พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร การดูแลที่โอบอุ้มทั้งครอบครัว

จากหมอ ICU สู่การดูแลแบบประคับประคอง

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ “หมอแนต” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลคูน
หมอแนตเริ่มเล่าว่า “จากเดิมที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต (ICU) จากประสบการณ์ในการทำงานช่วงเวลานั้นทำให้หมอแนตได้เผชิญกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และตระหนักว่ายังมีองค์ความรู้และทักษะบางส่วนที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของชีวิต ความรู้สึกเสียดายที่ในอดีตอาจยังดูแลผู้ป่วยได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอแนตตัดสินใจศึกษาด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อกลับมาดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

หัวใจของการดูแล : “รักษาที่คน ไม่ใช่เพียงโรค”

หมอแนตอธิบายว่า “การดูแลแบบประคับประคองไม่มีแนวทางตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีบริบทชีวิต ความเชื่อ และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ตัวตนของผู้ป่วย” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า สิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ โดยหลักๆแล้วการรักษาไม่ได้หมายถึงการยึดตามแนวทางของโรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ป่วย” ซึ่งในมุมมองนี้ ผู้ป่วยจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแลของตนเอง แม้ในวันที่โรคไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด”

การดูแลผู้ป่วย และการดูแล “ผู้ดูแล”

นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว หมอแนตยังให้ความสำคัญกับ “ผู้ดูแล” ซึ่งมักต้องแบกรับภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง แม้ภายนอกอาจดูเหมือนไม่ได้เผชิญกับความเจ็บป่วยโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ดูแลต้องใช้ทั้งพลังใจ ความอดทน และการตัดสินใจในทุก ๆ วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอยากเน้นย้ำว่า ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา และสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อรู้สึกไม่ไหว “การหยุดพักเพื่อดูแลตัวเอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ยั่งยืน” ซึ่งการมีระบบสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ทีมแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไปพร้อมกัน

การสื่อสารและการรับฟังในครอบครัว : จุดกึ่งกลางของการตัดสินใจ

ในสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางการรักษาที่ดีที่สุดแทนผู้ป่วย ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาตินั้น หมอแนตมองว่า “การสื่อสารและการรับฟังอย่างแท้จริง” คือจุดกึ่งกลางสำคัญที่ช่วยให้ทุกฝ่ายค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครถูกหรือผิด แต่เพื่อมองเห็นความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละความคิด และในบทบาทของแพทย์จึงไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดและรับฟังกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อครอบครัวสามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันได้ การตัดสินใจจะไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่จะกลายเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับผู้ป่วยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือร่วมตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวจึงยิ่งมีความหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยโอบอุ้มให้การดูแลยังคงตั้งอยู่บนความรัก ความเคารพ และความตั้งใจที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย

การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง คือกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ และสมาชิกในครอบครัวมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางการรักษา ซึ่งความสำคัญของการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเคยแสดงเจตนารมณ์เกี่ยวกับการรักษาไว้ล่วงหน้า ซึ่งในบางกรณีนั้น ผู้ป่วยอาจเลือกปฏิเสธการรักษาที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยการตัดสินใจลักษณะนี้ ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ต่อชีวิต แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายสำหรับเขาในระยะท้ายมากกว่า และการเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ คือการที่ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องการ และได้มีโอกาสสื่อสารความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน

บทเรียนชีวิตและความหมายของ “ครอบครัว”

“จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก แนตได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพียงระยะเวลา แต่คือ “ความหมายและความสัมพันธ์” ที่เราสร้างขึ้นระหว่างทาง โดยท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของคนเราอาจมีเพียงเท่านี้
สิ่งสำคัญคือการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน ซึ่งในมุมมองของแนตมองว่า “ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หมายถึงกลุ่มคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะการได้มีครอบครัวที่เกื้อกูลกัน เป็นหนึ่งในแรงสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับช่วงสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมอยู่รอบตัว”

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

แมน – ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งโดยลำพังจนวินาทีสุดท้าย

 ‘ความรัก’ ทุกคนมีสิ่งสวยงามนี้ในตัวเอง แต่จะสักกี่คนที่ได้พิสูจน์ให้เห็นหน้าตาของรักนั้น ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล หรือ ‘แมน’ อาศัยอยู่กับ คุณแม่วิไลลักษณ์ ขจิตสาร หรือ ‘แม่แหม่ม’ เพียงลำพังสองแม่ลูกมาตั้งแต่แมนอายุเพียง 5 ขวบ แล้วพบว่าคุณแม่แหม่มเป็นมะเร็งเมื่อปี 2560 และได้สูญเสียคุณแม่ไปเมื่อพฤศจิกายนปี 2561 แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งแมนและคุณแม่เป็นกำลังใจให้กันและกันต่อสู้กับมะเร็งจนวินาทีสุดท้าย แมนเขียนเรื่องราวของตัวเองผ่านเฟสบุ๊คด้วย โดยใช้แฮชแท็ก #มะเร็งฤจะสู้มะม๊า เย็นวันหนึ่งเรามีโอกาสได้นั่งคุยกัน

“คุณแม่เป็นคนแข็งแรง ไม่เคยป่วยไข้หรือต้องเข้าโรงพยาบาล และเพราะแม่มีอาการด้านจิตเวชด้วยที่มักไม่ไว้ใจหมอ จึงไม่เคยพาไปตรวจสุขภาพเลย จนวันหนึ่งทางบริษัทมีโปรสุขภาพฟรี แมนเลยอ้อนพาคุณแม่ไปตรวจ พอไปตรวจก็แจ็คพอตแตก เพราะไปเจอค่าเลือด CEA ที่สูงกว่าปกติ แรกๆ คุณหมอยังคิดว่าอ่านผิด แต่ดูแล้วมันคือ 75 ซึ่งสูงมาก คนปกติจะอยู่ที่ 3 – 4 ไม่ควรเกิน 5 และเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนแรกก็ไม่ค่อยกล้ารับความจริงยังคิดว่าไม่เป็นไร ไม่กล้าไปตรวจแบบละเอียด”

แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้แมนเปลี่ยนใจพาคุณแม่ไปหาหมอ

“คุณแม่ท้องผูกมาสองอาทิตย์ ให้ทานยาก็ไม่ถ่ายเลย มีอาการปวดหลังมากขึ้นด้วย พอพาไปหาหมอ หมอจับแอดมิดเลย แล้วก็พบมะเร็งขนาดสองเซ็นติเมตรที่ปอด วินาทีที่คุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เหมือนโลกถล่ม เกิดคำถามในหัวว่าทำไมถึงเป็นแม่ ทำไมต้องเกิดกับเรา พอตั้งสติได้ก็รู้ว่าการนั่งคิดแบบนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย สู้คิดดีกว่าว่าจะสู้กับโรคนี้อย่างไร จากนั้นทุกอย่างจะออกมาเป็นสเต็ป 1-2-3-4 อันไหนทำก่อนทำหลัง แผนการรักษาและการหาเงินมาเพื่อใช้จ่ายก็ตามมา”

เช่นเดียวกับทุกชีวิตที่เจอวิกฤต หลังจากตั้งเป้าหมายได้การต่อสู้ก็เริ่มต้นเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่การคิดถอยหลัง

“พอเอาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วก็ช็อคอีกที่พบว่าคุณแม่เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 ก็ถามหมอว่ากระบวนการรักษาจะมีโอกาสไปสู่จุดไหน คุณหมอก็พูดแค่ว่า…มีวิธีรับมือ ตกใจครับแต่ต้องปรับความคิดให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปมองว่าอีกปีหนึ่งจะเป็นอย่างไรจะยังมีแม่อยู่ไหม คือถ้ามองแบบนั้นมีแต่จะบั่นทอนเรา”

หลังจากนั้น วิถีชีวิตของทั้งสองก็เปลี่ยนไป

“ชีวิตประจำวัน จากที่เคยคิดว่าแม่ดูแลตัวเองได้ ทีนี้ไม่ได้แล้ว กลายเป็นทุกวินาทีเราต้องมีเขา เราต้องให้เวลาแม่ให้มากที่สุด จากที่เคยเลิกงานแล้วไปเที่ยวกับเพื่อนก็กลับบ้านไปอยู่กับแม่ อาหารการกินต้องคอยปรับไม่ให้กินแบบที่คุ้นเคย จากที่ซื้อแช่แข็ง ฟาสต์ฟู้ด อาหารข้างทาง ก็เปลี่ยนเป็นอาหารสดใหม่ และดีที่สุดคือทำเอง”

“ผมไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลยครับ แต่ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องสนุก มีเรื่องได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น มีหลายสูตรกับข้าวที่แม่สอนเราและช่วยให้ลืมความเครียดไปได้ มีอะไรให้คิด เช่นว่า วันนี้จะทำอะไรให้แม่กินดี หรือจะพาคุณแม่ไปในที่ท่านอยากไป อยากทำอะไรที่แม่นึกฝันแล้วเราทำได้ก็จะทำ”

การได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และสร้างความรู้สึกประทับใจให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน  

“มีครั้งหนึ่งผมพาคุณแม่ไปญี่ปุ่นซึ่งเป็นการตัดสินใจถูก พาไปในวันที่ท่านยังเดินไหวอยู่ ผมเห็นแววตาเป็นประกายใสปิ๊ง เห็นแม่มีรอยยิ้มอิ่มเอิบ แล้วก็เดินเหินได้เหมือนกับคนปกติ คุณแม่ดีใจที่เราพาไป ทำให้หัวใจเราพองฟู อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือพาแม่ไปร่วมกิจกรรมจัดสวนขวดของ Art For Cancer นี่แหละ แม่เป็นคนชอบดอกไม้และไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แล้วก็เหมือนกันเราได้เห็นแววตาแบบนั้นกลับมาอีกครั้งเวลาที่แม่จัดสวนขวด ตอนนั่งรถกลับบ้าน แม่บอกว่า แมนเชื่อมั้ย แม่ลืมไปเลยว่าปวดหลังอยู่”

ในระหว่างที่ดูแลคุณแม่นั้น ความหวังและความสิ้นหวังก็มะรุมมะตุ้มตีกันอยู่ในหัวของแมนเช่นกัน แต่ด้วยการมีสติ มีหัวใจที่เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยพลังบวก ก็ทำให้เขารับมือกับสถานการณ์และผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ไม่ยากนัก

“เรามีความหวังในเวลาเดียวกันก็ต้องเผื่อใจไว้ว่าถ้าหากคุณแม่ต้องจากไปล่ะ เป็นทั้ง แองเจิ้ล กับ เดวิล ที่ตีกันตลอดเวลา คือเราทำให้ดีที่สุดเพื่อให้แม่หาย แต่ถ้าไม่หายก็ต้องทำใจยอมรับและมีชีวิตต่อไปได้”     

“ทุกครั้งที่อาการคุณแม่ตก คือเริ่มจากเห็นอาการคุณแม่ดีขึ้นก่อน เราก็จะมีหวังเหมือนเห็นแสงสว่าง แต่สักวันสองวันก็มีอาการผิดปกติฉับพลันให้เห็น เช่น พูดไม่ได้ ปากเบี้ยว เหมือนใครมาผลักเราตกหน้าผา แต่ก็ต้องบอกตัวเองเรียกสติคืนมา เพราะหลังชนฝาแล้วต้องประคองอารมณ์ตัวเองด้วย ทำอย่างไรไม่ให้เครียดหนักเพราะเป็นจุดที่ดาวน์มาก เสียใจมาก เราต้องหาคนระบาย ซึ่งยอมรับว่าเพื่อนที่ดีช่วยได้มาก คืออย่าอยู่คนเดียวอ่ะครับ”

“เราต้องให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าไปจมกับปัญหา ต้องคิดว่าเราไม่ได้มีลมหายใจเดียว เรากำลังประคองลมหายใจของคนที่เรารักอยู่ เพราะอย่างนั้นตัวเราห้ามทรุด ต้องแข็งแรงก่อนไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีกำลังส่งไปให้คนอื่นเลย หาแรงบันดาลใจไม่ว่าจะฟังเพลงที่ชอบหรือหาเวลาไปดูหนังบ้าง กินอาหารอร่อยๆ สักมื้อแล้วกลับมาสู้ใหม่”  

“อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว บางครั้งเราก็ยังเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่เขาเพิ่งเจอปัญหา เราแนะนำเขาได้จนเมื่อเขาดีขึ้น มันสะท้อนกลับมาสร้างพลังให้เราอีกเป็นสองสามเท่า ทำให้เรามีกำลังใจไปดูแลแม่ต่อ”

“วันหนึ่งแม่ลุกขึ้นมาพูดได้เหมือนคนปกติ แล้วบอกกับเราว่า แมนเก่งมากนะ ขอบคุณนะที่ดูแลแม่ขนาดนี้ แม่จะพยายามหาย”

แมนฝากบอกทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันด้วยว่า ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ไม่ต้องกลับมาเสียใจทีหลังเมื่อเวลาคนที่รักจากไปแล้วว่า ทำไมไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะถึงตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้อีกเลย

เรื่อง&ภาพ: วรัญญู อุดมกาญจนานนท์
ภาพบางส่วน: ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล