แมน – ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งโดยลำพังจนวินาทีสุดท้าย

 ‘ความรัก’ ทุกคนมีสิ่งสวยงามนี้ในตัวเอง แต่จะสักกี่คนที่ได้พิสูจน์ให้เห็นหน้าตาของรักนั้น ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล หรือ ‘แมน’ อาศัยอยู่กับ คุณแม่วิไลลักษณ์ ขจิตสาร หรือ ‘แม่แหม่ม’ เพียงลำพังสองแม่ลูกมาตั้งแต่แมนอายุเพียง 5 ขวบ แล้วพบว่าคุณแม่แหม่มเป็นมะเร็งเมื่อปี 2560 และได้สูญเสียคุณแม่ไปเมื่อพฤศจิกายนปี 2561 แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งแมนและคุณแม่เป็นกำลังใจให้กันและกันต่อสู้กับมะเร็งจนวินาทีสุดท้าย แมนเขียนเรื่องราวของตัวเองผ่านเฟสบุ๊คด้วย โดยใช้แฮชแท็ก #มะเร็งฤจะสู้มะม๊า เย็นวันหนึ่งเรามีโอกาสได้นั่งคุยกัน

“คุณแม่เป็นคนแข็งแรง ไม่เคยป่วยไข้หรือต้องเข้าโรงพยาบาล และเพราะแม่มีอาการด้านจิตเวชด้วยที่มักไม่ไว้ใจหมอ จึงไม่เคยพาไปตรวจสุขภาพเลย จนวันหนึ่งทางบริษัทมีโปรสุขภาพฟรี แมนเลยอ้อนพาคุณแม่ไปตรวจ พอไปตรวจก็แจ็คพอตแตก เพราะไปเจอค่าเลือด CEA ที่สูงกว่าปกติ แรกๆ คุณหมอยังคิดว่าอ่านผิด แต่ดูแล้วมันคือ 75 ซึ่งสูงมาก คนปกติจะอยู่ที่ 3 – 4 ไม่ควรเกิน 5 และเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง ตอนแรกก็ไม่ค่อยกล้ารับความจริงยังคิดว่าไม่เป็นไร ไม่กล้าไปตรวจแบบละเอียด”

แต่แล้วก็มีเหตุที่ทำให้แมนเปลี่ยนใจพาคุณแม่ไปหาหมอ

“คุณแม่ท้องผูกมาสองอาทิตย์ ให้ทานยาก็ไม่ถ่ายเลย มีอาการปวดหลังมากขึ้นด้วย พอพาไปหาหมอ หมอจับแอดมิดเลย แล้วก็พบมะเร็งขนาดสองเซ็นติเมตรที่ปอด วินาทีที่คุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เหมือนโลกถล่ม เกิดคำถามในหัวว่าทำไมถึงเป็นแม่ ทำไมต้องเกิดกับเรา พอตั้งสติได้ก็รู้ว่าการนั่งคิดแบบนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย สู้คิดดีกว่าว่าจะสู้กับโรคนี้อย่างไร จากนั้นทุกอย่างจะออกมาเป็นสเต็ป 1-2-3-4 อันไหนทำก่อนทำหลัง แผนการรักษาและการหาเงินมาเพื่อใช้จ่ายก็ตามมา”

เช่นเดียวกับทุกชีวิตที่เจอวิกฤต หลังจากตั้งเป้าหมายได้การต่อสู้ก็เริ่มต้นเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่การคิดถอยหลัง

“พอเอาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วก็ช็อคอีกที่พบว่าคุณแม่เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 ก็ถามหมอว่ากระบวนการรักษาจะมีโอกาสไปสู่จุดไหน คุณหมอก็พูดแค่ว่า…มีวิธีรับมือ ตกใจครับแต่ต้องปรับความคิดให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปมองว่าอีกปีหนึ่งจะเป็นอย่างไรจะยังมีแม่อยู่ไหม คือถ้ามองแบบนั้นมีแต่จะบั่นทอนเรา”

หลังจากนั้น วิถีชีวิตของทั้งสองก็เปลี่ยนไป

“ชีวิตประจำวัน จากที่เคยคิดว่าแม่ดูแลตัวเองได้ ทีนี้ไม่ได้แล้ว กลายเป็นทุกวินาทีเราต้องมีเขา เราต้องให้เวลาแม่ให้มากที่สุด จากที่เคยเลิกงานแล้วไปเที่ยวกับเพื่อนก็กลับบ้านไปอยู่กับแม่ อาหารการกินต้องคอยปรับไม่ให้กินแบบที่คุ้นเคย จากที่ซื้อแช่แข็ง ฟาสต์ฟู้ด อาหารข้างทาง ก็เปลี่ยนเป็นอาหารสดใหม่ และดีที่สุดคือทำเอง”

“ผมไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลยครับ แต่ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องสนุก มีเรื่องได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น มีหลายสูตรกับข้าวที่แม่สอนเราและช่วยให้ลืมความเครียดไปได้ มีอะไรให้คิด เช่นว่า วันนี้จะทำอะไรให้แม่กินดี หรือจะพาคุณแม่ไปในที่ท่านอยากไป อยากทำอะไรที่แม่นึกฝันแล้วเราทำได้ก็จะทำ”

การได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และสร้างความรู้สึกประทับใจให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน  

“มีครั้งหนึ่งผมพาคุณแม่ไปญี่ปุ่นซึ่งเป็นการตัดสินใจถูก พาไปในวันที่ท่านยังเดินไหวอยู่ ผมเห็นแววตาเป็นประกายใสปิ๊ง เห็นแม่มีรอยยิ้มอิ่มเอิบ แล้วก็เดินเหินได้เหมือนกับคนปกติ คุณแม่ดีใจที่เราพาไป ทำให้หัวใจเราพองฟู อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือพาแม่ไปร่วมกิจกรรมจัดสวนขวดของ Art For Cancer นี่แหละ แม่เป็นคนชอบดอกไม้และไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แล้วก็เหมือนกันเราได้เห็นแววตาแบบนั้นกลับมาอีกครั้งเวลาที่แม่จัดสวนขวด ตอนนั่งรถกลับบ้าน แม่บอกว่า แมนเชื่อมั้ย แม่ลืมไปเลยว่าปวดหลังอยู่”

ในระหว่างที่ดูแลคุณแม่นั้น ความหวังและความสิ้นหวังก็มะรุมมะตุ้มตีกันอยู่ในหัวของแมนเช่นกัน แต่ด้วยการมีสติ มีหัวใจที่เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยพลังบวก ก็ทำให้เขารับมือกับสถานการณ์และผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ไม่ยากนัก

“เรามีความหวังในเวลาเดียวกันก็ต้องเผื่อใจไว้ว่าถ้าหากคุณแม่ต้องจากไปล่ะ เป็นทั้ง แองเจิ้ล กับ เดวิล ที่ตีกันตลอดเวลา คือเราทำให้ดีที่สุดเพื่อให้แม่หาย แต่ถ้าไม่หายก็ต้องทำใจยอมรับและมีชีวิตต่อไปได้”     

“ทุกครั้งที่อาการคุณแม่ตก คือเริ่มจากเห็นอาการคุณแม่ดีขึ้นก่อน เราก็จะมีหวังเหมือนเห็นแสงสว่าง แต่สักวันสองวันก็มีอาการผิดปกติฉับพลันให้เห็น เช่น พูดไม่ได้ ปากเบี้ยว เหมือนใครมาผลักเราตกหน้าผา แต่ก็ต้องบอกตัวเองเรียกสติคืนมา เพราะหลังชนฝาแล้วต้องประคองอารมณ์ตัวเองด้วย ทำอย่างไรไม่ให้เครียดหนักเพราะเป็นจุดที่ดาวน์มาก เสียใจมาก เราต้องหาคนระบาย ซึ่งยอมรับว่าเพื่อนที่ดีช่วยได้มาก คืออย่าอยู่คนเดียวอ่ะครับ”

“เราต้องให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าไปจมกับปัญหา ต้องคิดว่าเราไม่ได้มีลมหายใจเดียว เรากำลังประคองลมหายใจของคนที่เรารักอยู่ เพราะอย่างนั้นตัวเราห้ามทรุด ต้องแข็งแรงก่อนไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีกำลังส่งไปให้คนอื่นเลย หาแรงบันดาลใจไม่ว่าจะฟังเพลงที่ชอบหรือหาเวลาไปดูหนังบ้าง กินอาหารอร่อยๆ สักมื้อแล้วกลับมาสู้ใหม่”  

“อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว บางครั้งเราก็ยังเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่เขาเพิ่งเจอปัญหา เราแนะนำเขาได้จนเมื่อเขาดีขึ้น มันสะท้อนกลับมาสร้างพลังให้เราอีกเป็นสองสามเท่า ทำให้เรามีกำลังใจไปดูแลแม่ต่อ”

“วันหนึ่งแม่ลุกขึ้นมาพูดได้เหมือนคนปกติ แล้วบอกกับเราว่า แมนเก่งมากนะ ขอบคุณนะที่ดูแลแม่ขนาดนี้ แม่จะพยายามหาย”

แมนฝากบอกทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันด้วยว่า ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ไม่ต้องกลับมาเสียใจทีหลังเมื่อเวลาคนที่รักจากไปแล้วว่า ทำไมไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะถึงตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้อีกเลย

เรื่อง&ภาพ: วรัญญู อุดมกาญจนานนท์
ภาพบางส่วน: ศุภพัฒน์ แหลมทองมงคล

พีช – ผกากาญจน์ วงษ์เนตร์ธุวร มะเร็งเต้านมทำอะไรเธอไม่ได้ และเธอจะ ‘วิ่งให้มะเร็งมันดู’

จะมีสักกี่คนที่เผชิญกับวิกฤตชีวิตอย่างโรคมะเร็งแล้วยังดูมีความสุข แถมมีสุขภาพจิตแจ่มใสเสมือนปัญหาหนักอึ้งนั้นไม่ได้ปั่นทอนพลังใจลงเลย ผกากาญจน์ วงษ์เนตร์ธุวร หรือ พีช เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเป็นคนมองโลกแง่บวกช่วยให้เข้มแข็งไม่รู้สึกท้อถอย แล้วยังพร้อมจะส่งต่อกำลังใจพร้อมพลังบวกนั้นไปยังคนที่อาจกำลังเจอปัญหาคล้ายคลึงกัน รวมถึงทุกคนในสังคมด้วย วันนี้ พีช เจ้าของคำกล่าวที่ว่า “วิ่งให้มะเร็งมันดู” นั่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังพร้อมกับเสียงหัวเราะและแววตาสดใส

“แรกๆ ก็ทำงานหนักมาก กินไม่เลือก อยากกินอะไรกิน กินหมูกระทะทุกวัน อาหารที่ไม่คลีน แล้วก็ไม่ออกกำลังกาย เริ่มรู้สึกร่างกายอ่อนแอ แค่วิ่งไปไม่กี่เมตรก็เหนื่อย คิดแค่ว่าเราทำงานบ้านก็เหมือนออกกำลังกายแล้ว พอมีครอบครัวก็ต้องส่งลูกไปเรียนตอนเช้า มีเวลาดูแลตัวเองน้อยมาก กลับบ้านก็ดึกทำงานหนัก สัปดาห์หนึ่งหยุดวันเดียว”

นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวและอาจเป็นที่มาของโรคร้าย ซึ่งหลายคนก็คงทำตัวแบบนั้นคือตามใจตัวเองจนชิน ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยป่วยไข้หนักก็จะคิดว่าตัวเองแข็งแรงอยู่เสมอ แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิด

“ฝีนี่แหละ เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังอ่อนแอ เริ่มมีปัญหาภูมิคุ้มกันไม่ดี พีชเป็นฝีแบบเป็นๆ หาย ๆ กรีดแล้วกรีดอีก กว่าจะหายได้ใช้เวลาหกเดือน จากนั้นก็เริ่มมีอาการอื่นที่ไม่เคยเป็นตามมาเช่น ท้องเสีย แต่ถึงอย่างนั้นพีชก็ยังเป็นห่วงงาน งานห้างฯ เป็นงานหนัก เวลาหยุดของคนอื่นคือเวลาทำงานของเรา”

เธอคิดว่างานที่ทำเป็นปัญหา ทำให้เครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุของความอ่อนแอ และเมื่อมีโอกาสก็ต้องหาทางเลือกใหม่ให้ชีวิต พีชย้ายงานเพื่อจะมีเวลาดูแลตัวเอง ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น และตรงนั้นเธอก็พบกับชีวิตที่มีความสุข พร้อมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจนั่นคือ ‘การวิ่ง’ ในขณะที่ทุกอย่างกำลังสดใสไปในทิศทางที่ดี ข่าวร้ายก็มาถึง

“ประมาณพฤศจิกาปี 2561 เริ่มรู้สึกว่าทำไมถึงเจ็บหน้าอก (เต้านม) แปลกๆ  ปกติการเจ็บหน้าอกของผู้หญิงจะมาก่อนช่วงมีประจำเดือน แต่อันนี้ไม่ใช่เลย มันจี้ดๆ ข้างในเหมือนมีมดกัด ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่าเป็นอะไรแต่พอทิ้งไปสักพักก็คลำเจอก้อนเนื้อบ่อยขึ้น จึงตัดสินใจไปหาหมอ หลังจากไปตรวจอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าเป็นมะเร็งเต้านม”

ทันทีที่ได้ยินจากปากคุณหมอว่าเป็นเนื้อร้าย พีชรู้สึกตัวชาและถามหมอว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อ แต่ด้วยความเป็นคนมีกำลังใจดี เธอคิดว่าไม่มีปัญหาใดที่เอาชนะไม่ได้ ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติ แล้วก็ต้องยอมรับเดินไปพร้อมกับมัน ซึ่งหมอแนะนำวิธีที่อาจจะทำให้สูญเสียความมั่นใจในความเป็นเพศหญิง แต่เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เชื้อมะเร็งลุกลามไป รักษาชีวิตไว้เป็นสำคัญพีชจึงเลือกวิธีนั้นอย่างไม่คิดมาก แต่ก่อนวันผ่าตัดเธอขอเลื่อนคุณหมอเพื่อจะไปลงแข่งวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร รายการแรกในชีวิต

“ตอนนั้นรู้แล้วว่าเราเป็นมะเร็ง พีชซ้อมสูงสุดได้ 19 กม. แบบซิตี้รันวิ่งจากบ้านไปถึงสนามหลวงถึงพระบรมรูปทรงม้า แล้วก็วนกลับบ้าน แล้วในขณะที่วิ่งก็บอกตัวเองว่าเราต้องหาย รู้แค่นั้น”

เมื่อฟังแล้วก็อาจสงสัยว่าจริงๆ แล้วพีชไม่เคยเสียใจเลยหรือ

“ต่อให้รู้สึกเข้มแข็งแค่ไหนก็อดไม่ได้หรอก โดยเฉพาะคำพูดของคนรอบข้างจะสะเทือนใจเสมอซึ่งตอกย้ำว่าเรากำลังเป็นมะเร็ง เป็นโรคร้าย หรือบางที คำพูดของญาติที่แสดงความสงสาร เวทนา ทำให้อ่อนแอลง แต่ตรงนั้นไม่สำคัญ ยังไงซะจิตใจของเราต้องพร้อมจะลุกขึ้นเผชิญหน้ากับความจริง”

ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หากแต่พ่วงความรักในครอบครัวและความฝันที่อยากจะทำไว้ด้วย ระหว่างการพูดคุย พีชโชว์ภาพของเธอที่ผ่านกระบวนการรักษา รอยแผลจากการผ่าตัดที่บันทึกไว้ในเฟสของเธอ และรวมถึงภาพการเข้าร่วมวิ่งการกุศลที่ลงสมัครไว้

“ตอนนี้กระบวนการรักษามาถึงขั้นตอนให้คีโมเพื่อทำลายเชื้อร้ายนั้นแล้วค่ะ แล้วสิ่งที่พีชกังวลอยู่ก็คือการวิ่ง พีชรู้สึกว่าแม้จะกำลังบำบัดก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับความฝัน คนเราต้องมีความหวังเพื่อจะเดินต่อไป มันอาจมีอุปสรรคมารบกวนจิตใจบ้าง แต่เราก็ต้องทำสิ่งที่หวังให้สำเร็จ ตอนแรกเป้าหมายของพีชคือวิ่ง 42 กม. มีความรู้สึกว่าลงไว้แล้วเราต้องไปต่อ ยิ่งเรารู้ว่าเราเป็นมะเร็งเราก็ต้องยิ่งสู้ ตอนนี้พีชเลยเปลี่ยนเป้าเป็นจะวิ่งให้มะเร็งมันดู”

เธอเขียนข้อความในเฟสส่วนตัวบอกเล่าชีวิตให้ผู้คนรับรู้ตอนหนึ่งว่า…ต้องขอบคุณ ‘คุณมะเร็ง’ ที่ทำให้รู้เป้าหมายของการมีชีวิต การมีลมหายใจ และเป็นแรงผลักดัน เป็นแรงกระตุ้นให้มุ่งมันที่จะออกมาทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและเพื่อคนที่เรารัก รวมถึงเพื่อสังคม

“ที่จริงไม่ว่าคุณมีความชอบตรงไหน ดึงมันออกมาใช้ คนชอบศิลปะก็ใช้ศิลปะ คนชอบดนตรีก็ใช้ดนตรี เอามาสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองเพื่อก้าวข้ามมะเร็งไปได้ ใจเราก็จะเข้มแข็ง คนที่ผ่านการผ่าตัดก็จะมีแผลไว้เป็นความทรงจำ แต่ชีวิตยังดำเนินต่อไป ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แล้วก็ยังมีลมหายใจอยู่ อย่าพึ่งยอมแพ้ เราทำเพื่อครอบครัวและคนที่เรารัก เท่านั้นเอง”   

คำพูดนั้นเหมือนกระตุ้นเตือนใครหลายคนที่กำลังมองข้ามความฝัน ใครหลายคนหลงลืมไปว่าชีวิตล้วนมีเป้าหมายที่จะไปให้ถึง ไม่มีเวลาสำหรับการท้อแท้ไม่ว่าปัญหาตรงหน้าจะสาหัสขนาดไหนก็ตาม

เรื่อง&ภาพ: วรัญญู อุดมกาญจนานนท์
ภาพบางส่วน: ผกากาญจน์ วงษ์เนตร์ธุวร

เดียร์ – นลินรัตน์ แสงเจริญถาวร สิ่งสำคัญคือเราต้องใช้ ‘ใจรักษากาย’

“Don’t worry be happy.”
ตอนที่เดียร์เป็นมะเร็งแรกๆ
เดียร์คิดถึงอนาคตวนๆ ซ้ำไปซ้ำมาทั้งวัน…ทุกวัน!
เลยลองเขียนมันออกมา
สรุปก็มีเรื่องที่กังวลอยู่ไม่กี่เรื่อง

คิดวนไปวนมาหลายรอบมาก
จนนึกขึ้นมาได้ว่า… เครียดไปก็ไม่ได้อะไร
ตอนนี้เราก็ยังโอเคอยู่หนิ!
เลยเลือกมองความสุขเล็กๆน้อยๆ
ว่าความสุขมันก็อยู่รอบตัวเรามากมาย
แค่เราดึงตัวเองออกมาจากความเครียด
แล้วหันมาให้กำลังใจตัวเอง

เดียร์ยังได้มีโอกาสฟังพระเทศน์และนำมาปรับใช้
โดยเดียร์ตื่นเช้ามาบอกกับตัวเองทุกวันว่า
“ฉันจะหาย สบายดี มีความสุข และแข็งแรง”
พร้อมกับยิ้มให้ตัวเองหนึ่งที
เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเองเล็กๆ
และความเจ็บมันก็น้อยลงเลยนะ มันมีพลังมากจริงๆ
ถือว่ารอดมาได้ด้วยประโยคนี้เลยล่ะ

เดียร์เชื่อเรื่องของ ‘ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว’
เคยสังเกตว่าตอนที่เราเจ็บแผลมากๆ ไม่หายสักที
พอมันเจ็บจี๊ดขึ้นมาทีไร เราก็ร้องว่า
โอ้ยย! เจ็บบ!

พอคิดแบบนั้นรู้สึกว่าตัวเองเจ็บหนักกว่าเดิมอีก
เราเลยเปลี่ยนความคิดว่าไม่เจ็บๆ
กลับกลายเป็นว่า เฮ้ยย รู้สึกหายเจ็บซะงั้นนน!!

นอกจากกำลังใจและน้ำใจมากมายจากคนรอบตัวที่น่ารักมากๆ
ทั้งครอบครัว แฟนและเพื่อนๆ
คุณหมอพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ศิริราช
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือสำหรับเดียร์นั่นก็คือ
กำลังใจจากตัวเอง
คือเราต้องใช้ ‘ใจรักษากาย’ ค่ะ

และนี่คือที่มาของสร้อย JUST be HAPPY
ที่เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจของเดียร์
และอยากจะใช้เพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลัง
เจอกับอุปสรรคปัญหาในชีวิตอยู่ตอนนี้

ตั๊ก – มนต์ชนก ศาสตร์หนู เป็นมะเร็งไม่สำคัญ แต่การมี ‘วันนี้’ คือสิ่งที่ดีที่สุด

ตั้งแต่เริ่มแรกที่เป็นมะเร็งก็จะมีความรู้สึกแย่ต่างๆ นานาสารพัดที่ความคิดลบจะไปได้ ทุกคนในครอบครัวมาดูแลและให้กำลังใจ เราก็เศร้าว่าอายุเท่านี้แล้วแทนที่จะดูและพ่อกับแม่ กลายเป็นนี่ทำให้ท่านเป็นห่วงกว่าปกติอีก แต่ก็ได้พลังบวกจากแฟนและพี่สาวว่า ถ้าเรามัวแต่แย่ทางใจ กายเราก็จะแย่ด้วย มันไม่ได้ทำให้มะเร็งเราหายได้เลย

จากที่คิดโทษตัวเอง ก็ค่อยๆ คิดได้ว่าสิ่งที่เราจะตอบแทนทุกคนได้ก็คือ เราต้องเข้มแข็งขึ้นมาให้ได้ทั้งร่างกายและใจ ลองคิดดูว่านี่เราก็ยังได้ตื่นมาตอนเช้า ยังได้ใช้ชีวิตอยู่ มีคนที่รัก นี่มันคือสิ่งที่ดีมากๆ ที่สุดแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ คิดเลยว่า การเป็นมะเร็งนี่มันก็ทำให้เราอยู่ง่ายขึ้นมากเลยนะ

มักจะคิดกับตัวเองบ่อยๆ ว่าในวันที่เราได้ตื่นมาใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกตินี่มันดีจริงๆ มีความสุขกับอะไรง่ายๆ เลิกโทษอดีต ไม่กังวลกับอนาคต…เพราะการที่เรามี ‘วันนี้’ คือสิ่งที่ดีสำหรับเราแล้วค่ะ

และนี่คือที่มาของสร้อย Today is Great! ที่เป็นเหมือนเครื่องรางเตือนใจของตั๊ก และอยากจะใช้เพื่อส่งต่อกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเจอกับอุปสรรคปัญหาในชีวิตอยู่

พิฆ – สุฑาพร เผื่อนพิภพ จงมีสติเพราะเรายังมีชีวิตอยู่ “ฉันยังไม่ตาย”

ครั้งแรกที่เรามองกระจก
เราเห็นสภาพตัวเองแย่มากๆ
เรารู้สึกท้อ เหนื่อย สิ้นหวัง
ทั้งเรื่องค่ารักษาพยาบาล
ทั้งเรื่องการดูแลตัวเองและเรื่องต่างๆ

ถึงแม้ว่าเราจะลำบาก
แต่เราก็ไม่เคยคิดจะพึ่งใคร
ไม่อยากกวนที่บ้าน
เรายังไปทำงานตามปกติ
ทั้งๆ ที่บางทีร่างกายไม่อำนวย
หน้าที่การงานก็ยังไม่มั่นคง
เพราะเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน
เรื่องเงินจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่
รองลงมาจากอาการป่วย

ตอนนั้นเราท้อมากก
ร้องไห้จนเหนื่อย
แล้วก็มองหน้าตัวเองอยู่หน้ากระจก
เห็นภาพตัวเองนั่งสะอื้น

แล้วเราก็ถอนหายใจแรงๆ
มันเลยรู้สึกถึงลมหายใจของตัวเอง
ทำให้เรามีสติคิดได้ว่า
เออ เรายังมีชีวิตอยู่นี่นา
ฉันยังไม่ตายนะ