจเลยกับความไม่แน่นอนของชีวิต รู้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ นั่นเลยทำให้แฟนเริ่มเข้าใจว่าการเอ็นจอยกับสิ่งเล็กๆ ในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ แค่หลังจากเอฟเฟ็กต์ของการให้คีโมหายไป แล้วเราได้รสกาแฟแบบเดิม แค่นั้นก็ดีใจแล้ว เราช่างมันได้ดีขึ้น ตกผลึกว่าคนเราเกิดมามีเวลาและหน้าที่ ดังนั้น ใช้เวลาที่มีทำหน้าให้ดีที่สุด มีความสุขกับสิ่งรอบตัว และไม่สนใจอะไรที่มันแย่ๆ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกไม่มีคุณค่า”

เมื่อเข้าใจ ก็อยู่ร่วมกับมะเร็งได้แบบสันติ 

“จากประสบการของตัวเอง ทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ ต่อให้ไม่มีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมาก่อน และการเป็นมะเร็งไม่ต้องมีอาการรุนแรง สามารถเป็นได้เลยแบบไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือ มะเร็งคือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่สามารถรักษาได้และมีแนวทางรักษา ดังนั้น สิ่งที่แฟนอยากจะบอกคือ คุณกลัวได้ ท้อได้ ยอมรับความรู้สึกนี้ได้เลย แต่ต้องกำหนดเวลาว่าเราจะท้อกี่วัน เศร้าจนถึงเมื่อไหร่ หลังจากนั้นมาวางแผนต่อว่าจะกลับมาทำอะไร ที่สำคัญเลยคือต้องมาทำความรู้จักมะเร็งของตัวเอง แม้ว่าเราไม่ใช่เป็นหมอ แต่เราต้องรู้จักสิ่งที่เราเป็น เพราะจะช่วยให้เข้าใจโรคและอาการมากขึ้น แฟนไม่อยากให้ใครกลัวการรักษาโดยเฉพาะการให้คีโม เพราะเทคโนโลยีการรักษาเวลานี้ไปไกลมากๆ แล้วนะคะ

“สำหรับคนที่ยังไม่เป็น แฟนแนะนำให้ตรวจสุขภาพ ตัวแฟนไปเชคสุขภาพครั้งสุดท้ายคือปี 2562 เว้นมา 3 ปีเลยที่ไม่ได้ตรวจเพราะเข้าใจว่าตัวเองแข็งแรง ดังนั้น ถ้าให้ดี อยากให้ทุกคนใส่ใจกับเรื่องนี้และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยตรวจเลือด ตรวจอะไรที่ทำให้เราเจอความผิดปกติเพื่อที่จะเฝ้าระวังสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายเรา 

“ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แฟนอยากขอบคุณทุกคนรอบตัว ทั้งเพื่อน เพื่อนร่วมงานที่คอยซัพพอร์ต รวมถึงปรามเราในเวลาที่เราแอคทีฟเกินไปว่าอย่าหักโหม ที่สำคัญเลยคือครอบครัวที่หล่อหลอมและสร้างบรรยากาศของการใช้ชีวิตบนความจริงให้กับแฟน วันที่แฟนไปบอกที่บ้านว่าเป็นมะเร็ง ประโยคแรกที่ได้ยินคือ ‘เป็นมะเร็งก็รักษา ไม่ต้องไปกลัว’ เป็นการให้กำลังใจและให้เราไปต่อด้วยคำที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ปลอบเราด้วยคำหวาน แต่เตือนสติให้เราจัดการทุกอย่างบนความเป็นจริง นอกจากนี้คือทีมแพทย์ผู้รักษาที่ดูแลและเอาใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน สุดท้ายคือที่อยากขอบคุณคือตัวเอง อยากบอกกับตัวเองว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เธอเก่งมาก เก่งจริงๆ แม้ตอนนี้โรคจะสงบลง แต่แฟนจะไม่หลอกตัวเองว่าเราหายแล้ว เพราะโอกาสกลับมาของโรคยังมีอยู่ ดังนั้น ไม่มีวันไหนที่แฟนจะไม่ดูแลตัวเอง รวมถึงไม่ประมาทกับชีวิต สุดท้าย แฟนอยากให้ทุกๆ คนที่อยู่ในช่วงเวลาท้าทายนี้มีกำลังใจและอย่าเพิ่งท้อ แฟนจะเป็นกำลังใจและส่งกำลังใจให้อีกแรงค่ะ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: สราวุฒิ ขันโปธิ

ดูแลด้วยรักและเข้าใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

นุ่นและปอเป็นทั้งคู่รัก คู่ชีวิต เพื่อน และครอบครัวที่อยู่เคียงข้างกันตลอดมา ในวันที่ปอตรวจพบว่าตัวเองเป็น ‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ (ACC – Adrenocortical Carcinoma) เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว การรักษาดำเนินไปหลายเดือนจากการรักษาที่เมืองไทยสู่การตัดสินใจเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยระยะของโรคที่ไม่สามารถทำการรักษาได้แล้ว ทำได้เพียงการรักษาเพื่อประคองอาการ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ขณะที่เดินทางกลับนั้นเอง อาการของปอทรุดลงและจากไปขณะอยู่รอเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศดูไบ

ในวันที่เจอกับนุ่น เธอบอกกับเราว่าวันนี้เธอเข้มแข็งขึ้นแล้ว และพร้อมมาบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งในฐานะของผู้ดูแล การรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักในยามเจ็บป่วย ตลอดจนการเยียวยารักษาใจเธอเองในวันที่ต้องพบกับสัจธรรมของชีวิตอย่างการเจ็บป่วยและจากลาที่ไม่เคยง่ายสำหรับใครเลย 

‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ โรคหายากในไทย

นุ่นและปอเป็นเจ้าของร้านอาหารในอเมริกา หลังจากใช้ชีวิตที่ต่างแดนมาหลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กระทั่งต้นปี 2022 ปอมีอาการปวดท้องคล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อย จึงไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาล จนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ระยะที่ 4 ที่ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว

“ด้วยอาการแรกที่พี่ปอเป็นจะใกล้เคียงกับอาการอาหารไม่ย่อย แต่แตกต่างจากอาการท้องอืดท้องเฟ้อทั่วไปตรงที่เวลากดท้องแล้วจะแข็งกว่าปกติเหมือนเป็นมีลักษณะของก้อนบางอย่างอยู่บริเวณซี่โครง คุณหมอส่งพี่ปอไปทำ CT Scan จนพบว่าเป็น ACC (Adrenocortical Carcinoma) หรือมะเร็งต่อมหมวกไต โดยมะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในประชากร ถ้าดูจากสถิติจะมีอุบัติการณ์ปีละ 1-2 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และมักเกิดในเด็กอายุน้อยมากๆ เช่น 3-4 ปี และผู้ใหญ่วัยกลางคน 

“ปกติแล้ว ต่อมหมวกไตของคนเราจะมี 2 ต่อมอยู่ข้างหลัง ขนาดประมาณ​ 1.5 เซนติเมตร แต่ของพี่ปอมีขนาด 16 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่เท่าลูกเมล่อนเลย แล้วเจ้าก้อนนี้มาเบียดกระเพาะอาหาร พี่ปอเลยมีอาการแบบที่บอกไปว่ารู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย แม้ว่าพวกเราจะตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยมะเร็งชนิดดังกล่าวไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ และโรคนี้ลุกลามค่อนข้างเร็ว ในวันที่ตรวจเจอ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังตับและปอดแล้ว แล้วพอเป็นชนิดของมะเร็งที่หายาก มีคนเป็นน้อยมากในประเทศไทย ยาคีโมที่คุณหมอให้ได้จึงเป็นคีโมแบบครอบจักรวาล เพราะไม่มียาเฉพาะสำหรับการรักษา”

ความทรงจำในวันจากลา

“พอต่อมหมวกไตโต แล้วไม่ใช่แค่ก้อนธรรมดา แต่แปลงเป็นเนื้อร้ายแล้ว มันจึงส่งผลต่อการผลิตและควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งการที่ก้อนมะเร็งผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องความดัน เบาหวาน การเปลี่ยนแปลงระดับเกลือแร่และแร่ธาตุชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะคะ เช่น ถ้าโปแตสเซียมต่ำทำให้หัวใจวายได้ หรือแมกนีเซียมต่ำจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้น พี่ปอจึงมีอาการหลายๆ อย่าง จากไม่เคยเป็นเบาหวานและความดัน ก็กลายเป็นความดันและค่าน้ำตาลสูงขึ้น หรือเวลาให้ยาคีโมที่จะมีสเตียรอยด์ ร่างกายพี่ปอจะอ่อนแอลง เรียกว่าชีวิตของพี่ปอเปลี่ยนไปเลย จากที่เคยแข็งแรง กระฉับกระเฉง ต้องมากินยาเป็นกำ มากินเกลือแร่เพิ่มเพราะระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เกลือแร่และแร่ธาตุในร่างกายเปลี่ยนไปด้วย ระหว่างการรักษาจึงมีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทั้งเราและคุณหมอเรียนรู้ไปด้วยกัน  

“อาการของพี่ปอถือว่าหนักทีเดียว คุณหมอถามเราสองคนว่าจะสู้ไหม ถ้าสู้ เรามาสู้กันสักตั้ง แต่ด้วยความรุนแรงของโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนอยู่แล้วกลับอ่อนแอลงไปอีกหลังการให้คีโม โดยปกติการให้คีโมจะมีช่วงที่คนไข้ภูมิตก แต่ถ้าร่างกายตอบสนองและโรคดีขึ้น คนไข้จะกลับมาแข็งแรงขึ้น แต่กราฟของพี่ปอเป็นกราฟแบบดิ่งลง ตอนนั้นนุ่นไม่อยากให้เขาเจ็บและทรมาน เราเลยทำทุกอย่าง ดูแลเขาทั้งทางร่างกายและทางจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเราไม่เหนื่อยและไม่เสียใจนะคะ แต่นุ่นอยากให้พี่ปอเชื่อมั่นว่าเขาต้องดีขึ้น เราคือกำลังใจของเขา อยากสู้อยู่ข้างๆ เขา หมอพูดกับเราว่าโรคนี้รักษายากนะ และขอให้ทำใจเผื่อไว้ เราเองก็ทำใจ แต่ ณ วันนั้น เราต้องมีความหวังว่าเราจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รอดได้ พี่ปอจะต้องรอด ที่สำคัญ ตัวเขาเองก็เข้มแข็ง อดทน และเป็นนักสู้มากๆ นั่นคือเหตุผลที่เราสู้เพื่อเขาแบบไม่เคยเปลี่ยนมือเลยมาตลอด 6-7 เดือนที่รักษาอยู่ที่เมืองไทย” 

เพราะมะเร็งต่อมหมวกไตส่งผลให้ร่างกายของปอเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายโรค อีกทั้งยังเกิดภาวะบวมน้ำ น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายกิโลกรัมในชั่วข้ามคืน อาการของปอค่อยๆ ทรุดลง หลังจากที่คุณหมอแจ้งว่าคงไม่มีวิธีรักษาแล้ว ที่ทำได้คือการรักษาแบบประคองอาการ เวลาเดียวกันนั้นเพื่อนของนุ่นและปอที่มาบอกว่าที่อเมริกายังมีวิธีการรักษาแบบอื่นๆ นั่นเป็นเหตุผลให้ทั้งสองตัดสินใจเดินทางไปที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 

“เราปรึกษาคุณหมอว่าเราพาพี่ปอกลับอเมริกาได้ไหม เผื่อว่าที่นั่นจะมีทางเลือก ตัวยา หรือโอกาสให้เราได้สู้มากกว่านี้ เพราะหากอยู่เมืองไทย ถ้าหมดคีโม การรักษาก็ไปต่อไม่ได้ ต้องอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ แล้วการให้คีโมเพิ่มก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้อาการดีขึ้น ตอนนั้นร่างกายพี่ปอทรุดลงทั้งจากการให้คีโมและจากตัวโรคเพราะมะเร็งชนิดนี้หนักจริงๆ 

“หลังจากตัดสินใจจะไป เราเตรียมตัวอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วก็บินไปรักษาที่นิวยอร์ก พอไปถึง พี่ปอเริ่มทรุดลง ร่างกายไม่พร้อมเพราะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทำให้ไม่ได้รักษาต่อ เราทำได้เพียงการประคองอาการให้คงที่ที่สุดและพาเขากลับบ้านตามคำขอของพี่ปอ ระหว่างเดินทางกลับไทย เราเจอกับงานหินหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเดินทาง การย้ายผู้ป่วย รวมถึงสภาพร่างกายเขาด้วย พอถึงดูไบ ความดันตัวบนอยู่ 50 ตัวล่าง 30 ซึ่งต่ำมาก ประมาณ 10 วันสุดท้ายเขาแทบกินข้าวและดื่มน้ำไม่ได้แล้ว ก่อนจะเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่ดูไบ”

ในความโชคร้ายที่มีโชคดีซ่อนอยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นุ่นเห็นความเป็นความตายอยู่ใกล้กันนิดเดียว เหมือนเป็นบททดสอบของชีวิตที่หนักมาก เพราะก่อนหน้านั้น นุ่นกับพี่ปอเรียกว่าตัวติดกัน ไปด้วยกันทุกที่ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิตเราสองคนกำลังไปได้สวย และเรามีความสุขกันมาก จนวันนี้ที่พี่ปอไม่อยู่ นุ่นมีคำถามมากมายว่าทำไมคนดีๆ ถึงจากไปเร็วจัง แล้วทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเราถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน คิดถึง และอยากจะกลับไปอยู่ด้วย ตายตามได้ไหม แต่มาวันนี้ วันที่เรานั่งคุยกันอยู่ นุ่นดีขึ้นมาก ส่วนสำคัญคือการได้ไปปฏิบัติธรรมที่ทำให้ใจสงบและมีสติขึ้น ทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

“ทุกวันนี้ความรักที่นุ่นมีให้พี่ปอยังคงอยู่และจะอยู่ไปตลอด ยังคิดถึงเขาตลอด จะไปเที่ยว ไปทำบุญกับเพื่อนๆ นุ่นจะนึกถึงและอุทิศสิ่งที่เราทำให้เขา นุ่นเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราสองคนคงได้เจอกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนุ่นพูดไม่ได้ขนาดนี้นะคะ และแม้นุ่นจะสูญเสียคนที่รัก แต่นุ่นโชคร้ายเรื่องเดียวคือเรื่องนี้ ขณะที่นุ่นโชคดีในอีกหลายๆ สิ่ง ได้เห็นว่าใครที่เป็นเพื่อนแท้ที่อยู่ข้างๆ ในวันที่เราทุกข์และเจ็บปวด ได้รับความหวังดี ความรัก และแรงสนับสนุนจากทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้นุ่นได้ลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ทั้งหมด ตอนนี้นุ่นไม่ยึดติดอะไรอีกแล้ว ชีวิตที่เหลือนุ่นใช้ไปกับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ กลับมาดูแลตัวเอง เริ่มทำอะไรต่างๆ เพื่อตัวเอง ไปทำบุญ ไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา และออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ทำให้ใจเรามั่นคงขึ้น และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างดีที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว นุ่นคิดว่าถ้าเรายิ้มไม่ได้ แล้วเราจะไปส่งยิ้มตัวเองและใครต่อใครได้อย่างไร”

ดูแลด้วยหัวใจและความรัก

“ตอนที่นุ่นดูแลพี่ปอ นุ่นไม่ได้แตะมือใครเลย จากประสบการณ์ นุ่นรู้สึกว่าคนไข้แต่ละคนมีความต้องการเฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันในรายละเอียด ทั้งด้วยนิสัย ความต้องการ อาการของโรค และข้อจำกัดต่างๆ คำแนะนำที่นุ่นจะให้ได้สำหรับผู้ดูแลคือการใส่ใจในรายละเอียดของคนที่เราดูแลอยู่ เขาอยากได้แบบนี้ ต้องการแบบนี้ คุณหมอแนะนำไว้ว่าโรคนี้ต้องระมัดระวังอะไร จากนั้นเราก็ปฏิบัติตามให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ที่สำคัญคือการอยู่เคียงข้างและทำให้เขามั่นใจและอุ่นใจว่าเราจะอยู่ข้างๆ เขาเสมอนะไม่ว่าจะยามทุกข์หรือสุข เพราะสุดท้ายแล้วคนดูแล ครอบครัว และเพื่อนคือกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาสู้ต่อไปได้ในทุกๆ วันกับความยากลำบากของโรคที่เขาเผชิญอยู่ เมื่อวันที่คนที่เรารักจากไป การทำทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความรัก จะทำให้เราไม่เสียใจและเสียดาย เพราะเราได้ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและทำอย่างดีที่สุดแล้วจริงๆ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร

อณัญญา อัศวเวทิณ เรียนรู้คุณค่าของชีวิต อยู่กับมะเร็งปอดระยะ 4 อย่างปกติสุข  

จนถึงตอนนี้ การเดินทางต่อสู้กับมะเร็งปอด (Squamous Cell Carcinoma) ระยะที่ 4 ของ โบ-อณัญญา อัศวเวทิณ ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีกับอีก 7 เดือนแล้ว ถือเป็นสังเวียนการต่อสู้ที่ไม่ง่ายไม่ว่าจะกับใครก็ตาม เพราะชนิดของมะเร็งที่เธอเป็นอยู่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด ในเวลานี้จึงทำได้เพียงประคองชีวิตอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ บนเส้นทางการรักษาที่เปรียบเหมือนการว่ายน้ำท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่มีคลื่นลมและกระแสน้ำเชี่ยวกราก โบบอกกับเราว่า เธอได้พบความโชคดี เพราะได้เรียนรู้และเติบโตจากความทุกข์และความกลัว ขณะเดียวกันเธอได้รับความสุขและถูกโอบกอดด้วยความรักจากคนรอบข้างมากมาย ได้เจอเรื่องน่ายินดีและยินร้ายปะปนกันไป ได้สัมผัสกับชีวิตหลากสีสันไม่ใช่แค่ดำกับขาว เธอรู้ดีว่าชีวิตของตัวเองอาจไม่ยาวนานเท่ากับอายุขัยเฉลี่ยของคนทั่วไป นั่นจึงทำให้ผู้หญิงแข็งแกร่งคนนี้ใช้เวลาทุกนาทีที่มีอยู่อย่างมีความสุขและรู้คุณค่าที่สุดกับทั้งตัวเธอเอง คนที่เธอรัก รวมถึงเพื่อนร่วมโรคที่เธอพร้อมเป็นกำลังใจให้พวกเขาเสมอ 

มะเร็งปอด ชนิด Squamous Cell Carcinoma 

“ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2020 โบไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนเป็นปกติ หลังจากช่วงเวลานั้น โบเริ่มมีอาการไอเหมือนเป็นหวัด ซึ่งใกล้กับช่วงที่โควิดกำลังจะระบาดพอดี ตอนแรกคิดว่า…หรือเราจะเป็นโควิดนะ เลยไปหาหมอ 2-3 ครั้ง ได้ยาแก้หวัดมากิน แต่ยังไม่ดีขึ้นและยังไออยู่อย่างนั้น 2-3 เดือน ช่วงนั้นโบเรียนเพิ่มเติมเพื่อมาช่วยงานที่บ้าน ซึ่งการเรียนค่อนข้างหนัก เลยไม่ได้ไปแอดมิดเพื่อรักษาอย่างจริงจัง ไปแค่คลินิกเพื่อรับยา จนจบคอร์สเรียน เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียด ทั้งสแกน เอ๊กซเรย์ และพบว่ามีก้อนที่ปอด 

“ตอนที่เจอ โบอายุ 25 ย่าง 26 คุณหมอดูแนวโน้มว่าวัยประมาณนี้ไม่น่าจะมีความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งปอด เพราะมะเร็งชนิดนี้มักพบในผู้ชาย ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง และสัมพันธ์ไปกับการสูบบุหรี่ ซึ่งโบไม่ได้เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง แม้ว่าลักษณะก้อนมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งปอดอยู่ 80-90% แต่คุณหมอยังแบ่งใจว่าอาจจะเป็นวัณโรคหรือปอดอักเสบก็ได้นะ จนได้ส่องกล้องเจาะชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจ แต่กว่าจะพบว่าเป็นมะเร็งโบต้องผ่านการตรวจที่ซับซ้อนพอสมควร ต้องพบหมอเฉพาะทางหลายแผนก ทั้งคุณหมอโรคทางเดินหายใจ การปรึกษากับศัลยแพทย์ทรวงอกที่แนะนำให้ผ่าออกเพราะก้อนมีขนาดใหญ่ และยากไปอีกตรงที่ก้อนเนื้ออยู่ติดกับหัวใจ กระบวนการผ่าตัดของโบกินเวลา 15 วันในโรงพยาบาล ผ่าตัดอยู่ 5 ครั้ง โดยคุณหมอพยายามจะรักษาชิ้นเนื้อปอดของเราให้ได้มากที่สุด และพยายามจะตัดแค่ก้อนออกไป ระหว่างที่ผ่าปอดปีกบนด้านซ้ายเพื่อนำก้อนออกก็พบว่าปอดปีกล่างซ้ายของโบแฟบ จึงต้องเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบและจำเป็นต้องผ่าปอดปีกซ้ายออกทั้งหมดเลย ทำให้โบเหลือปอดเพียง 1 ข้าง และยังมีผ่าตัดเล็กด้วยการส่องกล้องอีก 3 รอบ เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว 

“ด้วยคุณหมออยากรู้ถึงต้นตอจริงๆ ว่ามาจากอะไร เพราะอย่างที่บอกว่าชนิดมะเร็งที่โบเป็นมักเกิดกับคนแก่ โอกาสที่จะเกิดกับคนวัยโบที่เป็นผู้หญิง แถมไม่สูบบุหรี่ด้วยค่อนข้างน้อย คุณหมอเลยใช้เวลาและเอาชิ้นเนื้อส่งไปตรวจที่อเมริกา แต่สุดท้ายก็ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งระหว่างรอ มะเร็งของโบลามไปประมาณ 4-5 จุดในร่างกาย ทั้งไต หลอดลม เนื้อเยื้อหุ้มปอด และต่อมน้ำเหลือง ระยะของโรคจึงกลายเป็นระยะ 4 นั่นคือระยะแพร่กระจาย เลยต้องให้คีโม 

“โบเปลี่ยนยามาหลายตัว จากคีโมชนิดแรกที่แพ้ มาเป็นคีโมตัวที่สอง มาเป็นตัวภูมิคุ้มกันบำบัด เชื้อยังมะเร็งลามเยอะ คุณหมอเลยเปลี่ยนมาให้ฉายแสงควบคู่กับทานยาคีโม ซึ่งตอบสนองค่อนข้างดี โบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ คุมโรคอยู่ประมาณเกือบ 1 ปี จนกระทั่งปัจจุบันมีอาการดื้อยาเลยได้เปลี่ยนมาทดลองการรักษามะเร็งด้วยการใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ควบคู่ไปกับการฉายแสง สำหรับยามุ่งเป้าที่โบกำลังทดลองชื่อ Afatinib ซึ่งต้องรอดูผลว่าจะตอบสนองกับยาตัวนี้กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะยาตัวนี้มักจะตอบสนองดีกับยีนส์ที่มีการกลายพันธุ์หรือมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma แต่โบยังมีความหวังและเป้าหมายในการตื่นมาใช้ชีวิตเสมอนะคะ ยิ่งถ้ามีคนที่พร้อมเดินไปกับเรา ทั้งครอบครัวและคุณหมอที่ยังสู้และพยายามหาเส้นทางใหม่ๆ ให้ โบก็จะยังเดินหน้าสู้ต่อไปเหมือนกันค่ะ” 

จังหวะชีวิตที่ช้าลง

“เอาจริงๆ ตอนที่ป่วยแรกๆ โบไม่กลัวเลยนะคะ เพราะตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวโรคมากนัก คิดว่าเดี๋ยวก็คงหาย ไม่เป็นไรหรอก แต่พอเริ่มรู้จักตัวโรคมากขึ้น คุณหมอค่อยๆ หยอดข้อมูลเราในทุกๆ ครั้งที่เจอกันว่าโรคเราไม่มีทางหาย ต้องอยู่กับตัวเราไปตลอดนะ ยิ่งตอนนี้ระยะที่ 4 ด้วย เวลาที่อยู่บนโลกนี้อาจจะไม่ยาวนานนัก ตอนนั้นแหละค่ะที่ทำให้เราเริ่มกลัว แล้วมาเจออาการแพ้คีโมในครั้งที่ 2 แบบที่โบช็อกไปเลย ซึ่งเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนกับชีวิตที่คาบเกี่ยวอยู่บนเส้นของความเป็นและความตาย ครั้งนั้นทำให้โบกลัวการให้คีโมมาตลอด กว่าจะยอมรับและปรับตัวที่จะอยู่กับโรคและการรักษาได้ก็ใช้เวลาเป็นปี 

“แต่พอได้รักษาและได้รู้จักมะเร็งผ่านความกลัว ผ่านเหตุการณ์อะไรต่างๆ มามากมาย ก็ทำให้โบรู้สึกว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นโรคร้าย แต่เรายังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคและใช้ชีวิตได้ตามปกติได้นะ สามารถที่จะไม่เครียดและไม่กังวลกับมันมากเกินไปได้ ยิ่งปัจจุบันที่มียาและวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ไปได้เร็ว โบได้ลองยาใหม่ๆ เยอะมาก ทุกครั้งที่กลับไปโรงพยาบาล โบเห็นวิวัฒนาการแทบทุกครั้ง ซึ่งเป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าสมัยก่อนมากเลย

“ส่วนการใช้ชีวิตก่อนและหลังการเป็นมะเร็ง โบเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ก่อนโบเป็นคนที่คิดมาก ทุกอย่างจะเป็นพลังงานเชิงลบ ชอบกดดันตัวเอง เครียดกับเรื่องงาน อยากประสบความสำเร็จไว ไม่ชอบพัก ไม่ชอบนอน โบรู้สึกว่าการนอนทำให้เสียเวลา โบแค่นอนวันละ 3-4 ชั่วโมงเอง แล้วใช้ชีวิตอย่างนั้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบ แต่ตอนนี้โบใช้ชีวิตด้วยความผ่อนคลายขึ้นมาก ใช้ชีวิตเหมือนคนวัยเกษียณแบบนั้นเลยค่ะ แล้วเป้าหมายในชีวิตตอนนี้ โบไม่ได้ต้องการจะมีเงินเป็นสิบล้าน มีบ้านหลังใหญ่มีอะไรขนาดนั้นแล้ว ขอแค่ตื่นมามีชีวิตอยู่และมีชีวิตที่มีความสุขในแบบของตัวเองก็เพียงพอแล้วค่ะ” 

เบาใจเพราะรู้จักวาง

ในวัย 28 ปี โบยังคงสดใสอยู่เสมอ ปัจจุบัน นอกจากการช่วยธุรกิจครอบครัวที่เป็นบริษัทอินทีเรียและขายกระเบื้องยาง เธอยังเปิดเพจ Messy Bo ใน facebook และช่องทางโซเชียลอีกมากมาย เช่น Tiktok, IG, Lemon8 โดยใช้ชื่อ username ว่า boanunya เพื่อเป็นแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตและเป็นพื้นที่พักใจให้กับผู้ป่วย พร้อมๆ ไปกับการใช้เวลาว่างกับกิจกรรมต่างๆ ที่เธอรัก

“โบทำกิจกรรมเยอะมาก การท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ชอบอยู่ แต่ก่อนเราจะเที่ยวแบบลุยๆ หน่อย ปัจจุบัน โบเที่ยวแบบสบายๆ เพื่อให้ไม่รบกวนร่างกายมากเกินไป นอกจากนี้ก็จะทำกิจกรรมที่ทำให้สบายใจ เช่น ไปเวิร์กช็อปงานศิลปะต่างๆ เมื่อก่อนโบไม่ค่อยอ่านหนังสือเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับอ่านหนังสือที่ให้พลังบวกมากขึ้น โบยังไปโบสถ์ทุกสัปดาห์เพราะโบนับถือคาทอลิก ขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสได้ฝึกนั่งสมาธิโดยเปิดยูทูปแล้วปฏิบัติตามอยู่ที่บ้านด้วย ทุกครั้งที่เริ่มทุกข์ เริ่มฟุ้งซ่านจากความคิดตัวเอง การนั่งสมาธิทำให้สามารถดึงสติของตัวเองขึ้นมาได้ พอคิดว่าเหตุของทุกข์คืออะไร เราแก้ปัญหาได้ไหม ถ้าแก้ได้โบจะแก้ แต่ถ้าแก้ไม่ได้โบจะใช้สูตรช่างมันและเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่อยากทำแทน

“นอกจากนี้ ทุกๆ วัน โบจะดีท็อกซ์ความคิดตัวเอง โดยจดลงสมุดว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง มีความสุข มีความทุกข์ เจอปัญหาอะไร แล้วสรุปจากข้อความที่เขียนทั้งหมดด้วยเหตุและผลว่า เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์มาจากอะไร ผลคืออะไร พอได้ทบทวนตัวเอง ทำให้โบเห็นสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นชัดเจน เหมือนเราได้ถอยหลังมามองภาพกว้างกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ อะไรที่จัดการได้จะจัดการ อะไรที่เหนือการควบคุมก็จะไม่จมอยู่กับทุกข์นั้น โบมองตัวเองว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะพบทั้งความสุขและทุกข์เป็นปกติ เราเป็นมะเร็งก็จริง แต่เราแก้ปัญหาได้หนิ ถึงมะเร็งจะยังอยู่ แต่เราอยู่ด้วยกันได้นะ” 

กำลังใจจากฉันสู่เธอ

“อย่างที่บอกว่าการรักษาของโบทั้งยากและซับซ้อน ซึ่งสิ่งที่ทำให้อยู่กับโรคและการรักษาได้จริงๆ คือกำลังใจจากคนรอบข้าง ตั้งแต่ครอบครัว สามี เพื่อนๆ รวมทั้งทีมแพทย์ที่ดูแลโบมาตลอด โบซาบซึ้งกับความทุ่มเท ใส่ใจ ไม่เคยทิ้งเราไปไหน พร้อมจะสู้ไปกับทุกปัญหาของเรา อยู่กับเราในวันที่มีความสุข โบเห็นพวกเขาอยู่ตรงนี้เสมอโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน โบรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดีมากคนหนึ่ง สิ่งที่อยากตอบแทน คือการไม่ทำให้พวกเขาเครียดไปกว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมากังวลถึงอนาคตว่าพรุ่งนี้ฉันจะตายนะ โบจะไม่ทำให้เขาทุกข์ และโบอยากจะบอกตัวเองเราว่าเธอสุดยอดมาก เก่งมากๆ เลย ไม่รู้ว่าจะมีใครเก่งได้ขนาดนี้แล้ว โบชมตัวเองทุกวัน เธอเก่ง เธอสวย ถ้าตรงไหนที่ยังไม่ดี ที่เป็นข้อเสียของตัวเอง โบจะให้อภัยตัวเองได้ไวขึ้นค่ะ

“โบเป็นคนคนหนึ่งที่มีความท้อเหมือนทุกๆ คน แต่โบชอบพูดกับตัวเองว่าท้อเป็นผลไม้ที่มีทั้งรสเปรี้ยวและหวาน ชีวิตเราเกิดมาก็เป็นแบบนั้น มีหลายรสชาติให้ได้ซึมซับ เรียนรู้ และเข้าใจอยู่ทุกวัน เราท้อได้นะคะ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย แต่โบอยากบอกทุกคนว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง อย่าคิดล่วงหน้าไปไกลจนลดทอนกำลังใจตัวเอง ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่จะเจอแต่ความสุข เช่นเดียวกัน ไม่มีใครเลยที่จะเจอแต่ความทุกข์ ดังนั้น โบอยากให้ทุกคนสู้เต็มที่ในขีดความสามารถที่ทำได้ อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป และขอให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ากับเวลาที่มีอยู่ ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแบบของเรา และทุกคนจะมีโบเป็นคนหนึ่งที่จะอยู่เป็นกำลังใจให้ตรงนี้เสมอค่ะ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
ภาพเพิ่มเติม: www.facebook.com/messyy.bo  
IG, Tiktok, Lemon8: boanunya

อัครฤกษ์ ไกรฤกษ์ มะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่ต้องรับมืออย่างมีสติ

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีก่อน ตั้ว – อัครฤกษ์ ไกรฤกษ์ พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งไขกระดูกมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple Myeloma) มะเร็งชนิดหายากในประเทศแถบเอเชียที่พบเพียง 1 ใน 100,000 คน การต่อสู้กับมะเร็งของตั้วถือเป็นงานหิน เพราะเขาต้องเปลี่ยนยาไปทั้งหมด 11 สูตร เนื่องมาจากภาวะดื้อยา และใช้วิธีการรักษามาแล้วแทบทุกแบบ ทั้ง Chemotherapy, Targeted Therapy, Immunotherapy, การใช้ Stem Cell Transplant 2 ครั้ง จนถึงปี 2022 ที่นับเป็นช่วงยากอีกครั้งของเขา กระทั่งตั้วได้รับการรักษารูปแบบใหม่อย่าง Antibody Therapy ที่ร่างกายของเขาตอบสนองต่อยาได้ในระดับดีจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ในวันที่เจอกัน เขาบอกกับเราว่าเขาแข็งแรงขึ้นมากและพร้อมที่จะมาเล่าให้เราฟังถึงการสู้ไม่ถอยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เป็นกำลังใจ และเป็นแนวทางของการอยู่ร่วมกับโรค Multiple Myeloma ที่เขาเผชิญอยู่

Multiple Myeloma มะเร็งชนิดหายากในเอเชีย

ตั้วเล่าย้อนเรื่องราวเมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่าตัวเขาเกลียดการตรวจร่างกายมาก กลัวหมอ กลัวเข็มฉีดยา เป็นคนเดียวในบริษัทที่ไม่ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งการเจอรอยโรคเกิดจากการไปเตะฟุตบอล

“2 ปีก่อนจะพบมะเร็ง ผมพบความผิดปกติของร่างกาย จากเดิมที่สามารถเล่นฟุตบอลทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2-3 แมทช์ได้สบายๆ ผมเริ่มแรงน้อยลงเรื่อยๆ จนเหนื่อยมาก กระทั่งวันหนึ่งที่ไปเล่นบอล มีการปะทะระหว่างเล่น ผมถูกกระแทกที่ซี่โครงขวา รู้สึกเจ็บมาก หายใจไม่ทั่วท้อง พออาการดีขึ้นผมกลับไปวิ่งได้บ้าง แต่ยังเหนื่อยอยู่ และมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่เลย หลังจากนั้นผมเป็นร้อนใน 30 เม็ดในปาก และเจ็บซี่โครงมากขึ้นเรื่อยๆ 

“เมื่อมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นและมากขึ้นทุกที ผมตัดสินใจไปโรงพยาบาลหลายแห่ง จนถึงโรงพยาบาลที่ 5 ผมไปพบหมอปอด บอกอาการว่าเจ็บอก คุณหมอวินิฉัยเบื้องต้นว่าอาการคล้ายกับโรคปอดอักเสบ เลยเริ่มจากการเอ็กซเรย์ปอดและพบว่ารูปร่างของกระดูกซี่โครงแปลกมาก ดูบาง ไม่เหมือนซี่โครงทั่วไป เลยสั่งเอ็กซเรย์ใหม่ในท่าพิเศษทำให้พบว่าซี่โครงผมหายไป แล้วมีก้อนเนื้อขึ้นมาแทน หลังจากนั้น คุณหมอส่งผมไปทำ Biopsy เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ แต่ผมเจ็บมาก เจาะไม่ไหว คุณหมอจึงขอผ่าตัดเพื่อพิสูจน์ชิ้นเนื้อตรงนั้นว่าคืออะไรกันแน่ ระหว่างผ่าคุณหมอขอตัดซี่โครง 2 ซี่ทิ้ง แล้วใส่ตะแกรงเหล็กแทน หลังจากนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลออกมาว่าผมเป็นมะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma) 

“ผมโชคดีที่พอเจอแล้ว ก็เริ่มรักษาโดยให้คีโมครั้งแรกเลย แต่มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่มักพบในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป และจะเจอหนึ่งในแสนของคนเอเชีย ตอนนั้นผมอายุ 35 เป็นหนึ่งในแสนนั้น นอกจากจำนวนผู้ป่วยที่มีไม่มากในประเทศไทย ทำให้เรามีแนวทางการรักษาให้เจริญรอยตามค่อนข้างน้อย การรักษาเรียกว่ายากเกือบทุกช่วงเลยก็ว่าได้ หนำซ้ำผมยังดื้อยาจนต้องเปลี่ยนยาไป 11 สูตรอีก ดื้อชนิดที่ว่า 3 เดือน 5 เดือน ก็ดื้อแล้ว ฉะนั้น วิธีการของคุณหมอคือการเพิ่มปริมาณตัวยาคีโม หรือเพิ่มยาตัวใหม่เข้าไป ตัวที่สองไม่พอก็เพิ่ม ผมเป็นหนักถึงกับต้องเข้าห้องปลอดเชื้อ ซึ่งต้องเพิ่มยาเพื่อกดให้โรคสงบและเข้าห้องปลอดเชื้อเพื่อปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ การเข้าห้องปลอดเชื้อครั้งแรก เทคโนโลยีตอนนั้นคือการกดตัวโรคของผมให้คงที่  ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ หลังจากอยู่ห้องปลอดเชื้อประมาณ 25 วัน โรคสงบได้ 6 เดือน แต่แล้วก็กลับมาเป็นอีกครั้ง จึงต้องเริ่มต้นให้ยาตัวเดิมใหม่ สักพักมียาตัวใหม่เข้ามาอีก 2 ตัว เพิ่ม ลด ปรับ ทำอยู่อย่างนั้นจนไปเตะ 11 สูตรตลอด 11 ปี 

“ปี 2022 ที่ผ่านมา เรียกว่ายากขนาดที่เกือบจะบ๊ายบายโลกไปแล้วถึง 2 ครั้ง เพราะเป็นปีที่ใช้ยาเยอะที่สุด หลากหลาย ใช้ในปริมาณมาก เป็นปีที่แพ้ยา และเจอกับผลข้างเคียงมากที่สุดก็ว่าได้ แต่เดือนกันยายน 2022 ผมได้รับข่าวดีจากโรงพยาบาลว่ามีการเปิดโครงการสำหรับยาชนิดใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาประเทศไทยที่ชื่อว่า Belantamab Mafodotin เป็นการรักษาแบบ Antibody Therapy  ซึ่งเป็นยาที่ถูกพัฒนาให้มีความจำเพาะและออกฤทธิ์ต่อมะเร็งชนิดนั้นๆ โดยจะไปทำลายเกราะที่ป้องกันมะเร็ง แล้วสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ยาชนิดล่าสุดนี้จะจับที่ตัวมะเร็งมากกว่า จะไม่เหมือนการใช้ยาพุ่งเป้าตัวเก่าที่โดนเซลล์มะเร็งก็จริง แต่ยังไปโดนเซลล์ปกติที่อื่นด้วย ตอนนี้ผมเป็นกลุ่มทดลองในโครงการที่พัฒนาการรักษาด้วยวิธีการนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปริมาณยาอยู่ครับ 

“หากเทียบกัน การรักษาแบบเก่า ผมจะมึนหัว มีความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง คิดช้า พูดช้า แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผมในเวลานี้มีอย่างเดียวคือทำให้ตาพร่ามัว กลางคืนไม่ควรขับรถเพราะตาพร่า ทำให้กะระยะไม่ถูก ตอนนี้ผมยังเห็นดวงจันทร์เป็น 2 ดวงอยู่เลย คุณหมอจึงให้ยาหยอดตาที่ผลิตจากเลือดผมเองมาหยอดทุกๆ 1-2 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการตาพร่า และมียาหยอดตาสเตียรอยด์อีกตัวสองตัว โรคตอนนี้ยังขึ้น-ลง เจ็บหลังบ้าง ตาพร่ามัวจากยาชนิดใหม่ แต่โดยรวมร่างกายตอบสนองต่อยาในระดับดีครับ”


‘แรดแล้วรอด’ เพจสร้างสรรค์และสรรหาวิธีอยู่ร่วมกับมะเร็ง 

“‘แรด’ มีความหมายว่า แข็งแรง อดทน สนุกสนาน ร่าเริง เป็นเพจที่ผมตั้งขึ้นเหมือนเป็นไดอารี่เล่าเรื่องราวและประสบการณ์การป่วยเป็นมะเร็ง การดูแลตัวเอง และการอยู่ร่วมกับมะเร็งตลอดระยะเวลาการรักษา 11 ปีที่ผ่านมา ผมอยากแชร์ข้อมูลของผมเพื่อเป็นแนวทางการอยู่ร่วมกับโรคและให้กำลังใจผู้ร่วมโรค รวมถึงผู้ที่สนใจ เพราะภาพที่คนส่วนใหญ่นึกเวลาพูดถึงผู้ป่วยมะเร็งอาจจะนึกไปถึงคนที่นอนป่วย ติดเตียง ร่างกายอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมสื่อสารในเพจคืออยากให้เห็นว่าผู้ป่วยอย่างตัวผมเองยังมีพาร์ทของการใช้ชีวิตปกติด้วยนะ คนป่วยไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ ไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรที่เราชอบได้ แต่ในลักษณะที่พอดีกับโรคและตัวเรา ตอนนี้ยังคงบันทึกเรื่องราวแต่ละวันที่เกิดขึ้นไว้ เพราะว่ายังอยู่ในขั้นตอนการรักษาครับ”

ดูแลสุขภาพด้วยการฟังเสียงจากร่างกาย

“ผมเจอกับความยากลำบากระหว่างการให้คีโมพอสมควร เช่น ถ่ายไม่ได้ เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ นอนไม่หลับ มีอาการที่เกี่ยวพันกับเรื่องของฮอร์โมนทำให้มีอารมณ์ขึ้นลงบ้าง กินไม่ได้ เลยต้องดูแลร่างกายมากหน่อย เริ่มจากทางกายก่อน แต่ก่อนเป็นผมไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ จะแนวผู้ชายๆ เตะบอล กินเหล้า พอป่วยจะมีแฟนนี่แหละครับที่คอยดูแล ทั้งเรื่องหาข้อมูล เลยทราบว่าโรคนี้ไม่ธรรมดานะ พอหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งข้อมูลจากยุโรปเพราะทางฝั่งเขามีคนป่วยด้วยโรคนี้จึงจะมีกรณีศึกษาให้เราสามารถเจริญรอยตามได้ จึงทราบว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร สำหรับเรื่องกินผมไม่ได้จำกัดมาก จริงๆ อาหารที่เขาห้ามไว้ผมเคยลองมาหมดแล้ว แต่พอกินแล้วท้องอืดเพราะไวรัสและแบคทีเรียเติบโตได้เร็วกับเราเนื่องจากเราผ่านห้องปลอดเชื้อมา ดังนั้น หลักๆ ที่ต้องเลี่ยงคือของดิบ เลี่ยงผักสดหรือสลัด พยายามไม่กินของค้างคืน กินแต่อาหารปรุงสุกใหม่  

“แล้วข้อมูลยังบอกไว้ว่าให้ออกกำลังกายที่ห้ามกระแทก ที่ทำได้เลยจะเป็นเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน สมาธิ นั่งโยคะ เต้นลีลาศ ร้องเพลง รำมวยจีน ผมเริ่มอ่านข้อมูลของการปฏิบัติตัวเหล่านี้ระหว่างอยู่ที่ห้องปลอดเชื้อ พอออกจากห้องปลอดเชื้อก็เริ่มปั่นจักรยาน เพราะเราเล่นฟุตบอลไม่ได้แล้ว เลยไปนั่งดูเพื่อนเล่น แล้วปั่นจักรยาน แต่ผมหยุดปั่นมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วเมื่อไม่มีฝุ่น และเดินเร็วในน้ำบ้าง 

“ในเรื่องจิตใจจะมีช่วงจิตตกเป็นระยะๆ ถ้าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ผมจะเลือกใช้เวลาไปกับการอ่านกรณีศึกษา พอเรามีข้อมูล ได้อ่านเคสต่างๆ เช่น ผู้ป่วยที่สามารถใช้ชีวตได้ปกติ บางคนปั่นจักรยานได้ บางคนไปปีนเขาเอเวอร์เรสกันเลย แต่เขามีหมอไปด้วย นั่นเลยทำให้ผมเห็นเหตุและผล มีที่มาที่ไป และเห็นความเป็นไปได้ เรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นี่แหละที่เป็นแรงผลักดันให้ผมในวันที่ใจผมดาวน์ วันที่เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ หรืออาการของโรคที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ และผมจะกลับมาฟังร่างกายตัวเอง ว่าตอนนี้ผมเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ร่างกายเป็นอะไรผมจะไม่ทน ถ้าเมื่อยผมจะหาที่นั่ง ง่วงผมจะหาที่นอน โภชนาการผมจะจัดสรรให้ดี นอนให้หลับ จะฮึดโดยกลับมาดูแลที่ร่างกายก่อน พอร่างกายเรากลับมาดี ใจจะดีตามไปด้วย” 

มองโลกได้สวยงามกว่าเดิม

“ก่อนเป็นมะเร็งผมใช้ชีวิตแบบที่ทุกคนบอกว่าใช้ชีวิตล่วงหน้าไปแล้ว คือโหมมากเกินไปทั้งเรื่องงาน เที่ยว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนวันละ 3-4 ชั่วโมง เป็นคนเครียด คิดไม่หยุด คิดตลอด ไม่เคยปล่อยวางอะไรเลย เป็นแบบนั้นเกือบ 10 ปี หลังจากป่วย ทำให้ผมคิดช้าลงและมีการวางแผนชีวิต อ่านหนังสือ ค้นข้อมูลมากขึ้น ผมนิ่งขึ้นและมีสมาธิขึ้นเยอะ อะไรที่ไม่เคยทำ ผมก็กลับมาทำ เข้าร้านออร์แกนิก ดื่มกาแฟบ้าง น้ำผักปั่นบ้าง สลับๆ เอา  เข้าวัด นั่งสมาธิ พอได้ฟังธรรมะบ่อยๆ ก็ได้คติสอนใจมาใช้ในการดำเนินชีวิต ข้อหนึ่งที่ผมจำได้ตลอดคือคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ว่า ‘วาสนานั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นเหมือนคนพาลได้ บางคนวาสนายังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิตเพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น’ ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างเราสร้างด้วยตัวเราเองและตัวเรานี่แหละที่จะผลักให้ชีวิตเราดำเนินไปทางที่ดี ไปหาความโชคดี สิ่งแวดล้อมที่ดีได้

“มะเร็งทำให้ผมเห็นความรักรอบตัว ผมจึงอยากขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้างๆ ในวันที่ผมไม่สบาย ขอบคุณในความใส่ใจดูแล เพราะรายละเอียดการรักษาของผมเยอะมาก คนดูแลต้องรักเราจริง เขาจะเครียดและอดทนมากกว่า เพราะต้องคอยเก็บรายละเอียดของเรา พวกเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ และผมอยากขอบคุณตัวเองที่อยู่กับตัวโรคได้ ขอบคุณมะเร็งที่ทำให้ผมรู้จักโลกอีกมุม ผมว่าโลกใบนี้สวยงามนะ มุมมองการใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่ก่อนผมใช้ชีวิตแบบไม่ได้คิดอะไร แต่ทุกวันนี้ผมจะมองแค่วันนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้มีความสุขเพื่อที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้น จะไม่ฝืน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของร่างกาย เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ผมยังมีเรื่องเครียดเรื่องกดดันเป็นปกติ แต่จะไม่ฝืนชีวิตเยอะจนเกินไป ปล่อยทิ้งไปบ้าง เพราะสมัยก่อนผมอยากได้อะไร จะต้องทำให้ได้ ต้องกดดันจนทำให้ได้ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เรียกว่าชิลขึ้นเยอะเลย (ยิ้ม)”

อย่ากลัวมะเร็ง

“สิ่งที่ผมจะแนะนำได้คือ อย่าเพิ่งกลัวมะเร็ง ให้หาข้อมูล พยายามเอาตัวเองเข้าถึงข้อมูลที่เราอยากรู้ก่อน ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ข้อมูลหาง่ายมาก ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์เพราะคุณจะพบว่ามีข้อมูลจากเคสที่เป็นผู้ร่วมโรคจากทั่วโลกมากมายที่ทำให้เรารู้แนวทางการรักษาว่ามีอะไรบ้าง ผลจากยาที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร อะไรบ้างที่จะเป็นอุปสรรคระหว่างการรักษา วิธีการดูแลตัวเอง แต่ถ้าตัวผู้ป่วยหาไม่ไหว ให้บอกคนข้างๆ ตัวช่วยนะครับ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้จะทำให้เราเข้าใจโรค แล้วพอมีเราหลักการและเหตุผลที่ยืดถือได้ นั่นจะทำให้เรามีสติ มีหวัง และมั่นใจที่จะรักษาตัวให้หาย อย่างมะเร็งที่ผมเป็นอยู่ แม้ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดได้ แต่ถือเป็นโรคที่รักษาได้ มีความเจริญก้าวหน้าในการรักษาอย่างก้าวกระโดด และพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาด้วย  

“ในแง่จิตใจ จากประสบการณ์ของผมนะ คนเป็นโรคนี้มักไม่อยู่เฉยทุกคนเลย ร้อยละร้อยเป็นคนแอ็คทีฟ เพราะก่อนป่วย ทุกคนมีกิจกรรมที่ชอบทำกันหมด แม้จะป่วย ทุกคนก็ยังหากิจกรรมทำ บางคนวาดรูป บางคนเป็นหัวหน้ารำไทเก๊ก บางคนปั่นจักรยาน ผมเลยอยากให้ลองหากิจกรรมที่ตัวเองชอบและออกไปทำ ซึ่งการทำกิจกรรมเราจะได้กลุ่มเพื่อนด้วย และจะทำให้เราคลายความรู้สึกจิตตกได้อย่างดี หรือหาคนที่อายุใกล้เคียงกันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งคนนั้นหรือกลุ่มนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งก็ได้ ใครก็ได้ที่เข้าใจเรา คนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ

“สำหรับคนทั่วไป ผมอยากให้ไปตรวจสุขภาพทุกปี เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการตรวจมะเร็งดีขึ้นมาก ไม่ใช่ว่าเป็นระยะสุดท้ายแล้วถึงจะรู้ แค่ระยะเริ่มต้นก็สามารถตรวจเช็กได้แล้ว ส่วนตัวเราเอง เราต้องหมั่นสังเกตร่างกายด้วยว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้วไม่หายบ้างไหม ถ้ามี อย่ารอ ไปหาคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยดูว่าคืออะไรกันแน่ ถ้าเราพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ จะทำให้การรักษาทำได้ง่าย เสียเงินน้อยลง แป๊บเดียวก็หายแล้วครับ อย่างอื่นที่ทำได้ด้วยตัวเองก็คือกินให้ดี ให้ครบ 5 หมู่ นอนให้หลับ ออกกำลังกาย 

“อีกเรื่องผมจะแนะนำทุกคนเสมอจนถึงตอนนี้ คืออยากให้ทุกคนมี Medical Second Opinion หรือความคิดเห็นที่สองทางการแพทย์ ครั้งแรกที่รู้ผล ผมเองยังงงและไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร การมีความคิดเห็นที่สองจะทำให้เรามีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของเราได้มากขึ้นว่าเราอยากรักษาแบบไหน สูตรยาเหมือนกันไหม โดยเราสามารถนำผลเลือดไปศึกษาได้นะครับเป็นสิทธิ์ของเรา และทำให้เรามีความรู้มากขึ้นด้วยครับ เพราะฉะนั้น กลับมาตั้งสติ แล้วค่อยๆ ลำดับว่าเราจะต้องทำอะไรก่อนหลัง แน่นอนว่าการรักษาจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากครับ แต่ขอให้อดทนแล้วมันจะผ่านไปได้ เมื่อถึงเวลานั้นร่างกายและจิตใจของคุณจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ผมขอเป็นกำลังใจให้และอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเสมอครับ (ยิ้ม)”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศุภชัย เหล่ากุลรักษ์
เพิ่มเติม: www.facebook.com/แรดแล้วรอด 

ปาลิดา คุ้มสุวรรณ์ ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ในเวอร์ชั่นที่แกร่งกว่าเดิม

ปอย-ปาลิดา คุ้มสุวรรณ์ คือนักกายภาพบำบัดปฏิบติการ โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน เธอคือเด็กสาววัย 25 ที่กำลังไปได้สวยกับงานที่เธอรักและสนุกกับการใช้ชีวิต กระทั่งพบก้อนเนื้อบริเวณเหนือเข่าขวา แต่เพราะไม่มีอาการอื่นๆ บ่งชี้ เธอแข็งแรงดี จึงคิดว่าคงเพราะการออกกำลังกาย ไม่ได้มองถึงโรคมะเร็งแม้แต่น้อย วิธีการรักษาในเวลานั้นจึงเป็นแนวทางของนักกายภาพบำบัด ทว่าก้อนเนื้อนั้นไม่เล็กลง หลังจากตัดสินใจไปตรวจอย่างละเอียด เธอพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งกระดูก วิธีการรักษาของเธอคือการผ่าตัดเปลี่ยนต้นขาและเข่าเป็นไทเทเนียม ซึ่งระหว่างทางของการรักษาได้เกิดการติดเชื้อบริเวณเหล็ก ปอยจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 9 ครั้ง ซึ่งไม่มีครั้งไหนง่ายสำหรับเธอ พร้อมๆ กับการต้องเผชิญภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจากการป่วย จากคนที่ไม่อยากแม้แต่เอ่ยคำว่า ‘มะเร็ง’ ความคิดและความรู้สึกของปอยเปลี่ยนไปเพราะความรักของครอบครัว สามี เพื่อนๆ ทีมแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักที่เธอมีต่อตัวเองที่ทำให้เธอกลับมาสู้อีกครั้ง แถมยังตั้งใจมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ให้คำปรึกษา สร้างแรงบันดาลใจ และส่งกำลังใจให้กับผู้ป่วย เราจึงขอพาทุกคนมาทำความรู้จักผู้หญิงแกร่งที่ชื่อปอยคนนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้กัน

ฮาวทูสู้มะเร็ง

“เอาจริงๆ ตอนนั้นปอยแข็งแรงมากเลยนะคะ เพราะเราออกกำลังกายสม่ำเสมอ พอเจอก้อนที่หัวเข่าขวาเลยไม่คิดว่าจะเป็นมะเร็ง การรักษาในช่วงแรกจึงเป็นการใช้เครื่องมือทางกายภาพบัดบัด เช่น อัลตร้าซาวด์ เครื่องอบความร้อนคลื่นสั้น (Short Wave Diathermy) เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Therapy) และ การประคบร้อน (Hot Pack) มารักษาที่ก้อนนั้น ทำทุกทางเพื่อให้ก้อนยุบลง ช่วงแรกก้อนดูเหมือนจะยุบลง โดยปอยให้เพื่อนที่เป็นแพทย์แผนไทยช่วยตรวจและให้ผู้ช่วยแพทย์แผนไทยนวดให้ด้วย แต่ผ่านไปไม่เกินเดือน เพื่อนแพทย์แผนไทยสังเกตเห็นว่าเหมือนก้อนไม่ยุบลง ปอยตัดสินใจไปพบคุณหมอในโรงพยาบาลที่ปอยทำงานอยู่ พอเห็นฟิล์ม ปอยคิดในใจว่าแจ็กพอตแล้ว”

หลังจากเข้าสู่กระบวนการตรวจอย่างละเอียด เธอพบว่าเป็นมะเร็งกระดูก แต่เชื้อมะเร็งยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ การรักษาจึงเป็นการผ่าตัดขาข้างขวาเพื่อใส่ไทเทเนียมแทนกระดูกตั้งแต่ขาส่วนบน (Femur) จนถึงหัวเข่า (Knee Joint) ในวันที่ 16 มกราคม 2560 แต่กว่าการรักษาจะมีบทสรุปอย่างที่เล่ามา การประเมินครั้งแรกของแพทย์ในโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อรักษามะเร็งกระดูกที่ต้องตัดขาก็ทำให้เธอจิตตกอยู่ไม่น้อย โชคยังดีที่แพทย์ยังส่งตัวปอยไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อประเมินทางเลือกของการรักษาแบบอื่นๆ และสุดท้ายเธอไม่โดนตัดขาเหมือนที่กล่าวมาข้างต้น

“ทางบ้านปอยก็ช็อกเหมือนกันโดยเฉพาะคุณแม่ คุณยาย และคุณพ่อ ซึ่งครอบครัวปอยเป็นครอบครัวข้าราชการที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่คุณพ่อให้กำลังใจมาตั้งแต่ต้นว่า “ถ้าจำเป็นต้องตัดขาก็ไม่เป็นไร กลับมาดูแลกิจการไร่ของที่บ้านเราได้นะลูก” ส่วนแฟนปอย (ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงาน) เขาเองก็ช็อกมากเช่นกันและไม่ได้ทิ้งปอยไปไหน แต่ตัวปอยเองยังทำใจไม่ได้ เลยไม่ยอมและลองคุยกับคุณหมอเพื่อมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ต้องตัดขา จนท้ายที่สุดจึงมารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นอกจากนี้ จากการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกโดยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ค่ามะเร็งของปอยมีระดับ low grade จึงไม่ต้องให้คีโมและใช้การผ่าตัดอย่างเดียว แต่ปรากฏว่าหลังผ่าตัด เกรดของมะเร็งกลายเป็น high grade ปอยจึงต้องให้คีโม 5 ครั้ง แต่เพราะได้รับผลกระทบอย่างหนัก พอให้ถึงครั้งที่ 4 คุณหมออีกท่านบอกว่าครบโดสแล้ว ปอยเลยขอคุณหมอทำคีโม 4 ครั้ง เพราะไม่อยากทรมานแล้ว ซึ่งคุณหมอเจ้าของไข้ถามปอยว่า ถ้าไม่ให้ครั้งที่ 5 แล้วมะเร็งกลับมาอีก คุณจะไม่เสียใจใช่ไหม ตอนนั้นปอยมุ่งมั่นมากว่าไม่เสียใจ แต่นั่นคือสิ่งที่ผิดพลาดเพราะปอยควรจะรับคีโม่เนื่องจากจะครอบคลุมมะเร็งได้มากกว่า”

ทุกอย่างดำเนินไปเป็นปกติ จน 2 ปีหลังจากนั้น เธอขับรถมอเตอร์ไซค์จากบ้านพักในโรงพยาบาลเพื่อจะมาที่แผนกกายภาพบำบัดในช่วงหมดเวลาพักเที่ยง จังหวะรถเอียงเธอใช้ขาขวาไปยันไว้ ขาเธอบิดและรู้สึกเจ็บ และช่วงบ่ายเธอดูแลคนไข้ตามปกติ เวลานั้นปอยปวดเข่าแต่ยังพอทนไหวและเลิกงานกลับบ้านพักตามปกติ แต่ในช่วงดึกของคืนนั้นเอง เธอไข้ขึ้นสูง เข่าบวมแดงจนขยับไม่ได้ ปอยทนความเจ็บปวดนั้นอยู่ 5 วันเต็ม จนตัดสินใจไปโรงพยาบาลและพบว่าติดเชื้ออย่างรุนแรง

“ครั้งนั้นเป็นการติดเชื้อครั้งแรกและหนักหน่วงมาก คุณหมอตัดสินใจผ่าตัดคืนนั้นเลยเพื่อล้างแผลข้างในขาทั้งหมด ถึงปอยจะอยู่สายสุขภาพก็จริง แต่เราทำงานในเชิงฟื้นฟู รักษาอาการปวด เราไม่ทราบเลยว่าคนที่ติดเชื้อต้องนอนโรงพยาบาลนาน 6 สัปดาห์ พอหายจากครั้งแรก ปอยพบว่าความยากในการรักษาของปอยคือเรื่องของการติดเชื้อ และการติดเชื้อครั้งที่ 2 และ 3 ก็ตามมา ปอยยังกำลังใจดีอยู่ถึงแม้ร่างกายจะไม่ไหวแล้วก็ตาม ยิ่งพอมาติดเชื้อครั้งหลังๆ เริ่มมีความยากมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะล้างแผลข้างในเหล็กสะอาดแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงเชื้อโรคนั้นยังไม่หมดไปและรอวันที่จะติดเชื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ ทางอาจารย์แพทย์ท่านเลยตัดสินใจเอาเหล็กออกในครั้งที่ 4 ใส่ซีเมนต์ไว้ที่ขาและดามเฝือกรอค่าการติดเชื้อของร่างกายลดลงเป็นปกติ ครั้งที่ 5 เป็นการผ่าตัดเพื่อใส่ไทเทเนียมอันใหม่ โดยใส่ตั้งแต่ต้นขา (Femur) จนถึงเกือบๆ ข้อเท้า (Tibia) ซึ่งการผ่าตัดในครั้งนี้มีการย้ายกล้ามเนื้อน่องขวา (Muscle Flab) มาปิดบริเวณเข่าเพราะจากการผ่าตัดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดพังผืดบริเวณเข่าจนไม่สามารถเย็บปิดได้และเหล็กก็มีขนาดใหญ่ด้วย คุณหมอจึงทำ Skin Graft (การย้ายผิวหนังไปปลูกถ่ายบริเวณอื่น) ไปปิดแทนที่ที่ตัดน่องมา เป็นการรักษาที่ไม่เคยมีความเจ็บปวดใดจะมากกว่านี้อีกแล้ว หลังจากพักจนอาการดีขึ้น ปอยกลับมาทำงานได้ 3 อาทิตย์ ก็พบว่าติดเชื้ออีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ภายในเดือนครึ่งปอยโดนผ่าไปอีก 3 ครั้ง เพื่อเข้าไปล้างเหล็กจากการติดเชื้อ ก่อนออกจากโรงพยาบาลพบว่าแผลที่ผ่าตัดไม่ติด จึงส่งไปให้ทางทีม Advance Wound Care ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นผู้ดูแล อาจารย์หมอท่านให้ปอยเข้าเครื่องไฮเปอร์แบริก (Hyperbaric Oxygen Therapy: HBO) เพื่ออัดออกซิเจนแรงดันสูงเข้าไปในเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อในตัวเราทำงานได้ดีขึ้น รักษาแผล ฟื้นฟูเซลล์เม็ดเลือดขาว ลดการอักเสบ และทำให้แผลเล็กลง แต่ก่อนจะถึงวันนัดเพื่อเข้าอุโมงค์ออกซิเจน ระหว่างนั้นปอยขาหักแบบทราบได้ทันทีโดยไม่ต้องเอกซเรย์ ปอยทนรอวันหมอนัดเพื่อที่จะเข้าไปนอนโรงพยาบาลทีเดียว พอถึงวันนัดอาจารย์ท่านทราบเรื่องจึงผ่าตัดดามส่วนหักก่อนแล้วจึงเข้าอุโมงค์ออกซิเจนต่อ เป็นการรักษาที่ต่อเนื่องและมีอะไรให้เราได้ตื่นเต้นอยู่ตลอด”

สู้…และสู้เท่านั้น

ในวันที่เราได้พูดคุยกับเธอ (20 มกราคม 2566) รุ่งขึ้นเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมกระดูกที่หัก ซึ่งเป็นครั้งที่ 9 ของเธอ เคสของปอยจึงถือว่าเป็นการรักษาที่หนักหน่วง แต่อย่างที่บอก เธอสู้เสมอ เราจึงถามต่อว่าแล้วเธอผ่านความยากตรงนั้นมาได้อย่างไร

“ตอนที่ป่วย ปอยสู้ทุกครั้ง ทำทุกอย่างเต็มที่ ช่วงผ่าตัดครั้งแรกๆ กำลังใจปอยดีมาก รวมถึงร่างกายเราแข็งแรงเลยฟื้นตัวได้ไว แต่พอมารอบหลังๆ ผ่าตัดเสร็จไปทำงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก ปอยเหมือนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ จากปกติที่ปอยชอบไปทำงาน เพราะได้เจอคนคนไข้ เพราะเป็นห่วงคนไข้เนื่องจากคนไข้ชุมชนที่ปอยไปเยี่ยมตามบ้าน พวกเขาไม่ได้มีเงินพอที่จะมาถึงโรงพยาบาล พอปอยไม่ได้ทำงานก็รู้สึกแย่ ขณะที่การรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ได้จบแค่ครั้งเดียว เลยยิ่งทำให้เครียดจนไม่อยากทำงาน ไม่อยากไปเจอใคร ปอยโทษตัวเองจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะคิดว่าทำให้พ่อ แม่ และสามีต้องมาลำบาก พอมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น คุณหมอเลยส่งพบจิตแพทย์ ปรากฏว่าปอยมีภาวะซึมเศร้าซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว หลังจากรับยา ปอยดีขึ้น โดยมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ และมีเพื่อนที่ปอยคุยกับเขาได้ทุกอย่างอยู่เคียงข้าง ในจุดดำๆ ที่ปอยเจอยังมีจุดขาวซ่อนอยู่ นั่นคือความรักของพวกเขา ซึ่งทำให้ปอยกลับมาฮึดอีกครั้งว่ายังตายไม่ได้ เราจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขา อีกบุคคลสำคัญที่เป็นคนที่ดึงปอยกลับมาได้จริงๆ คือจิตแพทย์ คุณหมอบอกกับปอยว่า เราไม่ใช่คนผิด ไม่มีใครอยากให้เกิด ถ้าสมมติพ่อแม่ไม่สบาย ปอยพร้อมจะทุ่มเทเหมือนที่เขาทุ่มเทให้ไหม ปอยตอบได้โดยไม่ลังเลเลยว่าทำแน่ จุดนี้เลยทำให้กลับมาย้อนคิดได้ว่านี่คือสิ่งที่เราลืมไป สามีพูดแบบเดียวกับปอยทุกวัน ใจความเดียวกันเลย แต่ตอนนั้นปอยคิดไม่ได้ จะมีคำบางคำที่จิตแพทย์สามารถดึงตัวเราออกมาได้ ปอยเลยอยากให้คนที่ท้อหรือไม่สบายใจไปพบจิตแพทย์ ไม่จำเป็นต้องรอจนเราเครียดขั้นสุด เพราะอย่างน้อยๆ คุณหมอสามารถทำให้เราเห็นมุมมุมหนึ่งที่อาจยังมองไม่เห็นว่ามีทางออก และบางทีความเครียดความกังวลนั้นไม่ได้มาจากตัวเรา แต่เป็นสารสื่อประสาทในร่างกายเราที่ไม่สมดุลด้วย”

ขอบคุณเธอ ขอบคุณฉัน และมุมมองที่เปลี่ยนไป

“ปอยอยากขอบคุณครอบครัวที่เชื่อมั่นในตัวปอย ที่ยอมเสียสละเวลาและเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลปอย การผ่าตัดใส่เหล็กครั้งแรกปอยจ่ายค่าเหล็กไปประมาณ 4 แสน และการผ่าตัดใส่เหล็กอันใหม่จ่ายอีกประมาณ 8 แสนบาท ไม่รวมค่าแอดมิดแต่ล่ะครั้ง ค่าเดินทางและหลายๆ อย่าง แทนที่จะได้ไปซื้ออะไรต่างๆ ที่พวกเขาอยากได้ แต่กลับต้องมาลงที่ลูก พ่อพูดกับปอยว่า “ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร พ่อขอแค่ให้ลูกมีชีวิตอยู่” ขอบคุณแม่และคุณยายที่รักและดูแลปอยอย่างดี ขอบคุณสามีที่ไม่เคยทิ้งปอยไปไหน รวมทั้งครอบครัวสามีด้วยที่ทุกคนดีกับเรามากๆ ขอบคุณผู้อำนวยการและหัวหน้าที่เข้าใจและช่วยเหลือในเรื่องงาน แพทย์และพยาบาลที่เมตตาปอย ขอบคุณอาจารย์แพทย์และพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าที่ดูแลและเอ็นดูปอยตลอดมา ขอบคุณเพื่อนที่อยู่เป็นเซฟโซนให้ปอยเสมอ ปอยซึ้งใจและขอบคุณจากใจค่ะ

“กับตัวเอง ปอยต้องบอกว่าปอยทนมากเลย ถ้ามองย้อนกลับไป ปอยไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เราสู้มาถึงขนาดนี้ ทั้งความเจ็บปวดจากคีโม การผ่าตัด การทานยา การกายภาพ รวมถึงการเดินทางไปกลับนครสวรรค์-กรุงเทพฯ ปอยอยู่กับความเจ็บปวดมากเกินไปจนทำให้เรามีภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว ปอยอยากกอดตัวเองแน่นๆ แล้วบอกตัวเองว่าแกเก่งมากๆ แล้ว ขอบคุณตัวเองที่ยอมรักษาและอยากมีชีวิตอยู่ต่อ

“แต่ก่อนปอยเป็นคนหัวรั้น ดื้อ และมุทะลุสุดๆ แต่พอเป็นมะเร็งมุมมองของเราเปลี่ยนไป เรื่องบางเรื่องที่เคยเครียดมากๆ ปอยจะมีคำว่า ‘ช่างมัน’ มากขึ้นเยอะ จากคนที่ทำทุกอย่างเร็ว ซึ่งก็ยังเร็ว แต่ความเร็วลดลงเยอะ ถ้าเมื่อก่อนใครเข้าหาปอย ปอยจะมองในแง่ร้ายก่อน แล้วถ้าเขาเข้ามาดี ปอยถึงเปลี่ยนใจยอมรับ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าปอยมองคนในแง่ดีมากขึ้น มองในมุมดีๆ ของเขาแค่นั้นพอ ปอยเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช้ชีวิตโลดโผน แต่ยังเกิดมะเร็งได้ ปอยเลยมองว่าโรคภัยเกิดได้หมดกับทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร หรือในการดูแลคนไข้ เมื่อก่อนคำพูดของเรากับคนไข้จะห้วนๆ ห้าวๆ พอมาเป็นคนไข้เอง เรารู้แล้วว่าสิ่งที่คนไข้ต้องเจอคืออะไร กลายเป็นว่าการแสดงออกทุกอย่างเปลี่ยนไป เข้าอกเข้าใจคนไข้ และเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้มากขึ้น”

จะอยู่เคียงข้างเสมอ

“เป็นมะเร็งไม่ได้เท่ากับว่าต้องตาย บางคนพอทราบว่าเป็นมะเร็งแล้วก็ใจเสีย จากไปก่อนที่จะได้รักษา แต่ทุกวันนี้มะเร็งรักษาได้แล้ว ปอยเองเจอมาหนักมากยังอยู่ได้จนถึงวันนี้ ปอยเลยอยากให้ทุกคนอย่าเพิ่งท้อ การป่วยทำให้ร่างกายของเราไม่เหมือนเดิมก็จริง แต่เรามีทางเลือกในการรักษาที่มากขึ้นและมีตัวช่วยที่ทำให้เราอยู่ได้ใกล้เคียงเดิม ปอยยอมรับเลยว่าการให้คีโมหนักมากสำหรับปอยแต่มันก็ต้องให้เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตรอดของเรา อยากให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นในการรักษา แพทย์ทุกคนมีความเก่งอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าโรคของเราอยู่ระดับไหน สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้ได้ มีความสุขกับปัจจุบันไม่ใช่ความสุขกับอดีตหรืออนาคต แล้วครอบครัวคือพลังใจที่ดีของคนไข้ คือกำลังสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคองให้คนไข้มีชีวิตอยู่ต่อ ปอยเลยอยากให้ครอบครัวของคนไข้เข้มแข็งด้วย ที่สำคัญคือการเชื่อมั่นในตัวเราว่ายังมีโอกาสหาย เพื่อนที่ปอยบอกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยของปอย เขาไปเรียนคอร์สจิตวิทยา เขาบอกว่าให้เราคิดเสมอว่าเราหายแล้ว แล้วความคิดจิตใต้สำนึกของเราจะเป็นตัวกำหนดให้เราไปได้ถึงจุดนั้นได้ ปอยทำตามดูและพบว่ามุมมองแบบนี้ทำให้ปอยรู้สึกดีขึ้นมาก ปอยจะต้องผ่าตัดพรุ่งนี้ ตอนนี้ปอยชิลล์มาก ไม่ได้กลัว ไม่ได้กังวลกับการผ่าตัดพรุ่งนี้เลยค่ะ ผ่าก็ผ่า ผ่าเถอะ มันปวดค่ะคุณหมอ

“ตอนนี้ปอยดีขึ้นจนสามารถมาแบ่งปันรื่องราวของปอยให้กับผู้คนได้แล้ว แต่ก่อนปอยไม่อยากคุยเลยนะคะ เพราะเครียด แต่พอมองมุมกลับกัน ปอยเจอในสิ่งที่คนอื่นควรระวัง ยิ่งมะเร็งกระดูกที่พบน้อยในผู้ใหญ่ ส่วนมากจะเกิดในเด็กและไม่แสดงอาการออกมา ไม่มีก้อนหรือว่าอาการปวด ต้องไปดูฟิล์มถึงจะเห็น เพราะฉะนั้น ไกด์ไลน์ก่อนหน้าไม่ได้มีให้เราเห็นมากเท่ามะเร็งชนิดอื่นๆ ในฐานะผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากทุกคนรอบข้างและทำงานด้านสุขภาพด้วย เราควรจะคืนสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปให้สังคมบ้าง ปอยเลยอยากมาแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประสบการณ์ของเราเป็นแนวทางให้กับคนอื่นๆ เพื่อให้เขาระมัดระวังมากขึ้น ไม่ต้องมาเจอแบบเรา และเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอื่นได้ตระหนักถึงภาวะของคนที่เป็นโรคนี้ รวมถึงสิทธิ์การรักษา หรือขั้นตอนการใช้สิทธิ์ต่างๆ ว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้น ไม่ต้องลังเลนะคะ ติดต่อมาคุยได้เลย ปอยยินดีมากๆ ค่ะ”

ทุกวันนี้ นอกจากงานประจำที่เธอรักในบทบาทนักกายภาพบำบัด ตอนนี้ปอยได้มีงานอดิเรกเพิ่มขึ้น นั่นคือการขายกระเป๋ามือสอง กิจกรรมซึ่งทำให้เธอมีความสุขและไม่ไปจดจ่ออยู่กับโรคหรือสิ่งที่เผชิญอยู่

“เชื่อเถอะค่ะ การที่เรากินอิ่มและนอนหลับได้ นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุดๆ แล้วจริงๆ (ยิ้ม)”

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร
เพิ่มเติม: www.facebook.com/AkaraPOY6

รศ.ดร.ภก. ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย นักวิทยาศาสตร์ด้านมะเร็ง ชวนสู้มะเร็งด้วยความรู้และความกล้า

หลังจากจบการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ มหาวิยาลัยศิลปากร รศ. ดร.ภก. ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย หรือ อาจารย์บี ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of Illinois และทำงานเป็น postdoc Dana-Farber Cancer Institute/Harvard Medical School ในอเมริกา นอกจากการเป็นอาจารย์เต็มเวลาให้กับภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอาจารย์ประจำศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำด้านมะเร็งและศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านเภสัชวิทยาเชิงระบบแล้ว อาจารย์บีคือนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทางด้านมะเร็ง (Cancer Biologist) ที่สนใจเรื่องกลไกการแบ่งตัวของเซลล์ (Cell Cycle Regulation) มาตั้งแต่ระดับปริญญาเอกจนกระทั่งปัจจุบัน ภายในห้องแลปที่มหาวิทยาลัยมหิดลที่อาจารย์ตั้งขึ้น เป็นการรวมทีมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเพื่อสร้างโมเดลของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพื่อไขปัญหาที่ยังคงเป็นปัญหาของคนไทย โดยมีเป้าหมายคือการสร้างงานวิจัยต้นแบบที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การสร้างหนทางการรักษาและบรรเทาอาการต่างๆ ของโรคให้ได้แบบตรงจุด กับปลายทางคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไข้ ไปฟังอาจารย์เล่าเรื่องอะไรต่างๆ เหล่านี้กัน 

โครงการวิจัยเพื่อคนไทย 

“ผมมีความสนใจในเรื่องมะเร็งมากครับ ในแง่ที่ว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน ขณะที่พวกเรายังมีความรู้น้อยอยู่ ถ้าเราสามารถเข้าใจมะเร็งได้ เราจะเข้าใจเซลล์ปกติ รวมถึงการทำงานของร่างกายของเราได้ด้วย นี่จึงเป็นมุมที่น่าสนใจมากสำหรับผมเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องมะเร็งและธรรมชาติของมัน ในอีกมุมหนึ่ง เพราะมะเร็งเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งโอกาสในการรักษามะเร็งหรือทำให้คนไข้หายจากโรคมีเพียง 50/50 หรือบางที่ 60/40 นั่นหมายความว่านักวิทยาศาสตร์มีช่องว่างอีกเยอะที่ต้องเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ คุณค่าของงานวิจัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับโดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นประเทศซื้อเทคโนโลยี เราเรียนรู้ เราอ่านตำรา เราเข้าร่วมประชุมที่ส่วนมากเป็นวิทยาการซึ่งทำการวิเคราะห์ วิจัย หรือสร้างมาจากต่างชาติ แล้วเรานำมาใช้ นั่นทำให้เราดูแลคนไข้ไทยได้ดีพอสมควรครับ แต่ผมอยากจะชี้ว่ายังมีปัญหาและโรคบางอย่างที่เกิดเฉพาะกับคนไทยจริงๆ เช่น มะเร็งท่อน้ำดี ทำให้ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติยังไม่สามารถครอบคลุมและแก้ปัญหาได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราไม่สามารถดูแลคนไทยได้อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าเราควรมีนักวิจัยที่ทุ่มเทให้กับปัญหาของคนไทยให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ประโยชน์กับคนไทยโดยตรง และผมอยากมาทำหน้าที่ตรงนี้

“ผมว่างานนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เหมือนเรากำลังปีนรั้วโดยที่คนในสังคมซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลักเราขึ้นไปเพื่อให้เราโผล่พ้นรั้วไปดูว่าข้างนอกรั้วสูงนั้นมีอะไรที่อันตรายอะไรจะเข้ามาบ้าง หรือมีสิ่งดีๆ อะไรอยู่บ้าง และเรามีทางเลือกที่จะให้อันตรายไม่มาถึงตัวหรือต่อสู้ได้ไหม โดยหน้าที่ของเราคือการทำวิจัยออกมาให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นเพื่อมาบอกว่ามีสิ่งที่กำลังแย่กำลังจะมานะ ทางออกของเราคือให้เลือกหนึ่ง สอง สาม สังคมเราจะเอาอย่างไรกันดี โดยมีรัฐและสังคมที่จะให้ทุนทรัพย์ รวมถึงกำลังใจ ผมคิดว่านี่เป็นงานที่มีเกียรติ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาชีพที่คนรู้จักมากนัก

“ตั้งแต่ผมย้ายกลับมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน สิ่งที่ผมและทีมนักวิจัยทำคือเราเริ่มวางพื้นฐานการวิจัยเกี่ยวกับชนิดมะเร็งที่คนไทยเป็นกันเยอะ แล้วต่างชาติไม่ค่อยเป็นกัน เป็นลักษณะของการค้นคว้าเพื่อตามหาข้อมูลที่ยังขาดหายไป เราตั้งใจว่าถ้ามีมะเร็งหลายๆ อย่างที่ได้รับการดูแลดี มียาที่ดี เราอยากจะทำให้เกิดขึ้นกับชนิดของมะเร็งที่คนไทยเป็นกันเยอะ อย่างเช่นมะเร็งท่อน้ำดีอย่างที่บอก ซึ่งเป็นมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตประมาณ 6,000-10,000 คนต่อปี ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะและมีคนไทยเป็นโรคนี้มากที่สุดในโลก ผมคิดว่าเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคอีสานไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เป็นผู้ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง และเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐานะ ขณะที่คนตะวันตกเป็นกันน้อย ฉะนั้นมะเร็งชนิดนี้จึงไม่มีข้อมูลเท่าที่ควร รวมทั้งบริษัทยาไม่ได้ทุ่มเทเงินมาตรงนี้เพราะว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เป็นประเทศที่มีงบประมาณในการซื้อยามากเท่าไหร่ ผมจึงคิดว่าเป็นอะไรที่เราต้องเน้นและเข้าไปทำ นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทำกันมาตลอดนะครับ ทั้งเรื่องของพื้นฐานว่าทำไมมะเร็งชนิดนี้จึงร้ายแรงนัก การกระจายตัว ภาวะไหนที่ร้ายแรง ไปจนถึงการศึกษาพฤติกรรมบางอย่าง เช่นว่า ทำไมจึงดื้อกับคีโม การหาจุดอ่อนของเจ้ามะเร็งตัวนี้ และแม้มะเร็งชนิดนี้จะดูน่ากลัว แต่มันก็มีจุดอ่อนเหมือนกับทุกมะเร็ง นอกจากนี้ เรายังนำเสนอผลงานไปจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจับคู่ยาให้เข้ากับมะเร็งท่อน้ำดี เพราะเดิมทีเขาคิดว่าถ้าคนเป็นมะเร็งท่อน้ำดีก็จะเป็นเหมือนกันหมด แต่เมื่อเราศึกษารายละเอียดและเข้าใจเรื่องธรรมชาติของมันแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเราสามารถจัดแบ่งชนิดได้ตามพฤติกรรมหรือลักษณะบางอย่าง พอแยกกรุ๊ปได้ งานต่อไปคือเราสามารถทดลองได้ว่ายาอะไรที่จะมีประสิทธิภาพกับมะเร็งแต่ละชนิดย่อยๆ นั้นได้

“หนึ่งในผลงานที่เราทำสำเร็จไปได้อีกระดับหนึ่งคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เราพบว่ามะเร็งท่อน้ำดีบางส่วนสามารถตอบสนองกับยาต้านมะเร็งเต้านมได้ ซึ่งเป็นแนวที่เราได้เผยแพร่ออกไป มีการทดสอบในขั้นคลินิกนั่นคือการทดสอบในคนกันอยู่ ซึ่งปัจจุบันเรายังคงศึกษาและค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในเฟสต่างๆ เพื่อให้เกิดความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากพอสำหรับนำไปใช้กับคนไข้  ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและวงการแพทย์ในอนาคต”

ขาดทุนคือกำไร

“ปัญหาที่วงการแพทย์กำลังเผชิญ อันดับที่หนึ่งคือประเทศของเราเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดได้ เราต้องอาศัยการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน กำลังคน หรือโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการทำงานวิจัย เพื่อสร้างงานที่จะเป็นต้นแบบให้มากขึ้น ถ้ามองดูจะเหมือนกับการลงทุนทิ้งไปประมาณ 10 ปีเลย แต่หลังจากนั้นเราจะมีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถออกมาทำประโยชน์แก่สังคม แล้วสังคมเราจะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความรู้ ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของผู้ป่วยมะเร็งได้อีกเยอะเลยครับ แล้วงานที่เป็นต้นแบบที่คนไทยทำขึ้นเองจะสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมายเพื่อพวกเราจริงๆ 

“ต้องบอกอย่างนี้ว่างานที่วิจัยและการทำในสิ่งที่ต่อยอดเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนไข้มันจะมีค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า เพราะจะมีเพียงบางงานวิจัยหรือบางส่วนของงานเท่านั้นที่เราสามารถนำมาใช้ได้จริงๆ ในจุดนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่านี่คือธรรมชาติของการทำงานตรงนี้ ที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณได้ดีที่สุดสำหรับประเทศเล็กๆ แบบเรา คือเราพยายามที่จะทำให้พื้นฐานแคบและหัวกว้างมาตลอด ซึ่งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง หากต้องการที่จะพัฒนาต้องลงทุนให้มากเพื่อทำให้มีงานวิจัยพื้นฐานมากตามมาด้วย ปัจจุบันถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์บ้านเราก็เหมือนกับพีระมิดที่ฐานกว้าง แล้วจะเกิดคนหรืองานที่อยู่บนยอดพีระมิดเพียงไม่กี่คนและไม่กี่งานที่สามารถนำมาใช้กับสาธารณะได้ ผมคิดว่าเราต้องทำให้ฐานกว้างขึ้น ให้มีงานวิจัยเยอะๆ เพื่อให้เราได้เลือกชิ้นที่ดีและเหมาะที่สุดได้ง่ายขึ้นเพื่อจะนำไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริงๆ”

นวัตกรรมแห่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง 

“นวัตกรรมที่จะเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง อย่างแรกซึ่งสำคัญมาก คือนวัตกรรมเกี่ยวกับ ‘Early Detection’ หรือ ‘การคัดกรองรวดเร็ว’ ถ้าขยายความคือเวลาเราบอกว่าเป็นมะเร็งระยะต้น ก้อนมะเร็งประมาณสัก 1 เซนติเมตร แต่ใน 1 เซนติเมตรนี้มีเซลล์มะเร็งเกือบ 100 ล้านเซลล์แล้วนะครับ ปัจจุบันถ้าจะวินิจฉัยมะเร็งก็ต้องรอให้มะเร็งมีขนาดประมาณหนึ่งที่จะเห็นได้ ก็ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร คุณเห็นมันประมาณนี้แหละ แต่ในทางชีววิทยามันไม่ใช่ระยะแรกเริ่มแล้ว ฉะนั้น ‘Early Detection Technology’ (เทคโนโลยีการค้นหาผู้ป่วยในระยะแรก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ‘Liquid Biopsy’ ที่ใช้ตรวจดูร่องรอยของเศษมะเร็งว่ามีหรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจ DNA ของเซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระแสเลือด จะทำให้เราไม่จำเป็นต้องไปเอ็กซเรย์ดูทุกครั้ง 

สอง ราคาที่ถูกลงของการถอดรหัสจีโนม (Genome) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถจัดตะกร้าของคนไข้ให้เป็นตะกร้าหรือกลุ่มย่อยๆ ได้มากขึ้น โดยส่งผลให้การจัดยาที่เหมาะในแต่ละตะกร้าสามารถทำได้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าการแพทย์แม่นยำ ทำให้สามารถใช้ยามุ่งเป้าได้ ซึ่งเมื่อราคายาและเทคโนโลยีถูกลงจะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นด้วย 

สาม เรื่องของการติดตามมะเร็งแบบ real time เช่น หากคุณมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากกว่าคนอื่นๆ หรือเคยเป็นมะเร็งมาแล้ว เราสามารถมอนิเตอร์ได้ว่าตอนนี้มะเร็งเป็นอย่างไร ขึ้น-ลงอย่างไร ยาที่ให้ไปได้ผลดี-ไม่ดี โดยไม่จำเป็นต้องไปรอหลายๆ เดือนแล้วไปตรวจครั้งหนึ่งแบบในปัจจุบัน ในมุมตรงนี้จะเป็นมุมที่สามารถทำให้เราเข้าใจมะเร็งได้มากขึ้น เห็นภาพของเซลล์ของมันว่าทำอะไร เหมือนเรารู้เขา รู้เรา และรู้ได้เร็วมากขึ้น ลำพังแค่นี้ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นอีกเยอะเลย นี่เป็นนวัตกรรมในระยะอันใกล้ที่กำลังจะเกิดในช่วง 5 ปีต่อจากนี้

ส่วนระยะไกล 5 ปีขึ้นไป สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือเทคโนโลยีด้าน Single Cell Study โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดหนึ่งที่เกี่ยวกับมะเร็งคือ เรามักคิดกันว่า ถ้าเราใส่ยา ทุกเซลล์จะตายหมด แต่เซลล์มะเร็งมีวิวัฒนาการ อยู่ไปๆ เซลล์จะเริ่มแตกกิ่งก้านออกไป ฉะนั้น ไม่แปลกที่เราจะพบว่าเวลาเราใส่ยาแล้วทำไมเซลล์ถึงยุบไปเยอะ แต่ก็ยังเหลือบางเซลล์ที่ยังไม่ตายและกลับมาเป็นอีกในเวลาอันสั้น ฉะนั้น เทคโนโลยีที่ศึกษา Single Cell เราจะสามารถดูการธรรมชาติของเซลล์เลยว่ามีความเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน ในอนาคต เราต้องคำนึงถึงปัจจัยของความหลากหลายว่ามีมากน้อยแค่ไหนด้วย ซึ่งการจัดยาก็ต้องพิจารณาจากข้อมูลตรงนี้ด้วย แต่เวลานี้ยังไม่มี จึงทำให้การให้ยาบางอย่างไม่ได้ผลครับ”

สู้ด้วยข้อมูลและความกล้าหาญ

“มีคนเคยเปรียบเทียบงานของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเป็นงานปิดทองหลังพระ เพราะงานวิจัยไม่ได้ออกไปตูมตามได้แบบว่า ‘วันนี้เราต่อขาคนได้ 3 คน หรือผ่าตัดหัวใจสำเร็จไป 5 รายนะ’ แต่งานวิจัยเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้ภาพของคำว่า ‘มะเร็ง’ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย สิ่งที่เราทำอาจดูเหมือนช้าและไม่สามารถอธิบายให้คนเข้าใจได้ง่ายๆ แต่สิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่จะเข้าไปกำจัดต้นตอของปัญหาด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ผมเชื่อเสมอว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ในแต่ละวันมันหมุนโลกไปข้างหน้าเสมอ จากโอกาสของการรักษาที่ 50/50 ผมเชื่อว่าจะต้องดีขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นตัวเลขแบบก้าวกระโดด เช่น สัก 10 ปีผ่านไป อาจจะเพิ่มเป็น 55/45 แต่มันจะดีขึ้นแน่ สำหรับตัวผม การได้ทำหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ที่วิจัยด้านมะเร็งคือความภูมิใจและเป็นชีวิตที่คุ้มค่า เพราะบ้านเรายังขาดความรู้ในส่วนนี้อยู่มาก การได้ทำงานตรงนี้ ผมและทีมนักวิจัยน่าจะสามารถสร้างอิมแพ็คอะไรได้อีกเยอะ ถ้าผมยังอยู่ที่อเมริกาผมอาจจะเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทำอะไรยิ่งใหญ่ได้ก็จริง แต่อาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่สามารถไปก่อประโยชน์แบบที่ผู้ที่ได้รับอาจจะเป็นเพื่อน ญาติพี่น้อง ครอบครัว คนในซอยบ้านเรา คนในจังหวัดเดียวกับเราได้

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกทุกๆ คนในเวลานี้คือ ความรวดเร็วและความทุ่มเทของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในเรื่องของการศึกษามะเร็งนั้นมีสิ่งใหม่ๆ ที่เราเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น มะเร็งปอด มะเร็งในทางเดินอาหาร หรือมะเร็งในเลือด ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โอกาสของการรักษาแทบไม่มี แต่ถ้ามาดูในปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยมะเร็งทั้ง 3 ชนิดนี้ดีขึ้นมาก มะเร็งบางชนิดที่แต่เดิมต้องรักษาด้วยคีโมเปลี่ยนก็มาใช้ยาแคปซูลซึ่งผู้ป่วยสามารถทานอยู่กับบ้านโดยไม่ต้องใช้คีโม ทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ และมีชีวิตอยู่ได้มากกว่า 20 ปีก็มีให้เห็นอยู่ หรือมะเร็งเต้านมในเวลานี้ที่มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปี (Five Year Survival) อยู่ที่ 90% ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาซึ่งไม่เคยมีมาก่อน 

“แม้การรักษามะเร็งไม่ใช่เรื่องง่ายและซับซ้อนกว่าที่เราคิด แต่อยากให้ทุกคนรับรู้และมั่นใจเสมอว่านักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานอย่างหนัก เรามีมันสมองของคนที่เก่งมาช่วยกันทำ แม้จะขับเคลื่อนไปได้อย่างช้าๆ แต่ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีในการรักษาจะดีขึ้นแน่นอน ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราจะให้ความรู้คน เพื่อให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับเรื่องน่ากลัวโดยไม่ต้องปิดตา สู้ด้วยความกล้าหาญ ด้วยการให้ข้อมูล การเป็นมะเร็งไม่ใช่ความโชคร้าย ผมคิดว่าหมดเวลาแล้วที่เราจะสู้แบบกล้าๆ กลัวๆ เราต้องสู้เต็มที่ ผมอยากให้กำลังใจทุกคน และพวกผมทำงานอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร