พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล : เมื่อความเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ แต่คือบทเรียนหนึ่งของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาวัน และสันติอาวาส ที่เรารู้จักกันดีในภาพที่คุ้นเคยเป็นพระนักคิดและนักปฏิบัติผู้ถ่ายทอดธรรมะให้เข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บป่วย ความทุกข์ และการเผชิญความตายอย่างสงบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ครูทางใจ” ให้แก่ผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้คนที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากของชีวิต บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงเพียง “การตายอย่างสงบ” แต่กำลังชวนให้เราเข้าใจว่า แม้ในวันที่ร่างกายอ่อนแรงที่สุด มนุษย์ก็ยังสามารถมีความหมาย มีสติ และมีความสุขสงบได้ หากเรา “วางใจเป็น”

เมื่อกายป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “วางใจให้ถูก”

พระอาจารย์กล่าวว่า ความทุกข์ของผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ใจที่ไม่ยอมรับ”
ความเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้นคำสอนสั้น ๆ ที่ท่านสรุปจากพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า คือ “นึกถึงพระ… ละทุกสิ่ง”
ซึ่งการ “นึกถึงพระ” ไม่จำกัดเพียงการนึกถึงพระพุทธรูปหรือพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการระลึกถึงสิ่งดีงาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือ หรือความเมตตาที่ทำให้ใจอบอุ่น เกิดปีติ และไม่จมอยู่กับความสิ้นหวัง และขณะเดียวกัน การ “ละทุกสิ่ง” คือการฝึกปล่อยวาง ทั้งทรัพย์สิน หน้าที่ ความสัมพันธ์ ความโกรธ ความเสียใจ หรือแม้แต่ความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะยิ่งยึดมั่นมากเท่าไร ใจก็ยิ่งต่อสู้กับความจริงของชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เพราะหลายครั้ง ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ “การไม่ยอมปล่อย” กับสิ่งที่เป็นห่วงอยู่ทำให้เกิดทุกข์ทางใจ

ความเจ็บป่วยอาจเป็น “ครู” ที่ดีที่สุดของชีวิต

แทนที่จะมองความป่วยไข้เป็นศัตรู พระอาจารย์กลับชวนให้มองมันในฐานะ “บทเรียน” โดยโรคภัยอาจกำลังเตือนว่า เราใช้ชีวิตไม่สมดุล เหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป หรือหลงลืมการดูแลตัวเองมานานเกินไป ซึ่งขณะเดียวกัน ความเจ็บป่วยยังทำให้เราเห็น “สัจธรรม” ของชีวิตอย่างชัดเจน ว่าไม่มีอะไรเที่ยง ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้เสมอไป และชีวิตมนุษย์ล้วนมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด แต่กลับทำให้หลายคน “ตื่น” จากความประมาท และหันกลับมาถามตัวเองว่าชีวิตที่เหลืออยู่…อยากใช้ไปเพื่ออะไร? ดังคำของท่านพุทธทาสที่พระอาจารย์ยกขึ้นมาเตือนใจว่า “ป่วยทุกที ก็ฉลาดทุกที”

ในวันที่รู้สึกโดดเดี่ยว อย่าลืมหาที่พึ่งทางใจ

หนึ่งในความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยจำนวนมากเผชิญ ไม่ใช่อาการของโรค แต่คือความรู้สึกว่า “ไม่มีใครเข้าใจ” บางคนถูกตัดสินด้วยคำพูด บางคนถูกซ้ำเติมโดยไม่ตั้งใจ และบางคนต้องเผชิญความกลัวเพียงลำพัง พระอาจารย์จึงเมตตาแนะนำให้ผู้ป่วยมองหา “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” อาจเป็นกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยโรคเดียวกัน หนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ
หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่เคียงข้างในวันที่เงียบเหงา เพราะบางครั้งการได้รับฟังจากคนที่ “เข้าใจจริง ๆ”
สามารถเยียวยาใจได้มากกว่าคำปลอบใจใดๆ ทั้งหมด

ความรักที่แท้จริง คือการรับฟังความต้องการของผู้ป่วย

ในหลายครอบครัว ผู้ป่วยระยะท้ายอาจอยากใช้เวลาที่เหลืออย่างสงบ แต่คนรอบข้างกลับพยายามยื้อการรักษาไว้ทุกทาง เพราะกลัวการสูญเสีย พระอาจารย์จึงชวนให้ทุกฝ่ายกลับมาตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่…ทำเพื่อผู้ป่วยจริง ๆ หรือเพื่อความกลัวของตัวเราเอง โดยท่านย้ำว่า การดูแลที่ดีที่สุด คือการ “เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” รับฟังความต้องการของเขาอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องการรักษา คุณภาพชีวิต และความหมายของช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยยังมี “เจตจำนง” หรือมีเหตุผลบางอย่างที่อยากมีชีวิตต่อ เช่น เพื่อความรักต่อคนในครอบครัว หรือความปรารถนาที่จะอยู่เพื่อใครสักคน สิ่งนั้นจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ก้าวผ่านความทุกข์ได้ เพราะเมื่อใจยังมีคุณค่าให้ยึดโยง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็อาจเบาลงอย่างน่าอัศจรรย์

ก่อนจากลา สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ร่างกาย…แต่คือ “ใจที่คลี่คลายแล้ว”

ในวาระท้ายของชีวิต หลายคนไม่ได้ทุกข์จากความเจ็บปวดทางกายเพียงอย่างเดียว แต่ทุกข์จากเรื่องที่ค้างคาในใจหรือความรู้สึกผิด คำขอโทษที่ยังไม่ได้พูด หรือความสัมพันธ์ที่ยังไม่คลี่คลาย มักย้อนกลับมาเสมอ พระอาจารย์จึงแนะนำว่า หากยังมีเวลา ควรรีบ “ปลดล็อกใจ” ไม่ว่าจะด้วยการขอขมา ให้อภัย พูดความในใจ หรือทำบุญอุทิศเพื่อให้ใจสงบ หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีศาสนา ท่านก็ยังเชื่อว่า ทุกคนสามารถค้นพบความสงบได้ ผ่านการนึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยทำ หรือความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในชีวิตที่ผ่านมา เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการก่อนจากโลกนี้ อาจไม่ใช่การมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุด แต่คือการมี “ใจที่เบาที่สุด” ซึ่งความตาย…อาจไม่ใช่จุดจบที่น่ากลัว แต่พระอาจารย์ไพศาลมองว่า ความตายไม่ใช่ศัตรูของชีวิต แต่เป็นเพียง “การเปลี่ยนผ่าน” เหมือนการย้ายบ้าน หรือการออกเดินทางครั้งใหม่

หากเราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีความรัก มีความหมาย และภาคภูมิใจกับสิ่งที่เคยทำ ความทรงจำเหล่านั้นจะกลายเป็น “เสบียงทางใจ” ที่ช่วยให้เราก้าวต่อไปได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังมาถึง
และบางที…การเรียนรู้เรื่องความตายอย่างเข้าใจอาจทำให้เรา “ใช้ชีวิต” ที่เหลืออยู่ได้งดงามกว่าเดิมที่สุดก็เป็นได้

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร การดูแลที่โอบอุ้มทั้งครอบครัว

จากหมอ ICU สู่การดูแลแบบประคับประคอง

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ “หมอแนต” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลคูน
หมอแนตเริ่มเล่าว่า “จากเดิมที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต (ICU) จากประสบการณ์ในการทำงานช่วงเวลานั้นทำให้หมอแนตได้เผชิญกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และตระหนักว่ายังมีองค์ความรู้และทักษะบางส่วนที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของชีวิต ความรู้สึกเสียดายที่ในอดีตอาจยังดูแลผู้ป่วยได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอแนตตัดสินใจศึกษาด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อกลับมาดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

หัวใจของการดูแล : “รักษาที่คน ไม่ใช่เพียงโรค”

หมอแนตอธิบายว่า “การดูแลแบบประคับประคองไม่มีแนวทางตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีบริบทชีวิต ความเชื่อ และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ตัวตนของผู้ป่วย” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า สิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ โดยหลักๆแล้วการรักษาไม่ได้หมายถึงการยึดตามแนวทางของโรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ป่วย” ซึ่งในมุมมองนี้ ผู้ป่วยจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแลของตนเอง แม้ในวันที่โรคไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด”

การดูแลผู้ป่วย และการดูแล “ผู้ดูแล”

นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว หมอแนตยังให้ความสำคัญกับ “ผู้ดูแล” ซึ่งมักต้องแบกรับภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง แม้ภายนอกอาจดูเหมือนไม่ได้เผชิญกับความเจ็บป่วยโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ดูแลต้องใช้ทั้งพลังใจ ความอดทน และการตัดสินใจในทุก ๆ วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอยากเน้นย้ำว่า ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา และสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อรู้สึกไม่ไหว “การหยุดพักเพื่อดูแลตัวเอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ยั่งยืน” ซึ่งการมีระบบสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ทีมแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไปพร้อมกัน

การสื่อสารและการรับฟังในครอบครัว : จุดกึ่งกลางของการตัดสินใจ

ในสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางการรักษาที่ดีที่สุดแทนผู้ป่วย ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาตินั้น หมอแนตมองว่า “การสื่อสารและการรับฟังอย่างแท้จริง” คือจุดกึ่งกลางสำคัญที่ช่วยให้ทุกฝ่ายค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครถูกหรือผิด แต่เพื่อมองเห็นความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละความคิด และในบทบาทของแพทย์จึงไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดและรับฟังกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อครอบครัวสามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันได้ การตัดสินใจจะไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่จะกลายเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับผู้ป่วยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือร่วมตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวจึงยิ่งมีความหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยโอบอุ้มให้การดูแลยังคงตั้งอยู่บนความรัก ความเคารพ และความตั้งใจที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย

การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง คือกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ และสมาชิกในครอบครัวมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางการรักษา ซึ่งความสำคัญของการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเคยแสดงเจตนารมณ์เกี่ยวกับการรักษาไว้ล่วงหน้า ซึ่งในบางกรณีนั้น ผู้ป่วยอาจเลือกปฏิเสธการรักษาที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยการตัดสินใจลักษณะนี้ ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ต่อชีวิต แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายสำหรับเขาในระยะท้ายมากกว่า และการเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ คือการที่ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องการ และได้มีโอกาสสื่อสารความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน

บทเรียนชีวิตและความหมายของ “ครอบครัว”

“จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก แนตได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพียงระยะเวลา แต่คือ “ความหมายและความสัมพันธ์” ที่เราสร้างขึ้นระหว่างทาง โดยท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของคนเราอาจมีเพียงเท่านี้
สิ่งสำคัญคือการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน ซึ่งในมุมมองของแนตมองว่า “ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หมายถึงกลุ่มคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะการได้มีครอบครัวที่เกื้อกูลกัน เป็นหนึ่งในแรงสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับช่วงสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมอยู่รอบตัว”

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

นพ.นิยม บุญทัน หมอคนสุดท้ายกับภารกิจดีไซน์ลมหายใจที่ปลายทาง

คุณรู้ใช่ไหม คนเราเกิดมาต้องตาย
คุณเคยคิดถึงความตายของตัวเองบ้างหรือเปล่า
ถ้าวันหนึ่งคุณเจ็บป่วยหนัก คุณอยากใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างไร
….

หนึ่งในหลายๆ คำถามชวนให้คิดและทบทวนอีกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตจาก นพ.นิยม บุญทัน เจ้าของเพจ หมอคนสุดท้าย แพทย์ประจำศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวัย 33 ปี คุณหมออุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงาน Palliative care หรือการดูแลแบบประคับประคองในกลุ่มผู้ป่วยระยะท้ายให้มีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย รวมถึงอยู่เคียงข้างผู้ป่วยและครอบครัวจนลมหายใจสุดท้ายมาถึง ภายใต้ความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีสิทธิ์ตายดี  

“โดยมุมมองส่วนตัวนั้น หมอมองว่าความตายเป็นมิติหนึ่งของมนุษย์ทุกคน ความตายเป็นเรื่องของคนทุกคน เราทุกคนเกิดมามีปลายทางเดียวกัน และแน่นอนว่าในช่วงเวลาสุดท้ายปลายทางของทุกคน คงไม่มีใครอยากจากไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ในเมื่อตอนเราเกิดมายังมีสูติแพทย์ที่มาช่วยทำคลอด รวมถึงมีแพทย์ที่เข้ามาดูแลความเจ็บป่วยต่างๆ ตลอดเส้นทางชีวิต ฉะนั้นในช่วงเวลาเจ็บป่วยระยะสุดท้ายก็ควรมีบุคลากรทางการแพทย์หรือใครสักคนที่เข้ามาให้การดูแลตรงนี้เช่นกัน เพื่อให้การจากไปอย่างสมบูรณ์หรือจะเรียกง่ายๆ เพื่อการตายดี หรือ Good Death นั่นเอง ตรงนี้เป็นบทบาทสำคัญของทีม Palliative care ที่จะเข้ามาดูแลในอีกช่วงเวลาสำคัญหนึ่งของชีวิต”

สู่เส้นทางหมอคนสุดท้าย 

“คงต้องบอกว่า ‘หมอ’ ไม่ใช่อาชีพที่ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก แต่เหมือนจับพลัดจับผลูมาเป็นหมอมากกว่า เพราะในสมัยมัธยมเชื่อว่าเด็กหลายๆ คนก็คงไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร หมอก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังค้นหาตัวตนไปเรื่อยๆ กระทั่งช่วงศึกษาอยู่ชั้น ม.6 ทางโครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตกำลังเปิดรับสมัครนักเรียนทุน ซึ่งหากสอบผ่านก็จะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจนจบการศึกษา โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อจบแล้วจะต้องกลับไปทำงานในภูมิลำเนาหรือเขตที่ตนสมัคร หมอก็มองว่าเป็นโอกาสที่ดี หากเราจะได้ทุนการศึกษาโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินคุณพ่อคุณแม่ และมีงานรอเราอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเดินเตะฝุ่นหางานหลังเรียนจบ

“ด้วยความที่หมอเป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นชาวนาอยู่ที่สุรินทร์ แม้พวกท่านจะสนับสนุนให้เราเรียนเต็มที่และไม่ได้คาดหวังอะไรกับเราก็ตาม แต่ตัวเราเองจะซึมซับรับรู้มาตลอดว่า คุณพ่อและคุณแม่ค่อนข้างลำบาก เราจึงตั้งใจเรียนมาตลอด โดยไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นจะทำอาชีพอะไร รู้แค่ว่าการศึกษาจะทำให้เราและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงเป็นเหตุให้หมอสมัครเข้าร่วมโครงการและได้เป็นนักเรียนแพทย์ ODOD ในที่สุด

“หลังจากสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในปี 2559 หมอก็กลับมาใช้ทุนเป็น แพทย์เพิ่มพูนทักษะ อยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ 1 ปี ก่อนจะศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้าน ‘เวชศาสตร์ครอบครัว’ ซึ่งต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย โดยตอนนั้นย้ายมาอยู่ที่ ‘โรงพยาบาลปราสาท’ เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอในจังหวัดสุรินทร์ กระทั่งสองปีให้หลังนี้ หมอตัดสินใจย้ายมาเป็นแพทย์ประจำศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อทำงาน ‘ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย’ แบบฟูลไทม์” 

จุดไฟ ‘อินฟลูฯ’ ในชุดกาวน์

“ระหว่างที่ศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้าน ‘เวชศาสตร์ครอบครัว’ สิ่งที่หมอสนใจและชอบที่สุดก็คือ การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง หรือ Palliative care ซึ่งเป็นพาร์ตหนึ่งของงานเวชศาสตร์ครอบครัว ช่วงนั้นมีโอกาสได้ดูแลคนไข้ในระยะท้ายและมีเรื่องราวความประทับใจมากมาย บางเรื่องเราก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่าน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผ่านบทความบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอยู่โพสต์หนึ่งซึ่งเป็นเรื่อง ‘ยายอยากกลับบ้าน…แด่ลมหายใจสุดท้ายที่งดงาม’ เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 จู่ๆ ก็มีคนเข้ามามาอ่าน กดไลต์ กดแชร์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก น่าจะมาจากทุกคนต่างมีประสบการณ์การสูญเสีย ไม่ว่าจะสูญเสียคนในครอบครัว คนรัก คนรู้จัก ฯลฯ มิตินี้เป็นมิติหนึ่งที่อยู่กับชีวิตของเราทุกคน นั่นทำให้คนที่ผ่านมาอ่านเกิดความยึดโยงกับประสบการณ์เดิม รวมถึงอาจจะมีความรู้สึกร่วมในฐานะคนที่ดูแลคนไข้ ซึ่งหลายครั้งเราอาจจะดูแลคนไข้จนไม่มีเวลาทบทวนหรือใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ไม่มีโอกาสได้รับรู้หรือสัมผัสกับความรู้สึกทุกข์ยากหรือความเจ็บปวดในใจ ฯลฯ พอหมอนำเรื่องเหล่านี้มาถ่ายทอด คนอ่านก็คงเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ 

“หลังจากนั้นมาไม่ว่าจะเขียนบทความอะไรก็ตาม มักจะมีคนเข้ามาอ่านและแชร์กันจนเพื่อนหลายๆ คนเชียร์ให้เปิดเพจ แต่ด้วยความที่หมอเป็นคนไม่สนใจโซเชียล และมีความกังวลลึกๆ ถ้าเราทำจะดีหรือเปล่า จึงได้แต่คิดแล้ว คิดอีก จนวันหนึ่งก็มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนสนิทซึ่งเป็นคุณหมอหัวใจเด็ก เขาได้พูดให้ข้อคิดว่า ถ้าคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ แม้เพียงคนเดียวก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ประโยคนั้นจุดประกายให้เราคิดได้ว่า เอ้อ…ทำไมเราต้องคาดหวังว่าจะได้การตอบรับมากน้อยแค่ไหน แค่มีใครสักคนผ่านมาอ่านและได้เรียนรู้หรือได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราแชร์หรือถ่ายทอดออกไป ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วนี่นา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอตัดสินใจเปิดเพจชื่อ ‘คุณหมอคนสุดท้าย’ ในเดือนพฤศจิกายน 2562

“เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้ก็เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า หมอประคับประคอง หรือ หมอ Palliative care นั้นเป็นคนสุดท้ายที่จะได้ดูแลคนไข้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จึงเป็นที่มาค่อนข้างตรงตัวก็คือ หมอคนสุดท้ายที่ได้ดูแลรักษาคนไข้และอยู่เคียงข้างเขาจนวันสุดท้ายมาถึง โดยภาษาอังกฤษหมอเลือกใช้คำว่า The last doctor และนับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เกือบ 6 ปีมาแล้ว เจตนารมณ์ของหมอก็ยังเหมือนเดิม คือ ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อญาติ ต่อผู้ป่วยระยะท้าย โดยคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะมาจาก ‘ความอยากเล่า’ เป็นอันดับแรก คือ อยากเล่า…เล่าเลย

“ส่วนใหญ่เวลาที่หมออยู่กับคนไข้หรือครอบครัวคนไข้นั้น เราไม่ได้รับรู้แค่อาการของคนไข้ แต่หมอยังได้สัมผัสถึงเรื่องราวที่หลากหลาย แน่นอนว่าหลายครั้งก็มีบางอย่างที่กระแทกใจเรา และอีกไม่น้อยที่รู้สึกว่า ตัวหมอเองก็ได้บทเรียนและได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคนไข้และครอบครัวคนไข้ จนอยากนำไปถ่ายทอดเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่นต่อไป ซึ่งทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกทำนองนี้ สิ่งแรกที่หมอทำก็คือ ขออนุญาตคนไข้หรือครอบครัวเพื่อนำเรื่องราวนี้ไปถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้อื่นและคนในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะยินดีที่จะให้เรานำไปถ่ายทอด เพียงแต่เราเองที่จะบอกเขาว่า ขอปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความลับหรือการเข้าถึงตัวตนของคนไข้และครอบครัว เพราะในฐานะหมอก็ยังมองว่า ความลับของคนไข้และครอบครัวยังเป็นเรื่องสำคัญเสมอ

“นอกจากเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แล้ว 2-3 ปีให้หลังมานี้ เนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การเป็น ‘กระบอกเสียง’ ให้กับสังคม กระทั่งขับเคลื่อนงานดูแลประคับประคอง (Palliative care) ในระดับนโยบายต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิการรักษาการดูแลประคับประคองของตัวเอง ซึ่งจะสอดแทรกอยู่ในหลายๆ บทความ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนและสังคมตื่นตัว รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการดูแลประคับประคองมากขึ้น โดยเนื้อหาทั้งหมดในเพจจะมีผู้ดูแลคนเดียว คือ ตัวหมอเอง ทำให้บางช่วงเพจอาจจะเงียบไปบ้าง เหตุผลเดียวก็คือภาระงานที่ค่อนข้างยุ่ง แต่เมื่อมีโอกาสก็จะกลับมาถ่ายทอด เพราะหมอเชื่อว่าหลายๆ เนื้อหาในเพจก็ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าเรื่องราว แต่ยังมีบทบาทมากกว่านั้น เช่น เคสคุณยายที่พาลูกชายมารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งหมอเขียนเล่าถึง ความเจ็บปวดของแม่คนหนึ่งที่รู้ว่ากำลังจะสูญเสียลูกชายไป มากไปกว่านั้นคือ ความยากลำบากของหญิงชราที่ต้องมานอนเฝ้าลูกชายที่โรงพยาบาล หลังจากคอนเทนต์นี้ถูกเผยแพร่ไปก็มีผู้ติดตามจำนวนมากทักเข้ามา ทั้งให้กำลังใจ สอบถามรายละเอียด กระทั่งยื่นความประสงค์จะบริจาคช่วยเหลือคุณยาย รวมถึงผู้ป่วยยากไร้คนอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นทางศูนย์การุณรักษ์จัดตั้ง ‘มูลนิธิการุณรักษ์’ ขึ้น หมอจึงทำหน้าที่สะพานเชื่อมให้ผู้ที่ต้องการบริจาคเข้ามาร่วมทำบุญกับทางมูลนิธิฯ เพื่อช่วยเหลือคนไข้ยากไร้ ซึ่งถือว่าเรื่องราวของคุณยายก็เป็นการต่อโอกาสให้กับคนไข้อีกมากมาย ในขณะที่คุณยายเองก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ไปด้วย”

ประคับประคองในเมืองไทย

“ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) คือ มิติการดูแลสุขภาพอีกมิติหนึ่งที่เป็นการดูแลผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต หรือเป็นโรคที่เขารับรู้ได้ว่าระยะเวลาของเขามีจำกัด ซึ่งการดูแลนี้จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการดูแลคุณภาพชีวิตของคนไข้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด โดยจะต้องเป็นการดูแลรักษา ป้องกัน รวมถึงการบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงไม่ได้ดูแลเฉพาะแค่ ‘ตัวคนไข้’ แต่เป็นการดูแลไปถึง ‘ครอบครัว’ ของคนไข้ด้วย

“หากเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน วันนี้ Palliative care ในประเทศไทยเดินทางมาไกลพอสมควร ปัจจุบันเรามีคุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเรื่อง Palliative care มากขึ้น ขณะที่ในภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Peaceful Death หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ฯลฯ ก็มีการผลักดันนโยบายต่างๆ รวมถึงมีระบบให้บริการต่างๆ ในแต่ละโรงพยาบาลดีขึ้น รวมถึงในภาคประชาชนเองก็รับรู้และเข้าใจสิทธิ์การเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองกันมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าก็ยังมีอีก ‘หลายจุด’ ที่ต้องขับเคลื่อนและพัฒนากันต่อไป เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองอย่างเท่าเทียม 

ส่วนแรก ก็คงเป็นเรื่องของความรู้และความเข้าใจของประชาชนในการเข้าถึงระบบการบริการหรือการดูแล Palliative care ส่วนที่ 2 ก็คือ ในส่วนของความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงองค์ความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในหลายๆ ส่วน ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในระบบการศึกษาของบุคลากรทางการแพทย์

ส่วนที่ 3 ก็คือ ในระดับนโยบายระดับประเทศ อยากให้ผู้บริหารในในระดับประเทศสนับสนุนสิทธิการรักษาและดูแลแบบประคับประคองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการในการรักษา รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง”

ก่อนจะขอยุติลมหายใจ

“การุณยฆาตเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันมากขึ้นในสังคมไทย ขณะที่ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศมีการเรียกร้องให้ออกกฎหมายการุณยฆาต ซึ่งบางประเทศผ่านเป็นกฎหมายแล้วก็มี เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาในบางรัฐ ฯลฯ และหากสังเกตกันดีๆ ประเทศที่มีกฎหมายการุณยฆาตนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีระบบการดูแล Palliative care ที่ดี กล่าวคือ ก่อนที่คนไข้จะเข้าสู่การการุณยฆาตนั้น พวกเขาได้รับการดูแลประคับประคองและจัดการความไม่สุขสบาย ความทุกข์ทรมานทั้งกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณอย่างเต็มที่แล้ว แต่คนไข้ก็ยังเลือกในแนวทางนั้น

“สำหรับประเทศไทยนั้น หมอจึงมองว่า ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องการุณยฆาต จุดสำคัญที่เราต้องมาทบทวนกันก็คือ เราจะสามารถพัฒนาระบบการดูแลประคับประคองในประเทศนี้ให้ดี และประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมอย่างไรก่อน นี่คือด่านแรกที่สำคัญ และเมื่อถึงเวลานั้นการการุณยฆาตอาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนไข้หลายๆ คนก็ได้ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว คนไข้ของเราหลายคนที่เผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนถามหมอว่า ‘ขอให้การุณยฆาตได้ไหม’ หรือ ‘ขอให้ทำให้เขาจบชีวิตไปเลยได้ไหม’ แต่พอทีมประคับประคองเข้าไปดูแล จัดการ อาการปวด อาการเหนื่อย หรืออาการที่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน จนทุกอย่างดีขึ้น และเราเข้าไปพูดคุยเพื่อประเมินเรื่องสภาวะจิตใจของเขา เราก็พบว่า จริงๆ แล้วคนไข้ไม่ได้อยากตาย ไม่ได้อยากได้รับการุณยฆาต นั่นแสดงว่าเมื่อทุกคนได้รับการดูแลที่ดีและรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า มีความหมาย ก็มักจะเปลี่ยนความคิดที่อยากจากโลกนี้ไป นี่เป็นบทบาทสำคัญของทีมประคับประคองที่จะเข้าไปช่วยคนไข้”  

ความหวังระยะท้าย

“ทุกวันนี้คนไข้ส่วนใหญ่หรือแม้แต่ประชาชน รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่า การที่คนไข้มาถึงจุดที่ต้องดูแลแบบประคับประคองนั้น เป็นคนไข้ที่หมดหวังหรือสิ้นหวังกับการรักษาแล้ว รักษาต่อไม่ได้แล้ว แต่ความจริงแล้ว ในปัจจุบันนี้การดูแลแบบประคับประคองนั้นสามารถเดินควบคู่ไปกับการรักษาหลักได้  ยกตัวอย่าง คนไข้ที่ให้เคมีบำบัดหรือฟอกไต หรือในกลุ่มคนไข้ที่เจ็บป่วยในโรคเรื้อรังหรือรักษาไม่หาย ทีมประคับประคองสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสหสาขาวิชาชีพเพื่อดูแลควบคู่ไปกับคุณหมอเจ้าของไข้ได้ และเมื่อตัวโรคดำเนินแย่ลงในอนาคต จนการรักษาหลักเริ่มไปต่อไม่ได้ หรือต้องยุติการรักษาหลักลง บทบาทของทีมประคับประคองก็จะเริ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไข้อยู่ในระยะท้ายหรือใกล้เสียชีวิตเท่านั้น จึงจะมาเจอกับทีมประคับประคอง

“ความเข้าใจผิดตรงนี้ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่เมื่อต้องมาถึงมือทีมประคับประคอง เขามักจะรู้สึกหมดหวัง สิ้นหวังกับการรักษาแล้ว กลายเป็นงานที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการสร้างความหวังใหม่ขึ้นมา โดยหมอมักจะพูดกับคนไข้เสมอว่า ถึงแม้ว่าตัวโรคของเขาจะไม่สามารถรักษาต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการรักษาจะสิ้นสุดลง เพราะยังมี ‘ทีมประคับประคอง’ ที่จะยังดูแลรักษาอยู่ เพียงแต่เราจะเปลี่ยนเป้าหมาย จากเดิมที่เรามุ่งเน้นไปจัดการตัวโรคมาเป็นการที่จะดูแลอย่างไรให้เขาอยู่อย่างสุขสบาย ทั้งกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ และอยู่อย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด รวมถึงอยู่อย่างไรให้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีความหมายมากที่สุด นี่คือมิติการดูแลรักษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การรักษาตัวโรค ฉะนั้น คนไข้ทุกคนที่มาถึงมือทีมประคับประคองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เขายังมีทีมหมอ ทีมพยาบาล ทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีในขณะที่ยังมีลมหายใจ ถึงแม้ตัวโรคจะรักษาไม่หายก็ตาม 

“ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหลืออยู่ ของคนไข้ที่ถูกส่งตัวมาหาทีมประคับประคองนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของคุณหมอเจ้าของไข้แต่ละท่าน หากเป็นคุณหมอที่เข้าใจการดูแลแบบประคับประคองว่า ไม่ใช่แค่รอใกล้เสียชีวิต หรือทำอะไรไม่ได้แล้วจึงส่งเข้ามา คุณหมอก็จะส่งคนไข้เข้ามาตั้งแต่ช่วงการรักษาในระยะแรกๆ ซึ่งก็มีคนไข้ที่มีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่ 6 เดือน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง หรือหลายๆ คนถึงปัจจุบันกว่า 2 ปีแล้ว ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติก็มี แต่ในกรณีคุณหมอเจ้าของไข้เข้าใจผิดว่า การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต คุณหมอก็จะส่งมาในช่วงการรักษาท้ายจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนไข้ก็จะอยู่กับเราเพียงหลักสัปดาห์ หลักวัน หรือบางรายก็เป็นหลักชั่วโมง

“นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์ควรมีความเข้าใจต่อ Palliative care อย่างแท้จริง เพราะจะช่วยให้คนไข้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพกับทีมประคับประคองได้ยาวนานขึ้น ทั้งในแง่ของการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในการประคับประคองจิตใจคนไข้กับครอบครัว รวมถึงการจัดการอาการที่ไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องมาดูแลกันแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง หรือวันต่อวันเท่านั้น ทำให้คนไข้และครอบครัวสูญเสียโอกาสหลายๆ อย่างในการดูแลกันและกันไป”

เมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง 

“หมอคิดว่าความตายนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคน ดังนั้น การเตรียมตัวตายก็เป็นเรื่องของทุกคนเช่นกัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรอว่า เราต้องเจ็บป่วยระยะท้าย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายแล้ว ค่อยมาตัดสินใจหรือคิดเรื่องนี้ แต่เราทุกคนสามารถวางแผนสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้ได้ตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้ หรือเดี๋ยวนี้เลย สิ่งนี้เรียกว่า การวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) เราทุกคนสามารถเตรียมตัว วางแผน และพูดคุยสื่อสารกับคนที่รักหรือคนในครอบครัวได้เลยตั้งแต่ตอนที่เรายังแข็งแรงดี และสามารถตัดสินใจเองได้ 

“เพราะการวางแผนดูแลล่วงหน้านั้น ไม่ใช่แค่เรื่อง…จะใส่ท่อช่วยหายใจไหม จะปั๊มหัวใจไหม หรือจะเจาะคอไหม ฯลฯ หากในอนาคตเราเจ็บป่วยวิกฤต จุดนั้นเป็นจุดเล็กๆ เกี่ยวกับหัถตการพยุงชีพเท่านั้น แต่การวางแผนดูแลล่วงหน้ายังทำให้เรามีโอกาสได้มาคิดทบทวน ใคร่ครวญคุณค่า ความต้องการ และสิ่งต่างๆ ในชีวิต รวมถึงคุณภาพชีวิต หรือชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในรูปแบบของเราเอง ฯลฯ ซึ่งหากทุกคนสามารถวางแผนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้คนในครอบครัว คนที่เรารัก รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเรานั้นได้รับรู้ความต้องการที่แท้จริงของเรา ตรงกันข้ามหากเราไม่วางแผนไว้ เมื่อวันหนึ่งที่เราไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร หรือไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว แน่นอนว่าย่อมสร้างความยากลำบากให้แก่คนในครอบครัว หรือคนที่อยู่ข้างหลังต้องมาคิดหรือตัดสินใจแทนเรา”

ความหวังดีที่อาจทำร้ายกัน

“ปัจจุบันนี้จะมีคำคำหนึ่งที่เราคงได้ยินกันบ่อยๆ คือ Acute กตัญญู Syndrome หรือแปลเป็นไทยว่า ภาวะกตัญญูเฉียบพลัน ซึ่งอธิบายกลุ่มอาการของญาติที่อยู่ห่างไกลหรือไม่เคยได้มาดูแล ‘ผู้ป่วยสูงอายุ’ ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะท้าย และขอร้องให้แพทย์ทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่หรือยื้อชีวิตให้ได้นานที่สุด แม้ผู้ป่วยจะต้องนอนติดเตียงหรือไม่รับรู้อะไรแล้วก็ตาม  

“หมอคิดว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกขับเคลื่อนจากความรัก ความหวังดี หรือหลายๆ ครั้งก็อาจจะมาจากความรู้สึกผิด รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกรับกับการสูญเสียไม่ได้ ฯลฯ พวกเขาจึงพยายามทำสิ่งที่คิดว่า ดีที่สุดสำหรับคนที่เขารัก โดยส่วนตัวหมอคิดว่า การที่เราจะตัดสินว่า เขาเป็น Acute กตัญญู Syndrome อาจจะไม่แฟร์กับหลายคนหรือหลายๆ ครอบครัว เพราะสิ่งที่พวกเขาทำก็มาจากพื้นฐานของความรักและความหวังดี 

“ฉะนั้น เวลาที่หมอเจอสถานการณ์อย่างนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องพูดคุยและทำความเข้าใจ เพื่อรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาคืออะไร ถ้าเป็นความรู้สึกผิด เราก็ต้องพยายามที่จะคลาย ความรู้สึกผิดนั้นให้เขา หรือถ้าเป็นความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เราก็ต้องพยายามที่จะเข้าไปดูแลประคับประคองจิตใจตรงนั้น เพื่อที่จะช่วยให้เขาได้ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนั้น

“ทุกวันนี้ หมอมักจะชวนหลายๆ คน รวมถึงตัวเองตั้งคำถามว่า ถ้าพรุ่งนี้เขาต้องจากเราไป เรามีอะไรที่เรารู้สึกเสียดายหรือยังไม่ได้ทำหรือเปล่า หมอคิดว่า การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องกลับมาตั้งคำถามหรือเกิดความรู้สึกผิด หรือพยายามที่จะยื้อชีวิต เพื่อทำให้เราเกิดความสบายใจ

“ถ้าวันนี้เราได้ดูแลเขาดีที่สุดแล้วก็จะไม่รู้สึกผิด แต่คำว่า ดูแลดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่า เราต้องมาอยู่กับเขาตลอดเวลา เพราะในปัจจุบันนี้ทุกคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง บางคนต้องไปทำงานไกลๆ ไม่ได้อยู่ดูแลท่าน แต่ก็ส่งเงินมาจุนเจือให้ครอบครัวหรือพ่อแม่ หมอคิดว่านั่นเป็นบริบทหนึ่งในการดูแล ฉะนั้น คำว่า ดีที่สุด เราคงหาจุดที่เป็นคำตอบของคำว่า ดีที่สุด ไม่ได้ แต่ขอแค่เราดูแลกันอย่างเต็มที่ เต็มกำลังเท่านั้น…ก็คงเพียงพอ”

___

เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ

พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้ช่วยออกแบบ ‘รอยยิ้ม’ ที่ปลายทาง

“การจากไปอย่างองอาจ
คือสิ่งที่หมอปรารถนาให้มันเกิดขึ้น
เมื่อความตายมาเยือน…”

นั่นเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่า อะไรคือเป้าหมายปลายทางในชีวิตที่วาดหวังไว้ ของ คุณหมอโจ้ พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและนักศิลปะบำบัด ผู้ร่วมก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิศิลปะบำบัด (Art Therapy Foundation) และริเริ่มโปรแกรมศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งที่นั่นเองที่ทำให้เธอกลายเป็นเพื่อนร่วมทางของผู้ป่วยเด็กมากมายเพื่อเดินทางไปสู่ลมหายใจสุดท้าย…ปลายทางชีวิต

จุดเริ่มต้นที่ ‘ปลายทาง’

“โปรแกรมศิลปะบำบัดเพื่อเด็กป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นในปี 2005  หลังจากที่หมอได้ศึกษาดูงานด้านศิลปะบำบัดจากอเมริกาและกลับมาเมืองไทย ด้วยความรู้สึกร้อนวิชา (ยิ้ม) จึงอาสาเข้าไปทำงานให้ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นเรื่องทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะ การตายดี การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ฯลฯ กำลังเป็นเทรนด์ไปทั่วโลก และทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็กำลังจะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอยู่ อาจารย์แพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งจึงชวนเราเข้าประชุม

“ในที่ประชุมวันนั้น มีการพูดคุยถึงเรื่องผู้ป่วยระยะสุดท้ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พอเราได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้สิ่งที่เรามีให้เป็นประโยชน์ พอการประชุมจบลงก็มีอาจารย์กุมารแพทย์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า อยากให้ช่วยเอาศิลปะบำบัดไปช่วยผ่อนคลายคนไข้คนหนึ่ง อายุ 16 ปีซึ่งป่วยเป็นมะเร็งที่กล้ามเนื้อดวงตาและกำลังจะต้องผ่าตัดดวงตาทิ้ง  

 “เราก็รับปากอาจารย์ไปทันที วันรุ่งขึ้นก็เตรียมอุปกรณ์ไปเต็มกระเป๋า พอแนะนำตัวเรียบร้อยก็ชวนเขาทำศิลปะง่ายๆ จากตอนแรกเงียบอย่างเดียว พอนานเข้าก็เริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขากังวลใจ ไม่ชอบใจต่างๆ

“ก่อนจากกันวันนั้น หมอได้มอบสมุดไดอารีให้เขาเล่มหนึ่ง สำหรับเขียนบันทึกความรู้สึกเพราะเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งก็ได้ผล เขาจดไดอารีทุกวัน เขียนความรู้สึกของตัวเองบ้าง วาดรูปบ้าง สะท้อนความรู้สึกของตัวเองจากประสบการณ์ที่เห็นและบันทึกลงไปในไดอารี นั่นเป็นเครื่องมือที่หมอให้เขาไว้ก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัด

“แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะตาบอดหรอก แต่เพราะต้องรักษาชีวิตไว้ การผ่าตัดดวงตาครั้งนั้นจึงไม่ใช่ความยินยอมพร้อมใจ ในความยินยอมนั้นปนเปไปด้วยความไม่ชอบใจหลายอย่าง พูดง่ายๆ ว่าเป็นความยินยอมแบบจำเป็น จำยอม ทำให้เขากลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล เศร้า เราก็เอาศิลปะบำบัดเข้าไปช่วยเขาจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึก

“ด้วยความที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและแคร์กับสายตาคนอื่น เมื่อผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน แม้หมอจะบอกให้กลับบ้านได้แล้วก็ตาม เขายืนยันจะอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกเกือบ 4 เดือน เพื่อทำใจยอมรับเบ้าตาที่ไม่มีลูกตา ตอนนั้นนอกจากการใช้ศิลปะบำบัดเพื่อช่วยเขาอยู่กับเบ้าตานี้ให้ได้แล้ว ทุกๆ ครั้งที่เจอกันเรายังช่วยกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไรกันดี จะใส่แว่นตาดำดีไหม ฯลฯ กระทั่งวันหนึ่งเขาก็วาดภาพ Portrait ตัวเอง โดยมีตาเพียงข้างเดียวขึ้นมา และอีกข้างเป็นเบ้าตากลวงๆ ก่อนจะร้องไห้โฮ…

“วันนั้นหมอคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเผชิญกับความรู้สึกนั้นจริงๆ จึงยอมให้ทุกอย่างเกิดขึ้น และเมื่อเขาสามารถเห็นตัวเองบนกระดาษที่เขาวาดขึ้นได้แล้ว เขาก็สามารถเห็นตัวเองในกระจกได้ และขั้นตอนถัดจากนั้นก็คือเขาสามารถทำแผลให้ตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เจ็บช้ำเกินไป

“หลังจากนั้นเขาก็กลับบ้านไปราว 4-5 เดือน ก่อนจะโทรมาหาหมอและบอกว่า เขาอยู่ที่โรงพยาบาล เขาปวดหัวมาก แต่ไม่มีหมออยู่ และเขาต้องเดินทางกลับบ้านที่สุพรรณแล้ว เพราะรอไม่ไหว จากน้ำเสียงของเขา หมอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงรีบประสานไปที่แผนกกุมารฯ ก็ทราบว่าแพทย์ไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด หมอจึงติดต่อไปที่อาจารย์แพทย์ จนเขาได้แอดมิทและรับการตรวจเช็คอย่างละเอียด ปรากฏว่ามะเร็งได้ลุกลามไปยังสมองและกระดูก

“ทันทีที่รู้ผล เขาโกรธมาก โกรธที่เขาสูญเสียดวงตาไปฟรีๆ โกรธที่เข้าใจผิดว่าการสละดวงตาครั้งนั้นจะรักษาชีวิตเขาไว้ได้ แต่ทุกอย่างกลายเป็นโมฆะ ตอนนั้นชีวิตเขาเริ่มไม่สนุก ศิลปะบำบัดก็เข้าไปช่วยจัดการอารมณ์ความรู้สึกแต่ละอย่างที่โผล่ขึ้นมาในแต่ละวัน เขาอยู่ในโรงพยาบาลจนกระทั่งสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่เขาจะขอกลับบ้านเพราะคิดถึงพ่อ และเขาก็เสียชีวิตลงที่นั่น   

“หมอเดินทางไปร่วมพิธีศพของเขาที่สุพรรณบุรี จำได้ว่าพอไปเห็นสภาพบ้านที่เขาอยู่ เรารู้สึกสลดหดหู่ใจมากเพราะรู้เลยว่าชีวิตของเขาช่างยากลำบากเหลือเกิน ความรู้สึกจากประสบการณ์ที่มีกับคนไข้คนนี้ยิ่งทำให้ประเด็นของการมีอยู่ในระยะสุดท้ายดึงดูดความสนใจของหมอมากขึ้น  ในที่สุดจึงได้อาสาเข้ามาทำศิลปะบำบัดกับเด็กๆ ที่เป็นมะเร็งและโรคอื่นๆ ที่รักษาไม่หายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ  โดยจะทำงานสัปดาห์ละ 1 วัน ตั้งแต่เวลา 13:00-18:00 น. จัดกิจกรรมศิลปะบำบัดสำหรับผู้ป่วยเด็ก 18-20 เตียง อายุตั้งแต่ 3 ขวบไปจนถึง 16 ปี ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ ก็จะแวะเวียนมาที่โต๊ะศิลปะบำบัดตลอดบ่าย ส่วนผู้ป่วยที่ลงจากเตียงไม่ได้ เราจะขนอุปกรณ์ไปทำศิลปะกันถึงบนเตียง สำหรับเด็กเล็กๆ ที่ยังทำศิลปะบำบัดไม่ได้ก็จะใช้กระบวนการอื่นแทน เช่น การเล่นบำบัด (Play Therapy) การอุ้ม การสัมผัส การสื่อสารด้วยสายตา ฯลฯ วนเวียนอยู่อย่างนั้นกว่า 8 ปีเต็ม ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยนะ แต่ถ้าเทียบกับความสุขที่ได้จากการทำสิ่งนี้แล้ว ความเหนื่อยไม่ได้กระทบอะไรเลย”

เพื่อนร่วมทางที่ชื่อว่า ‘ศิลปะบำบัด’

“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการรักษาในโรงพยาบาลนั้น มีพื้นที่ให้กับความรู้สึกน้อยมาก ไม่ค่อยจะมีใครมาถามผู้ป่วยหรอกว่า เมื่อคืนนอนหลับไหม ฝันร้ายหรือเปล่า ถ้านอนไม่หลับ ส่วนใหญ่ก็แค่สั่งยานอนหลับให้–จบ! หรือไม่มีใครมาสนใจหรอกว่า ข้าวอร่อยไหม ผู้ป่วยอยากกินอะไร ตอนเสิร์ฟอาหารเย็นชืดไปหรือเปล่า รายละเอียดเหล่านี้มันเกินที่จะอยู่ในความสนใจของหมอหรือพยาบาล แต่ถามว่ามันสำคัญไหม ก็สำคัญนะ แต่มันเรื่องสารทุกข์สุกดิบที่ ‘เพื่อน’ เท่านั้นจะถามไถ่กัน ซึ่งศิลปะบำบัดเข้าไปทำสิ่งนี้ คือการเป็นเพื่อนร่วมทางและเป็นพื้นที่เพื่อรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

“ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในวัยไหน เด็กหรือผู้ใหญ่ ศิลปะบำบัดก็เป็นพื้นที่และเพื่อนร่วมทางของทุกคนได้เหมือนกัน แตกต่างกันตรงกิจกรรมและเครื่องมือที่เราจะเสิร์ฟให้ต้องสอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย เช่น เด็ก 5-6 ขวบ ซึ่งมีพัฒนาการแบบหนึ่ง กิจกรรมที่เตรียมมาให้ต้องพอดีกับวัยและความสามารถของเขา ให้มีความท้าทายพอดีๆ ไม่ง่ายเกินไป ไม่ยากเกินไป เพื่อเขาจะต้องนำศักยภาพตัวเองออกมาใช้และประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง  ในขณะที่วัยรุ่น 14-15 ปี ก็มีพัฒนาการอีกแบบหนึ่ง กิจกรรมที่นำเสนอก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ท้าทายมากขึ้น โดยที่ทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง มีเป้าหมายการทำศิลปะบำบัดเป็นเป้าเดียวกันก็คือเราจะเป็นเพื่อนร่วมทางเขาไปให้ไกลที่สุดหรือจนสุดทาง

“โดยหลักการทำงานศิลปะบำบัดสู่การเดินทางไปจนสุดทางนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘การตายดี’ คือ การตายแบบพร้อมหรือยินดีที่จะเดินไป ไม่หนี ไม่ติดค้างอะไร เพราะฉันได้ทำชีวิตสมบูรณ์แล้ว และเมื่อถึงเวลาฉันก็จะไม่หนีไปไหน มันคือความองอาจที่จะเดินไปข้างหน้าทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือจุดจบ ซึ่งหมอเชื่อว่า ศิลปะสามารถทำให้คนเราไปถึงจุดนั้นได้ เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคน”

ความสำเร็จนับจาก ‘รอยยิ้ม’

“เวลาที่มีใครถามหมอว่า ประเมินผลสำเร็จของแต่ละเคสอย่างไร หมอมักจะพูดติดตลกเสมอว่า ‘ก็นับดูจากรอยยิ้มที่เกิดขึ้นสิ’ ก่อนที่เราจะลงมือทำศิลปะบำบัด ผู้ป่วยมีกี่รอยยิ้ม และพอทำศิลปะแล้วมีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นอีกกี่รอยยิ้ม ในเชิงวิชาการมีการศึกษาไว้มากมายทั่วโลกอยู่แล้วว่า ศิลปะบำบัดมีประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการลดความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยได้ หรือแม้กระทั่งชีพจรหรือความดันก็ดีขึ้นด้วยหลังจากที่ได้ทำศิลปะบำบัด แต่อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากมัน นอกจาก ‘ข้อจำกัดเรื่องเวลา’ ไม่ว่าจะเป็นเวลาของผู้ป่วยที่เหลือน้อยเต็มที หรือเวลาที่เจอกันมันช้าไป ทำให้เรามีเวลาไม่เพียงพอที่จะเดินไปถึงจุดนั้นด้วยกันแล้ว ก็ยังมีเรื่องของ ‘บุคลิกภาพ’ ผู้ป่วยที่จะได้ประโยชน์จากศิลปะบำบัดมากที่สุดคือคนที่เปิดใจยอมให้ศิลปะเข้าไปดูแล เช่น ชวนให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ปฏิเสธ ฯลฯ ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่เปิดใจ ไม่ทำ ไม่เชื่อ ไม่ให้โอกาสตัวเอง ฯลฯ คนเหล่านี้มักจะไม่ค่อยได้รับประโยชน์เท่าไร แต่ถ้าเจอกรณีแบบนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องเคารพในความรู้สึกของเขาและให้เวลาเขา โดยอาจจะจัดให้เขาเป็นผู้ชมก่อน มองดูคนอื่นทำ มองดูสิ่งที่เกิดขึ้น มองดูการเปลี่ยนแปลง มองดูบรรยากาศ มองดูรอยยิ้ม ฯลฯ เขาก็จะเริ่มเปิดใจและขยับจากผู้ชมมาเป็นผู้ร่วมประสบการณ์เอง”     

มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างองอาจ

“ในมุมมองของศิลปะบำบัด เรามองเห็นความเจ็บป่วยหรือแม้กระทั่งความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นธรรมดาของชีวิต และเป้าหมายของเราก็คือการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายและจากไปอย่างองอาจ เราอยากให้ผู้ป่วยที่เดินร่วมทางไปกับเรามองเห็นสิ่งนี้เหมือนกัน หมอจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของเวลาที่เหลืออยู่มากกว่าปริมาณของเวลา นั่นทำให้เราจะไม่เชียร์ให้ผู้ป่วยรับคีโมให้ครบเพื่อให้หายจากมะเร็ง เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะเราสนใจแค่ว่า คุณยังมีเวลาอยู่นะ คุณอยากทำอะไร มารีบทำกัน คอยเป็นเพื่อนที่ชวนกันไปทำ เพื่อที่สุดแล้วคุณจะจากไปอย่างองอาจ ไม่มีอะไรติดค้าง

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เคสที่หมอรู้สึกว่าเป็นเหมือนต้นแบบของการตายอย่างองอาจในแบบฉบับของศิลปะบำบัดนั้นก็คงเป็นเคสของเด็กชายวัยเพียง 9 ขวบคนหนึ่งที่ป่วยมะเร็งที่กระดูกหน้าแข้ง แล้วต้องตัดขาทิ้ง หมอได้รู้จักกับเขาก่อนที่เขาจะเสียชีวิตราวปีกว่าๆ จำได้ว่าเขามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 ครั้ง ครั้งแรกประมาณ 3 เดือน ครั้งที่ 2 ประมาณ 4 เดือน จากคนที่ไม่มีความสุข ขี้หงุดหงิด โวยวาย เสียงดัง กินข้าวไม่อร่อย นอนไม่หลับ คิดสับสนวุ่นวาย ฯลฯ ศิลปะบำบัดเข้าไปรับรู้ แบ่งเบา จนกระทั่งเขาเห็นตัวเองเปลี่ยนไป เห็นตัวเองยิ้มได้ เห็นตัวเองมองเห็นคนอื่น เห็นตัวเองแบ่งปันของกับเพื่อนข้างเตียง ไม่ได้เห็นเฉพาะความทุกข์ของตัวเอง แต่เห็นไปถึงความทุกข์ของคนอื่น เห็นว่ารองเท้าของแม่ขาดพังหมดแล้ว เห็นว่าแม่ไม่สบาย ดวงตาช้ำ อดนอน เขาเริ่มย้ายโฟกัสจากตัวเองไปที่คนอื่นได้แล้ว ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป มองเห็นสิ่งรอบตัว ที่สำคัญคือลงมือดูแล โดยขอให้พยาบาลมาอยู่เป็นเพื่อนหน่อยเพื่อให้แม่ได้นอนเต็มตื่น

“จุดนั้นเป็นจุดที่เขาได้เชื่อมต่อในระดับที่พ้นตัวตนของตัวเองไปแล้ว และมองเห็นว่าชีวิตไม่ได้ยืนยาว เขาจึงทำสิ่งที่องอาจมาก คือ การสั่งเสียและจัดสรรทรัพย์สินของตัวเองที่มีอยู่ ก็คือหนังสือการ์ตูนโดราเอมอน 40-50 เล่ม ซึ่งเป็นเหมือนของรักของหวง เขาแบ่งหนังสือชุดนี้ให้พี่ น้อง ลูกพี่ลูกน้อง ของเล่นต่างๆ ก็จัดสรรว่าชิ้นไหนจะมอบให้ใคร หรือชิ้นไหนที่อยากให้แม่เก็บไว้ที่บ้าน บอกไว้ในพินัยกรรมทุกอย่าง พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่าเขาจะไปเกิดใหม่เป็นลูกพี่สาว ซึ่งตอนนั้นพี่สาวของเขากำลังตั้งครรภ์อยู่ หมอมองว่านี่คือการตายที่องอาจมาก และเชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนก็ยังทำไม่ได้อย่างนี้เลย

“แต่วันที่หมอเซอร์ไพรส์มากที่สุดคงเป็นวันที่เข้าไปหาเขาที่โรงพยาบาลหลังการผ่าตัดผ่านไป วันนั้นเขาเอ่ยปากชวนหมอ ‘หมออยากดูแผลผ่าตัดของผมไหม’ พอได้ยินดังนั้นเราก็แปลกใจ แต่ก็ตอบกลับไปว่า ‘อยากดูนะ ถ้าอยากให้หมอดู’ เขาก็บอกว่า ‘เดี๋ยวผมจะเปิดให้ดู’ ระหว่างที่มือเขาค่อยๆ เปิดผ้าพันแผลออกทีละชั้น เขาก็บรรยายลักษณะของแผลไปด้วย ‘หมอรู้ไหมว่า มันสวยมากเลย มันกลมสนิทเลย’…”

“คิดดูสิ จะมีใครสักกี่คนในโลกนี้ที่โดนตัดขาแล้วสามารถชมแผลตัวเองว่าสวย แต่ตอนนั้นเขาอยู่เหนือความเจ็บป่วยของตัวเองไปแล้ว และพอผ้าพันแผลถูกเปิดออกหมด มันก็เป็นอย่างที่เขาได้บรรยายไว้จริงๆ มันเป็นเฮมิสเฟียร์ (Perfect Hemisphere) ซึ่งกลมแบบเพอร์เฟกต์ ไม่ขรุขระ ไม่มีรอยบุ๋มหรือรอยเย็บ มันกลมสมบูรณ์แบบมาก นั่นทำให้เราเห็นว่า เขาสามารถเชื่อมต่อกับความงามที่เป็นสุนทรียะระดับสากล ซึ่งต้องอยู่ในระดับจิตวิญญาณที่ได้รับการพัฒนาแล้วเท่านั้นจึงจะคิดอย่างนี้ได้ นี่คือสิ่งที่สิ่งเกิดขึ้นกับเด็กวัยเพียง 9 ขวบ” 

 ปลายทางที่วาดไว้…

 “วันนี้ศิลปะบำบัดคือชีวิตจิตใจสำหรับหมอไปแล้ว มันอยู่ในเลือดในเนื้อ มันอยู่ในทุกการกระทำของเรา และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนที่เราให้บริการ หรือคนที่เราเรียกว่า ‘ลูกค้า’ หรือ ‘คนไข้’ แต่มันแผ่ไปถึงทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา มันทำให้เราสามารถเมตตาทุกคนได้ มันอยู่ในชีวิตเรา หลายปีที่ผ่านมา หมอมักจะจินตนาการให้ตัวเองได้ทำพื้นที่ให้ความตายมาเยี่ยมเพื่อรับรู้และทำความคุ้นเคยอยู่บ่อยครั้ง และเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าชีวิตนี้เลือกได้ หมอก็อยากจะเป็นมะเร็งเหมือนเด็กๆ ที่หมอดูแลนี่แหละ หมอว่ามันดีกว่าโรคอื่นๆ อีกหลายโรค ตรงที่มันยังพอมีเวลาอย่างน้อยก็ 3-6 เดือน ที่จะให้เราได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีเวลาพอที่จะเตรียมความพร้อมที่จะเดินหน้าไปอย่างไม่กลัว ไม่หนี และจากไปอย่างองอาจแบบไม่มีอะไรติดค้างอีกต่อไป…”



เรื่อง: เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ: กรินทร์ มงคงพันธ์
ภาพบางส่วน: พญ.พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง