หากพิจารณาให้ดี มากกว่าครึ่งของชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับ ‘การเลือก’ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ความสำเร็จหรือล้มเหลว ความรักหรือความเกลียด ฯลฯ ล้วนเกิดจากการเลือกทั้งสิ้น บางครั้งเราเป็น ‘ผู้เลือก’ แต่ไม่น้อยเราก็กลายเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ทั้งที่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ตามแต่สถานการณ์จะพาไป แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้เลือกหรือผู้ถูกเลือกในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม เราทุกคนล้วนต้องการโอกาสในการตัดสินใจหรือเพียงมีส่วนร่วมในการเลือกบางอย่าง แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ขอแค่ให้ได้เลือกด้วยตัวเอง แม้ในสถานการณ์นั้นเราจะไม่ได้อยู่สถานะที่จะเลือกอะไรได้ก็ตาม
“เพราะหมอมะเร็งไม่ได้รักษาแค่ตัวโรค แต่เรารักษาคนไข้ ผมจึงไม่ใช่หมอที่จะบอกคนไข้ว่า ‘คุณต้องเลือกทางนี้เท่านั้น ทางนี้ดีที่สุด’ แต่ผมจะใช้การรับฟังว่า คนไข้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเขาอยากให้หมอช่วยตัดสินใจอะไรบ้างไหม เช่น หากคนไข้มีข้อจำกัดบางอย่าง หมอก็จะช่วยดีไซน์เส้นทางที่เหมาะกับคนไข้ให้มากที่สุด แต่สุดท้ายสิทธิในการเลือกทั้งหมดอยู่ที่คนไข้ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า เส้นทางที่ดีที่สุดหรือกระบวนการการรักษามะเร็งที่ถูกต้องที่สุดนั้นเป็นเพียงสถิติจากการศึกษาที่บ่งชี้ถึงผลลัพธ์ทางการรักษาโรค แต่แน่นอนว่าหมอมะเร็งแทบทุกคนไม่มีทางรู้แน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่า ผลลัพธ์ของแผนการรักษาคนไข้แต่ละคนจะออกมาเป็นอย่างไร เราเพียงเดินตามไกด์ไลน์ที่เคยศึกษาและบ่งชี้ว่า ทางนี้ได้ผลลัพธ์ทางการรักษาโรคที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้การันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะดีที่สุดสำหรับคนไข้คนนี้ และถึงแม้ว่าทางนั้นจะทำให้โรคของคนไข้หายได้จริงๆ แต่หากระหว่างทางคนไข้กลับทุกข์หนัก หรือพอโรคหาย คนไข้กลับต้อง Suffer กับสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต ผมคิดว่าก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว”

หมอนาย-นพ.วิกรม เจนเนติสิน อายุรแพทย์เฉพาะทาง มะเร็งวิทยา ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 15 ปี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็งแบบองค์รวม ภายใต้แนวทางการรักษาที่ทันสมัยอย่างการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team : MDT) เพื่อออกแบบและวางแผนการรักษาโรคมะเร็งเฉพาะบุคคล ในวัย 43 ปี นอกจากบทบาทของคุณหมอฟูลไทม์ของโรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark Hospital) และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของเพจ ‘หมอมะเร็งไทยแลนด์’ พื้นที่แบ่งปันความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่มุ่งเน้นข้อมูลที่ถูกต้องผ่านเนื้อหาเข้าใจง่าย เพื่อหวังให้คนไทยเข้าใจและรับมือกับโรคมะเร็งได้ดีขึ้นแล้ว หมอนายยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ ‘แคนเซอร์ อะแวร์ พลัส’ (Cancer Aware Plus) แอปพลิเคชันที่จะช่วยเพิ่มสถิติของคนไทยหายขาดจากมะเร็ง
“ทุกวันนี้ ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณไปกับการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลามกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ นอกจากค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังรักษาไม่หาย และพอไม่หาย คนไข้ก็ไม่สามารถกลับไปสร้าง GDP (Gross Domestic Product) ให้กับประเทศได้ เพราะคนไข้ต้องรักษาตัวเองไปเรื่อยๆ นี่เองเป็นเหตุผลที่เราพยายามผลักดัน Cancer Aware Plus เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งได้เร็ว ช่วยให้เจอโรคในระยะต้น ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเราจะเริ่มต้นในกลุ่มเสี่ยงก่อน ทั้งด้านอายุ พันธุกรรม และความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะสามารถเปลี่ยนสถิติจากเดิมที่เจอมะเร็งในระยะลุกลามกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ และวันนั้นนอกจากคนไข้มะเร็งจะมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น และกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมแล้ว บรรดาแพทย์เองก็จะมีงานน้อยลง จากเดิมที่เราต้องติดตามอาการคนไข้ระยะลุกลามทุก 2-4 สัปดาห์ หากคนไข้มะเร็งสามารถรักษาหายขาดได้ จำนวนคนไข้สะสมก็จะลดน้อยลง ซึ่งช่วยลดงานให้หมอมะเร็งได้ทั่วประเทศ ในขณะที่คนไข้เองก็ไม่ต้อง Suffer มาโรงพยาบาลบ่อยๆ และไม่ต้องมานั่งรอหมอนานๆ แน่นโรงพยาบาล นี่คือสิ่งที่ผมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด”

ก้าวแรกบนเส้นทางมะเร็ง
“สมัยที่เพิ่งจบหมอและศึกษาต่อด้านอายุรศาสตร์ (Internal Medicine) ผมเจอเคสมะเร็งเยอะมาก และมักเจอเคสหนักๆ ระยะท้ายๆ ต้องแอดมิตเสียส่วนใหญ่ จนเกิดความสงสัยว่า ทำไมเคสแต่ละเคสที่มาถึงมือเรา ไม่มีทางรักษาได้เลย ในขณะที่คนไข้เองก็ดูทุกข์มาก นั่นเป็นจุดประกายแรกๆ ที่ทำให้ผมเลือกที่จะศึกษาต่อด้านมะเร็ง เพราะอยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ อยากเป็นความหวังของคนไข้ อยากให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีขึ้น
“ช่วงที่เรียนแพทย์ผมมีโอกาสได้เรียนเรื่อง การดูแลคนไข้แบบองค์รวม (Holistic Approach) คือ การดูแลคนไข้แบบองค์รวมทุกอย่าง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ แต่มาเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็ตอนเป็นหมอมะเร็งนี่แหละ เพราะคนไข้มะเร็งแทบทุกคนจะเป็นคนไข้ที่มีความป่วยในทุกมิติ ฉะนั้น หมอมะเร็งที่เก่งจริงๆ ต้องสามารถคลายทุกข์ให้คนไข้ได้ในทุกมิติ และสิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ผมตั้งใจและพยายามทำมาตลอด เพราะการเป็นมะเร็งไม่ใช่แค่ความทุกข์ทางกาย แต่ทุกข์ทุกอย่าง ทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางความคิด ฯลฯ และคนไข้มะเร็ง Suffer ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ตัวโรคไม่ได้รักษายาก เช่น คนไข้มะเร็งระยะต้น แต่อย่างที่รู้กันดีว่า คนไข้ไม่ได้ทุกข์แค่ตัวโรค แต่เขาจะทุกข์ไปถึงจิตใจ ทุกข์ไปถึงคนในครอบครัว หมอมะเร็งในอุดมคติของผมจึงไม่ใช่แค่คนที่สามารถเคลียร์โรคทางกายเท่านั้น แต่ต้องสามารถเคลียร์ทุกความทุกข์ให้คนไข้ได้”

ทางเลือก VS ทางรอด
“ในความจริงนั้น การรักษาโรคมะเร็งอาจจะมีไกด์ไลน์ที่ให้เดินตามอยู่ แต่การเดินตามไกด์ไลน์นั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงเสมอไป อาจจะมีทางแยก ทางโค้ง ฯลฯ ได้บ้างตามความเหมาะสมกับคนไข้ในแต่ละคน นั่นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่คนไข้ต้องรับรู้ในทุกมิติของทางเลือกที่มีอยู่ เพราะการรักษามะเร็งนั้นไม่เหมือนการรักษาโรคทั่วไป คนไข้มะเร็งจำเป็นต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เตรียมร่างกายเท่านั้น แต่เขาต้องจัดการเรื่องการงาน การเงิน ครอบครัว ฯลฯ นั่นทำให้เส้นทางที่หมอตั้งใจเลือกให้เขาก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกับเขาในทุกๆ มิติมากกว่า
“บ่อยครั้งทางที่คนไข้เลือกอาจจะไม่ใช่ทางที่ตรงกับไกด์ไลน์ของการรักษา แต่เป็นทางเลือกที่ช่วยซัปพอร์ตคนไข้ในแง่อื่น เช่น แง่ของค่าใช้จ่าย แง่ของการทำงาน แง่ของครอบครัว ฯลฯ ซึ่งทำให้คนไข้สามารถรักษาตัวอย่างต่อเนื่องและผลการรักษาอาจจะดีกว่า สิ่งที่หมอมะเร็งควรทำก็คือเสนอทางเลือกหลายๆ ทางให้คนไข้ โดยทางแรกสุดก็ยังต้องเป็นทางที่คนไข้จะมีโอกาสหายขาดได้มากที่สุด รวมถึงบอกข้อดีและข้อเสีย หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากคนไข้เลือกทางนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ในการรักษามะเร็ง ทุกทางเลือกล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่คนไข้ควรรู้ทุกทางเลือกก่อนที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น ทางเลือกที่ 1 อาจจะมีข้อดี 90 เปอร์เซ็นต์ แต่มีข้อเสีย 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์นั้นเขารับได้ไหม เพราะบริบทของคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะรับได้ บางคนก็อาจจะรับไม่ได้และอาจจะนำไปสู่ความทุกข์ใจอย่างรุนแรง หรือเป็นความทุกข์ที่อาจจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ในฐานะของหมอมะเร็ง เราต้องเปิดใจรับฟังคนไข้ สำคัญที่สุดคือยืดหยุ่นเพื่อหาทางรักษาที่ดีที่สุดร่วมกัน โดยบ่อยครั้งอาจจะไม่ใช่การพูดคุยในครั้งเดียว แต่อาจจะต้องคุยซ้ำๆ ปรับจูนกันไปเรื่อยๆ ตลอดการรักษา และสุดท้ายสิ่งที่หมอมะเร็งต้องยอมรับให้ได้ก็คือ ไม่ว่าคนไข้จะเลือกทางที่ดีที่สุดที่เราเสนอให้หรือไม่ นั่นคือสิทธิของคนไข้โดยชอบธรรม”

หมอรักษา ‘รอยยิ้ม’
“ในเรื่องการรักษานั้น ผมพยายามให้อำนาจในการตัดสินใจกับคนไข้มากที่สุด เพราะสิ่งที่เป็น Pain Point ของคนไข้มะเร็งคือ บางทีเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรเลย เพราะไปเจอหมอที่บอกว่าต้องทำ 1-2-3-4 เท่านั้น เหตุผลที่หมอส่วนใหญ่มักพูดแบบนั้นก็อาจจะเป็นเพราะความหวังดีล้วนๆ คือ อยากให้คนไข้มีโอกาสหายมากที่สุด ไม่อยากให้คนไข้เลือกผิดทาง โดยหมอเองก็อาจจะลืมนึกไปว่า เส้นทางดังกล่าวไปขัดกับความคิดของคนไข้หรือเปล่า ทำให้บางทีก็กลายเป็นต้นเหตุให้คนไข้หนีหายหรือเลือกเดินเส้นทางอื่นไปเลย ทำให้เขาเสียโอกาสที่จะหายขาดไปอย่างน่าเสียดาย
“ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมจึงพยายามจะดีไซน์สิ่งที่ตรงกับความต้องการของคนไข้ ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ภายใต้การรักษาโอกาสที่เขาจะหายขาดได้ แม้เปอร์เซ็นต์อาจจะลดลงนิดหน่อย เช่น จากที่ควรจะหายขาด 90 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะมีโอกาสลดลงมาเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เขายังอยู่ในการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หนีหายหรือเลือกไปเส้นทางอื่น
“สิ่งสำคัญคือคนไข้เองก็ต้องทำความเข้าใจเส้นทางการรักษามะเร็งทุกทางก่อนจะตัดสินใจเลือก และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องเข้าใจว่า เส้นทางนั้นสุดท้ายจุดหมายปลายทางคืออะไร และการเดินทางถึง Goal นั้น เราต้องทำอะไร และระหว่างทางนั้น เราต้องเจอกับอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ของการรักษาที่ดี เพราะเมื่อไรที่เราไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด อาจจะทำให้เดินไปอย่างสะเปะสะปะและอาจจะออกนอกลู่นอกทาง แน่นอนว่าผลการรักษาก็อาจจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด
“นอกจากความเข้าใจในการรักษาแล้ว คนไข้ยังต้องทำความเข้าใจกับความคิดตัวเอง เมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองเริ่มเกิด ‘มโนทุกข์’ หรือทุกข์จากความคิดลบ คิดร้าย คิดล่วงหน้าไปก่อน ฯลฯ ต้องรีบดึงตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะการจมไปกับความคิดเหล่านั้น ไม่มีประโยชน์และไม่มีใครช่วยเราได้ แม้แต่หมอเองก็ช่วยไม่ได้”

วันที่ไม่มีมะเร็ง…ไม่มี
“ขึ้นชื่อว่ามะเร็งก็ยากทุกชนิด เพราะมะเร็งแต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อย และต่อให้เป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน เช่น เป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกัน ระยะเดียวกัน ข้างเดียวกัน ฯลฯ แต่บางคนอาจจะรักษาได้ง่าย ขณะที่บางคนรักษาได้ยาก เพราะมะเร็งไม่ใช่โรคที่เราเห็น แต่เป็นสิ่งที่เป็นซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรม นั่นจึงทำให้รหัสพันธุกรรมมะเร็งในแต่ละคนไม่เหมือนกัน และจะยากขึ้นไปอีก หากมะเร็งนั้นเป็นชนิดที่หายาก เพราะต้องยอมรับว่า การรักษามะเร็งทุกวันนี้อิงจากข้อมูลเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นมะเร็งระยะนี้ หน้าตาแบบนี้ รหัสพันธุกรรมแบบนี้ ต้องรักษาอย่างไร ก็จะมีข้อมูลที่เคยทำการทดลองมาแล้วว่า รักษาแบบไหน และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ถ้าเป็นมะเร็งหายากหรือมะเร็งที่พบไม่บ่อย ก็จะมีเพียงข้อมูลที่บอกว่า เคยมีคนทำแบบนี้แล้วดีขึ้น ซึ่งยากเพราะเราไม่รู้ว่า ถ้ารักษาแบบเดียวกันนี้กับคนไข้เราแล้วจะดีหรือเปล่า สิ่งที่หมอจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้มะเร็งหายากหรือคนไข้มะเร็งระยะลุกลาม ก็คือการรักษาประคับประคองคนไข้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการค้นพบออปชันใหม่ๆ ที่จะสามารถยืดอายุคนไข้ไปได้อีก แต่ทางที่ดีที่สุด ผมยังยืนยันว่าเราทุกคนควรตรวจคัดกรองเป็นประจำ เพื่อจะเจอมะเร็งในระยะต้นๆ และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้
“เพราะโรคมะเร็งเกิดจากเซลล์ดีที่เมื่อผ่านการใช้งานไปนานๆ ก็จะเกิดความเสื่อมและผิดปกติขึ้นก็กลายเป็นมะเร็ง ฉะนั้น ยิ่งคนเราอายุมากขึ้น อายุยืนขึ้น ก็มีโอกาสเกิดมะเร็งได้ตลอดเวลา และไม่มีวันที่มะเร็งจะหายไปจากโลกใบนี้ แต่ผมเชื่อว่า เราจะมีวิธีการรักษามะเร็งได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากวิวัฒนาการที่ล้ำสมัยและการพัฒนาที่เร็วขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา และทุกวันนี้เราก็มีระบบการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น ระบบการถอดรหัสที่ดีขึ้น รวมถึงคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ผลการศึกษาก็เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 5-10 ปี แต่เดี๋ยวนี้ 2-3 ปี ก็รู้ผลแล้ว ฉะนั้น อย่าหมดหวังบนเส้นทางสายนี้”
___
เรื่อง : เพชรภี ปิ่นแก้ว
ภาพ : วุฒินันท์ จันโทริ