พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล : เมื่อความเจ็บป่วยไม่ใช่จุดจบ แต่คือบทเรียนหนึ่งของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาวัน และสันติอาวาส ที่เรารู้จักกันดีในภาพที่คุ้นเคยเป็นพระนักคิดและนักปฏิบัติผู้ถ่ายทอดธรรมะให้เข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บป่วย ความทุกข์ และการเผชิญความตายอย่างสงบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้ทำหน้าที่เป็นทั้ง “ครูทางใจ” ให้แก่ผู้ป่วย ผู้ดูแล และผู้คนที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากของชีวิต บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ไม่ได้พูดถึงเพียง “การตายอย่างสงบ” แต่กำลังชวนให้เราเข้าใจว่า แม้ในวันที่ร่างกายอ่อนแรงที่สุด มนุษย์ก็ยังสามารถมีความหมาย มีสติ และมีความสุขสงบได้ หากเรา “วางใจเป็น”

เมื่อกายป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “วางใจให้ถูก”

พระอาจารย์กล่าวว่า ความทุกข์ของผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ใจที่ไม่ยอมรับ”
ความเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้นคำสอนสั้น ๆ ที่ท่านสรุปจากพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า คือ “นึกถึงพระ… ละทุกสิ่ง”
ซึ่งการ “นึกถึงพระ” ไม่จำกัดเพียงการนึกถึงพระพุทธรูปหรือพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการระลึกถึงสิ่งดีงาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือ หรือความเมตตาที่ทำให้ใจอบอุ่น เกิดปีติ และไม่จมอยู่กับความสิ้นหวัง และขณะเดียวกัน การ “ละทุกสิ่ง” คือการฝึกปล่อยวาง ทั้งทรัพย์สิน หน้าที่ ความสัมพันธ์ ความโกรธ ความเสียใจ หรือแม้แต่ความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะยิ่งยึดมั่นมากเท่าไร ใจก็ยิ่งต่อสู้กับความจริงของชีวิตมากขึ้นเท่านั้น เพราะหลายครั้ง ความตายไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ “การไม่ยอมปล่อย” กับสิ่งที่เป็นห่วงอยู่ทำให้เกิดทุกข์ทางใจ

ความเจ็บป่วยอาจเป็น “ครู” ที่ดีที่สุดของชีวิต

แทนที่จะมองความป่วยไข้เป็นศัตรู พระอาจารย์กลับชวนให้มองมันในฐานะ “บทเรียน” โดยโรคภัยอาจกำลังเตือนว่า เราใช้ชีวิตไม่สมดุล เหนื่อยเกินไป เครียดเกินไป หรือหลงลืมการดูแลตัวเองมานานเกินไป ซึ่งขณะเดียวกัน ความเจ็บป่วยยังทำให้เราเห็น “สัจธรรม” ของชีวิตอย่างชัดเจน ว่าไม่มีอะไรเที่ยง ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้เสมอไป และชีวิตมนุษย์ล้วนมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด แต่กลับทำให้หลายคน “ตื่น” จากความประมาท และหันกลับมาถามตัวเองว่าชีวิตที่เหลืออยู่…อยากใช้ไปเพื่ออะไร? ดังคำของท่านพุทธทาสที่พระอาจารย์ยกขึ้นมาเตือนใจว่า “ป่วยทุกที ก็ฉลาดทุกที”

ในวันที่รู้สึกโดดเดี่ยว อย่าลืมหาที่พึ่งทางใจ

หนึ่งในความเจ็บปวดที่ผู้ป่วยจำนวนมากเผชิญ ไม่ใช่อาการของโรค แต่คือความรู้สึกว่า “ไม่มีใครเข้าใจ” บางคนถูกตัดสินด้วยคำพูด บางคนถูกซ้ำเติมโดยไม่ตั้งใจ และบางคนต้องเผชิญความกลัวเพียงลำพัง พระอาจารย์จึงเมตตาแนะนำให้ผู้ป่วยมองหา “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” อาจเป็นกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยโรคเดียวกัน หนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ
หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่เคียงข้างในวันที่เงียบเหงา เพราะบางครั้งการได้รับฟังจากคนที่ “เข้าใจจริง ๆ”
สามารถเยียวยาใจได้มากกว่าคำปลอบใจใดๆ ทั้งหมด

ความรักที่แท้จริง คือการรับฟังความต้องการของผู้ป่วย

ในหลายครอบครัว ผู้ป่วยระยะท้ายอาจอยากใช้เวลาที่เหลืออย่างสงบ แต่คนรอบข้างกลับพยายามยื้อการรักษาไว้ทุกทาง เพราะกลัวการสูญเสีย พระอาจารย์จึงชวนให้ทุกฝ่ายกลับมาตั้งคำถามว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่…ทำเพื่อผู้ป่วยจริง ๆ หรือเพื่อความกลัวของตัวเราเอง โดยท่านย้ำว่า การดูแลที่ดีที่สุด คือการ “เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” รับฟังความต้องการของเขาอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องการรักษา คุณภาพชีวิต และความหมายของช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยยังมี “เจตจำนง” หรือมีเหตุผลบางอย่างที่อยากมีชีวิตต่อ เช่น เพื่อความรักต่อคนในครอบครัว หรือความปรารถนาที่จะอยู่เพื่อใครสักคน สิ่งนั้นจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ก้าวผ่านความทุกข์ได้ เพราะเมื่อใจยังมีคุณค่าให้ยึดโยง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็อาจเบาลงอย่างน่าอัศจรรย์

ก่อนจากลา สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ร่างกาย…แต่คือ “ใจที่คลี่คลายแล้ว”

ในวาระท้ายของชีวิต หลายคนไม่ได้ทุกข์จากความเจ็บปวดทางกายเพียงอย่างเดียว แต่ทุกข์จากเรื่องที่ค้างคาในใจหรือความรู้สึกผิด คำขอโทษที่ยังไม่ได้พูด หรือความสัมพันธ์ที่ยังไม่คลี่คลาย มักย้อนกลับมาเสมอ พระอาจารย์จึงแนะนำว่า หากยังมีเวลา ควรรีบ “ปลดล็อกใจ” ไม่ว่าจะด้วยการขอขมา ให้อภัย พูดความในใจ หรือทำบุญอุทิศเพื่อให้ใจสงบ หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีศาสนา ท่านก็ยังเชื่อว่า ทุกคนสามารถค้นพบความสงบได้ ผ่านการนึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยทำ หรือความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ในชีวิตที่ผ่านมา เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่มนุษย์ต้องการก่อนจากโลกนี้ อาจไม่ใช่การมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุด แต่คือการมี “ใจที่เบาที่สุด” ซึ่งความตาย…อาจไม่ใช่จุดจบที่น่ากลัว แต่พระอาจารย์ไพศาลมองว่า ความตายไม่ใช่ศัตรูของชีวิต แต่เป็นเพียง “การเปลี่ยนผ่าน” เหมือนการย้ายบ้าน หรือการออกเดินทางครั้งใหม่

หากเราใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีความรัก มีความหมาย และภาคภูมิใจกับสิ่งที่เคยทำ ความทรงจำเหล่านั้นจะกลายเป็น “เสบียงทางใจ” ที่ช่วยให้เราก้าวต่อไปได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังมาถึง
และบางที…การเรียนรู้เรื่องความตายอย่างเข้าใจอาจทำให้เรา “ใช้ชีวิต” ที่เหลืออยู่ได้งดงามกว่าเดิมที่สุดก็เป็นได้

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร การดูแลที่โอบอุ้มทั้งครอบครัว

จากหมอ ICU สู่การดูแลแบบประคับประคอง

พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือ “หมอแนต” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลคูน
หมอแนตเริ่มเล่าว่า “จากเดิมที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต (ICU) จากประสบการณ์ในการทำงานช่วงเวลานั้นทำให้หมอแนตได้เผชิญกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และตระหนักว่ายังมีองค์ความรู้และทักษะบางส่วนที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของชีวิต ความรู้สึกเสียดายที่ในอดีตอาจยังดูแลผู้ป่วยได้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอแนตตัดสินใจศึกษาด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อกลับมาดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

หัวใจของการดูแล : “รักษาที่คน ไม่ใช่เพียงโรค”

หมอแนตอธิบายว่า “การดูแลแบบประคับประคองไม่มีแนวทางตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีบริบทชีวิต ความเชื่อ และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ตัวตนของผู้ป่วย” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า สิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องการ โดยหลักๆแล้วการรักษาไม่ได้หมายถึงการยึดตามแนวทางของโรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของผู้ป่วย” ซึ่งในมุมมองนี้ ผู้ป่วยจึงยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการดูแลของตนเอง แม้ในวันที่โรคไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด”

การดูแลผู้ป่วย และการดูแล “ผู้ดูแล”

นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว หมอแนตยังให้ความสำคัญกับ “ผู้ดูแล” ซึ่งมักต้องแบกรับภาระทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง แม้ภายนอกอาจดูเหมือนไม่ได้เผชิญกับความเจ็บป่วยโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ผู้ดูแลต้องใช้ทั้งพลังใจ ความอดทน และการตัดสินใจในทุก ๆ วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอยากเน้นย้ำว่า ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา และสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อรู้สึกไม่ไหว “การหยุดพักเพื่อดูแลตัวเอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ยั่งยืน” ซึ่งการมีระบบสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ทีมแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไปพร้อมกัน

การสื่อสารและการรับฟังในครอบครัว : จุดกึ่งกลางของการตัดสินใจ

ในสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางการรักษาที่ดีที่สุดแทนผู้ป่วย ความเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาตินั้น หมอแนตมองว่า “การสื่อสารและการรับฟังอย่างแท้จริง” คือจุดกึ่งกลางสำคัญที่ช่วยให้ทุกฝ่ายค่อย ๆ เข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครถูกหรือผิด แต่เพื่อมองเห็นความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละความคิด และในบทบาทของแพทย์จึงไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดและรับฟังกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อครอบครัวสามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันได้ การตัดสินใจจะไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่จะกลายเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับผู้ป่วยในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือร่วมตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวจึงยิ่งมีความหมาย เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยโอบอุ้มให้การดูแลยังคงตั้งอยู่บนความรัก ความเคารพ และความตั้งใจที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย

การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง คือกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ และสมาชิกในครอบครัวมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางการรักษา ซึ่งความสำคัญของการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยเคยแสดงเจตนารมณ์เกี่ยวกับการรักษาไว้ล่วงหน้า ซึ่งในบางกรณีนั้น ผู้ป่วยอาจเลือกปฏิเสธการรักษาที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัวในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย โดยการตัดสินใจลักษณะนี้ ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ต่อชีวิต แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่มีความหมายสำหรับเขาในระยะท้ายมากกว่า และการเลือกที่จะจากไปอย่างสงบ คือการที่ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน ได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องการ และได้มีโอกาสสื่อสารความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน

บทเรียนชีวิตและความหมายของ “ครอบครัว”

“จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก แนตได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เพียงระยะเวลา แต่คือ “ความหมายและความสัมพันธ์” ที่เราสร้างขึ้นระหว่างทาง โดยท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของคนเราอาจมีเพียงเท่านี้
สิ่งสำคัญคือการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กันและกัน ซึ่งในมุมมองของแนตมองว่า “ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่หมายถึงกลุ่มคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพราะการได้มีครอบครัวที่เกื้อกูลกัน เป็นหนึ่งในแรงสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับช่วงสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมอยู่รอบตัว”

___________
เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

ดูแลด้วยรักและเข้าใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

นุ่นและปอเป็นทั้งคู่รัก คู่ชีวิต เพื่อน และครอบครัวที่อยู่เคียงข้างกันตลอดมา ในวันที่ปอตรวจพบว่าตัวเองเป็น ‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ (ACC – Adrenocortical Carcinoma) เชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว การรักษาดำเนินไปหลายเดือนจากการรักษาที่เมืองไทยสู่การตัดสินใจเดินทางไปรักษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยระยะของโรคที่ไม่สามารถทำการรักษาได้แล้ว ทำได้เพียงการรักษาเพื่อประคองอาการ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ขณะที่เดินทางกลับนั้นเอง อาการของปอทรุดลงและจากไปขณะอยู่รอเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศดูไบ

ในวันที่เจอกับนุ่น เธอบอกกับเราว่าวันนี้เธอเข้มแข็งขึ้นแล้ว และพร้อมมาบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งในฐานะของผู้ดูแล การรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักในยามเจ็บป่วย ตลอดจนการเยียวยารักษาใจเธอเองในวันที่ต้องพบกับสัจธรรมของชีวิตอย่างการเจ็บป่วยและจากลาที่ไม่เคยง่ายสำหรับใครเลย 

‘มะเร็งต่อมหมวกไต’ โรคหายากในไทย

นุ่นและปอเป็นเจ้าของร้านอาหารในอเมริกา หลังจากใช้ชีวิตที่ต่างแดนมาหลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 กระทั่งต้นปี 2022 ปอมีอาการปวดท้องคล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อย จึงไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาล จนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ระยะที่ 4 ที่ลุกลามไปยังตับและปอดช่วงล่างแล้ว

“ด้วยอาการแรกที่พี่ปอเป็นจะใกล้เคียงกับอาการอาหารไม่ย่อย แต่แตกต่างจากอาการท้องอืดท้องเฟ้อทั่วไปตรงที่เวลากดท้องแล้วจะแข็งกว่าปกติเหมือนเป็นมีลักษณะของก้อนบางอย่างอยู่บริเวณซี่โครง คุณหมอส่งพี่ปอไปทำ CT Scan จนพบว่าเป็น ACC (Adrenocortical Carcinoma) หรือมะเร็งต่อมหมวกไต โดยมะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในประชากร ถ้าดูจากสถิติจะมีอุบัติการณ์ปีละ 1-2 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และมักเกิดในเด็กอายุน้อยมากๆ เช่น 3-4 ปี และผู้ใหญ่วัยกลางคน 

“ปกติแล้ว ต่อมหมวกไตของคนเราจะมี 2 ต่อมอยู่ข้างหลัง ขนาดประมาณ​ 1.5 เซนติเมตร แต่ของพี่ปอมีขนาด 16 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่เท่าลูกเมล่อนเลย แล้วเจ้าก้อนนี้มาเบียดกระเพาะอาหาร พี่ปอเลยมีอาการแบบที่บอกไปว่ารู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย แม้ว่าพวกเราจะตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยมะเร็งชนิดดังกล่าวไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ และโรคนี้ลุกลามค่อนข้างเร็ว ในวันที่ตรวจเจอ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังตับและปอดแล้ว แล้วพอเป็นชนิดของมะเร็งที่หายาก มีคนเป็นน้อยมากในประเทศไทย ยาคีโมที่คุณหมอให้ได้จึงเป็นคีโมแบบครอบจักรวาล เพราะไม่มียาเฉพาะสำหรับการรักษา”

ความทรงจำในวันจากลา

“พอต่อมหมวกไตโต แล้วไม่ใช่แค่ก้อนธรรมดา แต่แปลงเป็นเนื้อร้ายแล้ว มันจึงส่งผลต่อการผลิตและควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งการที่ก้อนมะเร็งผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องความดัน เบาหวาน การเปลี่ยนแปลงระดับเกลือแร่และแร่ธาตุชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญนะคะ เช่น ถ้าโปแตสเซียมต่ำทำให้หัวใจวายได้ หรือแมกนีเซียมต่ำจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ดังนั้น พี่ปอจึงมีอาการหลายๆ อย่าง จากไม่เคยเป็นเบาหวานและความดัน ก็กลายเป็นความดันและค่าน้ำตาลสูงขึ้น หรือเวลาให้ยาคีโมที่จะมีสเตียรอยด์ ร่างกายพี่ปอจะอ่อนแอลง เรียกว่าชีวิตของพี่ปอเปลี่ยนไปเลย จากที่เคยแข็งแรง กระฉับกระเฉง ต้องมากินยาเป็นกำ มากินเกลือแร่เพิ่มเพราะระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เกลือแร่และแร่ธาตุในร่างกายเปลี่ยนไปด้วย ระหว่างการรักษาจึงมีหลายๆ เหตุการณ์ที่ทั้งเราและคุณหมอเรียนรู้ไปด้วยกัน  

“อาการของพี่ปอถือว่าหนักทีเดียว คุณหมอถามเราสองคนว่าจะสู้ไหม ถ้าสู้ เรามาสู้กันสักตั้ง แต่ด้วยความรุนแรงของโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนอยู่แล้วกลับอ่อนแอลงไปอีกหลังการให้คีโม โดยปกติการให้คีโมจะมีช่วงที่คนไข้ภูมิตก แต่ถ้าร่างกายตอบสนองและโรคดีขึ้น คนไข้จะกลับมาแข็งแรงขึ้น แต่กราฟของพี่ปอเป็นกราฟแบบดิ่งลง ตอนนั้นนุ่นไม่อยากให้เขาเจ็บและทรมาน เราเลยทำทุกอย่าง ดูแลเขาทั้งทางร่างกายและทางจิตใจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเราไม่เหนื่อยและไม่เสียใจนะคะ แต่นุ่นอยากให้พี่ปอเชื่อมั่นว่าเขาต้องดีขึ้น เราคือกำลังใจของเขา อยากสู้อยู่ข้างๆ เขา หมอพูดกับเราว่าโรคนี้รักษายากนะ และขอให้ทำใจเผื่อไว้ เราเองก็ทำใจ แต่ ณ วันนั้น เราต้องมีความหวังว่าเราจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รอดได้ พี่ปอจะต้องรอด ที่สำคัญ ตัวเขาเองก็เข้มแข็ง อดทน และเป็นนักสู้มากๆ นั่นคือเหตุผลที่เราสู้เพื่อเขาแบบไม่เคยเปลี่ยนมือเลยมาตลอด 6-7 เดือนที่รักษาอยู่ที่เมืองไทย” 

เพราะมะเร็งต่อมหมวกไตส่งผลให้ร่างกายของปอเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายโรค อีกทั้งยังเกิดภาวะบวมน้ำ น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายกิโลกรัมในชั่วข้ามคืน อาการของปอค่อยๆ ทรุดลง หลังจากที่คุณหมอแจ้งว่าคงไม่มีวิธีรักษาแล้ว ที่ทำได้คือการรักษาแบบประคองอาการ เวลาเดียวกันนั้นเพื่อนของนุ่นและปอที่มาบอกว่าที่อเมริกายังมีวิธีการรักษาแบบอื่นๆ นั่นเป็นเหตุผลให้ทั้งสองตัดสินใจเดินทางไปที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา 

“เราปรึกษาคุณหมอว่าเราพาพี่ปอกลับอเมริกาได้ไหม เผื่อว่าที่นั่นจะมีทางเลือก ตัวยา หรือโอกาสให้เราได้สู้มากกว่านี้ เพราะหากอยู่เมืองไทย ถ้าหมดคีโม การรักษาก็ไปต่อไม่ได้ ต้องอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ แล้วการให้คีโมเพิ่มก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้อาการดีขึ้น ตอนนั้นร่างกายพี่ปอทรุดลงทั้งจากการให้คีโมและจากตัวโรคเพราะมะเร็งชนิดนี้หนักจริงๆ 

“หลังจากตัดสินใจจะไป เราเตรียมตัวอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วก็บินไปรักษาที่นิวยอร์ก พอไปถึง พี่ปอเริ่มทรุดลง ร่างกายไม่พร้อมเพราะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทำให้ไม่ได้รักษาต่อ เราทำได้เพียงการประคองอาการให้คงที่ที่สุดและพาเขากลับบ้านตามคำขอของพี่ปอ ระหว่างเดินทางกลับไทย เราเจอกับงานหินหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเดินทาง การย้ายผู้ป่วย รวมถึงสภาพร่างกายเขาด้วย พอถึงดูไบ ความดันตัวบนอยู่ 50 ตัวล่าง 30 ซึ่งต่ำมาก ประมาณ 10 วันสุดท้ายเขาแทบกินข้าวและดื่มน้ำไม่ได้แล้ว ก่อนจะเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่ดูไบ”

ในความโชคร้ายที่มีโชคดีซ่อนอยู่

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นุ่นเห็นความเป็นความตายอยู่ใกล้กันนิดเดียว เหมือนเป็นบททดสอบของชีวิตที่หนักมาก เพราะก่อนหน้านั้น นุ่นกับพี่ปอเรียกว่าตัวติดกัน ไปด้วยกันทุกที่ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิตเราสองคนกำลังไปได้สวย และเรามีความสุขกันมาก จนวันนี้ที่พี่ปอไม่อยู่ นุ่นมีคำถามมากมายว่าทำไมคนดีๆ ถึงจากไปเร็วจัง แล้วทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเราถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน คิดถึง และอยากจะกลับไปอยู่ด้วย ตายตามได้ไหม แต่มาวันนี้ วันที่เรานั่งคุยกันอยู่ นุ่นดีขึ้นมาก ส่วนสำคัญคือการได้ไปปฏิบัติธรรมที่ทำให้ใจสงบและมีสติขึ้น ทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ 

“ทุกวันนี้ความรักที่นุ่นมีให้พี่ปอยังคงอยู่และจะอยู่ไปตลอด ยังคิดถึงเขาตลอด จะไปเที่ยว ไปทำบุญกับเพื่อนๆ นุ่นจะนึกถึงและอุทิศสิ่งที่เราทำให้เขา นุ่นเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราสองคนคงได้เจอกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนุ่นพูดไม่ได้ขนาดนี้นะคะ และแม้นุ่นจะสูญเสียคนที่รัก แต่นุ่นโชคร้ายเรื่องเดียวคือเรื่องนี้ ขณะที่นุ่นโชคดีในอีกหลายๆ สิ่ง ได้เห็นว่าใครที่เป็นเพื่อนแท้ที่อยู่ข้างๆ ในวันที่เราทุกข์และเจ็บปวด ได้รับความหวังดี ความรัก และแรงสนับสนุนจากทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้นุ่นได้ลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ทั้งหมด ตอนนี้นุ่นไม่ยึดติดอะไรอีกแล้ว ชีวิตที่เหลือนุ่นใช้ไปกับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ กลับมาดูแลตัวเอง เริ่มทำอะไรต่างๆ เพื่อตัวเอง ไปทำบุญ ไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา และออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ทำให้ใจเรามั่นคงขึ้น และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างดีที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว นุ่นคิดว่าถ้าเรายิ้มไม่ได้ แล้วเราจะไปส่งยิ้มตัวเองและใครต่อใครได้อย่างไร”

ดูแลด้วยหัวใจและความรัก

“ตอนที่นุ่นดูแลพี่ปอ นุ่นไม่ได้แตะมือใครเลย จากประสบการณ์ นุ่นรู้สึกว่าคนไข้แต่ละคนมีความต้องการเฉพาะของตัวเองที่แตกต่างกันในรายละเอียด ทั้งด้วยนิสัย ความต้องการ อาการของโรค และข้อจำกัดต่างๆ คำแนะนำที่นุ่นจะให้ได้สำหรับผู้ดูแลคือการใส่ใจในรายละเอียดของคนที่เราดูแลอยู่ เขาอยากได้แบบนี้ ต้องการแบบนี้ คุณหมอแนะนำไว้ว่าโรคนี้ต้องระมัดระวังอะไร จากนั้นเราก็ปฏิบัติตามให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ที่สำคัญคือการอยู่เคียงข้างและทำให้เขามั่นใจและอุ่นใจว่าเราจะอยู่ข้างๆ เขาเสมอนะไม่ว่าจะยามทุกข์หรือสุข เพราะสุดท้ายแล้วคนดูแล ครอบครัว และเพื่อนคือกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาสู้ต่อไปได้ในทุกๆ วันกับความยากลำบากของโรคที่เขาเผชิญอยู่ เมื่อวันที่คนที่เรารักจากไป การทำทุกอย่างด้วยใจ ด้วยความรัก จะทำให้เราไม่เสียใจและเสียดาย เพราะเราได้ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและทำอย่างดีที่สุดแล้วจริงๆ” 

เรื่อง: สุดาพร จิรานุกรสกุล
ภาพ: ศรัณย์ แสงน้ำเพชร