ผศ.โสภา อ่อนโอภาส ศิลปะคือพื้นที่ปลอดภัยของหัวใจ

ศิลปะที่อาจเป็นเพียงกิจกรรมยามว่างสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์โสภา อ่อนโอภาส หรือ “พี่เจี๊ยบ”
ศิลปะคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ความกลัว ความเศร้า และความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้ ค่อย ๆ ปรากฏผ่านเส้น สี และการเคลื่อนไหว
จากประสบการณ์ของการเป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม สู่บทบาทนักศิลปะบำบัดวิชาชีพ พี่เจี๊ยบชวนเราเข้าใจว่า การเยียวยาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพยายามเข้มแข็ง แต่เริ่มได้จากการยอมรับความรู้สึก และมอบพื้นที่ปลอดภัยให้หัวใจได้พักบ้างในวันอ่อนแอ

ในวันที่รู้ว่าป่วย หัวใจต้องการเวลาเพื่อตั้งหลัก

ธรรมชาติมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจได้ส่วนหนึ่ง เมื่อทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านม ความรู้สึกแรกของพี่เจี๊ยบคือความตกใจและกลัวไม่สวย ซึ่งช่วงก่อนเข้ารับการผ่าตัด พี่เจี๊ยบจึงเลือกเดินทางไปทะเลที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อพักใจและสวมชุดว่ายน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปจากการรักษา หลังจากนั้น พี่เจี๊ยบเริ่มกลับมาดูแลตัวเอง ทั้งการปรับอาหาร ออกกำลังกาย และทำสมาธิ ขณะเดียวกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนผู้ป่วยระหว่างรอพบแพทย์ ก็ช่วยให้ความวิตกกังวลเบาลง ประสบการณ์นี้ทำให้พี่เจี๊ยบเห็นว่า ในช่วงเวลาของความเจ็บป่วย ผู้ป่วยอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำมากมาย สิ่งสำคัญคือการมีพื้นที่ให้ได้พัก ตั้งหลัก และรู้ว่าตนเองไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้เพียงลำพัง

ศิลปะบำบัด “ไม่ต้องสวย และไม่ต้องเก่ง”

เพราะไม่ต้องใช้ทักษะพิเศษทางด้านศิลปะ เพียงแค่ปล่อยให้ ‘มือพาไป’ ตามความต้องการของใจ พี่เจี๊ยบอธิบายว่า ศิลปะบำบัดแตกต่างจากการเรียนวาดภาพทั่วไป เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ แสง เงา หรือความสวยงามของผลงานแนวภาพเหมือน แต่สนใจในกระบวนการและความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างลงมือทำ ผู้ทำไม่จำเป็นต้องวาดรูปเป็น เพียงเลือกสี ลากเส้น ปั้น ฉีก หรือปะติดวัสดุตามความรู้สึก โดยไม่ต้องกังวลว่าผลงานสุดท้ายจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ศิลปะจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนความรู้สึกภายใน
ซึ่งบางครั้งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ ให้ปรากฏออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องและค่อย ๆ ทำความเข้าใจได้

เส้นและสีอาจพูดแทนความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้

ความจริงอย่างหนึ่งที่ถูกค้นพบคือ “ศิลปะโกหกไม่ได้” ความกลัว ความโกรธ หรือความเศร้าบางอย่างอาจพูดออกมาได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเอง ศิลปะจึงทำหน้าที่เป็นอีกภาษาหนึ่งที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้สิ่งเหล่านั้นปรากฏออกมา ซึ่งบางภาพอาจดูสดใส แต่กลับมีเส้นหรือรูปทรงเล็ก ๆ ที่สะท้อนความไม่สบายใจซ่อนอยู่ ขณะที่ลักษณะของเส้น
ซึ่งนุ่มนวล ต่อเนื่อง หรือยุ่งเหยิง ก็อาจบอกถึงภาวะจิตใจในช่วงเวลาที่กำลังทำงานศิลปะ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของนักศิลปะบำบัดไม่ใช่การรีบตีความภาพแทนเจ้าของผลงาน แต่คือการชวนพูดคุยอย่างอ่อนโยนว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพมีความหมายอย่างไร
สำหรับเขาเมื่อความรู้สึกเริ่มมีรูปร่าง ผู้ป่วยก็อาจมองเห็นและพูดถึงเรื่องที่ค้างอยู่ในใจได้ง่ายขึ้น

เมื่อเส้นเคลื่อนไปพร้อมลมหายใจ ศิลปะก็เป็นการภาวนาได้

เริ่มง่ายๆ จากการแค่ลากเส้นไปเรื่อย ๆ ให้สอดคล้องกับจังหวะหายใจเข้า–ออก พี่เจี๊ยบเล่าว่า ศิลปะบำบัดสามารถเชื่อมโยงกับการฝึกสมาธิได้ผ่านกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การลากเส้นตามจังหวะหายใจ การวาดลวดลายแบบ Zentangle หรือการระบายสีอย่างจดจ่อ เมื่อใจกลับมาอยู่กับเส้น สี และการเคลื่อนไหวตรงหน้า ความคิดที่เคยฟุ้งกระจายจะค่อย ๆ สงบลง ลมหายใจผ่อนคลายขึ้น และร่างกายเริ่มคลายจากความตึงเครียด สำหรับผู้ที่มีความเครียดสะสม อาจใช้กระดาษแผ่นใหญ่และวาดเส้นด้วยการเคลื่อนไหวเต็มช่วงแขน เพื่อให้ร่างกายได้ขยับและระบายความเกร็งของกล้ามเนื้อออกมา โดยกระบวนการนี้ทำให้ศิลปะไม่ได้ทำงานเฉพาะกับความคิดหรืออารมณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกาย ลมหายใจ และจิตใจ กลับมาอยู่กับปัจจุบันร่วมกันอีกครั้ง

ปลายทางไม่ใช่ผลงานสวย แต่คือหัวใจที่เบาลง

ใจความสำคัญของศิลปะบำบัดไม่ใช่การประกวด ดังนั้นไม่ต้องสนใจความสวยงามสำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกว่าตนเองไม่เก่งศิลปะ พี่เจี๊ยบแนะนำให้เริ่มต้นจากการเล่น เช่น วาดเส้นต่อกันกับเพื่อน ลองปั้น ฉีก หรือปะติด โดยไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าผลงานจะต้องออกมาเป็นอะไร เมื่อพื้นที่นั้นไม่มีการตัดสินและไม่มีการเปรียบเทียบ ผู้เข้าร่วมจะค่อย ๆ รู้สึกปลอดภัยและกล้าเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้น หลายคนสามารถเล่าเรื่องราวความทุกข์ผ่านเส้นและสีได้ง่ายกว่าการเริ่มต้นพูดคุยโดยตรง และการทำศิลปะร่วมกันเป็นกลุ่มยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย จากคอร์สภาวนาและศิลปะบำบัด ที่พี่เจี๊ยบได้กรุณาเป็นวิทยากรร่วมจัดกับ Art for Cancer มาหลายปี ทำให้พี่เจี๊ยบได้เห็นคนที่พบกันเพราะมีความทุกข์คล้ายกัน ค่อย ๆ กลายเป็นมิตรที่เข้าใจและส่งกำลังใจให้กัน หรือจาก “เพื่อนทุกข์” กลายเป็น “เพื่อนสุข”

ท้ายที่สุด คุณค่าของศิลปะบำบัดจึงไม่ได้วัดจากภาพที่สวยที่สุด แต่อาจอยู่ในรอยยิ้มหลังจบกิจกรรม ความรู้สึกที่เบาลง หรือการที่ใครคนหนึ่งได้กลับมาเป็นเพื่อนกับหัวใจของตัวเองอีกครั้ง เพราะบางครั้ง หัวใจไม่ต้องการคำตอบ เพียงต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยมากพอให้ได้รู้สึก ได้ปลดปล่อย และได้เป็นตัวเองอย่างไม่ถูกตัดสิน


เรื่องและภาพ : นภาลัย เชื้อเชียงเม่น

Share To Social Media